หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

สังคมใหม่ไม่เกิด ถ้าไม่จัดตั้งชนชั้นกรรมาชีพ

สังคมใหม่ไม่เกิด ถ้าไม่จัดตั้งชนชั้นกรรมาชีพ 


 
การที่กรรมาชีพเป็นคนส่วนใหญ่ เป็นเพียงสาเหตุหนึ่งที่นักสังคมนิยมเน้นการทำงานกับกรรมาชีพและมองว่า กรรมาชีพคือผู้ปลดแอกสังคม สาเหตุที่อาจสำคัญกว่านั้นคือเรื่องอำนาจทางเศรษฐกิจที่มาจากการทำงานสำคัญๆ ทุกอย่างในสังคม เพราะถ้ารวมตัวกันนัดหยุดงานหรือยึดสถานที่ทำงาน ก็จะคุมเศรษฐกิจในมือในขณะที่นายทุนและแม้แต่นายพลผู้บังคับบัญชาทหารทำอะไร ไม่ได้ในสถานการณ์แบบนั้น

โดย ลั่นทมขาว 


ในยุคนี้เรามักได้ยินคนที่อวดเก่งพูดว่า “ชนชั้นกรรมาชีพผู้ทำงานมีความสำคัญน้อยลง” เหมือน กับว่าเขาค้นพบอะไรใหม่ แต่คำพูดนี้เป็นความฝันเก่าแก่ของพวกฝ่ายขวาที่อยากปกป้องระบบทุนนิยม หรืออดีตฝ่ายซ้ายที่ต้องการหันหลังให้กรรมาชีพเพื่อประนีประนอมกับชนชั้น ปกครอง เพราะมีคนออกมาเสนอแบบนี้เป็นระยะๆ มาเกือบห้าสิบปีแล้ว และที่สำคัญคือมันไม่จริง แม้แต่คนที่อ้างว่าตัวเองเป็นมาร์คซิสต์ เช่นซลาวอย ซีเซก ยังอ้างผิดๆ ว่าจำนวนคนที่เป็นกรรมาชีพในโลกลดลง และพวกอนาธิปไตยอย่าง โทนี่ เนกรี่, ไมเคิล ฮาร์ต หรือ จอห์น ฮอลลอเวย์ มองว่ากรรมาชีพถูกซื้อตัวไปเป็นคนงานข้าราชการในขณะที่คนส่วนใหญ่เป็น “มวลชนหลากหลายที่ไร้โครงสร้างชัดเจน”
   
ตัวเลขจากธนาคารโลกและสหประชาชาติทำให้เราเห็นว่าจำนวนชนชั้นกรรมาชีพผู้ทำ งานในโลกขยายตัวเรื่อยๆ และสูงเป็นประวัติศาสตร์ คือสองในสามของประชากรโลกเป็นผู้รับจ้างชนิดใดชนิดหนึ่ง และในไม่ช้าประชากรโลกส่วนใหญ่จะเป็นชาวเมือง ข้อมูลนี้ไม่ควรทำให้เราแปลกใจเลยเพราะการผลิตและการบริการที่เกิดขึ้นคู่ ขนานกันในระบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์ขยายตัวมาตลอด อาจมีวิกฤตเศรษฐกิจประมาณทุกสิบปี แต่ทุนนิยมไม่ได้กลับสู่สภาพเมื่อร้อยปีก่อนเลย
   
บางคนเข้าใจผิดว่าผู้ทำงานในภาคบริการเป็นคน “กลุ่มใหม่” ที่ไม่ใช่กรรมาชีพ แต่ภาคบริการหมายถึงกิจกรรมที่จำเป็นต้องเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการผลิตสินค้า จริงๆ แล้วสิ่งที่กรรมาชีพในโรงงานอุตสาหกรรมผลิต จะไม่กลายเป็นสินค้าเลย จะไม่มีกำไรให้นายทุน และจะไม่มีการหมุนเวียนของทุนถ้าไม่มีผู้ทำงานในภาคบริการ เพราะคนทำงานในภาคบริการประกอบไปด้วยคนที่เดินเรือ ทำงานในท่าเรือ ทำงานรถไฟ ทำงานร้านค้า ทำงานในธนาคาร ทำงานในภาคไอที และแม้แต่ครูบาอาจารย์กับแพทย์พยาบาล ก็เป็นสาขาการทำงานที่บริการการผลิต เพราะถ้าคนงานไม่มีการศึกษาและไม่มีการรักษาสุขภาพ ก็ทำงานไม่ได้ ดังนั้นกรรมาชีพในภาคบริการเป็นลูกจ้าง เป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นกรรมาชีพ ไม่ใช่คนชั้นกลางหรือคนกลุ่มใหม่แต่อย่างใด
   
สาเหตุที่เรามักได้ยินคนพูดบ่อยๆ ถึงความสำคัญของคนชั้นกลางหรือความสำคัญของปัญญาชนที่ไม่ใช่กรรมาชีพ อย่างที่สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลพูด ก็เพราะคนเหล่านั้นอาจดูถูกปัญญาและความสามารถของคนทำงาน แต่นักมาร์คซิสต์อย่าง อันโตนีโอ กรัมชี่ ซึ่งมีประสบการณ์โดยตรงในการจัดตั้งกรรมาชีพ อธิบายว่านักสังคมนิยมต้องกระตุ้นให้เกิด “ปัญญาชนอินทรีย์” หรือปัญญาชนคนงานที่เป็นนักต่อสู้ในขบวนการแรงงาน เพื่อไปรบทางปัญญากับปัญญาชนของชนชั้นปกครอง
   

การเน้นคนชั้นกลางอาจเพราะเขาอยากให้กรรมาชีพขาด จิตสำนึกเรื่องชนชั้นตนเองด้วย ในเรื่องหลังนี้กรณีสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะชนชั้นปกครองสหรัฐพยายามสอนให้ประชาชนคิดว่าตนเองเป็นคนชั้นกลางไปหมด แต่การสอนไม่ค่อยสำเร็จเพราะประมาณ 34% ของคนสหรัฐมองว่าตนเองเป็นกรรมาชีพ

'นอม ชอมสกี้' และปัญญาชนนานาชาติร่วมลงชื่อร้องคว่ำบาตรทางทหารอิสราเอล

'นอม ชอมสกี้' และปัญญาชนนานาชาติร่วมลงชื่อร้องคว่ำบาตรทางทหารอิสราเอล

 

  

 

ในวันสากลแห่งความสมานฉันท์กับประชาชนปาเลสไตน์ ปัญญาชนนานาชาติกว่า 50 คน รวมถึง 'สโลวอย ชิเชก' ลงชื่อเรียกร้องคว่ำบาตรทางทหารอิสราเอล ในขณะที่สมัชชาใหญ่ยูเอ็นเตรียมโหวตลงมติในประเด็นการรับรองสถานะของ ปาเลสไตน์วันนี้  

29 พ.ย. 55 - เนื่องในวันสากลเพื่อความสมานฉันท์กับประชาชนในปาเลสไตน์ นักวิชาการ นักเขียน และศิลปินจากนานาประเทศ 52 ราย อาทิ นอม ชอมสกี้ นักวิชาการด้านภาษาศาสตร์และนักวิพากษ์สังคมชาวสหรัฐ, สลาวอย ซิเซ็ก นักวิชาการด้านปรัชญามาร์กซิสต์ และวอลเดน เบลโล วุฒิสมาชิกจากฟิลิปปินส์ ร่วมลงนามในแถลงการณ์เรียกร้องให้ประชาคมนานาชาติคว่ำบาตรทางทหารต่อ อิสราเอล เนื่องจากความรุนแรงครั้งล่าสุดบริเวณฉนวนกาซาเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตในฝั่งปาเลสไตน์แล้ว 160 ราย ในจำนวนนี้รวมเด็กด้วย 34 ราย ในขณะที่อิสราเอลมีผู้เสียชีวิต 6 ราย

แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้น เป็นเพราะการงดเว้นการรับโทษที่อิสราเอลได้รับ และการได้รับการร่วมมือจากสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป อินเดีย บราซิล และเกาหลีใต้ ในฐานะพันธมิตรด้านทหารของอิสราเอล

แถลงการณ์ที่ลงนามโดยไมรีด มาไกวร์ นักเคลื่อนไหวสันติภาพชาวไอร์แลนด์เหนือผู้ได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพ, โรเจอร์ วอเตอรส์ อดีตนักร้องนำวงพิงค์ ฟลอยด์ ชี้ว่า "ความพยายามของอิสราเอลในการให้ความชอบธรรมการใช้กำลังที่รุนแรงอย่างผิด กฎหมายและเกินกว่าเหตุว่าเป็นการ 'ป้องกันตนเอง' มิได้สมเหตุผลทางด้านกฎหมายหรือศีลธรรมแต่อย่างใด เพราะรัฐย่อมไม่สามารถอ้างสิทธิป้องกันตนเองตามกฎหมายเพื่อคุ้มครองการกระทำ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของตนเอง"

"ในขณะที่สหรัฐอเมริกาเป็นผู้สนับสนุนอิสราเอลที่ใหญ่ที่สุด ด้วยการส่งยุทโธปกรณ์ทางทหารมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ให้ทุกๆ ปี แต่บทบาทของสหภาพยุโรปก็เป็นที่ลืมไม่ได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการให้เงินอุดหนุนฐานทัพอิสราเอลจำนวนมากผ่านทางโครงการวิจัย เช่นเดียวกัน ความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างอิสราเอลและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหญ่อย่างบราซิล อินเดีย และเกาหลีใต้ ย่อมสัมพันธ์อย่างแน่นอนกับความไม่สนับสนุนเสรีภาพของปาเลสไตน์"

(อ่านต่อ)
http://www.prachatai.com/journal/2012/11/43935

Wake Up Thailand

Wake Up Thailand  



Wake Up Thailand ประจำวันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2555

ม็อบแพ้สื่อไม่แพ้
http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=enoTcfaP3i8


จำนำสไตล์

Wake Up Thailand ประจำวันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน 2555

จำนำสไตล์
http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=enoTcfaP3i8
The Daily Dose  
 




The Daily Dose ประจำวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555
เกือบสำเร็จเเล้วสำหรับ Egypt กับการสร้างชาติใหม่
http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=n9snPCPkszk

  
The Daily Dose ประจำวันที่ 29 พฤศจิกายน 2555
เงินเดือนศาล/องค์กรอิสระรวมกว่า 500 ล้านบาท!
http://www.dailymotion.com/video/xvh3qj

Divas Cafe

Divas Cafe
  

ประชาธิปไตยจากก้นครัว...การกระจายอำนาจ

Divas Cafe ประจำวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 
ประชาธิปไตยจากก้นครัว...การกระจายอำนาจ 
http://www.dailymotion.com/video/xvhsqi 
 

ขี่เกวียน = อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ?

Divas Cafe ประจำวันที่ 29 พฤศจิกายน 2555
ขี่เกวียน = อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ? 
http://www.dailymotion.com/video/xvgurw 

จับตางานนี้รากยาว...

จับตางานนี้รากยาว...





https://www.facebook.com/organization.Pithaksiam

ความแตกต่างของตัวเลือกที่มีให้คำตอบของประเทศนี้

ความแตกต่างของตัวเลือกที่มีให้คำตอบของประเทศนี้



บทเรียนจากคำพิพากษายกฟ้องคดี 112 (คดีสุรภักดิ์)

บทเรียนจากคำพิพากษายกฟ้องคดี 112 (คดีสุรภักดิ์)

 


โดย อ.สาวตรี สุขศรี


เกริ่นนำ

หลายคนที่ติดตามสถานการณ์หรือสังเกต การณ์กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทยอยู่ คงรู้สึกสงสัย หรือตั้งคำถามในใจว่า เป็นไปได้ด้วยหรือที่การยกฟ้องจำเลยในคดีมาตรา 112 จะเกิดขึ้นได้ใน พ.ศ.นี้ ภายหลังพบว่าในเช้าวันที่ 31 ตุลาคม 2555 ณ ศาลอาญา รัชดา [1] ผู้ พิพากษาออกนั่งบัลลังก์แล้วอ่านคำพิพากษาให้ยกฟ้องคดี ซึ่งมีนายสุรภักดิ์ (สงวนนามสกุล) เป็นจำเลย ด้วยข้อหาตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา และ มาตรา 3, 14, 17 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (ต่อไปจะเรียกว่า คดีสุรภักดิ์) ด้วยเหตุผลว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ ยังมีความสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรค 2 

หากจะกล่าว กันจริง ๆ แล้ว ในบรรดาคดีที่จำเลยถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาท หรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112  (โดยจะมีข้อหาอื่น เช่น ข้อหาตามพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ 2550 ด้วยหรือไม่ก็ตาม) ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดภายหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา คดีสุรภักดิ์ไม่ใช่คดีแรกที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลย เพราะ...


 

คดีนพวรรณ (ต) หรือที่บางคนรู้จักในชื่อ "คดี Bento" ศาลชั้นต้น (อ.599/2554) ก็มีคำพิพากษายกฟ้องเช่นกัน ด้วยเหตุผลทำนองเดียวกันว่า โจทก์ไม่สามารถสืบพิสูจน์จนสิ้นสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด [2]  แต่สาเหตุที่ทำให้คดีสุรภักดิ์อยู่ในความสนใจมากกว่าคดี Bento อาจเป็นเพราะว่า คดีที่ตัดสินหรือสิ้นสุดลง (โดยศาลไม่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด) ไปก่อนหน้าคดีสุรภักดิ์  ซึ่งล้วนแล้วแต่มีสามัญชนเป็นจำเลย และได้รับความสนใจจากสาธารณะชน อาทิ คดีดา ตอร์ปิโด [3], คดีสุวิชา (ท่าค้อ) [4], คดีบุญยืน [5], คดีธันย์ฐวุฒิ (หนุ่ม นปช.) [6], คดีโจ กอร์ดอน [7], คดีจีรนุช (ประชาไท) [8] โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คดีอำพล (อากง SMS) [9]  ทุกคดีล้วนแล้วแต่มีคำพิพากษาลงโทษจำเลย หรือจำเลยถอดใจไม่สู้คดี และหันไปขอพระราชทานอภัยโทษทั้งสิ้น กระทั่งคดีมาตรา 112  คดีล่าสุดที่พึ่งตัดสินไปเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2555 (ภายหลังคดีสุรภักดิ์) หรือคดีอุทัย (แจกใบปลิว) [10] ศาล ก็พิพากษาลงโทษจำเลยเช่นกัน แม้จะให้รอลงอาญาไว้ก็ตามที ดังนั้น ผลของคดีสุรภักดิ์จึงมีความน่าสนใจยิ่ง ว่าในช่วงที่ประเทศไทยตกอยู่ในบรรยากาศของการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างมากชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน ในบรรยากาศของการกล่าวหากันด้วยข้อหา "ล้มเจ้า" หรือในบรรยากาศที่มีการปะทะกันทางความคิดของมวลชนฝ่ายหนึ่งที่เรียกร้องให้ ยกเลิก หรือแก้ไขมาตรา 112 กับอีกฝ่ายหนึ่งที่ห้ามแตะต้องมาตรานี้โดยเด็ดขาด แล้วเหตุใดจำเลยในคดีประเภทนี้จึงได้รับการพิพากษายกฟ้อง

(อ่านต่อ)
http://www.prachatai.com/journal/2012/11/43956

ศาลถอนประกัน ‘ก่อแก้ว พิกุลทอง’ กรณีข่มขู่ศาลรัฐธรรมนูญ

ศาลถอนประกัน ‘ก่อแก้ว พิกุลทอง’ กรณีข่มขู่ศาลรัฐธรรมนูญ

 

นี่ไง .. ที่คนเสื้อแดงเรียกหา ICC ศาลอาญาระหว่างประเทศ
เข้าใจหรือยัง
http://www.thairath.co.th/content/pol/310016

วันนี้ก่อแก้วเข้าคุกไปแล้ว
รัฐบาลยิ่งทำอะไรไม่ถูก
สงบปากสงบคำ
รู้ทั้งรู้ว่าเชือดไก่
จะไม่สู้จริงๆหรือ
ถ้าประชาชนลุกขึ้นมาสู้ โห่ฮิ้วรัฐบาล
แล้วจะมาว่าไม่ได้นะ  


 
(นายก่อแก้ว พิกุลทอง ได้ถูกควบคุมตัวไว้ที่ห้องควบคุมผู้ต้องขัง บริเวณใต้ถุนศาลอาญา เพื่อเตรียมนำตัวเข้าไปควบคุมตัวไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ โดยคาดว่าจะมีการนำตัวนายก่อแก้วไปควบคุมตัวไว้ที่เรือนจำชั่วคราวหลักสี่ เหมือนกับกรณีเจ๋ง ดอกจิก ต่อไป )

30 พ.ย.2555 เวลา15.30น.ศาลได้มีคำสั่งเพิกถอนการประกันตัวของนายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. ส่วนสส.พรรคเพื่อไทยแกนนำ นปช. อีก 4 คนรอด ทั้งนี้ศาลเพิ่มเงื่อนไขห้ามขึ้นเวที ยุยงปลุกปั่น ห้ามออกนอกประเทศ

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 10.15 น.ที่ผ่านมาศาลได้นัดสอบถามการเพิกถอนคำสั่งอนุญาตปล่อยชั่วคราวกลุ่ม ส.ส.พรรคเพื่อไทย แกนนำ นปช.จำเลยคดีก่อการร้ายรวม 6 คน คือ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ นพ.เหวง โตจิราการ นายก่อแก้ว นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย ซึ่งเป็น สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย  นายการุณ หรือเก่ง โหสกุล สส.กทม. พรรคเพื่อไทย และนายภูมิกิติหรือ พิเชษฐ์ สุขจินดาทอง โดยเฉพาะนายก่อแก้ว ถูก นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ และสำนักงานเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ ยื่นคำร้องและส่งพยานวัตถุแผ่นซีดีการให้สัมภาษณ์สื่อต่างๆ ต่อศาลเพื่อชี้ให้เห็นว่ามีกระทำผิดเงื่อนไขการประกัน  เนื่องจากนายก่อแก้ว มีพฤติการณ์ข่มขู่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 และเสนอให้ตัดงบประมาณศาลรัฐธรรมนูญ

รมว.กต. เผยฟื้น กก.สัตยาบันไอซีซี หาความชัดเจน 'ข้อจำกัด'

รมว.กต. เผยฟื้น กก.สัตยาบันไอซีซี หาความชัดเจน 'ข้อจำกัด'


 

"ด้าน  พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงข้อห่วงใยกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศ จะยอมให้ไอซีซีเข้ามาไต่สวนการสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 ว่า เป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ ตนไม่อยากเข้าไปก้าวก่าย โดยเชื่อว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะทำอย่างรอบคอบและต้อง ปรึกษาหารือกับหลายฝ่ายหลายหน่วยงานก่อนที่จะตัดสินใจ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยตอบคำถามของผู้สื่อข่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก แสดงความไม่สบายใจต่อกรณีดังกล่าว ถือเป็นความเห็นของ ผบ.ทบ." 
  
29 พฤศจิกายน 2555 นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงภายหลังการประชุมเพื่อหารือข้อสรุปการพิจารณาจัดทำประกาศรับเขตอำนาจศาล อาญาระหว่างประเทศ หรือไอซีซี ว่า ที่ประชุมยังไม่ได้ข้อยุติว่าจะลงนามเพื่อยอมรับเขตอำนาจของไอซี  กรณีการสลายการชุมนุมเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2555 หรือไม่ เนื่องจากที่ประชุมเห็นว่า ควรเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาธรรมนูญศาลอาญาระหว่างประเทศที่คณะรัฐมนตรีเคย แต่งตั้งไว้เมื่อปี 2542 ได้พิจารณาก่อน เพราะยังมีหลายฝ่ายกังวลในข้อกฎหมายตาม 4 ฐานความผิดของไอซีซี ที่อาจจะต้องมีการแก้ไขในอนาคต และการออกกฎหมายให้ครอบคลุม เช่น พ.ร.บ.ความร่วมมือทางอาญา พรบ.โอนตัวนักโทษ พ.ร.บ.เอกสิทธิและความคุ้มกัน เป็นต้น ซึ่งยังค้างคาอยู่ในคณะกรรมการดังกล่าว รวมทั้งให้พิจารณาว่า จะให้ กระทรวงการต่างประเทศ หรือกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้รับผิดชอบเสนอต่อคณะรัฐมนตรี

อย่าไปหวังว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์จะยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ

http://redthaisocialist.com/2011-01-20-12-41-04/381-2012-11-04-12-39-10.html 

(อ่านต่อ)
http://www.prachatai.com/journal/2012/11/43947