หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สื่ออังกฤษตีแผ่ เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ใช้องค์กรการกุศลบังหน้า หวังแทรกแซงทางการเมือง

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ เดอะ การ์เดียนของอังกฤษเปิดเผยว่า องค์กรการกุศลในราชูปถัมป์ของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มีส่วนเกี่ยวข้องในการล็อบบี้รัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง ให้เปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเมืองที่อ่อนไหวในหลายด้าน เช่น การเปลี่ยนอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งการ์เดียนชี้ว่า การกระทำดังกล่าว จะทำให้ข้อถกเถียงเรื่องบทบาททางการเมืองของราชวงศ์ กลายประเด็นอีกครั้งหนึ่ง

หนังสือพิมพ์เดอะ การ์เดียน ได้เปิดเผยจดหมายโต้ตอบระหว่างมูลนิธิในเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เช่น มูลนิธิธุรกิจในชุมชน (Business in the Community), มูลนิธิในราชูปถัมป์เพื่อสิ่งปลูกสร้าง (the Prince’s Foundation for the Built Environment) กับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่รัฐในกระทรวงต่างๆ ซึ่งแสดงถึงความพยายามขององค์กรในราชูปถัมป์ต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายรัฐ เช่น เรื่องการออกแบบผังเมือง การลดภาษีมูลค่าเพิ่มในการบูรณะสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ เป็นต้น

จดหมายดังกล่าว ซึ่งนสพ. เดอะ การ์เดียน ได้มาจากการร้องขอผ่านพ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร เปิดเผยว่า Ros Kerslake ประธานกรรมการบริหารกองทุนบูรณะในราชูปถัมป์ (Prince’s Regeneration Trust) ได้เข้าพบ Grant Shapps รัฐมนตรีกระทรวงการเคหะ เพื่อกดดันกรมคลังให้ลดภาษีมูลค่าเพิ่มในการฟื้นฟูบูรณะสิ่งก่อสร้าง นสพ.การ์เดียน ยังเปิดเผยว่า เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์จะได้ประโยชน์จากการลดอัตราภาษีดังกล่าวในการดำเนิน โครงการอสังหาริมทรัพย์ของพระองค์ด้วย

การกระทำดังกล่าว ทำให้เกิดข้อกังวลว่า การใช้อำนาจทางการเมืองของฟ้าชายชาร์ลส์อาจก่อให้เกิดปัญหาทางรัฐธรรมนูญ

ศาสตราจารย์อดัม ทอมกินส์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ กล่าวว่า เนื่องจากมูลนิธิดังกล่าวก่อตั้งโดยเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ซึ่งอาจแฝงวาระทางการเมืองไว้ ทำให้อาจมองได้ว่า การใช้อำนาจดังกล่าวเป็นการแทรกแซงทางการเมือง และบั่นทอนความน่าเชื่อถือของสถาบันซึ่งควรอยู่เหนือการเมือง

นอกจากนี้ มูลนิธิของเจ้าชายชาร์ลส์ ยังถูกมองว่า ใช้อภิสิทธิ์ในการเข้าถึงการพิจารณางบประมาณได้ง่ายและรวดเร็วมากกว่าองค์กร การกุศลอื่นๆ ทั่วไป

พอล ริชาร์ด รัฐมนตรีกระทรวงชุมชนและสุขภาพมองว่า ในความรู้สึกของตน มูลนิธิดังกล่าวได้รับสถานะพิเศษ และได้รับอภิสิทธิ์มากกว่าที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะภายใต้รัฐบาลใดๆ
“เมื่อมีจดหมายจากฟ้าชายชาร์ลส์เข้ามา [ในรัฐสภา] จะมีความรู้สึกของการวิ่งเต้นเป็นพิเศษ และช่องทางในการเข้าถึงสำหรับตำแหน่งและมูลนิธิของพระองค์ ก็ดูเหมือนจะง่ายมาก อย่างที่องค์กรอื่นๆ เทียบไม่ได้” ริชาร์ดกล่าว

ทั้งนี้ เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์เป็นประธานมูลนิธิการกุศลทั้งหมด 20 แห่ง ในจำนวนทั้งหมด พระองค์เป็นผู้ก่อตั้ง 18 แห่ง และถูกมองอย่างกว้างขวางว่า เป็นความพยายามของพระองค์ ในการขยายอิทธิพลทางด้านนโยบายสังคมและสิ่งแวดล้อมในสหราชอาณาจักร

อย่างไรก็ตาม โฆษกของสำนักพระราชวังของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ กล่าวว่า มูลนิธิดังกล่าวเป็นองค์กรอิสระที่มีคณะกรรมการเป็นผู้ดูแลกำกับ และมีการสื่อสารกับรัฐบาลอยู่แล้วเป็นเรื่องปรกติ

ก่อนหน้านี้ เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ตกเป็นเป้าหมายของการวิพากษ์วิจารณ์ ในเรื่องความพยายามใช้อิทธิพลส่วนตนต่อนโยบายสาธารณะ โดยในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาพบว่า พระองค์โปรดให้รัฐมนตรีจากหลายกระทรวงเข้าพบเป็นการส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสิ่งแวดล้อม และกระทรวงพัฒนานานาชาติ แต่การพูดคุยดังกล่าว ถือว่าเป็นความลับ เนื่องจากเป็นข้อยกเว้นในพ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร จึงไม่อาจเปิดเผยได้ อย่างไรก็ตาม ข้อยกเว้นของพ.ร.บ. ดังกล่าวไม่สามารถใช้กับองค์กรการกุศล

ศาสตราจารย์อดัม ทอมกินส์ ตั้งคำถามว่า การตั้งองค์กรเครือข่ายเพื่อจุดประสงค์ทางการเมือง เช่น มูลนิธิในราชูปถัมป์ดังกล่าว สอดคล้องกับสิ่งที่รัฐธรรมนูญระบุไว้หรือไม่

“แผนการดำเนินการดังกล่าวนี้ ทำให้เราตั้งคำถามว่า การทำงานรณรงค์เพื่อสาเหตุที่ดี [ขององค์กรการกุศล] แต่มีจุดมุ่งหมายทางการเมืองแฝงอยู่ด้วยเช่นนี้ จะทำลายการดำรงตนที่เหมาะสมของสถาบันกษัตริย์ โดยเฉพาะการอยู่เหนือการเมือง และความเป็นกลางหรือไม่” ศาสตราจารย์ม.กลาสโกว์ กล่าว
อนึ่ง ในปี 2552 มูลนิธิในราชูปถัมป์เพื่อสิ่งปลูกสร้าง (the Prince’s Foundation for the Built Environment) ได้รับการตรวจสอบจากคณะกรรมการการกุศล (Charity Commission) หลังจากได้รับการร้องเรียนว่า มูลนิธิดังกล่าว ใช้อิทธิพลส่วนพระองค์แทรกแซงการออกแบบสิ่งปลูกสร้างแห่งหนึ่งในลอนดอน อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบ คณะกรรมการฯ ได้ชี้แจงว่า ไม่มีการกระทำใดๆ ของมูลนิธิที่อยู่นอกเหนือจุดมุ่งหมายทางการกุศล


นักสหภาพแรงงาน นักสังคมนิยม และเสื้อแดงต้องจับมือกัน


ชื่อบทความเดิม : ภายใต้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ นักสหภาพแรงงาน นักสังคมนิยม และเสื้อแดงต้องจับมือกัน
โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

เสื้อแดงกำลังเรียนรู้ความจริงที่พวกเราหลายคนคาดการมาแต่แรกคือ แกนนำพรรคเพื่อไทย มีข้อตกลง “ในใจ” ที่จะประนีประนอมกับอำมาตย์ เพื่อให้ถูกยอมรับโดยอำมาตย์ ซึ่งแปลว่าพรรคเพื่อไทยกำลังหักหลังเสื้อแดง ทรยศต่อวีรชน และหันหลังให้กับประชาธิปไตย

ด้วยเหตุนี้ขบวนการเสื้อแดงจะต้องรื้อฟื้นตัวเองในรูปแบบที่อิสระจากแกนนำ พรรคเพื่อไทย และเคลื่อนไหวต่อไปเพื่อเสรีภาพและความเป็นธรรม ถ้าเรายอมให้คนอย่างนายเฉลิม อยู่บำรุง มาควบคุมไม่ให้เสื้อแดงเคลื่อนไหว ในขณะที่เขามุ่งหน้าใช้กฏหมาย 112 อย่างเคร่งครัด ประชาธิปไตยไทยจะไม่มีอนาคต อย่าลืมว่าคนอย่างเฉลิม มีข้อเคลือบแคลงใจในการสร้าง “สองมาตรฐาน” ในระบบยุติธรรม ด้วยข้อสงสัยในการแทรกแซงระบบยุติธรรมในคดีของลูกชายตนเองที่ฆ่าตำรวจตาย
    
นักสังคมนิยมเสนอมานานแล้วว่า ถ้าเราจะพัฒนาประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคมหลังการเลือกตั้ง เสื้อแดงที่ไม่ตกเป็น “ลูกน้อง” ของพรรคเพื่อไทย และพร้อมจะเคลื่อนไหวอิสระ ควรมองว่าพลังกรรมาชีพในสหภาพแรงงานเป็นเรื่องชี้ขาด เราอธิบายด้วยเหตุผลดังนี้
     
(1) การที่คนงานไม่ออกมานัดหยุดงานควบคู่กับการประท้วงที่ราชประสงค์เมื่อปีที่ แล้ว ทำให้ทหารปราบเราง่ายขึ้น ตรงข้ามกับประสบการณ์ที่อียิปต์
    
(2) สหภาพแรงงานเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่มีการจัดตั้งและมีพลังซ่อนเร้น ที่จะกดดันผู้มีอำนาจ ถ้ารู้จักสู้ร่วมกันและหนุนช่วยซึ่งกันและกัน
    
(3) การต่อสู้ของ “ไพร่” เสื้อแดง เป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจพร้อมกัน องค์กรของแรงงานมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกับคนจนและเกษตรกร ต่างโดยสิ้นเชิงกับพรรคการเมืองนายทุน และพวกเสื้อเหลืองที่เชิดชูอำมาตย์
    
ทั้งๆ ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยประกาศว่าจะขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน แต่ก็มีข้อกังวลว่าอาจไม่เกิดขึ้นจริง เพราะอาจนับค่าสวัสดิการและค่าทำงานนอกเวลา (โอที) และในอนาคตแรงงานกับเกษตรกรคนจนคงต้องต่อสู้หรือต่อรองกับรัฐบาลนี้ในหลายๆ เรื่องแน่นอน เพราะรัฐบาลพรรคเพื่อไทยไม่ใช่รัฐบาลของกรรมาชีพหรือเกษตรกรแต่อย่างใด

เราเลือกพรรคนี้ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา เพื่อให้ทหารและประชาธิปัตย์แพ้เท่านั้น เราไม่ได้หวังอะไรมากกว่านั้น และทุกวันนี้ถึงแม้ว่าประชาธิปัตย์กับทหารแพ้การเลือกตั้ง แต่รัฐบาลใหม่ทำตัวเหมือนกับว่าประชาธิปัตย์ยังเป็นรัฐบาลอยู่ ไม่มีการแก้ปัญหา 112 ไม่มีการปล่อยนักโทษเสื้อแดงทั้งหมด ไม่มีการปฏิรูประบบยุติธรรม ไม่มีการปลด ผบ.ทบ.ประยุทธ์ ไม่มีการนำนายพลและนักการเมืองมือเปื้อนเลือดขึ้นศาล และไม่มีการปฏิรูปกองทัพ
    
เราต้องเข้าใจว่าในอดีต แกนนำเสื้อแดงที่มีรากฐานกำเนิดมาจากพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นพรรคนายทุน ไม่เคยเห็นความสำคัญของการขยายการจัดตั้งของขบวนการเสื้อแดงสู่ขบวนการแรง งานเลย ตอนนี้การจัดตั้งดังกล่าวเป็นภาระเร่งด่วน เพื่อให้นักสหภาพแรงงานและคนเสื้อแดงจับมือสร้างพลังต่อรองเพื่อประชาธิปไตย และความเป็นธรรม ตรงนี้นักสังคมนิยมควรจะมีบทบาทสำคัญถ้าเราเข้าใจสถานการณ์
    
ในอดีตนักสังคมนิยมในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.) เคยให้ความสำคัญกับการจัดตั้งแรงงาน แต่หลังจากที่พรรคเริ่มหันไปเน้นการจับอาวุธในป่า การทำงานสายแรงงานถูกลดความสำคัญลง พอถึงยุค “ป่าแตก” และการล่มสลายของ พคท. ปัญญาชนและนักเคลื่อนไหวที่มีส่วนในการจัดตั้งแรงงานลดน้อยลงจนเกือบจะไม่ เหลือ และ เอ็นจีโอ ก็เข้ามาแทนที่ ที่เลวร้ายคือเอ็นจีโอส่วนใหญ่ (ยกเว้นโครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย) ไปเข้ากับเสื้อเหลืองและอำมาตย์
    
ในปัจจุบันกลุ่ม “พี่เลี้ยง” เอ็นจีโอ ที่เข้าไป “ช่วย” แรงงานมีแนวโน้มจะเสนอให้คนงานทำตามกฎหมายนายทุนในระบบ “แรงงานสัมพันธ์” และไม่คิดต่อสู้ทางชนชั้นอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างที่ดีคือองค์กร ACILS/Solidarity Center และมูลนิธิ Friedrich Ebert Stiftung (FES.) ของเยอรมัน องค์กรเหล่านี้มีผลในการทำลายความเข้มแข็งทางการเมืองของสหภาพแรงงาน
    
ในยุคปัจจุบัน องค์กรสภาแรงงานสากลต่างๆ เริ่มพยายามเข้ามาจัดตั้งแรงงานในประเทศไทยมากขึ้นอีกด้วย การที่สภาสากลช่วยให้คนงานไทยตั้งสหภาพแรงงานในสถานที่ทำงานที่ไม่มีสหภาพ แรงงาน เป็นเรื่องดี แต่ในทางการเมืองสภาแรงงานสากลเหล่านี้จะไม่ส่งเสริมการนัดหยุดงานเพื่อเป้า หมายทางการเมืองเลย และจะไม่มีผลอะไรเลยในการปกป้องผู้นำแรงงาน หรือสหภาพแรงงานในไทยที่ถูกเลิกจ้าง ทั้งนี้เพราะสภาแรงงานสากลทุกแห่งนำโดยเจ้าหน้าที่ “แรงงานข้าราชการ” ที่ห่างเหินจากขบวนการแรงงานจริงในทุกประเทศ เราจะเห็นว่าในประเทศที่มีสหภาพแรงงานเข้มแข็ง อย่างเช่นในยุโรปตะวันตก หรือเกาหลีใต้ สภาแรงงานสากลเกือบจะไม่มีบทบาทอะไรเลย
    
ความอ่อนแอทางการเมืองของขบวนการแรงงานไทยในอดีต เปิดช่องให้คนอย่าง สมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรฯ นำการเมืองปฏิกิริยาของพันธมิตรฯ เข้ามาในบางส่วนของขบวนการแรงงาน เช่นในรัฐวิสาหกิจรถไฟ และไฟฟ้า และในบางส่วนของย่านอุตสาหกรรมเอกชนในภาคตะวันออกรอบๆ เมืองระยองเป็นต้น

แต่แนวคิดเสื้อเหลืองของสมศักดิ์ ขัดกับผลประโยชน์พื้นฐานของกรรมาชีพไทยโดยสิ้นเชิง เพราะพาคนไปต่อสู้เพื่อคนที่กดขี่แรงงาน แทนที่จะสู้เพื่อผลประโยชน์คนจน สมศักดิ์ด่าทักษิณว่าเป็น “นายทุนสามานย์” แต่ชวนให้คนงานไปรับใช้เผด็จการทหาร ดังนั้นคนเสื้อแดงกับนักสังคมนิยมสามารถพิสูจน์ต่อหน้าแรงงานรากหญ้าได้ว่า แนวของพวกเสื้อเหลืองจะนำไปสู่ทางตัน แต่มันต้องพิสูจน์กันในรูปธรรม ไม่ใช่แค่ด้วยวาจา ซึ่งแปลว่าเราต้องสนับสนุนแกนนำสหภาพแรงงานรถไฟที่กำลังถูกนายจ้างลงโทษ ด้วยสาเหตุที่เขากล้านัดหยุดงานเพื่อปกป้องความปลอดภัยในระบบรถไฟ ทั้งๆ ที่สหภาพนี้เคยสนับสนุนพันธมิตรฯ
    
สายแรงงานที่ได้รับแนวคิดเสื้อเหลืองจากคนอย่างสมศักดิ์ มีจุดร่วมดังนี้คือ เป็นแรงงาน “รุ่นน้อง” ของสมศักดิ์ ที่มีความสัมพันธ์ผ่านกลุ่มศึกษาที่สมศักดิ์จัดด้วยทุนจากองค์กร เอ็นจีโอ อย่างเช่น ACILS/ Solidarity Center และ FES มักเป็นแกนนำแรงงานที่ทำงานสหภาพเต็มเวลา และห่างเหินจากรากหญ้ามากขึ้น และมักจะแสดง “ความกล้า” ในการเคลื่อนไหวหรือนัดหยุดงาน เมื่อมี “ผู้ใหญ่” ในสังคมสนับสนุนถือหางเท่านั้น ซึ่งเป็นนิสัยเก่าของแกนนำสหภาพรัฐวิสาหกิจที่เคลื่อนไหวเพื่อผู้บริหาร
    
เราควรเข้าใจว่าสมาชิกรากหญ้าของสหภาพที่มีแกนนำเสื้อเหลือง บ่อยครั้งไม่เห็นด้วยกับผู้นำ เพราะสมาชิกรากหญ้าไม่ใช่เสื้อเหลือง และอาจสนับสนุนเสื้อแดง หรือเคยลงคะแนนให้ไทยรักไทยในอดีตอีกด้วย อย่าลืมว่านโยบายของไทยรักไทยในหลายเรื่อง เช่นการรักษาพยาบาลถ้วนหน้า มีผลดีต่อแรงงาน เพราะลดภาระส่วนตัวในการดูแลญาติพี่น้องในต่างจังหวัด
    
ถ้าเราจะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแท้และความเป็นธรรมทางสังคมในไทย ซึ่งหมายถึงการล้มอำมาตย์ ปฏิรูปกองทัพ และสร้างมาตรฐานความยุติธรรม ขบวนการประชาธิปไตยและนักสังคมนิยมจะต้องขยันในการดึงแรงงานเข้ามามีส่วน ร่วมในการต่อสู้ทางการเมือง และแรงงานควรจะเข้าใจความสำคัญของการร่วมกับเสื้อแดงในต่อสู้ทางการเมืองอีก ด้วย

รายงาน: ชาวไทยสัญชาติอเมริกาที่ถูกดีเอสไอกักขัง ฟ้องเว็บโฮสต์ที่ส่งข้อมูลของเขาให้รัฐบาลไทย

ที่มา:  เครือข่ายพลเมืองเน็ต
Ars Technica เว็บไซต์ข่าวไอทีรายงานคดีพลเมืองสหรัฐเชื้อสายไทยฟ้องบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต จากกรณีบริษัทดังกล่าวส่งข้อมูลส่วนตัวของเขาให้กับรัฐบาลไทย จนทำให้เขาถูกกักขัง เอกสารคำฟ้องระบุการละเมิดสิทธิผู้ถูกกล่าวหาโดยเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ
....
พฤษภาคม 2549 แอนโทนี ชัย พลเมืองสหรัฐเชื้อสายไทย เดินทางกลับแผ่นดินเกิดของเขาเพื่อพบเพื่อนและญาติ เขาเยี่ยมหลานสาวและหลานชายและใช้เวลาช่วงหนึ่งที่หัวหิน 


แต่ตามข้อมูลในคดีความล่าสุด ในขณะที่ชัยกำลังเดินทางกลับแคลิฟอร์เนีย ผ่านทางสนามบินที่กรุงเทพ เขาถูกเจ้าหน้าที่ความมั่นคงห้าคนกักตัวเอาไว้ เจ้าหน้าที่เหล่านี้ทำงานให้กับกรมสอบสอนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พวกเจ้าหน้าที่แจ้งกับชัยว่า พวกเขามีหมายจับตัวเขา จากการกระทำผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ — การกล่าวในที่สาธารณะที่จงใจละเมิด "เกียรติภูมิ" ขององค์พระประมุข 

กฎหมายดังกล่าวของประเทศไทย [ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112] ซึ่งถูกใช้กับ YouTube ในปี 2550 ดูเผิน ๆ แล้ว (ค่อนข้าง) มีขอบเขตจำกัด "ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี" มันกำหนดความผิดและลงโทษผู้ที่กระทำความผิดจากการให้วาจาหมิ่นประมาทตามที่ กำหนดด้วยโทษจำคุกที่ยาวนาน แต่นักรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า ในขณะนี้กฎหมายดังกล่าวถูกนำมาใช้กับใครก็ตามที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล 

เจ้าหน้าที่ดีเอสไอนำชัยไปยังกองสอบสวน ชัยกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ไม่ให้เขากินข้าว กินน้ำ และยังไม่ให้เขานอนจนกระทั่งตีสามครึ่ง โดยระหว่างนั้นก็ได้พูดถึงข้อกล่าวหาและข่มขู่เขาตลอดเวลา "ผมรู้ว่าญาติคุณอาศัยอยู่ที่ไหนในกรุงเทพและแคลิฟอร์เนีย" ชัยกล่าวว่าตำรวจนายหนึ่งพูดกับเขาอย่างนั้น "ถ้าคุณอยากให้พวกเขามีชีวิตอย่างสงบสุข คุณต้องให้ความร่วมมือ"

รัฐประหารที่ไร้เลือด
แอนโทนี ชัย เดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านเกิด ในช่วงเวลาที่โกลาหลที่สุดช่วงหนึ่งของ ประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ ในตอนที่เขาเดินทางมาถึง นายกรัฐมนตรีประชานิยม ทักษิณ ชินวัตร กำลังประสบความยากลำบากมากมาย และกำลังต่อสู้เพื่อชีวิตทางการเมือง (และชีวิตจริง ๆ) ของเขา ฝ่านตรงข้ามกับพรรคไทยรักไทยของเขา ต่างบอยคอตไม่เข้าร่วมการเลือกตั้งใหม่ที่เขาประกาศให้มีขึ้น โดยกล่าวหาว่าทักษิณนั้นทุจริต ในเดือนกันยายน ท่ามกลางการก่อการร้ายและความพยายามในการลอบสังหาร กองทัพก็ได้นำทักษิณออกจากอำนาจการเมือง และแบนพรรคไทยรักไทยจากการเมือง 

จากข้อมูลในคำฟ้อง ในช่วงแรกที่เขาถูกกักขังชัยได้ร้องขอทนาย เขาได้ทนายในที่สุด แต่ทนายคนดังกล่าวแทบไม่พูดอะไรเลยในระหว่างที่เขาถูกสอบสวน นอกจากแนะนำให้เขาตอบคำถาที่ตำรวจถาม เขาต้องอดทนจนกระทั่งผ่านพ้นการถามคำถามที่ยาวนานสองช่วงมาได้ ซึ่งตลอดเวลานั้นเขาไม่ได้รับอาหาร น้ำ หรืออนุญาตให้นอน 

คำฟ้องระบุว่า ในระหว่างนั้น เจ้าหน้าที่ดีเอสไอได้เอาคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปของเขาไป และ "ใช้กำลังบังคับ" ให้ชัยบอกรหัสผ่านความปลอดภัยต่าง ๆ ของเขา ที่ใช้กับคอมพิวเตอร์เครื่องดังกล่าว จากนั้น "เจ้าหน้าที่ได้ใช้กำลังบังคับเขาให้บอกที่อยู่อีเมลและรหัสผ่านของเขาทั้ง หมด" 

ในช่วงเวลาหนึ่งระหว่างการสอบสวน เจ้าหน้าที่ได้แสดงเอกสารฉบับหนึ่งให้ชัยดู เอกสารดังกล่าวเปิดเผยที่อยู่อีเมลที่เขาและคนที่เขารู้จักใช้ในการโพสต์ ความเห็นที่เว็บไซต์ manusaya.com และในตอนสุดท้าย เจ้าหน้าที่ดีเอสไอได้ใช้กำลังบังคับเขาให้เขียนแถลงการณ์ซึ่งมีข้อความว่า เขารับสารภาพว่าเขาได้ทำผิดกฎหมายหมิ่นพระเดชานุภาพของไทย เขาสัญญาว่าจะไม่ทำผิดอีก และเขายกย่องพระมหากษัตริย์ของประเทศไทย 

17:00 น. ของวันที่ 10 พฤษภาคม 2549 ชัยถูกปล่อยตัว แต่ถูกเตือนว่าเขาอาจถูกจับได้อีกหากเดินทางกลับมาประเทศไทย เขาติดต่อครอบครัวของเขาเพื่อบอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาบ้าง และเดินทางกลับไปยังลองบีช แคลิฟอร์เนีย ที่ซึ่งเขาเปิดร้านขายและรับซ่อมคอมพิวเตอร์


ถึงเวลายอมจำนน
แต่ประสบการณ์เจ็บปวดของชัยไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น เอกสารคำฟ้องกล่าวว่า ชายที่ดูแลการสอบสวนของเขาในตอนนั้น พ.ต.อ. ญาณพล ยั่งยืน ได้เริ่มติดต่อชัยในขณะที่ชัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา โดยญาณพลขอให้ชัยส่งสำเนาของ "เอกสารสนับสนุนประชาธิปไตยหรือต่อต้านสถาบันกษัตริย์ใด ๆ ก็ตามที่เขามีในครอบครอง" 

คำฟ้องระบุว่า ญาณพลไม่เพียงติดต่อเขาทางอีเมลเท่านั้น ในเดือนกรกฎาคม 2006 ญาณพลยังได้มาหาชัยที่สหรัฐอเมริกา ในระหว่างที่ญาณพลเข้ารับการอบรมที่จัดโดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่กรุง วอชิงตันดีซี สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นถูกอธิบายไว้ดังนี้:
49. เนื่องจากโจทก์ต้องการจะแสดงให้เห็นว่าเขาให้ความร่วมมือกับการสอบสวน เขาตกลงที่จะพบ พ.ต.อ. ยั่งยืน ที่ LAX [สนามบินนานาชาติลอสแอนเจลิส]
50. ระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์ พ.ต.อ. ยั่งยืน ได้บอกกับโจทก์ว่า เขาอยากให้โจทก์นำไอพอดหรือของมีค่าที่คล้าย ๆ กันมาเพื่อเป็นของฝากแก่ลูกของเขา
51. โจทก์และ พ.ต.อ. ยั่งยืน ได้พบกับเป็นเวลาประมาณสามสิบนาที ที่ร้านอาหารแมคโดนัลด์ใน LAX
52. โจทก์ไม่ได้นำไอพอดมาด้วย เขานำหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นภาษาไทยมา ซึ่งเขาคิดว่า พ.ต.อ. ยั่งยืน จะสามารถอ่านมันระหว่างเที่ยวบินกลับประเทศไทย พ.ต.อ. ยั่งยืน แสดงอย่างชัดเจนกับโจทก์ว่าเขาผิดหวังเป็นอย่างมากที่โจทก์ไม่ได้นำของขวัญ มีค่าอะไรมาเลย
ชัยได้ถามว่าเขาจะได้เครื่องคอมพิวเตอร์ของเขาคืนหรือไม่ และได้รับคำตอบว่าเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นจะอยู่กับเจ้าหน้าที่ไปจนตลอดการ สอบสวน หลังจากนั้น ญาณพลได้เขียนไปหาโจทก์บอกให้เขากลับประเทศไทยเพื่อสอบถามเพิ่มเติม "ถึงเวลาสำหรับคุณแล้ว ที่จะยอมมอบตัวอย่างเป็นทางการต่อเจ้าหน้าที่สอบสวนของคดีนี้" ข้อความหนึ่งอธิบาย "คุณต้องมามอบตัวที่สำนักงานของเราในวันที่ 24 สิงหาคม 2006 เวลา 10:00 น..."


ที่นี่ไม่ต้อนรับคำวิจารณ์
แอนโทนี ชัย ได้พูดอะไรที่ต่อต้านสถาบันกษัตริย์ของไทยจริง ๆ หรือไม่ ? ไม่เลย โดยใช้ที่อยู่อีเมลนิรนาม เขาได้โพสต์ความเห็นที่วิพากษ์วิจารณ์กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (lèse majesté) ของไทยลงในเว็บไซต์ www.manusaya.com ซึ่งเจ้าหน้าที่ของไทยได้ประณามต่อสาธารณะว่าเว็บไซต์ดังกล่าวสนับสนุนให้ ผู้คน "เสื่อมศรัทธาและความรักต่อสถาบันกษัตริย์ รวมถึงเจ้าฟ้าหญิงทุกพระองค์"เว็บไซต์ดังกล่าวถูกปิดในที่สุดโดยเน็ตเฟิร์ม บริษัทให้เช่าพื้นที่เว็บสัญชาติแคนาดา ตามคำร้องขอของรัฐบาลไทย 

แต่เน็ตเฟิร์มไม่ได้เพียงปิดเว็บไซต์ ชัยและทนายของเขากล่าว
คำฟ้องระบุว่า "เวลาใดเวลาหนึ่งก่อนเดือนพฤษภาคม 2549 ตามคำร้องขอของรัฐบาลไทยอีกเช่นกัน Netfirms.com ได้มอบหมายเลขไอพีของนายชัย และที่อยู่อีเมลอีกสองอันซึ่งเชื่อมโยงกับหมายเลขไอพีดังกล่าว" "โดยนายชัยไม่ได้รับรู้หรือให้การยินยอม" นอกจากนี้เน็ตเฟิร์มยังถูกกล่าวหาว่า ส่งมอบข้อมูลดังกล่าวนี้โดยไม่ได้ร้องขอคำสั่งศาล หมายศาล หรือใบอนุญาตใด ๆ จากเจ้าหน้าที่ของไทย และไม่ได้ติดต่อไปยังกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐเพื่อขอคำแนะนำ 

ในตอนนี้ ชัย ด้วยความช่วยเหลือจากองค์กรสากลเพื่อสิทธิมนุษยชน (World Organization for Human Rights) ได้ฟ้องเน็ตเฟิร์มให้จ่ายค่าชดใช้และค่าเสียหายเป็นเงิน 75,000 เหรียญสหรัฐ คดีของเขายื่นฟ้องต่อศาลแขวงแคลิฟอร์เนียกลาง โดยกล่าวหาว่าเน็ตเฟิร์มได้ละเมิด พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ของแคนาดา (Personal Information Protection and Electronic Documents Act - PIPEDA), มาตราที่ว่าด้วยความเป็นส่วนตัว ในประมวลกฎหมายธุรกิจและวิชาชีพของแคลิฟอร์เนีย (Business and Professions Code), และคำประกาศสิทธิซึ่งอยู่ในรัฐธรรมนูญของแคลิฟอร์เนีย
เว็บไซต์ข่าวอาร์สเทคนิกาได้ติดต่อเน็ตเฟิร์มเรื่องคดีนี้แล้ว โดยตัวแทนของบริษัทกล่าวว่ายังบริษัทยังไม่มีความเห็นในขณะนี้


แปลจาก Thai censorship critic strikes back at snitch Web host โดย Matthew Lasar, Ars Technica, 29 ส.ค. 2554

เสถียรภาพรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

หนังสือ พิมพ์โตเกียวชิมบุน สื่อของญี่ปุ่นตีพิมพ์เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของรศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร ที่ได้วิเคราะห์เกี่ยวกับเสถียรภาพของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่า น่าจะแข็งแกร่งกว่าที่บรรดาแนวร่วมกลุ่มอำนาจฝ่ายต่อต้านประเมินไว้

โดย รองศาสตราจารย์ ดร. วรพล พรหมิกบุตร
30 สิงหาคม 2554

แนวร่วมกลุ่มอำนาจ (ทั้งอำนาจในระบอบ และนอกระบอบประชาธิปไตย) ไม่สามารถยับยั้งประชาชนที่ทุ่มเทคะแนนเสียงเลือกตั้งทั่วไปให้พรรคเพื่อไทย เมื่วันที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

รวมทั้งไม่สามารถยับยั้งการขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสตรีคนแรก และมีอายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีในประวัติศาสต์การเมืองไทย

แต่กระบวนการคัดค้านต้านทานการดำเนินนโยบายบริหารประเทศของรัฐบาลนาวสาวยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร ก็เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ ทั้งภายในและภายนอกกลไกรัฐสภา

สาธารณชนจำนวนมากมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพของรัฐบาลดังกล่าว ขณะที่แนวร่วมกลุ่มอำนาจที่กล่าวถึงข้างต้นก็มีความวิตกกังวล ต่อโอกาสและความสำเร็จ ในการบรรลุผลการดำเนินนโยบายหลายข้อที่พรรคเพื่อไทยได้รณรงค์หาเสียงไว้ก่อน หน้านี้

บทวิเคราะห์ที่ผู้เขียนให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์โตเกียวชิมบุ นประจำประเทศไทย เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2554 (ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2554) และคำอภิปรายในการสัมมนาที่วัดราชาธิวาส (จัดโดยศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย) อาจช่วยให้ข้อมูลและความเห็นประกอบการพิจารณาแก่ฝ่ายต่าง ๆ ได้ตามสมควร ดังต่อไปนี้ ;

1. รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น่าจะมีเสถียรภาพทางการเมืองมากพอสมควรในช่วงปีแรก โดยหากประมาณการเป็นข้อมูลเชิงปริมาณก็น่าจะได้ประมาณ 6 – 7 จากระดับเสถียรภาพเต็ม 10

2. ความเห็นเชิงวิเคราะห์ของแนวร่วมฝ่ายค้านที่ว่า รัฐบาลดังกล่าวขะดำรงตำแหน่งได้ไม่ถึง 6 เดือนนั้น ไม่ น่าจะเป็นจริงในทางปฏิบัติ แม้ว่ากระบวนการคัดค้านขัดขวางการบริหารดังกล่าวจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว ถึงขั้นจะให้มีการถอดถอนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งตัวนายกรัฐมนตรี

โดยกลุ่มแนวร่วมอำนาจถอดถอนจะอ้างใช้ความสัมพันธ์ระหว่างนางสาวยิ่งลักษณ์ กับพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เป็นเหตุผลข้ออ้างดำเนินการต่อไป

แต่กระบวนการทางกฎหมายแบบ “ตุลาการภิวัตน์” (รวมทั้งอาจมีปรากฏการณ์ “วุฒิสภาภิวัตน์” เข้าร่วมให้เห็นชัดเจนขึ้น) จะต้องใช้เวลาตามขั้นตอนกฎหมายซึ่งยากจะทำให้เบ็ดเสร็จได้ภายใน 6 เดือน

3. ภายหลัง 6 เดือนแรกสาธารณชนน่าจะได้เห็นรูปธรรมผลงานบริหารตามนโยบายที่พรรคเพื่อไทยได้หาเสียงไว้ แม้จะมีกลุ่มทุนและกลุ่มอำนาจรัฐส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบบ้าง

แต่สาธารณชนส่วนใหญ่จะได้รับการกระจายความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น ทำให้เกิดพลังในการเกื้อหนุนความเข้มแข็งในการบริหารประเทศต่อไป

นโยบายทุกข้อที่พรรคเพื่อไทยเคยหาเสียงไว้เป็นนโยบายที่สามารถลงมือปฏิบัติ ได้ แม้ว่าจะต้องมีการปรับปรุงเพิ่มเติมหรือลดทอนรายละเอียดปลีกย่อย ให้เป็นไปตามสถานการณ์และความต้องการของกลุ่มพลังจำนวนมากขึ้นกว่าเดิม

ในการอภิปรายที่วัดราชาธิวาสก่อนการแถลงนโยบายอย่างเป็นทางการของรัฐบาล ผู้เขียนมีความเห็นคล้ายคลึงกับคนจำนวนมากที่ใช้สิทธิเลือกตั้งว่า หากรัฐบาลประสบความสำเร็จในการดำเนินนโยบายของตนให้บรรลุผลสัก 70 เปอร์เซ็นต์ก็จะป็นความสำเร็จเหนือความตาดหมายที่ประชาชนพึงพอใจเป็นอย่าง ยิ่งแล้ว

โดยไม่ต้องกังวลเสียงเรียกร้องของพรรคฝ่ายค้านที่อ้างว่าต้องสำเร็จเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์

4. แนวร่วมนปช.และคนเสื้อแดงมีความสำคัญต่อความมั่นคงของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ในการสนับสนุนการดำเนินนโยบายกระจายความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการฟื้นฟูความยุติธรรมทางสังคม กฎหมาย และการเมือง

5. ผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจจะปรากฎรูปธรรมให้เห็น หรือจับต้องได้ในหมู่ประชาชนเร็วกว่าผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินนโยบายปรองดอง แห่งชาติ เพราะองค์ประกอบปัจจัยสาเหตุหลายข้อประกอบกัน

แต่ปัจจัยสาเหตุหลักข้อหนึ่งในขณะนี้ คือ รัฐบาลจะต้องรอผลการดำเนินงานของคณะกรรมการ คอป. ที่รัฐบาลนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ แต่งตั้งไว้ก่อนหน้าแล้ว

แต่ข้อเสนอต่าง ๆ ของคอป.ไม่ได้รับการตอบสนองดำเนินการจากรัฐบาลดังกล่าว ท่าทีของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในปัจุบัน สามารถจะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขสภาวการณ์ทางการเมืองให้การดำเนินงานของ คอป. ปรากฏผลสัมฤทธิ์มากขึ้น


ในทางที่จะอำนวยความเป็นธรรมต่อสาธารณชนและแนวร่วมกระบวนการเรียกร้อง ประชาธิปไตย ที่เคยถูกคุกคามโดยผู้ใช้อำนาจรัฐจากเหตุการณ์ความขัดแย้งและความรุนแรงที่ ผ่านมา

ในที่นี้ ผู้เขียนมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมต่อคณะทำงานในพรรคร่วมรัฐบาลระดับล่างลงไปจาก รัฐมนตรีว่า คณะทำงานเหล่านี้มีความสำคัญยิ่งต่อการเสริมสร้างความเข้มแข็งของรัฐบาลนาง สาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

หากสามารถช่วยกันตรวจสอบดูแลหรือตักเตือนซึ่งกันและกันไม่ให้ก้าวล่วงไปใช้อำนาจทุจริต ผิดกฎหมาย แสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเอง หรือพรรคพวกในเครือข่ายของตน

29 8 54 ตรงไปตรงมา part 1  

http://www.youtube.com/watch?v=WXk-nGBHIRg&feature=player_embedded

29 8 54 ตรงไปตรงมา part 2
http://www.youtube.com/watch?v=dFXaupwhdOw&feature=player_embedded

29 8 54 ตรงไปตรงมา part 3  
http://www.youtube.com/watch?v=NSdCeZ_tVUo&feature=player_embedded

29 8 54 ตรงไปตรงมา part 4
http://www.youtube.com/watch?v=tC1FFZ8qtF8&feature=player_embedded 


รูปภาพ

นางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานนปช. กล่าวถึง

กรณี ที่แกนนำเสื้อแดงเพชบุรี ได้นัดมวลชนไปเจอกันที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส.ในเวลา 13.00 น. เพื่อเรียกร้องให้มีการปลดผู้สื่อข่าวช่อง 7 ที่เป็นข่าวอยู่ในเวลานี้ ว่า เรื่องนี้มีคนถามกับตนเหมือนกัน ซึ่งเมื่อตนได้เข้าไปดูแล้ว เข้าใจว่าจะเป็นการนัดกันของมวลชนในโลกไซเบอร์ ซึ่งถือเป็นอิสระของเขา โดย ตนคาดว่าน่าจะมีคนไปร่วมแสดงปฎิกริยาในครั้งนี้ประมาณ 20 กว่าคนเท่านั้น เพราะพวกตนเคยแนะนำมวลชนคนเสื้อแดงไปแล้วว่าอย่าไปทำอะไรให้เข้าทางเขา หรืออย่าไปทำอะไรที่เป็นการแสดงความรุนแรง เพราะคนที่อยู่กลางๆ อาจจะมองเราในทางที่ไม่ดีได้
ดังนั้นหากมวลชนกลุ่มดังกล่าวแค่ไปชูป้ายเฉยๆ แล้วกลับบ้านก็ถือเป็นอิสระที่สามารถทำได้ อย่าง ไรก็ตามก็อยากให้ระวังด้วย เพราะอาจจะมีคนเข้ามาสวมรอย ตัวอย่างกรณีคนเสื้อแดงไปบ้านป๋าเปรม ตนเห็นภาพแล้ว การแต่งกาย และการปิดหน้าตาแล้วไม่ใช่วิธีการของคนเสื้อแดง เพราะคนเสื้้อแดงเวลาไปไหนเราไม่จำเป็นจะต้องปกปิดอะไร

อย่าง ไรก็ตามผู้สื่อข่าวเองการตั้งคำถามนั้นก็ต้องดูให้เหมาะสมด้วย เพราะหากถามคำถามอย่างเหมาะสมแต่มีมวลชนไปพูดไม่ดีด้วย คนที่พูดก็จะเสียเอง แต่ถ้าถามคำถามที่ไม่เหมาะสมมันก็จะเป็นอย่างที่เห็น และ การชุมนุมของคนเสื้อแดงที่หน้ารัฐสภาที่ผ่านมา คนก็รู้กันอยู่แล้วว่ามีคนเสื้อแดงไปชุมนุมจำนวนหนึ่ง แต่ก็ยังมีนักศึกษาสองคนไปวางพวงหรีดที่หน้ารัฐสภาอีก การทำอย่างนั้นถือว่าทำไม่เหมาะสม แต่ถือว่ายังโชคดีที่นปช.ไม่ได้ไปยั่วยุ และตนบอกคนเสื้อแดงอย่าไปที่หน้ารัฐสภา ไม่อย่างนั้นจะมีคนเสื้่อแดงไปเยอะกว่านี้อีก แล้วมันจะยุ่งกว่านี้แน่
ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า

ตน ยังไม่ทราบข่าวดังกล่าว ดังนั้นคงจะต้องขอเวลาในการตรวจสอบข้อมูล เพื่อความถูกต้องว่าเป็นจริงหรือไม่ อย่างไรก็ตามในขณะนี้ยังไม่มีผู้บริหาร หรือผู้สื่อข่าวของช่อง 7 โทรมาประสานแต่อย่างใด

ส่วนนายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า

ตน ทราบข่าวดังกล่าวจากสื่อ แต่เรื่องนี้เข้าใจว่าเป็นมวลชนที่คิดและแสดงออกกันเอง ไม่มีแกนนำไปร่วมด้วย ทั้งนี้การดำเนินการกับสื่อมวลชนที่ถูกกล่าวหาว่าทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง เป็นสิทธิของผู้บริหารสถานีนั้นๆ เราไม่ควรไปกดดัน แต่ ถ้ามีสื่อมวลชนท่านที่ทำหน้าที่ไม่เป็นกลางคนเสื้อแดงก็มีสิทธิวิพากวิจารณ์ ได้ เพื่อขอให้ผู้บริหารของสื่อนั้นๆช่วยพิจารณาให้ อย่างไรก็ตามการไปยื่นหนังสือ เพื่อขอให้หน่วยงานช่วยตรวจสอบการทำหน้าที่ของสื่อนั้นไม่น่าจะมีปัญหา เพราะหากทางช่อง 7 มีการตรวจสอบแล้วสื่อทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง ก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้บอกกับสาธารณะด้วยว่าผลตรวจสอบเป็นอย่างไร เพื่อจะได้เคลียร์จากการถูกเข้าใจผิดด้วย


เครดิต
http://news.voicetv.co.th/thailand/17287.html
ทำไมรัฐบาลปู1 ถึงกล้านัก? สั่งเลิก”กองทุนเสือนอนกิน”

รูปภาพ

หลังสิ้นสุดการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย...ภาคประชาชนในกลุ่มต่างๆ ได้เริ่มหันมาทวงสัญญากับการใช้นโยบายหาเสียงแบบลดกระหน่ำซัมเมอร์ เซลล์...จนถูกอกถูกใจชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะนโยบาย “ด้านพลังงาน” ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่ประชาชนให้ความสนใจ ไม่แพ้ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท...เนื่องจากน้ำมันเป็นปัจจัยที่คนไทยไม่สามารถขาดแคลนได้

ขณะที่หลายรัฐบาลต่างใช้วิธีการบริหารแก้ปัญหาไม่ให้ราคาสูง สุดท้ายกลับล้มเหลวโดยไม่เป็นท่า
แต่ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยดูเหมือนจะรู้สึกท้าทายกับปัญหาดังกล่าว เพราะก่อนหน้านี้ได้ประกาศออกมาอย่างความมั่นอกมั่นใจถึงขั้นทำให้ประชาชนตก ตะลึงว่า...

“สิ่งแรกที่พรรคเพื่อไทยจะทำหากได้เป็นรัฐบาล คือการแก้ปัญหาค่าครองชีพ ด้วยการยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ...ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันเบนซิน 95 ลดลงลิตรละ 7.50 บาทต่อลิตร...ทำให้น้ำมันเบนซิน 91 ลดลง 6.78 บาท และดีเซล ลดลง 2.20 บาท...เพราะราคาน้ำมันเป็นต้นทุนใหญ่ เป็นต้นทุนของทุกประเภท จะให้พ่อแม่พี่น้องมาแบกรับภาระได้อย่างไร”
แต่ปัญหาเร่งด่วนเช่น นี้...เห็นจะหนีไม่พ้นจะต้องเป็นหน้าที่ของเจ้ากระทรวงพลังงานคนใหม่ ซึ่งก็คือ นายพิชัย นริพทะพันธ์ุ โดยเป็นผู้ที่จะลงมาดูแลในส่วนของพลังงานทั้งหมด

สำหรับประเทศไทยมี แหล่งพลังงานหลายประเภทด้วยกัน แต่อาจจะมีในปริมาณค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ บางครั้งวิกฤตการณ์ของโลกอาจจะทำให้ประเทศไทยได้รับอิทธิพลอย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้
โดยเฉพาะประเทศไทยยังต้องมีการสั่งน้ำมันเข้าเป็นจำนวนมาก

นาย พิชัย มองว่า...ก่อนที่ประเทศไทยจะก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางทางพลังงานของภูมิภาคอา เซียน ก่อนอื่นเราต้องให้คนไทยมีพลังงานใช้กันอย่างเพียงพอ และมีคุณค่ามากที่สุด...ที่สำคัญ ประชาชนต้องใช้พลังงานเหล่านั้นอย่างมีความสุข คือ แบบสบายๆ ไม่เป็นทุกข์ เพราะไม่ต้องไปกังวลเกี่ยวกับเรื่องค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น
แต่ปัญหาคือ...เราจะแก้ไขปัญหาได้อย่างไร?

โดย เฉพาะกระทรวงพลังงานจะทำอย่างไร หากตัดสินใจยกเลิกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงก๊าซซีเอ็นจีสำหรับเครื่องยนต์เอ็นจีวี และ แอลพีจี (ก๊าซหุงต้ม) จะเอาเงินมาจากไหนในการอุดหนุน
เพราะกองทุนน้ำมันฯ ต้องมีไว้ใช้ในยามจำเป็นเมื่อเกิดวิกฤติราคาน้ำมันแพง เพื่อดูแลเศรษฐกิจได้ แต่ที่ผ่านมามีการตรึงราคาเป็นระยะเวลานานเกินไปจนแทบจะถาวร ซึ่งหากตรึงนาน เกินไปก็ไม่ไหว เพราะจะยิ่งสูญเสียงบประมาณอย่างไม่สมเหตุสมผล

ในแต่ละปีประเทศไทยใช้เงินกองทุนน้ำมัน ในการอุดหนุนเพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนปีละหลายหมื่นล้านบาท
หากคำนวณคร่าวๆ พบว่า...การยกเลิกเก็บเงินน้ำมันเบนซิน 95 ในอัตรา 7.50 บาทต่อลิตรทำให้กองทุนฯ สูญเสียรายได้ 16 ล้านบาทต่อเดือน
ยก เลิกเก็บเบนซิน 91 สูญเสียรายได้กว่า 1,400 ล้านบาท และยกเลิกเก็บดีเซล สูญเสียรายได้กว่า 2,000 ล้านบาทต่อเดือน รวมเงินที่สูญเสียกว่า 3,416 ล้านบาท

แต่ปัจจุบันกองทุนฯ มีภาระหนักในการชดเชยแอลพีจีเดือนละ 4,000 ล้านบาท และ ก๊าซซีเอ็นจี เกือบ 400 ล้านบาท
นัก วิชาการและผู้ค้าน้ำมันจำนวนมากจึงขอให้รัฐบาลใหม่แก้ปัญหาแบบรอบคอบ เพราะน้ำมันเป็นสินค้าที่ไทยต้องนำเข้าจึงไม่มีวันที่จะควบคุมได้ หากเข้าไปคุมรัฐบาลก็ต้องแบกรับภาระหนักอึ้งเหมือนกับอดีตเข้าให้อีก

นั่น เป็นปัญหาที่ รัฐบาลพรรคเพื่อไทย และ นายพิชัย นริพทะพันธ์ุ รมว.พลังงาน มองเห็นเป็นเส้นสายโยงใยเชื่อมถึงกัน...แต่อยู่ที่ว่าจะแก้ไขปัญหาดังกล่าว อย่างไรให้ออกมาดี และยั่งยืน
จะแก้ด้วยวิธีการเอารายได้จากส่วนอื่นมา รองรับ หรือ จะปฏิรูปการใช้พลังงานของคนไทยทั้งระบบ ยกตัวอย่างเช่น การค้นคว้าพลังงานสะอาด และรณรงค์เพื่อให้เกิดการใช้
อย่างไรก็ตาม ทางเลือกหนึ่งที่ดูจะสดใส และเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการนั่นก็คือ...นโยบาย “ด้านพลังงานทดแทน” ที่กระทรวงพลังงานได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

โดย ในส่วนของกระทรวงพลังงานต้องมีการอัดเม็ดเงิน รวมไปถึงบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ในการเข้าไปช่วยพัฒนาพลังงานทางเลือก...ซึ่งรัฐบาลจะต้องสร้างประโยชน์ให้ กับประชาชน โดยไม่ต้องไปสนใจตัวกลางหรือนายหน้าที่จ้องเข้ามาทำธุรกิจเพื่อแสวงหา ประโยชน์
ซึ่งในต่างประเทศ...โดยเฉพาะประเทศใหญ่ๆ ที่มีการใช้ปริมาณพลังงานสูงลิ่ว...เขามีความคิดไปถึง “การจุดไฟในน้ำ” กันมาแล้ว

ซึ่งมันมิใช่วิธีการเอาชนะธรรมชาติ...แต่เป็นการนำหลักวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดพลังงานทดแทนอย่างคุ้มค่า
โดย การค้นพบที่น่าทึ่งเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ในห้องทดลองของ จอห์น คันเซียส (John Kanzius) นักวิจัยด้านโรคมะเร็งในเคาน์ตีอีรี เพนซีลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
ขณะที่กำลังพยายามแยกเกลือออกจากน้ำทะเลด้วยเครื่อง ให้กำเนิดความถี่วิทยุ เพื่อนำไปใช้บำบัดรักษาคนไข้โรคมะเร็ง โดยในระหว่างที่ปล่อยคลื่นความถี่วิทยุลงไปในน้ำทะเล ซึ่งอยู่ในหลอดทดลอง น้ำทะเลเกิดติดไฟขึ้นมา

ปัจจุบันการค้นพบของคันเซียส ได้รับความสนใจจากแวดวงนักวิทยาศาสตร์และถูกนำไปวิจัยค้นคว้าพัฒนาเป็น พลังงานใหม่ เพื่อพัฒนาพลังงานความร้อนที่ได้จากน้ำมาใช้ประโยชน์สูงสุด
นี่เป็นตัวอย่างของวิวัฒนาการทางด้านพลังงานที่ นายพิชัย นริพทะพันธ์ุ ต้องมองให้ทะลุแตกฉาน...อะไรที่เหมาะสมกับคนไทย และประเทศไทย
หากประเทศไทยมีทรัพยากรทางธรรมชาติจำนวนมาก...ก็สมควรที่จะหยิบจับเอาทรัพยากรเหล่านั้นมาพัฒนาและประยุกต์ใช้

เพราะส่วนใหญ่พลังงานที่มีค่าใช้จ่ายสูงอย่าง “น้ำมัน” มีต้นเหตุมาจากการทำธุรกิจเพื่อเก็งกำไรทั้งสิ้น!!
ดังนั้น...กระทรวงพลังงานต้องตัด”วงจรอุบาทว์”ดังกล่าวออกไปให้จงได้
ทั้ง นี้ นโยบายเกี่ยวกับด้านพลังงานที่อยู่ในการกำกับดูแลของเจ้ากระทรวงพลังงานคน ใหม่ นายพิชัย นริพทะพันธ์ุ ด้วยการลดราคาน้ำมันทั้งเบนซิน และดีเซล ถือเป็นการสร้างแรงจูงใจให้กับประชาชนที่ยังต้องเติมน้ำมันราคาแพงในระยะ เริ่มต้น...เพราะดูเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมายังแก้ไขไม่ถูกที่คัน

ลอง นึกสภาพความเป็นจริงว่า...ประชาชนโดยเฉพาะ “คนชั้นกลาง” ที่มีรายได้พอจะถอยรถยนต์สักคันหนึ่ง...เกือบร้อยละ 30 ต้องนำรถที่ซื้อมาดัดแปลงด้วยการเปลี่ยนเป็นการใช้เชื้อเพลิงแก๊ส...ซึ่งมี ความประหยัดมากกว่า...แต่ผู้ใช้ก็จำเป็นต้องควักเงินจำนวนหลักหมื่นบาทเพื่อ ติดตั้งถังถังแก๊ส
มันเป็นภาพที่แสดงให้เห็นว่า...ประชาชนต้องแก้ไขปัญหา เฉพาะหน้า ด้วยการเป็นที่พึ่งแห่งตน...เพราะรอการแก้ไขปัญหาจากรัฐบาลชุดที่ผ่านๆ มาไม่ไหว

สิ่งสำคัญที่ รัฐบาลพรรคเพื่อไทย และ กระทรวงพลังงาน ต้องคิดให้ตกผลึกเวลานี้ก็คือ...จะทำอย่างไรเพื่อให้ภาระต้นทุนการซื้อ น้ำมันของประชาชนลดลง? และจะทำอย่างไรเพื่อให้มีพลังงานให้ประชาชนใช้อย่างยั่งยืน โดยการพึ่งพาประเทศอื่นให้น้อยที่สุด?
เพราะหากลดค่าใช้จ่ายในเรื่องของ พลังงานลงได้...เชื่อว่าประชาชนคนไทยจะสามารถนำเงินในส่วนที่เหลือไปเติม เต็มความสุขให้กับชีวิต และคนในครอบครัว ให้เกิดเป็นรอยยิ้มมากยิ่งขึ้น
มัน จึงเป็นงานหนักและงานใหญ่ของ นายพิชัย นริพทะพันธ์ุ รมว.พลังงาน...ซึ่งต้องตีโจทย์สำคัญนี้ให้แตก...มีความคิดสร้างสรรค์...และ ลงมือทำงานอย่างรอบคอบ

แต่สำหรับประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาของคน ชื่อ นายพิชัย นริพทะพันธ์ุ ต้องบอกว่า...เป็นอะไรที่ไม่ธรรมดา เพราะเขาเคยผ่านการจับงานชิ้นใหญ่ๆ มาเยอะ...และสามารถทำให้งานเหล่านั้นสำเร็จลงได้
งานเล็กๆ ไม่...แต่งานใหญ่ต้องให้พิชัยทำ!

ทั้ง การเข้ารับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในสมัยรัฐบาลนาย สมัคร สุนทรเวช เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2551...และเคยเป็นที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน...รวมไปถึง การเป็น “Energy Keyman” ซึ่งเหล่ากูรูด้านพลังงานให้ความสนใจเป็นอย่างมากเวลานี้
เพราะเขาเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ...ที่สำคัญ เป็นคนที่มองเห็นผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่เป็นที่ตั้ง...

โดยเฉพาะตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คงไม่ได้มาเพราะโชคช่วย
ซึ่ง การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 ก.ค. ที่ผ่านมา นายพิชัย นริพทะพันธ์ุ ถูกจัดลำดับใน บัญชีรายชื่อผู้สมัคร ส.ส. เป็นลำดับที่ 124 แต่สุดท้ายได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
ดังนั้น ผู้มีอำนาจของพรรคเพื่อไทย...รวมไปถึงคณะทีมที่ปรึกษาในการทำงานทั้งหลาย...พวกเขามองเห็นอะไรในตัว นายพิชัย นริพทะพันธ์ุ

สุด ท้าย...ประชาชนคงต้องจับตาดูการทำงานของเขาในวันข้างหน้า...แล้วจะรู้ว่าคนๆ นี้มีดีอะไร?! ถ้าเขาเป็น”พระเอก” จะขี่ม้าขาวมา หรือขี่ม้าสีอะไร?? เป็นเรื่องที่ต้องจับตาอย่าได้กระพริบ!!

-----------------------------------------------------------------------------
น้ำมันขึ้นราคาสินค้าขึ้น ค่า FT ขึ้นค่ากระแสไฟฟ้าขึ้น ราคาสินค้าขึ้นอ้างสาเหตุราคาน้ำมัน เพราะเป็นต้นทุนทางการผลิต ทำให้ค่าครองชีพสูง ราคาน้ำมันลดขนาดนี้แล้ว ราคาค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า อาหาร รวมทั้งสินค้าอุตสาหกรรม

สิ่งเหล่านี้จะลดหรือไม่ ทำไมเราไม่ตัดงบกระทรวงกลาโหม ให้ใช้ในสิ่งที่จำเป็นจริงๆ การที่กองทัพอ้างความมั่นคง ผมขอถามว่า ที่ว่าความมั่นคง คืออะไร? ทำเพื่อประชาชนอยู่ดีมีสุขใช่ไหม
ถ้าเอางบที่ใช้จ่ายทางกลาโหมมาใช้ในกองทุนน้ำมันแทน ประชาชนอยู่ดีมีสุขแน่นอน นั่นไม่ใช่ความมั่นคงหรือ สมัยนี้ไม่ใชยุค ไทยรบพม่า ไทยรบเขมร ไทยรบมาเลเชีย


สงครามในปัจจุบันมัน สงครามการค้าแล้ว เราต้องสู้กับเขาด้วยความรู้ความสามารถของคนในชาติ ต้องติดอาวุธทางปัญญากับประชาชน ตลอดมาหลายปีกองทัพซื้อ อาวุธผมไม่เห็นใช้ป้องกันศัตรูที่ไหนเลย ใช้เข่นฆ่าคนไทยเรานี่แหละ ภาระกิจทหารส่วนใหญ่ก็เรื่องพิธี คุ้มครองครอบครัวเดียว???....
ไม่ได้คุ้มครองคนทั้งชาติ ชาติคือประชาชนไม่ใช่หรือ ชื้อเครื่องบินหลายพันหลายหมื่นล้านเคยยิ่งเครื่องบินรบ เฮลิคอปเตอร์ของศัตรูที่ไหนบ้างหรือยัง  เห็นแต่ข่าวตกทหารตายประจำ

การใช้เงินของประเทศต้องเพื่อประชาชนเท่านั้น
ทหารที่สร้างชื่อเสียงให้กองทัพในอดีต พวกชาวบ้านที่เป็นอาสาสมัครและคนบ้านนอกทั้งนั้นแต่วีระบุรุษตกที่นายทหารหมด ทหารไทยปัจจุบันแค่เครื่องบินตกตายก็เป็นวีระบุรุษ ได้ปูนบำเน็จความดีความชอบมโหฬาร
 
การใช้เงินของทหาร เป็นการจ่ายเพื่อค่าคุ้มครองของมาเฟียอย่างนั้นหรือ???

รัฐจ้างเอกชนคุ้มครองประชาชนไม่ดีกว่าหรือ ยังจะใช้เงินคุ้มค่ากว่าในปัจจุบันใชังบกับหน่วยอนุรักษ์ป่าเขาต้นน้ำ อย่างจริงจังยังจะดีเสียกว่างบทางทหารอีก ป่าไม่ถูกทำลาย ธรรมชาติ สัตว์ป่า นั่นคือทรัพย์สินมีค่าที่ควรรักษาไว้ให้ตัวเราและลูกหลานอย่างยั่งยืนตลอดไป