หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เฮี้ยน!ยัดคุกเหยื่อคดี112รายวัน คิวล่าสุดนักล่าแม่มดร่วมสถาบันกดดันม.เกษตรฯแจ้งจับบัณฑิตจบใหม่



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
6 สิงหาคม 2554

มีรายงานว่า เมื่อเย็นวานนี้(5ส.ค.)กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI)ได้จับกุมบัณฑิตใหม่ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเพิ่งรับพระราชทานปริญญาบัตร เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมาในที่ทำงาน และนำไปฝากขังคุกที่สน.บางเขนไว้1คืน

ทั้งนี้นักกิจกรรมทางสังคมและทนายความจากสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์พยายามยื่น ขอประกันตัวแต่ไม่สำเร็จ ช่วงเช้าวันนี้นำส่งศาลอาญา และมีความพยายามยื่นประกันในชั้นศาลอีกครั้ง

รายงานช่วง 12.00 น.วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม ผู้ปกครองและทนายความของผู้ต้องหาได้มาถึงศาลตั้งแต่เช้า ทำเรื่องยื่นประกันตัว แต่ต้องนั่งรอตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องหาจากที่ขัง สน.บางเขนมาที่ศาลอาญา รัชดาฯ แต่มาถึงอย่างล่าช้า เลยเวลาเทียง ศาลแจ้งว่าหมดเวลาให้ประกันตัว ทำให้ต้องติดคุกถูกขังช่วงเสาร์-อาทิตย์

เหมือนน้องผู้ต้องหาถูกกลั่นแกล้ง​ด้วยการที่สน.บางเขนนำตัวมาศาลช​้า ทำให้ยื่นประกันไม่ทันในเวลาเที่ยง ต้องติดคุกฟรีไปอีก 2 วัน

ตำรวจส่งตัวถึงศาล 11.47น. หลักทรัพย์ไม่พอ เวลาไม่ทัน ยื่นประกันไม่ทัน ส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ยื่นประกันอีกทีบ่ายสอง วันจันทร์นี้

โดยมีรายงานว่า บัณฑิตเกษตรศาสตร์ผู้นี้เป็นเพศชาย ถูกนิสิตคณะวิศวกรรมการบิน มหาวิทยาลัยเดียวกัน เป็นคนแจ้งความดำเนินคดี และมีแรงกดดันจาก"กลุ่มล่าแม่มด"ส่งจดหมายและอีเมล์กดดันมหาวิทยาลัยเกษตรฯ ให้ดำเนินคดีต่อผู้ต้องหา
นิพนธ์ ลิ้มแหลมทอง รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

บิดาของผู้ต้องหาได้เปิดเผยว่า นายนิพนธ์ ลิ้มแหลมทอง รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฝ่ายกิจการนิสิต เป็นผู้มาแจ้งความดำเนินคดี ตามคำร้องของนิสิตคณะว​ิศวกรรมศาสตร์ และถูกกดดันจากสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยรออธิการฯนิพนธ์อ้างว่าถูกกดดันมาจากสภามหาวิทยาลัยอีกที และทำเพื่อรักษาชื่อเสียงให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เนื่องจากกล​ัวการร้องเรียนจากสังคม

"เป็นพวกล่าแม่มดประจานในเว็บเด็กด ​ีและแจ้งความตั้งแต่ปีที่แล​้ว DSI รอให้เขาจบการศึกษา หมดสถาณภาพนิสิต แล้วรื้อคดีตามไปจับที่ทำงาน"นักกิจกรรมที่ได้ไปพยายามประกันตัวผู้ต้องหา กล่าวเปิดเผยในเฟซบุ๊ค


ก่อนหน้านี้ DSI ออกหมายเรียกผู้ต้องหาไปให้การ ซึ่งผู้ต้องหาก็ไปตามหมายตลอด ไม่มีพฤติการณ์จะหลบหนีคดี แต่พอหมดสถานภาพนิสิต ก็ออกเป็นหมายจับ และมาจับเอาตอนวันศุกร์ ซึ่งพอติดช่วงเสาร์-อาทิตย์ก็มักประกันตัวยุ่งยาก อย่างน้อยอาจโดนขังไป 3 วัน และโดยทั่วไปพอถึงชั้นศาลคดีอาญามาตรา 112 ศาลมักไม่ให้ประกันตัว

"ปีที่แล้วน้องคนนี้โดนหมายเรียกไป1คร​ั้ง ก็ไปรายงานตามหมาย ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี แล้วมันออกมาเป็นหมายจับได้ไง แล้วมันเป็นหมายจับตอนจบปร​ิญญาแล้ว แล้วมาจับเอาวันศุกร์ ถ้าไม่ใช่จงใจจับ จงใจกลั่นแกล้งประชาชน จะให้หมายความว่าอย่างไร"

ก่อนหน้านี้กลุ่มล่าแม่มดได้ตามเอาเรื่องผู้ต้องหารายนี้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งกดดันไม่ให้เขาเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร และกดดันให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ลงโทษด้วยการไล่ออก เป็นต้น ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ดำเนินการตักเตือนไปแล้ว แต่ไม่เป็นที่พอใจของกลุ่มนักล่าแม่มด ได้มีการส่งอีเมล์เวียนในกลุ่มกดดันให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ดำเนินคดีต่อ ผู้ต้องหาในที่สุด

The shame of Kasetsart University (up date)


University authorities in Thailand have sunk to even lower depths in the destruction of academic freedom. This week Norwet Sertiwong (นรเวศน์ เศรษฐิวงศ์), a recent graduate from Kasetsart University, in Bangkok, was arrested and jailed under the draconian lèse majesté law for copying an article on to his PC from the internet. The use of this law and the associated censorship is bad enough, but what is an absolute disgrace is the fact that it was the Deputy Rector of Kasetsart University, Nipon Limlamtong, who filed charges against the student with the police. Nipon (pictured below) has special responsibility for student activities. In other words he is there to enforce censorship and prevent academic freedom in the university.

This is not the first time that Thai universities have behaved like this. I had to leave Thailand in 2009 because I wrote a book criticising the 2006 military coup. I said the coup received legitimacy from the King and I raised the question of whether or not the Thai King should defend the constitution and democracy. Again, it was the management of Chulalongkorn University, where I worked as a politics lecturer, who gave my book to the police special branch. In my opinion it is impossible to write a book criticising the coup without trying to discuss the role of the and any politics academic who ignores or supports military coups is not fit to teach students in a politics department. I was charged with lèse majesté for “insulting the King” which I did not do, but this law was used against me because I opposed the military coup. Since the coup, there has been a dramatic increase in the use of the law to try to silence the opposition. Many Red Shirt activists are languishing in jail on lèse majesté charges and Dr Somsak Jeamteerasakul from the history department at Thammasart University is also facing the threat of lèse majesté.

Academic freedom for lecturers and students is not just a luxury for the few. Without academic freedom there can be no high standards of enquiry and research and societies without academic freedom are societies without democracy.

Time is rapidly running out for the newly elected government of Yingluk Shinawat to show that it is serious about democratic reforms. This government only won the election because of the struggles and sacrifices of Red Shirts. It is time to scrap the lèse majesté law and end censorship of all kinds. Political prisoners must be immediately released and all charges dropped. The head of the army should be sacked and the generals and politicians who ordered the killings of unarmed pro-democracy Red Shirts last year must be brought to court, just like Mubarak in Egypt.

However, it is extremely questionable whether the new government will wish to challenge the conservative elites, especially the Military. Some even suggest that a secret deal has been made to maintain the status quo. The Military have killed unarmed pro-democracy demonstrators in Thailand in 2010, 2004, 1992, 1976 and 1973. No one has ever been punished. It has also staged numerous military coups against elected governments. It continues to intervene in politics by using the Monarchy to legitimise its actions. That is why lèse majesté is a very important tool for the Military.

In such circumstances, it is only the power of the Red Shirt social movement which can push the Yingluk government into making serious steps towards democratic reforms. We should not forget that Mubarak was only put on trial in Egypt because of pressure on the military council by the democracy movement. The Red Shirts now face an important test of their ability to act independently of the Peua Thai Party government
.
As for the international academic community that makes a living from studying Thailand, I pose these questions: How many of you are going to remain silent about the destruction of academic freedom in Thailand so that you can continue to travel to Thailand? When will the majority of foreign academic follow the lead of those principled academics outside Thailand who have already made a stand against lèse majesté? Is it time to boycott institutions like Kasetsart and Chulalongkorn Universities until they change their ways? Will any of these issues ever be discussed at international conferences on Thailand?

Giles Ji Ungpakorn
Nipon Limlamtong, Deputy Rector of Kasetsart University in charge of censorship and repression


วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สมศักดิ์ เจียมฯ:ประเทศนี้ต้องมีอะไรผิดปกติมากๆแน่



โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา เฟซบุ๊ค สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ประเทศนี้ ต้องมีอะไรผิดปกติมากๆแน่ๆ

งบประมาณเผาศพลูกอดีตกษัตริย์ เฉพาะส่วนที่เป็นสิ่งปลูกสร้าง-หนังสือ = 235.1 ล้านบาท (พระเมรุและอาคาร 208.8 ล้านบาท, สิ่งปลูกสร้างประกอบ-ราชรถ 9.3 ล้านบาท, จดหมายเหตุ-หนังสือ 17 ล้านบาท)*

นี่ยังไม่รวมส่วนที่เป็น "บุคคลากร" (รปภ., มหรศพ ฯลฯ) ที่ต้องมี, ค่าไฟฟ้า ฯลฯ ...

รวมแล้วน่าจะเหยียบ 300 ล้านบาทแน่

ในขณะที่ บรรดาผู้ก่อการที่ให้กำเนิดระบบการบริหารแบบปัจจุบัน อย่างปรีดี ไม่เคยมีพิธีอะไรโดยรัฐ ที่ต้องเสียเงินแม้แต่บาทเดียว (พูนศุข ที่ถ้านับบทบาททางการเมืองสังคมไม่น้อยกว่า เจ้าฟ้าเพ็ชรัตน์ แน่ๆ ก็ไม่มี)

แล้วไหนเสียงท้วงติง วิจารณ์ คัดค้าน??
ไหนปัญญาชน? ไหน นักวิชาการ?

แล้วไหนว่าประเทศนี้ใช้นโยบาย "เศรษฐกิจพอเพียง"??


ประเทศนี้ ต้องมีบางอย่างผิดปกติมากๆ

ที่แน่ๆคือ คงไม่มี "คน" อาศัยอยู่

เพราะถ้ามี "คน" คงต้องได้ยิน ได้เห็น การถกเถียงอภิปราย ท้วงติง วิจารณ์ ความไม่มีเหตุผลอย่างเหลือเชื่อ​นี้แล้ว

"คน" หายไปไหนหมด?


ประเทศที่บังคับให้คนต้องเงียบ (โดยกฎหมาย และโดยการปิดกั้นสื่อหลัก)

กับเรื่องสาธารณะที่ใหญ่ๆ

อย่าง การใช้เงิน 300 ล้าน เพื่อเผาศพผู้ที่แทบไม่มีบทบาททางสาธารณะสำคัญอะไร

ไม่ว่าผู้นั้นจะถูกสมมุติเป็นอะไร (การเป็น "เจ้า" เป็นการสมมุติ - ทุกคนเกิดมาก็เป็นสิ่งมีชีวิตที​เรียกว่า "คน" เหมือนๆกัน)

ประเทศเช่นนี้ เป็นประเทศที่อับจนทางวัฒนธรรม อับจนทางภูมิปัญญา อย่างน่าอนาถ

และปัญญาชน หรือ "นักวิชาการ" ที่เห็นเรื่องแบบนี้

แล้วไม่พยายามพูดอะไรออกมา

ก็ไม่มีความเคารพตัวเอง

ไม่สมควรได้ชื่อว่าปัญญาชน หรือ "นักวิชาการ"

......................

* ตัวเลขงบประมาณสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ เอามาจากรายงานข่าวนี้
http://www.matichon.co.th/news​_detail.php?newsid=1312279454&​grpid=03&catid&subcatid
และ
http://manager.co.th/Qol/ViewN​ews.aspx?NewsID=9540000095636

วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Giles Ji Ungpakorn รายการวันนี้เวลา สี่ทุ่มไทย "เรื่องราวเกี่ยวกับทหาร"

รายการวันนี้เวลา สี่ทุ่มไทย "เรื่องราวเกี่ยวกับทหาร"

ความกล้าหาญทางจริยธรรมของสื่อ กับ “ปัญหา ม.112”


ผมรู้สึกยินดีที่ได้ดูรายการ Intelligence ทาง Voice TV ดำเนินรายการโดย คุณจอม เพชรประดับ สนทนาเรื่อง“สิทธิ เสรีภาพ จักต้องไม่ถูกละเมิด”สืบเนื่องจาก คำประกาศ 359 นักเขียน  “สิทธิ เสรีภาพ จักต้องไม่ถูกละเมิดการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองจักต้องไม่ถูกขู่เข็ญ ด้วยข้อกล่าวหาไม่จงรักภักดี”โดยมีผู้ร่วมสนทนาคือ คุณวิภา ดาวมณี กิตติพล สรัคคานนท์, วรพจน์ พันธุ์พงศ์ และวาด รวี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมองว่านี่เป็นการเคลื่อนไหวต่อยอดจากการเคลื่อนไหวของ อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และคณะนิติราษฎร์ ที่น่าสนับสนุนอย่างยิ่งเพราะเป็นการช่วยกันทำให้ประเด็น “ปัญหา ม.112”ถูกอธิปรายถกเถียงใน “พื้นที่สาธารณะ” กว้างมากขึ้น

สำหรับรายการ Intelligence, Voice TV และสื่ออย่าง “คุณจอม เพชรประดับ” ก็สมควรปรบมือให้กับ “ความกล้าหาญทางจริยธรรม”ที่เข้ามาจับ “ประเด็นละเอียดอ่อน” นี้
เพราะเป็นที่รู้กันว่าสื่อในบ้านเรานั้นสนใจทำเรื่องของ “ตัวเงินตัวทองร่วมรักกันในบริเวณรัฐสภา”ให้เป็น “ข่าวหน้า 1” และเอาจริงเอาจังกับการใช้ “บทรักของตัวเงินตัวทอง”เป็น “ฐานคิด” ในการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองตลอดมา

แต่หลีกเลี่ยงที่จะทำให้ปัญหาระดับรากฐานจริงๆ เช่น ปัญหา ม.112 เป็น “ข่าวหน้า 1” หรือเป็นประเด็นที่ควรนำเสนอการอภิปรายถกเถียงสู่สาธารณะอย่างกว้างขวาง!

ในขณะที่สื่อของรัฐ สื่อเสื้อเหลือง และสื่อกระแสหลักส่วนหนึ่งเสนอข่าวและความคิดเห็นตลอดมาว่าฝ่ายที่เสนอให้ อภิปรายประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์ และเสนอให้แก้ไขม.112 คือ ฝ่ายที่มีเจตนาทำลายสถาบัน และต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองแต่มีสื่อในวงแคบเท่านั้นที่นำเสนอ “เหตุผล” ว่าทำไมสังคมไทยจึงควรอภิปรายประเด็นสถาบัน และควรแก้ไข ม.112

นี่จึงเป็นภาพสะท้อนปัญหา “ความกล้าหาญทางจริยธรรมของสื่อ” อย่าน่าเป็นห่วง!
ความกล้าหาญทางจริยธรรมของสื่อ หมายถึงความกล้าหาญที่จะนำเสนอความจริง และต่อสู้เพื่อให้เกิดความถูกต้อง

แต่ ม.112  ที่ 1) ปิดกั้นเสรีภาพในการพูดความจริงเกี่ยวกับสถาบัน  2) มีการพิจารณาคดีแบบปิดลับ เป็นการปิดกั้นสิทธิที่จะรับรู้ความจริงของประชาชน   3) ไม่ให้ประกันตัวและมีบทลงโทษหนักเกินเหตุ เป็นการทำลายสิทธิมนุษยชน   4) ใครจะร้องทุกข์กล่าวโทษก็ได้ และจึงทำให้เกิด  5)ถูกใช้เป็นเครื่องมือทำลายกันทางการเมือง มากกว่าใช้ปกป้องสถาบัน

ฉะนั้น จึงเป็นกฎหมายที่ขัดหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย คือหลักเสรีภาพขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนเพราะปิดกั้นสิทธิที่จะรับรู้และพูด ความจริงมีบทลงโทษที่รุนแรง และถูกซ้ำเติมด้วย “ตราบาป” ทางสังคมอันเกิดจากค่านิยมที่ถูกปลูกฝังโดยวัฒนธรรมอำนาจนิยมตาม “อุดมการณ์ราชาชาตินิยม” ที่ขัดแย้งกับความเป็นประชาธิปไตยโดยพื้นฐาน

เมื่อไม่มีเสรีภาพในการพูด สังคมก็ไม่อาจแลกเปลี่ยนเรียนรู้วินิจฉัย หรือมีความเห็นร่วมกันได้ว่า อะไรคือความจริง ความเท็จอะไรคือถูก อะไรคือผิด

ในสังคมที่ไม่มีเสรีภาพเช่นนี้เราไม่อาจเรียกว่าเป็น “สังคมประชาธิปไตย” ได้

การที่สื่อไม่ได้จริงจังกับการนำเสนอ “ความจริง” ของปัญหา ม.112 เช่นติดตามข้อมูลและการเคลื่อนไหวของคนที่ถูกดำเนินการด้วยกฎหมายนี้ในระยะ กว่า 5 ปี มานี้ว่า มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเท่าไร สาเหตุที่ถูกดำเนินคดีเพราะเขาไปทำอะไรทำไมเขาไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน ต่างๆ เช่น การประกันตัวชะตากรรมในคุกของเขาเป็นอย่างไร ครอบครัวเขาเป็นอย่างไร ฯลฯและไม่ได้สนใจเสนอประเด็นการอภิปราย ข้อเรียกร้อง และเหตุผลเชิงลึกต่างๆของฝ่ายเรียกร้องให้แก้ ม.112 อย่างละเอียดทุกแง่มุมและต่อเนื่อง สะท้อนว่าสื่อขาดความกล้าหาญทางจริยธรรมอย่างชัดเจน

ในสังคมที่ดีมันควรจะมีความผิดเกี่ยวกับการใช้สิทธิเสรีภาพในการพูดความจริง เกี่ยวกับสถาบันใดๆ ไหมว่าประชาชนต้องถูกดำเนินคดีโดยห้ามประกันตัว ศาลพิจารณาคดีแบบปิดลับและมีบทลงโทษอย่างหนัก โดยที่สื่อและประชาชนในประเทศไม่ต้องสนใจใดๆเลยกับ “ข้อเท็จจริง” เกี่ยวกับการกระทำ คำพูด และ/หรือสิทธิมนุษยชนของผู้ที่ถูกกล่าวหาและดำเนินคดีเช่นนั้น

การที่สื่อไม่ได้สนใจกับการตั้งคำถามทำนองนี้ มันก็เป็นเรื่องตลกร้ายอย่างยิ่งเมื่อสื่อยังประกาศ “คำขวัญ” ที่ว่า “เสรีภาพสื่อคือเสรีภาพประชาชน”โดยที่พฤติกรรมของสื่อไม่แสดงให้เห็นว่าคุณ “อิน”กับความหมายของ “ความกล้าหาญทางจริยธรรม”หรือความกล้าหาญในการนำเสนอความจริงและต่อสู้เพื่อ ให้เกิดความถูกต้อง

ซึ่งหัวใจสำคัญอยู่ที่ การต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพทางการเมืองของประชาชน
คุณบอกว่า “เสรีภาพสื่อ คือเสรีภาพประชาชน”แต่คุณกลับสนใจใช้เสรีภาพนั้นเสนอเรื่องราว “การร่วมรักของตัวเงินตัวทอง”มากกว่าขณะที่แทบไม่สนใจทำข่าว หรือร่วมอภิปรายถกเถียงในประเด็นสถาบันและการแก้ไข ม.112 ซึ่งเป็นเรื่องของการต่อสู้เพื่อสิทธิ เสรีภาพและความเป็นประชาธิปไตยของประชาชนเลย


พูดถึงตรงนี้แล้วก็น่าเศร้าครับ ในยุคสมัยที่ “พลเมืองประชาธิปไตย” ตื่นขึ้นจำนวนมากสื่อไทยกลับมีท่าทีหวาดระแวง หรือไม่เชื่อมั่นต่อการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนและไม่นำเสนอ “เนื้อหา” ของการตื่นตัวนั้นเท่ากับ “เนื้อหา” คำสัมภาษณ์ของผบ.ทบ.ด้วยซ้ำ

มันตลกไหมครับที่เรารับรู้เรื่องราวของ “หมู่บ้านแดง”ทั้งในชนบทและในเมืองจากการนำเสนอของสื่อต่างชาติ(แล้วสื่อไทย ก็แปลมานำเสนอต่อ) เช่นเดียวกับที่เราได้เห็นภาพเจ้าหน้าที่รัฐใช้ความ รุนแรงกับประชาชนในการสลายการชุมนุมจากสื่อต่างชาติ มากกว่าจากสื่อไทย

และแน่นอนว่า ประเด็นปัญหา ม.112 ที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนก็คงจะเป็นที่สนใจและถูกนำเสนอโดยสื่อ ต่างชาติมากกว่า แล้วเรายังจะมีความหวังอะไรกับสื่อไทย ในเรื่องการต่อสู้เพื่อสิทธิ เสรีภาพและความเป็นประชาธิปไตยอีกเล่า!

ชี้รายได้เฉลี่ยลูกจ้างไทยไม่พอยาไส้

http://www.chupitchtv.com/video/2011/07/108

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดข้อมูลค่าจ้างเฉลี่ยลูกจ้างไทยยุคหมู-ไก่-ไข่แพงรายวันไม่พอยาไส้ ด้านบริษัทซีพีออลล์ บริษัทแม่ 7-11  ยันหนุนนโยบายรัฐบาลปรับขึ้นค่าแรงขึ้นต่ำเป็น 300 บาท พร้อมรับแรงงานปริญญาตรี 15,000 บาท

4 ส.ค. 54 – ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยข้อมูลค่าจ้างเฉลี่ยของผู้มีงานทำในประเทศไทยที่มีอาชีพลูกจ้าง และพนักงาน ทั้งของรัฐบาลและเอกชน ล่าสุด สิ้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยมีผู้ที่มีงานทำที่เป็นลูกจ้างทั้งสิ้น 17,310,300 คน แบ่งเป็นลูกจ้างในภาครัฐบาล 3,560,000 คน และเป็นลูกจ้างในภาคเอกชน 13,750,300 คน พบว่า ค่าจ้างเฉลี่ยของลูกจ้างล่าสุด ในเดือน พ.ค. ที่ผ่านมาพบว่า ลูกจ้างไทยมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 9,775.1 บาทเท่านั้น

ทั้งนี้ หากแยกเป็นผู้มีงานทำที่เป็นลูกจ้างในภาคเกษตรกรรมพบว่า มีค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนเพียง 4,900.3 บาท ขณะที่ผู้ที่มีงานทำในภาคนอกภาคเกษตรกรรม ซึ่งหมายรวมถึงภาคก่อสร้าง ภาคอุตสาหกรรม ภาคการค้า และภาคบริการ มีรายได้เฉลี่ย 10,501.5 บาทต่อเดือน ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ต่ำเมื่อเทียบกับค่าครองชีพในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกจ้างในภาคการเกษตร

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน ค่าจ้างเฉลี่ยของลูกจ้างโดยรวมปรับตัวดีขึ้น โดยสำหรับค่าจ้างแรงงานโดยรวม ปรับเพิ่มขึ้น 5% ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของแรงงานในภาคเกษตรกรรม ปรับเพิ่มขึ้น 11% ค่าจ้างแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ก่อสร้าง การค้า และการบริการ ปรับเพิ่มขึ้น 5.6%
นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธปท. กล่าวว่า ภาวะตลาดแรงงานยังคงตึงตัว โดยสัดส่วนจำนวนตำแหน่งงานว่างและผู้ว่างงานยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มว่าอัตราการว่างงานในช่วงต่อไปจะต่ำลงได้ เนื่องจากดัชนีชี้ความยากง่ายในการทำงาน ระบุว่า การหางานจะทำได้ง่ายขึ้นกว่าในเดือนที่ผ่านมา

ด้าน ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานว่า ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องจำเป็น เพราะในขณะนี้รายได้ของลูกจ้างยังต่ำ จึงควรจะได้ค่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพทางเศรษฐกิจ และไม่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ จนกระทั่งกลายเป็นการสร้างปัญหาที่นำไปสู่ความขัดแย้งของสังคม อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ควรจะขึ้นค่าจ้างแรงงานอย่างเดียว แต่ควรจะที่เร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และศักยภาพในการผลิต และทักษะแรงงานที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้ค่าจ้างแรงงานใหม่ เหมาะสมกับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่เพิ่มขึ้นด้วย

ขณะที่นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวก่อนหน้านี้ว่า การปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานในช่วงที่ผ่านมา ยังไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้น โดยตั้งแต่ ปี 2540 จนถึงปัจจุบัน พบว่า อัตราการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำหักเงินเฟ้อแล้ว ยังไม่ฟื้นตัว หรือมีระดับต่ำกว่าในช่วงปี 2540 หมายความว่า ผู้ใช้แรงงานยังไม่ได้รับความเป็นธรรมในการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และเท่าที่มีการประเมินค่าจ้างที่ขึ้น หักเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในระยะที่ผ่านมา ค่าจ้างแรงงานยังมีช่องว่างสามารถให้ปรับขึ้นได้ 10% แต่หากปรับขึ้นครั้งเดียว 300 บาท หรือประมาณ 40% อาจจะส่งผลให้ภาคธุรกิจปรับตัวไม่ทัน นอกจากนี้เมื่อมีการปรับขึ้นค่าแรงแล้วก็ควร เน้นพัฒนาอุตสาหกรรมที่ส่งผลดีต่ออนาคตประเทศควบคู่ไปด้วย

ด้านนายทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธปท. กล่าวถึงการผ่านร่างกฎหมายขยายเพดานหนี้ของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ว่า เป็นมติที่ตลาดการเงินคาดการณ์ไว้แล้วว่า ในที่สุดสหรัฐฯน่าจะแก้ปัญหาเพดานหนี้ของรัฐบาลได้ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวถือเป็นการแก้ปัญหาในระยะสั้นให้ผ่านไปก่อนเท่านั้น แต่ในระยะยาวปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจสหรัฐฯที่อ่อนแอยังคงเป็นปัญหาที่กระทบ ต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก

ความอ่อนแอของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจประเทศที่พึ่งพิงการส่งออกของสหรัฐฯบ้าง ซึ่งสำหรับเศรษฐกิจไทยนั้น การส่งออกในช่วงต่อไปอาจจะได้รับผลกระทบบ้างจากกำลังซื้อจากสหรัฐฯที่ลดลง โดยประเทศไทยมีสัดส่วนที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ประมาณ 11% ของการส่งออกรวมของประเทศ อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ ผู้ส่งออกของไทยได้มีการกระจายการส่งออกไปยังภูมิภาคอื่นๆ ในจีน อาเซียน และอื่นๆ มากขึ้น โดย ธปท.คงต้องจับตาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯ ต่อประเทศไทยในระยะต่อไป

7-11 หนุนนโยบายรัฐปรับค่าแรง 300
นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) บริษัทแม่ของร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมง 7-11 กล่าวในงานเสวนาพิเศษ การปรับตัวของภาคธุรกิจในยุครัฐบาลใหม่ว่า ซีพีออลล์พร้อมปฏิบัติตามนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ของรัฐบาลถึงแม้ว่านโยบายดังกล่าว จะกระทบต่อต้นทุนการผลิต แต่ก็พร้อมปรับตัวด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เพราะการปรับขึ้นค่าแรง ถือเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับลูกจ้าง

ขณะเดียวกัน ซีพีออลล์ มีความพร้อมที่จะรับแรงงานปริญญาตรีจบใหม่ 10,000 อัตรา เข้าทำงานในทันที นอกจากนี้ ยังฝากให้รัฐบาลชุดใหม่ ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนภาคบริการ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ใช่การออกกฎหมายควบคุมธุรกิจค้าปลีก ขณะเดียวกัน ต้องลดแรงงานภาคเกษตรลง

ขอทวงความยุติธรรมและประชาธิปไตยจากรัฐบาลใหม่ของคุณยิ่งลักษณ์

เสื้อแดงสังคมนิยม ขอทวงความยุติธรรมและประชาธิปไตยจากรัฐบาลใหม่ของคุณยิ่งลักษณ์
 
พรรค เพื่อไทยชนะการเลือกตั้งเพราะคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวต่อสู้และเสียสละมาตลอด ช่วงรัฐบาลเผด็จการทหารของอภิสิทธิ์ ตอนนี้เราเห็น สส. และคณะรัฐมนตรีใหม่แต่งชุดเครื่องแบบสีขาวเดินเข้ารัฐสภาตามทำเนียมอำมาตย์ แต่เขาจะไม่มีตำแหน่งดังกล่าวถ้าไม่มีขบวนการเสื้อแดง ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่จะต้องเตือนความจำรัฐบาลใหม่ว่าเขาต้องตอบแทนบุญคุณ ของมวลชนประชาชน เราขอทวงความยุติธรรมและประชาธิปไตยดังนี้ (อ่านต่อ)...

1. ต้อง ปล่อยนักโทษการเมืองเสื้อแดงทุกคน ไม่ใช่แค่แกนนำ และไม่ใช่แค่การประกันตัวเท่านั้น ต้องเลิกคดีเพราะข้อหาต่างๆ นาๆ ที่อำมาตย์ตั้งกับคนเสื้อแดงเป็นข้อหาทางการเมืองทั้งสิ้น คนของเราไม่ได้ทำความผิด
 
2. ต้อง ปล่อยนักโทษกฏหมายหมิ่นฯ และยกเลิกกฏหมายหมิ่นและกฏหมายคอมพิวเตอร์ที่ใช้ปิดปากประชาชนไทย การมีกฏหมายหมิ่นฯ รวมถึงกฏหมายหมิ่นศาล เป็นอุปสรรคต่อเสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพทางวิชาการ และความสามารถของประชาชนที่จะตรวจสอบองค์กรของรัฐ เพื่อความโปรงใส กฏหมายเหล่านี้ไม่มีในประเทศประชาธิปไตย และเราจะไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยแท้ได้ถ้ายังมีกฏหมายนี้อยู่ และเราไม่สามารถร่วมกันกำหนดอนาคตของระบบการปกครองไทยได้อีกด้วย รัฐบาลใหม่ต้องเลิกเซ็นเซอร์สื่ออย่างที่อำมาตย์ทำมาตั้งแต่รัฐประหาร ๑๙ กันยา
 
3. ต้อง สร้างมาตรฐานสิทธิมนุษยชน โดยการนำนักการเมืองและนายพลที่มีส่วนในการฆ่าประชาชนที่ผ่านฟ้าและราช ประสงค์มาขึ้นศาล อย่างที่ประเทศ อียิปต์ เกาหลีใต้ และประเทศอื่นทำ ต้องนำนายอภิสิทธิ์ สุเทพ อนุพงษ์ และประยุทธิ์มาขึ้นศาลโดยเร็ว
 
4. ต้อง มีกระบวนการที่ชัดเจนในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ไม่ใช่รัฐธรรมนูญทหาร อาจนำรัฐธรรมนูญปี ๔๐ กลับมาใช้แล้วแก้ให้ดีขึ้น หรืออาจร่างใหม่ แต่คราวนี้ชุมชนคนเสื้อแดงต้องมีส่วนสำคัญในทุกขั้นตอนของกระบวนการ ไม่ใช่ยกให้นักวิชาการหรือเอ็นจีโอที่ชื่นชมเผด็จการร่างแต่ฝ่ายเดียว

5. ต้อง มีการปฏิรูปกองทัพ และระบบศาล แบบถอนรากถอนโคน ต้องปลด ผบทบ.ประยุทธิ์ออกจากตำแหน่ง ผบทบ.ต้องรับใช้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องนำทหารออกจากสื่อและลดงบประมาณทหารให้เหลือน้อยที่สุดเพื่อไม่ให้แทรก แซงการเมือง ต้องปลดผู้พิพากษาสองมาตรฐานออก และนำระบบลูกขุนมาใช้เพื่อพิจารณาคดีสำคัญๆ

6. ต้อง สร้างสันติภาพในภาคใต้และที่ชายแดนเขมรด้วยมาตรการทางการเมืองที่ปฏิเสธการ คลั่งชาติ ควรให้ทหารกลับกรมกอง เพื่อปูทางไปสู่สมัชชาประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ตอนใต้ เพื่อกำหนดวิธีการปกครองที่ประชาชนเหล่านั้นต้องการ และในกรณีเขมร เราควรร่วมพัฒนาเขาพระวิหารกับฝ่ายเขมรดังมิตรและเพื่อนบ้านที่ดี

7. ประเทศไทยต้องเริ่มสร้างรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าและครบวงจร ผ่านการเก็บภาษีก้าวหน้าจากคนรวย เพื่อสร้าง ความเป็นพลเมืองเท่าเทียมกันแทน วัฒนธรรมเจ้ากับไพร่

8. ขบวน การทางสังคม เช่นสหภาพแรงงาน และกลุ่มชุมชน ต้องมีสิทธิเสรีภาพในการต่อรองตามมาตรฐานสากล การก่อตั้งสหภาพแรงงานและการนัดหยุดงานจะต้องไม่ถูกปราบปรามโดยรัฐหรือนาย จ้าง และแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านต้องมีสิทธิร่วมเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานกับคนงาน ไทย

ถ้า รัฐบาลใหม่เลือกที่จะหักหลังมวลชนเสื้อแดง และหันไปจับมือ “ปรองดอง” กับอำมาตย์ เราคนเสื้อแดงควรออกมาชุมนุมใหญ่จนกว่าเราจะได้ความยุติธรรมและประชาธิปไตย
คนเสื้อแดงจะมีพลังยิ่งใหญ่ถ้าจับมือกับขบวนการแรงงาน และทหารเกณฑ์ระดับล่างในการต่อสู้

วีรชนคนเสื้อแดงต้องไม่ตายเปล่า!!!
วีรชนคนเสื้อแดงต้องไม่ถูกขังลืม!!!

ใจ อึ๊งภากรณ์ 3 สิงหาคม 2553
เชิญฟังคลิปเสียงรายการวิทยุเรื่องนี้ http://www.mediafire.com/?62lgislnc5h572x