หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

คนเสื้อแดงกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

คนเสื้อแดงกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

 

หากจะมองให้ดีแล้วก็ถือว่ากลุ่มคนเสื้อแดงได้ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงปัญหา ทั้งเชิงโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในการที่จะปฏิรูประบบต่างๆ ให้มีความก้าวหน้ามากขึ้น

โดย โคแบร์

มาถึงตอนนี้เราก็เห็นแล้วว่า กลุ่มคนเสื้อแดงเป็นกลุ่มที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมในเชิงโครงสร้างเป็น อย่างมาก จนกระทั่งถึงมีเหตุนองเลือดในกรุงเทพมาหานคร ทำให้สังคมทุกชนชั้นส่วนมากตั้งปัญหากับกลุ่มคนเสื้อแดงต่างๆนาๆว่า เป็นใคร มาจากไหน มาทำอะไรบ้าง แน่นอนเราก็ต้องยอมรับว่ามีทั้งต่อต้านและสนับสนุน ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามปกติในสังคมบ้านเราและนานาประเทศ

หาก เรามามองถึงกลุ่มคนที่ออกมาต่อต้านคนเสื้อแดง เราจะเห็นว่า กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ไม่ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ผมเองเชื่อว่าคนกลุ่มนี้เขาเองก็ไม่ได้สนอกสนใจกับปัญหาเหล่านี้มากเท่าไร นัก ก็เหมือนกับประชาชนคนธรรมดาที่มีการเสพข้อมูล ข่าวสาร หรือทำกิจกรรมที่สนุกสนานไปวันๆ  แต่คนกลุ่มนี้เขาเชื่อในสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากระบบการศึกษาในบ้านเรา หรือประเพณีวัฒนธรรมในบ้านเราที่รู้สึกว่ามันขัดกับสิ่งที่บรรพบุรุษถูกปลูก ฝังมาโดยตลอด อย่างเช่น การเคารพผู้อาวุโสกว่า การห้ามวิพากษ์วิจารณ์ในบางเรื่องที่สังคมต้องห้าม โดยมองว่าสังคมควรเดินตามเส้นทางที่บรรพบุรุษได้ปูทางไว้เป็นการดีที่สุด แล้ว ห้ามเปลี่ยนแปลงเส้นทางนี้โดยเป็นอันขาด มิฉะนั้นอาจจะถูกมองว่าเป็นพวกนอกคอก หรือหนักไปกว่านั้นก็คือ เนรคุณแผ่นดิน

(อ่านต่อ)

http://turnleftthai.blogspot.com/2012/02/blog-post.html 

ผู้ประท้วงอียิปต์บุกล้อมมหาดไทยเจ็บกว่า 400 โทษตำรวจต้นเหตุนองเลือดสนามฟุตบอล

ผู้ประท้วงอียิปต์บุกล้อมมหาดไทยเจ็บกว่า 400 โทษตำรวจต้นเหตุนองเลือดสนามฟุตบอล

 


จ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยปะทะกับกลุ่มผู้ประท้วงที่ปา ก้อนหินเข้าใส่ ต่อความล้มเหลวของตำรวจในการป้องกันเหตุนองเลือดในสนามแข่งขันฟุตบอลที่ เมืองพอร์ท ซาอิด เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 74 ราย และบาดเจ็บอีกกว่าพันคน


โดยกลุ่มผู้ชุมนุมนับพันเข้าปิดล้อมกระทรวงมหาดไทยอียิปต์ใน วันนี้ ซึ่งนับเป็นวันที่สองของการประท้วงต่อต้านรัฐบาลหลังเกิดเหตุจลาจลนองเลือด ในการแข่งขันฟุตบอล  รายงานระบุว่า ผู้ประท้วงยังคงปักหลักบนถนนรอบกระทรวงมหาดไทยในกรุงไคโรท่ามกลางความมืด ผู้เห็นเหตุการณ์รายงานว่า ผู้ประท้วงได้เข้าล้อมรถที่มีตำรวจอยู่ภายในเป็นเวลาอย่างน้อย 45 นาที แต่ได้มีผู้ประท้วงบางส่วนช่วยกันให้รถคันดังกล่าวสามารถออกไปจากวงล้อมได้
 
(อ่านต่อ)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1328237754&grpid=&catid=06&subcatid=0600



กลุ่มสังคมนิยมปฏิวัติอียิปต์ประกาศว่าความรุนแรงที่สนามฟุตบอลเป็นแผนร้ายของทหารเพื่อหาโอกาสครองอำนาจต่อ และเพื่อลงโทษแฟนฟุตบอล์กลุ่ม "อุลตรา" ที่มีส่วนร่วมในการล้มมูบารัก

 

(คลิกอ่าน) 

http://www.socialistworker.co.uk/art.php?id=27432 

′ความเป็นไทย+ความเป็นคน′

′ความเป็นไทย+ความเป็นคน′

 

โดย เกษียร เตชะพีระ 


ท่ามกลางการถกเถียงสาธารณะเกี่ยวกับกฎหมายอาญามาตรา 112 ในปัจจุบัน มีการหยิบยกอ้างอิงเอกลักษณ์ไทยหรือความเป็นไทย มาตั้งประจันเป็นขั้วตรงข้ามโต้แย้งหลักสิทธิมนุษยชนสากลในลักษณะสัมพัทธ นิยม (relativism) ในความหมายที่ว่าคนไทยมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว ไม่เหมือนคนทั่วไปในโลก หลักสิทธิมนุษยชนจึงไม่อาจประยุกต์ใช้กับคนไทยได้เต็มร้อย ต้องมีข้อยกเว้น ดังเช่นกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทย จะเอาไปเปรียบกับกฎหมายปกป้องประมุขรัฐทำนองเดียวกันของประเทศอื่นตามเกณฑ์ สิทธิมนุษยชนสากลไม่ได้ ฉะนั้นจึงไม่ผิดแปลกที่เราจะกำหนดโทษไว้หนักกว่า หรือเปิดช่องให้ไม่ว่าใครก็ฟ้องร้องกล่าวโทษผู้อื่นข้อหานี้ได้ มิไยว่ามันจะเป็นช่องโหว่ให้ข้อหานี้ถูกฉวยใช้ทางการเมืองไปในทางมิชอบก็ตาม เป็นต้น

คำกล่าวอ้างนี้ก่อเกิดปฏิกิริยาหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือบทกลอนประจำวันอาทิตย์ใน มติชนรายวันหน้า 3 มุมบนซ้ายของ คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ กวีเจ๊กปนลาว เมื่อ 18 ธันวาคม ศกก่อนว่า


คนทั้งโลกมองเห็นเป็นสีดำ 

แต่เจ้ากรรมมองเห็นเป็นสีขาว 

ความเป็นไทยคล้ายมนุษย์ต่างดาว

ไม่เหมือนชาวโลกนี้ที่เป็นคน 


ขออนุญาตคัดลอกบางส่วนมาเสนอไว้เป็นอนุสรณ์แด่จิตรและอนุสติ แก่นายทุน ขุนศึก นักเลือกตั้ง เนติบริกรและสื่อบริการทั้งหลายผู้เห็นและทำกับคนไทยไม่เหมือนคน, จนสยามประเทศที่รักของเราต้องประสบมหาวิบัติในรอบหลายปีที่ผ่านมา ณ ที่นี้ : -

"...แต่คนย่อมเป็นคน บ่คือควายที่โง่งึม
ไผเหวยจะนอนพึม และพ่ายแพ้ลงพังภินท์
ฟ้าลวกด้วยเปลวเลือด ระอุเดือดทั้งแดนดิน
วอดวายทุกชีวิน แต่คนยังจะหยัดยืน
ถึงยุคทมิฬมาร จะครองเมืองด้วยควันปืน
ขื่อแปจะพังครืน และกลิ่นเลือดจะคลุ้งคาว
แต่คนย่อมเป็นคน ในสายธารอันเหยียดยาว
คงคู่กับเดือนดาว ผงาดเด่นในดินแดน
ถึงปืนก็เถอะปืน เจ้ายิงคนอย่างหมิ่นแคลน
ใจสู้นี้เหลือแสน กว่าปืนสูจะตัดสิน
คาวเลือดที่ไหลอาบ ซึมกำซาบในเนื้อดิน
ปลุกใจอยู่อาจิณ ให้กวาดล้างพวกกาลี
ฟ้ามืดเมื่อมีได้ ก็ฟ้าใหม่ย่อมคงมี
แสงทองเหนือธรณี จะท้าทายอย่างทรนง
เมื่อนั้นแหละคนนี้ จะยืดตัวได้หยัดตรง
ประกาศด้วยอาจอง "กูใช่ทาสหากคือไท"
หากคือไทย...ฮา !!.....
ต่อสู้ ไผสิอยู่อย่างสยบซบกับส้น
ถึงเกือกเหล็กกระทืบทับแทบอับจน 

เอาหัวชนฝาสู้อยู่อย่างไท
เขาจึงสู้อยู่อย่างคนบนผืนดิน 

พิทักษ์ถิ่นไว้ด้วยเลือดอันเดือดใหม้
ตายก็ฝังยังก็อยู่สู้ต่อไป ให้ลือใจคนกล้าทั้งธาตรี......
นี้ฤๅคือยุคใหม่ ยุคแห่งไทยพัฒนา
ยุคเลือดเชือดประชา ยุคปีศาจปล้นชาติไทย
แต่คนย่อมเป็นคน ถึงยากจนก็รวยใจ
รวยแรงที่แกร่งไกร จะต่อสู้ศัตรูคน
กูไทยต้องเป็นไท จะเป็นทาสบ่ยอมทน
ชื่อไทยที่เรียกตน จะเย้ยตัวจนยามตาย
ถึงแพ้สักสิบแพ้ บ่ท้อแท้จะท้าทาย
สู้ใหม่อย่างไว้ลาย ให้โลกลือกูคือไท
ไทย-ไทคำนี้อ้า อัศจรรย์ จริงเอย
เป็นชื่อชาติชนฉกรรจ์ กาจกล้า
ไทยทนแก่อาธรรม์ เป็นทาส มีฤๅ
มีแต่ยืนผงาดฟ้า ไล่ล้างอาธรรม์.....



และอีกบทส่งท้ายจาก "วิญญาณสยาม" ของ "กวีการเมือง" เช่นกัน (ต.ค.2507)

อา...นามไทย ใช่ทาส...พิลาศนัก ธำรงสิทธิ์ อิศรศักดิ์ อันสูงส่ง

"ไท" นามนี้ มีกังวาน สร้านทรนง ไทยต้องคง คุณค่านั้น นิรันดร


(อ่านต่อ)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1328276205&grpid=&catid=02&subcatid=0207