หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554

การล่าแม่มด "คนคิดต่าง" 2010 บนโลกไซเบอร์
โดย : ศาลวัต บุญศรี

มีการตั้ง กลุ่มทางการเมืองขึ้นเป็นจำนวนมากตามอุดมการณ์ และความคิดเห็นทางการเมืองของตน อย่าง
กลุ่มเสื้อหลากสี ที่ทุกท่านคงได้เห็นผ่านสื่อในระยะที่ผ่าน กลุ่มหนึ่ง ชื่อ Social sanction ซึ่งประกาศตัว
ชัดเจนในการที่กำจัดนักการเมืองที่คอร์รัปชัน และผู้ที่คิดทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์
โดยใช้วิธีการทางสังคมแทนกฎหมาย ณ ขณะนี้ มีสมาชิกอยู่ราว 5,500 คน

วิธีการปฏิบัติ ของสมาชิกและผู้ดูแลในเพจ Social Sanction
นี้ จะทำการบันทึกภาพหน้าจอของ

ผู้ใช้ เฟซบุ๊ค ที่พิมพ์เนื้อหาในเชิงวิพากษ์ วิจารณ์สถาบัน รวมถึงมีความคิดเอียงไปทาง "แดง" แล้วนำมา
โพสต์ พร้อมบรรยายสรรพคุณตั้งแต่ชื่อ ที่อยู่ ที่ทำงาน พฤติกรรม บุคลิก พร้อมกับเรียกร้องให้สมาชิกใน
เพจ ใช้กระบวนการทางสังคมกดดันให้ผู้ใช้เฟซบุ๊ค ที่ถูกบันทึกภาพมารู้สึกผิด

หากเป็นผู้มีชื่อเสียง ทีมงานเรียกร้องให้สมาชิกไม่อุดหนุนงานของคนคนนั้น

หากเป็นคนธรรมดา นอกจากร่วมรุมด่าและประณามในเว็บแล้ว ก็เชิญชวนให้ส่ง sms อีเมล รวมถึงโทรศัพท์
ไปด่า ตัดออกจากสังคม จนถึงขั้นกดดันบริษัทให้ไล่ออก และส่งเรื่องให้ DSI ราวกับ "ฟัก" ในคำพิพากษา

งานของ ชาติ กอบจิตติ มิปาน

สมาชิกทั้งหลายมีความกระตือรือร้นมากในการเสาะแสวงหาผู้คิดต่างเอามา
"เสียบประจาน" (คำนี้ถูกใช้ใน
กลุ่มจริงๆ) บางวันหากไม่มีการเสียบประจานจะมีสมาชิกบางคนบ่น และกระตุ้นให้ค้นหา

มีผู้คนได้รับผลกระทบจากเพจนี้จำนวนมาก
พฤติกรรมของเพจ Social Sanction นี้

เชื่อว่า บรรดาสมาชิกล้วนแล้วแต่คิดว่าสิ่งที่ตนทำนั้นทำถูกแล้ว บนสมมติฐานเบื้องต้นที่ว่า หากกฎหมายทำ
อะไรไม่ได้ เราก็ใช้บทลงโทษทางสังคมเล่นงานเสียเลย ยิ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เปราะ
บางด้วยแล้ว หลายคนเห็นว่าการกระทำเช่นนี้ เพื่อแลกกับการปกป้องสถาบันมิใช่เรื่องผิดแม้แต่น้อย

เชื่อว่า สมาชิกในกลุ่มนั้น มีความรู้สึกนึกคิดมิได้ต่างจาก

รูปภาพ

ประชาชนที่มามุงดูเหตุการณ์ล้อมปราบที่ธรรมศาสตร์

แต่อย่างใด พวกเขาล้วนเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนเชื่อมา และมองผู้คิดต่างกลายเป็นคนอื่น ประกอบกับเปลี่ยนสื่อที่
ใช้เป็นสื่ออินเทอร์เน็ต ที่คุณสมบัติในการสื่อสารเร็วมาก แต่ยากในการตรวจสอบความเท็จจริง บวกกับการที่
คนใช้อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ มักเชื่อว่าในโลกไซเบอร์นั้น การปลอมตัวเป็นเรื่องธรรมดา จะตามหาตัวจริง ว่า
อยู่ที่ไหนนั้นเป็นเรื่องยาก (ซึ่งความคิดนี้ความจริงแล้วผิด) ส่งผลให้คนกล้าแสดงความคิดเห็นที่รุนแรงกันมาก
ขึ้น สะท้อนแรงขับความก้าวร้าวบนรอยยิ้มที่สนุกสนาน เมื่อเห็นคนที่คิดต่างได้รับความทุกข์ระทม

การแสดง ความคิดเห็นทางการเมืองเป็นเสรีภาพที่จะกระทำได้ ส่วนกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น ผู้เขียนมี

ทัศนะว่า ใครที่หมิ่นก็ต้องได้รับผลตามกฎหมาย (ไม่ว่าไปดูหมิ่นคนธรรมดาหรือพระราชวงศ์ ก็ต้องได้รับผลจาก
ความผิดนั้นเหมือนกัน) แต่รับไม่ได้ต่อพฤติกรรมการตั้งตนเป็น ศาลเตี้ยพิพากษาความผิด ของคนอื่น จาก
บรรทัดฐานความคิดของตน แถมบรรทัดฐานเหล่านั้น ยังบิดเบี้ยวเต็มเปี่ยมด้วยอคติ เพราะปราศจากการศึกษา
ในเชิงวิชาการ

ผู้เขียนเชื่อในนิติรัฐและกฎหมายอันเที่ยงธรรม (หากยังไม่เที่ยงนักก็ต้องช่วยกันปรับให้สมบูรณ์) บ้านเมืองมีขื่อ

มีแป มิใช่ตัดสินความผิดคนโดยใช้บรรทัดฐานของตนเอง มิอย่างนี้แล้วสังคมไทยก็ยิ่งถอยลงๆ สู่โลกแห่ง
อนาธิปไตยเข้าไปทุกที

ล่าสุดเพจ Social Sanction นี้ได้ถูกลบไปโดยเว็บเฟซบุ๊ค
หลังจากมีการร้องเรียนจำนวนมาก ทว่าก็มีความ
พยายามของกลุ่มผู้ดูแลในการสร้างหน้าเว็บใหม่ แต่ยังคงอุดมการณ์เดิมขึ้นเรื่อยๆ ถึงขนาดมีการสร้างหลายหน้า
เว็บ เพื่อ "ลับ ลวง พราง" มิให้ผู้ที่มิใช่สมาชิกทราบว่าเพจไหนแน่ที่เป็นของจริง

ปรากฏการณ์ต่อเนื่องจากเพจ
Social Sanction ได้ก่อให้เกิดการสร้าง กลุ่มใหม่ๆ เพื่อแสดงความคิดเห็นทาง
การเมืองอย่างสุดโต่งมากขึ้น ล่าสุดผู้เขียนเองสะเทือนใจมากที่เห็นเพจ "กลุ่มเสพศพคนเสื้อแดง" ที่ตั้งขึ้นมา
เพื่อแสดงความยินดีที่ได้เห็นคนเสื้อแดงต้องเสียชีวิต มีการโพสต์ รูปศพที่เสียชีวิตพร้อมกับด่าทอว่าสมควรแล้ว
กับสิ่งที่ได้รับ ถือเป็นเรื่องที่เสียสติและไร้มนุษยธรรมอย่างมากที่คนคนหนึ่ง พึงทำต่อคนที่ไม่เคยรู้จักแม้แต่หน้า
กัน ไม่เคยมีความแค้นต่อกันเลยแม้แต่น้อย

นี่คือ สิ่งที่ผู้เขียนได้พบเห็นจริงแล้ว อยากนำมาเล่าสู่กันฟัง ท่านผู้อ่านที่มีมิตรสหายหรือลูกหลานชอบเล่น

อินเทอร์เน็ตโปรดเฝ้าระวัง เรื่องนี้ให้ดี ความน่ากลัวของโลกไซเบอร์ มิใช่มีเพียงที่ท่านเคยรู้เท่านั้นแล้ว

กล้าดี...ก็ลองดู??!!??
 
แก้วสรร อติโพธิ

ถาม ทราบมาว่ากำลังมีการพูดคุยเตรียมงานกระบวนการถอดถอน 3 ป.คือ นายกฯ ปู, รองฯ เป็ดเหลิม และรัฐมนตรีประชา จากกรณีฎีกาแดง ที่ขอพระราชทานอภัยโทษให้คุณทักษิณ ใช่หรือไม่

ตอบ ถ้า 3 ป. นี้กล้านำฎีกาแดงขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย โดยถวายคำแนะนำให้พระราชทานอภัยโทษคุณทักษิณ ก็ต้องเจอคำร้องของประชาชนที่ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 เข้าชื่อกันสองหมื่นคนขึ้นไป ขอให้วุฒิสภาถอดถอนจากตำแหน่ง ฐาน “มีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือ กฎหมาย” อย่างแน่นอน

ถาม เอาสักสามล้านชื่อเท่าคนเสื้อแดงในฎีกาแดงจะได้ไหม

ตอบ ได้สองหมื่นก็ยื่นทันที อย่าไปเคลื่อนไหวล่าชื่ออะไรให้มาก ต้องเข้าใจว่านี่เป็นกระบวนการทางกฎหมายไม่ใช่การเมือง มีไว้เพื่อเป็นทางออกของสังคม จะได้ไม่ต้องใช้การเมืองข้างถนนจนบ้านเมืองระส่ำระสาย

ถาม เอาฐานทางกฎหมายอะไรไปกล่าวหาว่า 3 ป.ใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อกฎหมาย ก็รองฯ เป็ดเขาประกาศแล้วนี่ครับว่า เรื่องการอภัยโทษนี่ คนหนีคุกก็อภัยได้ ไม่เห็นมีกฎหมายห้ามไว้ที่ตรงไหน ใครหน้าไหนก็อย่ามาขวางมิให้ฎีกาแดงนี้ไปถึงในหลวงได้ อย่าเป็นอันขาด

ตอบ ถ้าเป็นแดนเอกชนคือเรื่องส่วนบุคคล เช่น รองฯ เป็ดจะทำสัญญาเล่นแชร์เปียหวยกับพรรคพวกก็ย่อมทำได้ กฎหมายก็รับบังคับให้ตามเจตนาทั้งๆ ที่ในประมวลกฎหมายแพ่งฯ ส่วนที่ว่าด้วยเอกเทศสัญญานั้น ไม่มีบทบัญญัติรองรับสัญญาเล่นแชร์อยู่เลยก็ตาม เหตุทั้งนี้ก็เพราะแดนเอกชนนี้ เป็นเรื่องส่วนตัวเป็นเสรีภาพที่จะทำอะไรก็ได้ถ้ากฎหมายไม่ห้าม แต่ถ้ารองฯ เป็ด ออกจากบ้านมานั่งที่ทำเนียบฯ สวมอำนาจหน้าที่สาธารณะแล้ว ตรงนี้เป็นแดนมหาชน ที่กฎหมายมหาชนวางฐานคิดไว้ไม่เหมือนกฎหมายเอกชน ถ้า รองฯ เป็ดแตกฉานกฎหมายจริงดั่งอ้างก็ต้องรู้พื้นฐานนี้

ถาม พื้นฐานอะไร

ตอบ กฎหมายมหาชนยึดถือนิติรัฐ ไม่ใช่นิติลัด กำหนดให้ชาวบ้านเคารพกฎหมายไม่ใช่เคารพคนที่ใช้กฎหมาย ถ้ารองฯ เป็ดสั่งการใดโดยนอกเหนือกฎหมาย ชาวบ้านก็โต้แย้งปฏิเสธความผูกพันได้เสมอ รองฯ เป็ดจะอ้างว่าตัวเองเป็นดาวฤกษ์มีแสงมีอำนาจอยู่ในตัว ถ้ากฎหมายไม่ห้ามไว้ รองฯ เป็ดย่อมทำได้ทุกอย่าง อย่างนี้ไม่ได้

ถาม รองฯ เป็ดเขาบอกว่า เรื่องอภัยโทษนี่เป็นพระราชอำนาจแล้วแต่จะทรงพระกรุณาหรือไม่ ไม่ใช่หรือ

ตอบ หลัก The King can do no wrong นี่นำมาใช้นำมาเข้าใจกันลวกๆผิดๆ อยู่เสมอ ในหลวงเองท่านก็เคยทรงเปรยๆ ตำหนิมาครั้งหนึ่งแล้ว รองฯ เป็ดควรต้องเข้าใจระบบผู้รับสนองพระบรมราชโองการให้ดีว่า อำนาจอภัยโทษนี้ต้องมีฝ่ายบริหารคือ นายกฯ รัฐมนตรี เป็นผู้นำฎีกาและข้อมูลพร้อมความเห็นของรัฐมนตรียุติธรรม ขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงวินิจฉัย เมื่อทรงวินิจฉัยอย่างไร นายกรัฐมนตรีก็จะรับสนองพระบรมราชโองการอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งขั้นตอนในชั้นฝ่ายบริหารนี้มันมีกฎหมาย มีระเบียบ และธรรมเนียมวางเป็นแนวเป็นทางไว้ชัดเจนอยู่แล้ว

โดยระบบรับสนองพระบรมราชโองการเช่นที่กล่าวมา รัฐมนตรี 3 ป. ต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้องก่อน จะรับแล้วโยนฎีกาอะไรให้ในหลวงง่ายๆ โดยบอกว่า“เป็นพระราชอำนาจ แล้วแต่จะทรงพระกรุณา” ไม่ได้การจัดการกับฎีกาแดงให้ถูกต้องเสียก่อนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าถวายเช่น นี้ จึงเป็นการปฏิบัติราชการชนิดหนึ่งที่ต้องทำ และต้องทำให้ถูกต้องตามครรลองที่มีอยู่แล้ว ซึ่งถ้า 3 ป.นี้จงใจฝ่าฝืนกฎหมายเมื่อใดก็ถูกถอดถอนได้

ถาม “การจัดการกับฎีกาให้ถูกต้อง” นี้ หมายถึงการจัดการใดบ้าง

ตอบ ถ้าดูทั้งกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา,กฎหมายราชทัณฑ์,ระเบียบและแนวปฏิบัติของกรมราชทัณฑ์และเรือนจำแล้ว ฎีกาแดงนี้มีปัญหาดังนี้

1.เจ้าของฎีกาไม่ถูกต้อง

2.ไม่มีกฎเกณฑ์ของราชทัณฑ์รองรับการยกโทษให้คนหนีคดี

3.ขัดต่อหลักการปกครองโดยกฎหมาย

ถาม คนเสื้อแดงตั้งสามล้านคนเป็นเจ้าของฎีกาไม่ได้หรือ

ตอบ การขอพระราชทานอภัยโทษเป็นการสื่อสารตรงระหว่างผู้ต้องโทษหรือคนในครอบครัว กับพระมหากรุณาธิคุณ ไม่ใช่เรื่องของคนนอก ซึ่งฎีกาแดงนี้กรมราชทัณฑ์ตรวจสอบแล้ว พบว่าชื่อ 3 ล้านชื่อ มีคนจริงๆ อยู่ 2 ล้านคน

เป็น ”ชินวัตร” 3 คน มีที่นับเป็นคนในครอบครัวได้คนเดียวคือ น้องชายคุณทักษิณ ชื่อ พายัพ ชินวัตร ซึ่งจนป่านนี้ก็ยังไม่มายืนยันฎีกาตามที่ทางกรมเขาเรียกไป เรื่องถึงได้ช้าอยู่อย่างนี้ ถ้าไม่แก้ไขให้ถูกต้องตรงนี้ก็เดินเรื่องต่อไปไม่ได้

ถาม เห็นมีข่าวว่าคุณพายัพเขาพร้อมจะมายืนยันแล้วนะครับ

ตอบ ถ้ามาจริงๆ ลูกบอลก็จะไหลมาเข้าเท้ากรมราชทัณฑ์ว่า ต้องรวบรวมข้อมูลและทำความเห็นเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นชั้น แรกก่อน ซึ่งตรงนี้ก็จะพบว่า หลักเกณฑ์ วิธีปฏิบัติทั้งปวงที่มีอยู่ ล้วนวางไว้สำหรับกรณีผู้ต้องคำพิพากษากำลังถูกบังคับโทษอยู่ทั้งสิ้น แล้วจึงมีข้อมูลในระหว่างถูกบังคับโทษมาอ้างอิงขอพระราชทานอภัยโทษทั้งสิ้น (ยกเว้นกรณีรอการประหารชีวิต ที่ขอพระราชทานอภัยโทษได้โดยพลันใน 60 วัน)

ถาม แล้วกรณีฎีกาแดงนี้ กรมราชทัณฑ์จะทำอย่างไร

ตอบ ก็ต้องรายงานตามตรงว่าไม่มีกฎหมายและระเบียบราชทัณฑ์รองรับ ข้างรัฐมนตรียุติธรรมและนายกรัฐมนตรีก็ต้องสั่งระงับฎีกานั้นไป ทราบว่าที่ผ่านมาก็ทำกันเช่นนี้หลายครั้งแล้ว กรณีฎีกาแดงนี้ถ้าไม่สองมาตรฐานก็ต้องสั่งระงับไปเช่นกัน และด้วยเหตุเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อระงับแล้ว นายกฯ ก็ควรถวายรายงานให้ทรงทราบด้วยอีกทางหนึ่ง

ถาม พวกเสื้อแดงจะโวยวายได้ไหมว่าฝ่ายบริหารไม่มีอำนาจระงับฎีกาของตน

ตอบ หน้าที่ของฝ่ายบริหารคือต้องตรวจทานฎีกาให้ถูกต้องตรงตามครรลองของกระบวนการ ยุติธรรมที่วางไว้ชัดเจนแล้ว ซึ่งเมื่อไม่มีกฎเกณฑ์รองรับเลยก็เสนอไปไม่ได้ คุณจะเอาของเถื่อนไปถวายให้ทรงใช้พระราชอำนาจอย่างนั้นหรือ

ถาม ก็รองฯ เป็ดเขายืนยันนอนยันว่าเป็นพระราชอำนาจ เราจะไประงับฎีกาไม่ได้

ตอบ นั่นเป็นชั้นทรงพระราชวินิจฉัย ที่แล้วแต่จะทรงพระกรุณา แต่ในชั้นบริหารมันต้องกลั่นกรองให้ถูกต้องเสียก่อน เพราะคุณคือผู้รับผิดชอบในฐานะผู้รับสนองพระบรมราชโองการ แล้วที่พร่ำก้าบๆ อ้างว่ากฎหมายไม่ห้ามๆๆ..อยู่นั่นน่ะ รองฯ เป็ดไม่เห็นหรือว่า คำขอตามฎีกานี้มันขัดต่อหลักการปกครองโดยกฎหมายของระบบนิติรัฐอย่างชัดเจน มาก..มันยิ่งกว่า “ไม่ห้าม” เสียอีกนะคุณ

ถาม ขัดอย่างไร

ตอบ การอภัยโทษเป็นเรื่องต้องโทษแล้วสำนึกผิดกลับตัวกลับใจ มีพัฒนาการที่ดีในคุกหรือมีเหตุเฉพาะตัวอื่นๆ เช่น เจ็บป่วยใกล้ตาย ทั้งหมดนี้เป็นเหตุเฉพาะตัวที่เกิดขึ้นหลังพิพากษา จึงขออภัยโทษเป็นการเฉพาะรายได้ แต่การต้องโทษแล้วหนีคดีนั้น พฤติการณ์ในคดีศาลตัดสินไปแล้วว่าผิด เหตุลดหย่อนเฉพาะตัวถ้ามี ศาลก็ดูไปแล้วว่ามีหรือไม่ ขั้นต่อไปก็ต้องเข้าคุกก่อน ถ้าเรายอมให้พ้นโทษได้โดยไม่ต้องโทษใดเลย อย่างนี้ไม่ใช่การอภัยโทษแล้วล่ะครับ มันเท่ากับเรายอมให้ 3 ป.ใช้อำนาจบริหารมาทำลายผลคำพิพากษาอันเป็นที่สุดเลยนั่นเอง

ถาม แล้วมันเสียหายอย่างไร

ตอบ มันไม่เสมอภาคชัดๆ คนอื่นศาลพิพากษาว่าทำผิดก็ติดคุก แต่คนนี้ไม่ต้องไม่ต้องก็เพราะอำนาจตุลาการหมดความเด็ดขาด ตัดสินเด็ดขาดแล้วก็ไม่ยุติ ดันมีอำนาจบริหารโผล่มาทำลายผลคำพิพากษาได้เสียอีก

หลักความเสมอภาคภายใต้กฎหมายและหลักแบ่งแยกอำนาจนี้ รัฐธรรมนูญไทยอาราธนามาเป็นเสาเอกของระบบนิติรัฐไทยเนิ่นนานแล้ว มีบทบัญญัติปรากฏให้เห็นอยู่หลายมาตรา ถ้า 3 ป. ขืนเดินหน้าถวายฎีกาพร้อมความเห็นให้คุณทักษิณพ้นคำพิพากษาเมื่อใด ก็โดนข้อหาจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแน่นอน

ถาม เขาทำหน้าตายส่งฎีกาไปโดยไม่ถวายความเห็นประกอบได้ไหม

ตอบ ก็เพิ่มอีกข้อหาหนึ่ง คือจงใจละเว้นไม่ทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด โยนความรับผิดชอบให้พระเจ้าแผ่นดินโดยมิบังควร

กล้าดี...ก็ลองดู
 
http://www.thaipost.net/news/090911/44725
 
เสื้อแดงอีกหลายล้านคน
ไม่ยอมรับกระบวนการอันเป็นเหตุแห่งการพิพากษาครั้งนี้
นับตั้งแต่การปล้นอำนาจรัฐเมื่อ 19 ก.ย. 2549
ต่อมามีการตั้ง คตส.เหี้ย และระบบกฎหมา (พิมพ์ไม่ผิดครับ)
รวมถึงกระบวนการไม่ยุติธรรมทั้งมวลเพื่อให้มีการตัดสินคดีแบบนี้
เราต้องการชำระสิ่งเหล่านี้ให้คืนสู่สภาพเดิมทั้งมวล...เข้าใจ๋
?!?

รูปภาพ

รูปภาพ
 

ห้องกบ สัมภาษณ์ โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม 10 09 54

ฉีกหน้ากาก เบื้องหน้าเบื้องหลัง ระบบ อำมาตยา จับแก้ผ้า หมด!!

http://www.youtube.com/watch?v=vwlWAhNSH80&feature=player_embedded

การเมืองเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ300

การเมืองเรื่อง300-นาย บุญสม ทาวิจิตร ประธานสหภาพแรงงานจังหวัดสระบุรี นำกลุ่มผู้ใช้แรงงานในจังหวัดสระบุรีรวมตัวกันเดินทางมาที่ศาลากลางจังหวัด ขอพบผู้ว่าฯเพื่อทวงสัญญาขึ้นค่าแรง 300 บาทต่อวันทั่วประเทศในทันทีต่อรัฐบาล สำหรับนายบุญสมเป็นเลขาธิการคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ซึ่งมีนายชาลี ลอยสูง อดีตกรรมการพรรคการเมืองใหม่เป็นประธาน

โดย เปลวเทียน ส่องทาง


รัฐบาล ต้องไม่ไหวเอนไปตามการคัดค้านของนายทุนและเครือข่ายอำมาตยาธิปไตย ทั้งหลาย และจงมุ่งมั่นทำตามนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ มิใช่เพียง 7 จังหวัดนำร่องเท่านั้น (อ่านต่อ)

การ์ตูนเซียสี ไทยรัฐ วันเสาร์ที่ ๑๐ ก.ย.๕๔
รูปภาพ

ถึงเป็นเงา..ก็เงา..อำมหิต
เงาซาดิสต์..เงาโฉด..เงาโหดร้าย
เงาของคน..สั่งล่า..ฆ่าคนตาย
เงาฉิบหาย..พวกอันธพาล..สามานย์ชน....

คนเบื้องลึก..เบื้องหลัง..ยังคลั่งแค้น
มันสุดแสน..เจ็บร้าว..คราวปี้ป่น
จึงแอบแฝง..สิ่งชั่ว..ทุกตัวตน
หวังหลอกคน..โง่เซ่อ..ให้เอออวย....

ภาพสั่งฆ่า..ย้อนยอก..ตามหลอกหลอน
ไม่สังวรณ์..แสร้งมุบมิบ..หวังหยิบฉวย
ใต้เงามืด..ภาพจัญไร..ไอ้ตัวซวย
มันฉาบด้วย..เงาแสง..แห่งมืดมน....

หรือเอากฎ..แห่งกรรม..ตอกย้ำให้
ยิ่งเฉไฉ..ใช้มารยา..พาสับสน
ยิ่งต้องรับ..โทษทัณฑ์..ในบันดล
สักกี่ล้าน..พูดวกวน..ไม่พ้นกรรม....

๓ บลา / บ่าย ๑๐ ก.ย.๕๔

ก่อนจะมี "สภา น.ส.พ."

วันที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2554 เวลา 21:30:00 น.



โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน


(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 9 กันยายน 2554)สภา การหนังสือพิมพ์แห่งชาติ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2540 โดยในระหว่างนั้นกำลังมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 40 พอดี แล้วดันมีการกำหนดให้มีองค์กรอิสระขึ้นมาควบคุมหนังสือพิมพ์ปรากฏอยู่ในร่าง รัฐธรรมนูญดังกล่าว

ผู้หลักผู้ใหญ่ของวงการ ซึ่งผ่านการต่อสู้อำนาจเผด็จการมายาวนาน รู้ว่านี่คือช่องทางที่อำนาจภายนอกจะเข้ามาควบคุมหนังสือพิมพ์

จึงมีการจัดประชุมเจ้าของ บรรณาธิการ เพื่อป้องกันเสรีภาพหนังสือพิมพ์

มีการลงมติให้จัดตั้งคณะทำงานขึ้นรวบรวมความเห็นของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ โดยคณะทำงานชุดนี้มี นายสมหมาย ปาริจฉัตต์ และนายเรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ จากเครือมติชนเข้าร่วมอยู่ด้วย

หนังสือพิมพ์ทุกฉบับมีความเห็นพ้องต้องกันให้จัดตั้งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติขึ้น

"เพื่อ แสดงให้เห็นว่า ผู้ประกอบวิชาชีพทั้งมวลพร้อมที่จะดำเนินการควบคุมกันเอง เพื่อดำรงไว้ซึ่งหลักการพื้นฐานในเรื่องเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็น อันเป็นหลักประกันความรับผิดชอบในการเสนอข่าวสาร และแสดงความคิดเห็นของผู้ประกอบวิชาชีพนี้"
ผ่านมา 14 ปี

เครือมติชน-ข่าวสด ซึ่งเป็นภาคีสมาชิกที่ให้ความร่วมมือด้วยดีมาตลอด ต้องตัดสินใจลาออก
เพราะถึงจุดที่ต้องบอกว่า เจตนารมณ์ในตอนก่อตั้งสภาการหนังสือพิมพ์ฯนั้น ได้ถูกละเมิดอย่างร้ายแรง

นั่นคือการยอมให้คนบางกลุ่มนำกระบวนการสอบสวนหนังสือพิมพ์ เพื่อไปรองรับผลประโยชน์ของพรรคการเมืองอย่างชัดเจน

นั่นคือปล่อยให้มีการจงใจหาเรื่องสอบสวนเครือมติชน-ข่าวสด ภายใต้การแทรกแซงของอิทธิพลทางการเมือง

เริ่ม ต้นจากการสอบอีเมล์ให้สินบนแล้วไม่มีอะไร จากนั้นก็เพิ่มหัวข้อสอบสวนใหม่ว่า มติชนและข่าวสดเสนอข่าวและภาพเอนเอียงเข้าข้างพรรคเพื่อไทย

ซึ่งสอดคล้องกับคำพูดของหัวหน้าพรรคการเมือง สอดรับกับจดหมายส่วนตัวที่แสดงความภักดีต่อพรรคการเมือง

แล้วในวันที่อนุกรรมการสรุปผลสอบ ก็รีบร้อนนำมาแถลงข่าว จากนั้นรีบเดินทางไปยังสำนักงาน กกต. เพื่อให้การในคดียุบพรรคการเมือง

ยัง มีประเด็นการละเมิดจรรยาบรรณของสภาการหนังสือพิมพ์ฯเองอีก โดยเปิดเผยชื่อเจ้าของนามปากกา อันเป็นการทำลายหลักคุ้มครองคอลัมนิสต์ให้สามารถแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ได้อย่างมีเสรีภาพ

สำคัญสุด การปล่อยให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เข้ามากดดันการพาดหัวข่าวและการเลือกรูปของหนังสือพิมพ์ได้ นั่นคือการเปิดทางให้อำนาจภายนอก อำนาจรัฐ เข้ามาควบคุมหนังสือพิมพ์อย่างง่ายดาย
ทั้งหมดนี้จึงนำมาสู่บทสรุปของการลาออก

แต่ มิได้หมายความว่า มติชน-ข่าวสดจะไม่มีใครควบคุมตรวจสอบ เพราะประชาชนคนอ่านนั่นแหละคือผู้ตรวจสอบสำคัญสุด การซื้อหรือไม่ซื้อในแต่ละวันมีผลมหาศาลยิ่งกว่าสิ่งใด

ถ้าประชาชนเห็นว่าบิดเบือนเอนเอียง เขาตัดสินเอง ฉบับไหนฉบับนั้นต้องยอดตก มีจำนวนพิมพ์เพียงน้อยนิด

ยังไม่นับขั้นตอนของตลาดหลักทรัพย์ การตรวจภาษี ต่างๆนานา

อีกทั้งเครือมติชน-ข่าวสด พิสูจน์ตัวเองมาตลอดเวลากว่า 30 ปีแล้ว

หุ หุ ก่อนจะมีสภาการหนังสือพิมพ์ฯซะอีก