หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554


เจ๋ง ดอกจิกกลับคำให้การสู้คดีหมิ่นสถาบัน/ผู้หญิงยิง ฮ.ยังรอศาลเมตตาให้ประกัน

ทนายแจ้ง เจ๋งป่วยลำใส้อักเสบ ศาลเลื่อนตรวจหลักฐาน 5 ก.ย.54 ส่วน นฤมล วรุณรุ่งโรจน์ หรือ จ๋า และพวกอีก 2คนยังรอลุ้นอัยการไม่ยื่นอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ให้ประกันตัว

29 สิงหาคม 2554 ศาลอาญารัชดาฯ นัดอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ อ.2740/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญาเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายยศวริศ หรือประมวล ชูกล่อม หรือที่เป็นที่รู้จักกันในนาม เจ๋ง ดอกจิก แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นจำเลยในความผิดฐาน หมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กรณีกล่าวปราศรัยด้วยถ้อยคำหมิ่นเบื้องสูงบนเวที นปช.เชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2553

คดีนี้จำเลยได้ให้การรับสารภาพเมื่อวันที่ 3 ส.ค.53 โดยศาลมีคำสั่งให้ยื่นคำให้การรับสารภาพภายใน 15 วัน ต่อมาเมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมาจำเลยได้ยื่นคำให้การต่อศาลยืนยันปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาและขอ แต่งตั้งทนายความพร้อมพยานหลักฐานต่อสู้คดี

อย่างไรก็ดีในวันนี้ นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความจำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอเลื่อนการพิจารณาคดีออกไปก่อน เนื่องจากจำเลยป่วยเป็นโรคลำไส้ใหญ่อักเสบมีอาการถ่ายเป็นเลือด ไม่สามารถเดินทางมาที่ศาลได้ พร้อมแนบใบรับรองแพทย์มาเป็นหลักฐาน ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตตามคำร้อง โดยให้นัดตรวจพยานหลักฐาน ในวันที่ 5 ก.ย.นี้ เวลา 09.00 น.

ขณะเดียวกันศาลอุทธรณ์ ภาค1 ยังไม่มีคำสั่งให้มีการปล่อยตัวชั่วคราว นางนฤมล วรุณรุ่งโรจน์, นายสุรชัย นิลโสภา และนายชาตรี ศรีจินดา ผู้ต้องหาคดีร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนที่ไม่ได้รับใบอนุญาตร่วมกัน มีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครองโดยผิด กฎหมาย และร่วมกันมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบ ครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ปลอมเอกสารราชการ และใช้เอกสารราชการปลอมหลังจากที่ศาลจังหวัดพระโขนงได้มีคำสั่งยกฟ้องที่ สั่งให้มีการขังบุคคลทั้งสามเอาไว้ก่อนเพื่อรอว่าทางอัยการจะยื่นอุทธรณ์ หรือไม่ และในวันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความได้นำ นส.จารุพรรณ กุลดิลก และ นส.ภูวนิดา คุนผลิน และคณะ สส.พรรคเพื่อไทยเข้ายื่นความจำนงค์ขอใช้ตำแหน่งในการประกันตัวจำเลยทั้งสาม ในระหว่างรอการอุทธรณ์จากอัยการ
 

ข้อมูลบางส่วนจาก:นสพ.โพสต์ทูเดย์

ธงชัย วินิจจะกูล: มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปัจจุบัน


ธงชัย วินิจจะกูล
(คลิกชม วิดีโอคลิป ด้านท้ายบทความ)

 
“ การประนีประนอมหาทางออกในวันนี้จะส่งผลดีต่อ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์ในระยะยาว อันดับแรกสุดคือ ‘เปิดประตู’ เปิดช่องทางให้กับการประนีประนอม 

หยุด ใช้มาตรา 112 ณ บัดนี้ ปลดปล่อยคนที่เดือดร้อนโดยเร็วที่สุด ปล่อยคุณสมยศ (พฤกษาเกษมสุข) ปล่อยคุณดา (ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล) และคนอื่นๆ  

ขจัด บรรยากาศความกลัวที่ปกคลุมประเทศไทยในขณะนี้ ยอมให้มีการอภิปรายถึงบทบาทสถานะทางการเมืองของ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์อย่างเปิดเผย ปล่อยให้กระบวนการประชาธิปไตยดำเนินไปตามทางของมันไม่ว่าจะลุ่มๆดอนๆขนาดไหน ก็ตาม        
หากน้อยกว่านี้ สายกว่านี้ หรือรังแกกันต่อไป ก็จะยิ่งเร่งให้ “สุก” โดยไม่จำเป็นเลย

พระ มหากษัตริย์ต้องอยู่พ้นจากการเมืองอย่างแท้จริง จึงจะไม่เกิดความขัดแย้งในเรื่องสถาบันหรือตัวบุคคลอีกต่อไป ฝ่ายเจ้าจึงจะไม่ต้องวิตก วิ่งเต้น สะสมกำลัง ชิงความได้เปรียบกันอีกต่อไป ไม่ต้องกลัวว่านักการเมืองรายใดจะมาเป็นคู่แข่ง เพราะไม่มีอำนาจการเมืองเป็นเดิมพันอีกต่อไป

ฝ่าย เจ้าของไทยในปัจจุบันจะมีสายตายาวไกลพอหรือไม่ เห็นแก่ประเทศชาติประชาชนขนาดไหน หรือพวกเขาอยู่สูงเหนือประชาชนจนไม่เข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้วใน ระดับรากหญ้าและไม่สามารถหยุดยั้งหรือย้อนเวลากลับได้อีกแล้ว” 

ธงชัย วินิจจะกูล 



เราใช้อินเตอร์เน็ตล้มอำมาตย์ได้หรือไม่


โดย ลั่นทมขาว

ท่ามกลางการปฏิวัติล้มเผด็จการในอียิปต์หรือตูนีเซีย มีการคลั่งเห่อ ทวิตเตอร์ และเครื่องสื่อสารอื่นๆ ทางอินเตอร์เน็ต และพูดกันในแวดวงสื่อว่าเครื่องมือเหล่านี้ใช้เพื่อล้มเผด็จการได้ จนมีการเสนอว่าการปฏิวัติในตะวันออกกลางเป็น “การปฏิวัติทวิตเตอร์” ประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนเสื้อแดงที่ประเทศไทยด้วย
   
แนวคิดหนึ่งในหมู่คนที่พูดเกินเหตุและเห่อ เฟสบุ๊ค หรือ ทวิตเตอร์ คือการเสนอว่า “การต่อสู้แบบเก่า” ที่อาศัยการจัดตั้งคนในองค์กรทางการเมืองจริงๆ และอาศัยการฝึกฝนการต่อสู้ และการนัดหยุดงาน “ล้าสมัยไปแล้ว” เพราะการใช้ เฟสบุ๊ค หรือ ทวิตเตอร์ ทำให้คนลุกฮือเองในรูปแบบอนาธิปไตยได้ โดยไม่มีองค์กร และการนำ แต่พวกนี้จะลืมไปว่าแม้แต่คนที่เสนอให้ทำอะไรในเวลาใดเวลาหนึ่ง ก็เป็นผู้นำ
   
แน่นอนในบรรยากาศของการเซ็นเซอร์สื่อทางเลือกเกือบทุกชนิดและปิดสถานีวิทยุ ชุมชน เครื่องมืออินเตอร์เน็ต เช่นเฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ สไกพ์ หรือการตั้งเวปไซท์ กลายเป็นพื้นที่สำคัญของคนเสื้อแดงที่จะสื่อสารกัน นี่คือสาเหตุที่ฝ่ายกระทรวง ICT (กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)ของรัฐบาลอำมาตย์พยายามไล่ปิดหรือ ปิดกั้นเวปต่างๆ และไล่จับคนที่วิจารณ์อำมาตย์ โดยใช้กฏหมาย 112 กฏหมายคอมพิวเตอร์ และกฏหมายความมั่นคงเป็นเครื่องมือ และนี่คือสาเหตุที่คนเสื้อแดงจำนวนมากพยายามทะลวงและหลบการปิดกั้นต่างๆ จนประชาชนจำนวนมากเริ่มมีทักษะพิเศษทางด้านคอมพิวเตอร์มากขึ้น
   

แต่เราต้องมาวิเคราะห์พิจารณาว่า เครื่องมือทางอินเตอร์เน็ตใช้ได้ผลมากน้อยแค่ไหน และใช้อย่างไรถึงจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการเปลี่ยนสังคม
   
ข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี ๒๕๕๑ เปิดเผยว่าจากจำนวนประชากรอายุ 6 ปีขึ้นไปประมาณ 59.97 ล้านคน พบว่า มีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ 16.99 ล้านคน คิดเป็น ร้อยละ 28.2 และมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ต 10.96 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 18.2 ตรงนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าสถานภาพที่จะเข้าถึงอินเตอร์เน็ตไม่ได้ครอบคลุม ประชาชนส่วนใหญ่ แต่ก็ยังมีคนจำนวนมากที่เข้าถึงได้ และคนเหล่านั้นอาจส่งต่อข้อมูลให้คนอื่นได้
   
สำหรับการปฏิวัติในตะวันออกกลาง เช่นในอียิปต์ เราต้องพิจารณาว่าในช่วงที่มีการลุกฮือที่นำไปสู่การล้มมูบารัก เผด็จการอียิปต์สั่งปิดอินเตอร์เน็ตทั้งหมดและเครือข่ายโทรศัพท์มือถือด้วย แต่ประชาชนก็สามารถรวมตัวกันและสื่อสารได้ ทั้งนี้เพราะมีการจัดตั้งกลุ่มและเครือข่ายต่างๆ มาก่อนหน้านั้นหลายปี และมีการลุกฮือนัดหยุดงานของสหภาพแรงงานในปีก่อนๆ อีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการ “ซ้อมรบ” และประเด็นสำคัญที่สุดคือ ทหารอียิปต์ตัดสินใจเขี่ยมูบารักออกจากตำแหน่ง เมื่อมีการนัดหยุดงานลามไปทั่วประเทศ เพราะเขากลัวพลังเศรษฐกิจของการนัดหยุดงาน และกลัวว่าทหารเกณฑ์ระดับล่างจะเริ่มกบฏต่อผู้บังคับบัญชา
   
บ่อยครั้งการสื่อสารระหว่างเครือข่ายต่างๆ ในการปฏิวัติอียิปต์ เกิดขึ้นปากต่อปาก ตาต่อตา ในจตุรัสทาห์เรีย หรือในมัสยิด หรือในสถานที่ทำงาน และในปีก่อนๆ เวลามีการพยายามปลุกระดมให้คนออกมาไล่รัฐบาลทาง เฟสบุ๊ค หรือ ทวิตเตอร์ ก็มีคนมาน้อย เพราะคนยังกลัวอยู่และสถานการณ์ยังไม่สุกงอม
   
นักวิชาการบางคนเตือนเราให้ระวัง “การสร้างภาพการเคลื่อนไหว” ทางอินเตอร์เน็ต ที่ไม่เกิดในโลกจริง Jodi Dean (ในวารสาร Cultural Politics ปี 2005) เขียนว่าการ “กดคลิก” หรือการกด “ชอบ” หรือการลงชื่อในแถลงการณ์หรือจดหมายเปิดผนึกผ่านอินเตอร์เน็ต ทำให้คนรู้สึกดีที่ “ได้ร่วมเคลื่อนไหว” แต่มันไม่ใช่การเคลื่อนไหวจริงที่มีพลัง ส่วน Slavoj Žižek (สลาโวช ซีเซค) นักมาร์คซิสต์ชาวสโลวีเนีย ที่ชอบท้าทายความคิดคนอื่นๆ เพื่อกระตุ้นความคิด พูดว่าการเคลื่อนไหวผ่านอินเตอร์เน็ตกลายเป็นการ “ร่วมกันงอมืองอเท้า” มันเป็นกระบวนการที่ลดระดับการเมืองและการเคลื่อนไหวในโลกจริง เพราะเปิดทางให้เราหลอกตัวเองว่าเราทำอะไร ในขณะที่เราอาจขี้เกียจออกมาทำอะไรในโลกจริง
   
Malcolm Gladwell นักเขียนชาวคานาดา ในบทความว่า “ทำไมการปฏิวัติจะไม่ถูกทวิตเตอร์” (New Yorker 2010)เสนอว่า “เพื่อน” หรือเครือข่ายทางอินเตอร์เน็ต ระหว่างคนที่ไม่รู้จักกัน ไม่เคยเจอหน้ากันหรือคุยกันโดยตรง เป็นเครือข่ายที่อ่อนแอมาก แต่ในมุมกลับ ถ้าคนที่รู้จักกันมาก่อน เคยสู้บนท้องถนนหรือในที่ทำงานร่วมกัน และเป็นสมาชิกองค์กรร่วมกันมากก่อน ใช้เครื่องมืออย่าง เฟสบุ๊ค หรือ ทวิตเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือ เขาสามารถประสานการต่อสู้ได้ด้วยประสิทธิภาพจริง เพราะเครือข่ายสายสัมพันธ์ของเขาจะเข้มแข็งและเป็นจริง
   
ในกรณี “นักรบไซเบอร์” ไทย มีโรคระบาดแห่งการ “ร่วมกันงอมืองอเท้า” โดยเฉพาะในกลุ่มคนเสื้อแดงที่อยู่นอกประเทศไทย หรือในหมู่คนภายในประเทศที่ไม่สามารถหรือไม่ยอมออกมาเคลื่อนไหว คนเหล่านี้จะใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันในการ “เล่นเน็ต” หรือคุยกันเป็นกลุ่มทางสไกพ์หรือแคมฟร้อค แต่สาระการคุยกันมีน้อยเหลือเกิน เพราะเนื้อหาหลักจะเป็นการผลิตซ้ำข่าวลือ เช่นเรื่องรัฐประหาร หรือเรื่องส่วนตัวของอำมาตย์เป็นต้น และที่แย่กว่านั้นมีการป้ายร้ายผู้เคลื่อนไหวจริงด้วยข่าวเท็จ โดยเฉพาะแกนนำนปช.ในประเทศไทย ตรงนี้ผู้เขียนไม่ได้เสนอว่าเราไม่ควรวิจารณ์เสื้อแดงกันเอง เราต้องวิจารณ์แนวทางเสมอ แต่ต้องวิจารณ์บนพื้นฐานความจริงและในลักษณะที่จะนำไปสู่การเพิ่ม ประสิทธิภาพในการต่อสู้
   
นักรบไซเบอร์ประเภท “งอมืองอเท้า” มักจะไม่รู้เรื่องว่าในพื้นที่และ ชุมชนต่างๆ ของไทยมีการจัดตั้งเสื้อแดงและเคลื่อนไหวกันอย่างไร เพราะเขามักจะไม่ไปร่วมงานเคลื่อนไหวในโลกจริง ไม่ว่าจะที่ไทยหรือแม้แต่ในต่างประเทศ เขาจะหดหู่กับความเป็นไปได้ที่จะล้มอำมาตย์ เขามักจะพูดว่า “สหภาพแรงงานไทยนัดหยุดงานไม่ได้” ทั้งๆ ที่ขบวนการแรงงานไทยในโลกจริงมีประวัติการนัดหยุดงานและการต่อสู้มานาน เขาจะเสนอว่า “ไทยเป็นกรณีพิเศษไม่เหมือนอียิปต์หรือประเทศอื่นในตะวันออกกลาง” ทั้งๆ ที่เผด็จการซิเรียยิงประชาชนตายเกือบ 500 คน และเผด็จการอียิปต์ฆ่าและทรมานฝ่ายตรงข้ามมากว่า 30 ปี สรุปแล้วนักรบไซเบอร์ประเภทนี้นั่งฟังแต่รายการวิทยุของ อ.ชูพงษ์กับคนอื่นที่มีมุมมองคล้ายๆ กัน ฟังเพื่อให้ตนรู้สึกดี แต่ไม่นำไปสู่การปฏิบัติการอะไรเลย เหมือนกินยาชา และได้แต่แก้ตัวว่าการพูดทางอินเตอร์เน็ตให้คน “ตาสว่าง” จะ “ล้มระบอบ” ได้ แต่การล้มระบอบต้องอาศัยมวลชนจำนวนมากที่ออกมาต่อสู้บนท้องถนนและนัดหยุดงาน ในสถานที่ทำงาน และต้องอาศัยมวลชนที่มีตัวตนและคุยต่อหน้าต่อตากัน โดยเฉพาะมวลชนที่จะคุยกับทหารระดับล่าง ผ่านการล้อมรถถังและชวนให้ทหารเหล่านั้นกบฏต่อผู้บังคับบัญชา
   
ในโลกสมัยใหม่แห่งอินเตอร์เน็ต บ่อยครั้งจะมีการตั้งคำถามว่า “ทำไมยัง ต้องไปขายหนังสือพิมพ์ของฝ่ายซ้ายที่เป็นกระดาษ อย่างเช่นหนังสือพิมพ์ เลี้ยวซ้าย ? ทำไมไม่เอามาขึ้นอินเตอร์เน็ตหรือสร้างเวปไซท์ให้คนอ่านเอง?" คำตอบคือ เวลาเรามีหนังสือพิมพ์กระดาษที่นำมาขายในการชุมนุมหรือในสถานที่ทำงาน มันเป็นโอกาสที่เราจะคุยกับคนอื่นต่อหน้าต่อตา เป็นโอกาสที่จะถกเถียงแลกเปลี่ยน และเป็นโอกาสที่จะทำความรู้จักและสร้างความสนิทสนมจริง เพื่อจัดตั้งองค์กรเข้มแข็งที่จัดการประชุมได้ ไม่ใช่องค์กรในโลกไซเบอร์ที่อาจมีสมาชิกจริงหรือไม่จริงก็ได้
   
ผู้ที่ต่อสู้ในโลกจริง ด้วยการจัดตั้งองค์กรหรือเครือข่ายในโลกจริง สามารถใช้ เฟสบุ๊ค หรือ ทวิตเตอร์ และเครื่องมืออื่นๆ ทางอินเตอร์เน็ตเพื่อพัฒนาการต่อสู้ได้ ถ้าสิ่งเหล่านั้นไม่ถูกปิดกั้น แต่ผู้ที่มองว่าเราสามารถใช้ เฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ หรือสไกพ์ แทนการเคลื่อนไหวในโลกจริงได้จะประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

[การเขียนบทความนี้อาศัยข้อมูลจากบทความของ Jonny Jones (2011) “Social Media and Social Movements” International Socialism Journal 130]
ดีแต่พูด-ดีแต่พลิ้ว ยุคเปื้อนสียังอันตราย

วันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2554 เวลา 20:00:42 น.



โดย จำลอง ดอกปิก

(คอลัมน์ ระหว่างวรรค มติชนรายวัน ฉบับ 27 สิงหาคม 2554)
การ ตั้งคำถามถึงการโฆษณาเกินจริงของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน และท่าทีที่มีต่อนโยบายรัฐบาล ที่แถลงต่อรัฐสภานั้น เป็นผลพวง ติดพันมาจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 3 กรกฎาคม เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์มองไม่เห็นความเป็นไปได้ นโยบายพรรคเพื่อไทยจะนำไปปฏิบัติได้จริง ตั้งแต่ในชั้นการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งแล้ว

บางเรื่องเป็นของภาคเอกชน อยู่นอกเหนืออำนาจการควบคุมและตัดสินใจของรัฐบาล อย่างเช่นค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาททั่วประเทศ

บาง เรื่องอย่างการปรับฐานเงินเดือนผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี แรกรับราชการ 15,000 บาท หรือจัดหาคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตให้กับเด็กนักเรียน อาจเป็นภาระต่องบประมาณ บางโครงการเช่นเรื่องการถมทะเล สร้างเมืองใหม่จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินลงทุนสูงมาก

คำถามจากประชาธิปัตย์ก็คือ จะนำเงินมหาศาลนี้มาจากไหน!

แม้ เป็นเรื่องใหญ่คำถามโตที่ประชาธิปัตย์นำไปแปะไว้กับหมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย อีกทั้งยังเรียกร้องผู้นำเสนอนโยบายในลักษณะหลอกลวงผู้บริโภคเช่นนี้ชี้แจง ให้กระจ่างชัดมากกว่าที่ได้อธิบายมา แต่พรรคเพื่อไทยก็ชนะเลือกตั้ง

ประชาชนส่วนใหญ่อาจเลือกพรรคเพื่อไทย ด้วยเหตุผลหลายประการ อาจไม่ใช่เรื่องนโยบายอย่างเดียว

แต่เรื่องนโยบายก็กลับกลายมาเป็นหอกทิ่มแทงรัฐบาลเสียเอง

พรรค ประชาธิปัตย์รุกไล่ทวงถามสัจจะยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กลางสภา และเรียกร้องรัฐบาล ต้องดำเนินการตามการให้คำมั่นสัญญากับประชาชน โดยเฉพาะนโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน อย่างค่าแรง 300 บาท และเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท

ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลนั้น พยายามหลีกเลี่ยงไม่ผูกมัดตัวเอง ด้วยการเขียน 2 เรื่องนี้บรรจุไว้ในนโยบาย แทนที่จะเป็นค่าแรงต่อวัน และเงินเดือนโดยความหมายแท้จริง กลับเปลี่ยนพลิ้ว ใช้เป็นคำว่า รายได้รายวัน และรายเดือนแทน

พรรคประ ชาธิปัตย์สามารถตีตื้นเก็บคะแนนคืนได้บ้างในยกแรกอย่างเป็นทางการของการ ปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ เมื่อทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงเรียกร้องแทนประชาชน และในทางการเมืองได้ลดทอนความน่าเชื่อถือของฝ่ายรัฐบาลลงระดับหนึ่ง

การ โหมโจมตีนโยบายอย่างหนักนั้นมิใช่เรื่องแปลก โดยหลักการแล้ว นโยบายที่ได้ประกาศไว้ และภาคการปฏิบัติ ขับเคลื่อนแปรเป็นผลงานนี่แหละเป็นดัชนีชี้วัดอายุขัยรัฐบาล ต่อให้นโยบายสวยหรูแค่ไหน หากไม่สามารถปฏิบัติได้จริงก็ย่อมไร้ค่า

พรรคประชาธิปัตย์จึงพยายามตอกย้ำจุดนี้

ฝ่าย พรรคเพื่อไทยนั้นก็รู้ดี จึงระมัดระวังอย่างยิ่งในการเขียนนโยบาย พยายามให้รัดกุม ไม่ผูกมัดจนกลายเป็นเครื่องพันธนาการรัฐบาลในที่สุด เขียนให้พอได้ชื่อว่าทำได้ระดับหนึ่ง ไม่ให้น่าเกลียดจนเกินไปในสายตาฝ่ายสนับสนุนก็พอแล้ว

หากเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน แต่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง ปัญหาอาจตามมามากมาย ความล้มเหลวนั้นย่อมเป็นเหยื่ออันโอชะของฝ่ายค้าน

ความ ล้มเหลวนั้นย่อมส่งผลสะเทือนทางการเมืองอย่างรุนแรง และจะนำมาซึ่งปัญหาอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายแม้แต่ในทางกฎหมายก็ใช่ว่าจะ ประมาทได้ และโดยเฉพาะเรื่องอันเป็นผลพวงมาจากความขัดแย้ง ที่ขบวนการต่อต้านพรรคเพื่อไทยกลายกลุ่มพวก ยังคงรอฉกฉวยสถานการณ์ จ้องเช็กบิล คว่ำรัฐบาลในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งอยู่

ลำพังเฉพาะฝ่าย ค้านนั้นอาจไม่กระไรนัก และรัฐบาลพรรคเพื่อไทยคงไม่กลัวมาตรการลงโทษทางการเมืองในลักษณะชาวบ้านไม่ เลือกเข้ามาอีก อันเนื่องมาจากความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดินเท่าใดนัก

ทั้ง นี้ เนื่องจากในยุคการแบ่งขั้วทางการเมืองชัดเจนเช่นปัจจุบันน้้น ประชาชนมักไม่สนใจ หรือให้น้ำหนักว่า รัฐบาลของพวกเขามีฝีมือ และทำได้จริงตามการให้คำมั่นสัญญา ตามนโยบายที่ประกาศไว้หรือไม่ หากแต่หลับหูหลับตาเลือกฟากฝ่ายตัวเองเป็นภาคๆ

ยิ่งขัดแย้งรุนแรงก็ยิ่งต้องถือหาง มีเดิมพันการเอาชนะคะคานสูง ไม่สนใจแม้ใครชั่ว-ดี

ยิ่งขัดแย้งมากเท่าใดก็ยิ่งบ่อนเซาะ ทำลายการพัฒนาประเทศ