วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554
วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554
จิบน้ำชากับคนรู้ใจครั้งที่4-2 11-09-2011.wmv
ดร.อภิวันท์ วิริยะชัยhttp://www.youtube.com/watch?v=fdqrntF6Ne8&feature=player_embedded#!
อ.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
http://www.youtube.com/watch?v=_TPlWvFD4WU&feature=player_embedded
ทอม ดันดี
http://www.youtube.com/watch?v=ixwDZVoPH3E&feature=player_embedded
บทความแปล: พรรคประชาธิปัตย์และการ “เร่งเครื่อง” ให้เข้าสู่วิกฤติการณ์ทางการเมือง
อ้างอิง:http://thaipoliticalprisoners.wordpress.com/2011/09/11/democrat-party-and-getting-a-political-crisis-in-motion/
บทความลงพิมพ์เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554
แปลโดย: ดวงจำปา
พรรคประชาธิปัตย์ได้ประกาศว่า เวลาได้หมดลงแล้วสำหรับรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ผู้ช่วยโฆษกของพรรคซึ่งได้พ่ายแพ้ต่อการเลือกตั้งมาอย่างย่อยยับเมื่อต้น เดือนกรกฎาคม ได้ประกาศก้องว่า รัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งได้เข้ามาทำงานอย่างเป็นทางการเป็นเวลาหนึ่งเดือนนั้น ควรจะสิ้นสุดลงได้แล้ว
ผู้ช่วยโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ นายอรรถพร พลบุตร ได้เตือนว่า ประชาชน (ชาวไทย – ผู้แปล) “ควรที่จะเตรียมพร้อมกับวิกฤติการณ์ทางการเมืองรอบใหม่ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นภาย ในหกเดือนนี้ เพราะว่า รัฐบาลซึ่งบริหารโดยพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ได้ละเมิดอำนาจของตนเอง เพื่อผลประโยชน์ของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร...” เขายังได้อ้างต่อไปด้วยว่า “การใช้อำนาจของรัฐบาลไปในทางที่ผิดนั้น ได้เริ่มเป็นเรื่องที่ประชาชนในสังคมไทย ไม่สามารถที่จะยอมรับได้”
ข้อ กล่าวหาเกี่ยวกับการ “ละเมิดอำนาจ” เหล่านี้ รวมไปถึง “การสร้างความกดดันเพื่อจะได้รับการพระราชทานอภัยโทษจาก นายกฯ ทักษิณ, ความพยายามที่จะรื้อฟื้นคดีที่ดินรัชดาภิเษกขึ้นมาใหม่, การย้ายพนักงานของรัฐที่เป็นไปโดยไม่ชอบธรรม, และการแต่งตั้งบุคคลที่มีข้อหาอันฉกาจฉกรรจ์ให้ไปมีตำแหน่งทางการเมือง....” นอกไปจากเรื่องเหล่านี้แล้ว, เขาก็ยังเพิ่มเรื่อง “นโยบายหลักของรัฐบาล เป็นต้นว่า เงินค่าครองชีพขั้นต่ำจำนวน 300 บาทต่อวัน, เงินเดือน 15,000 บาท ต่อเดือนสำหรับบุคคลที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี และโปรแกรมการประกันข้าวเปลือกซึ่งเต็มไปด้วยข้อบกพร่องและสามารถส่งผลกระทบ ไปถึงเสถียรภาพของโครงการด้วย”
ท้ายสุดแล้ว, นายอรรถพร ได้เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเพิ่งเข้ามาบริหารงานได้เพียงเดือนเดียว ให้ลาออกไปเสีย ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว “รัฐบาลจะเผชิญกับแรงต่อต้านซึ่งทวีเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อยๆ จากหลายทางสังคมหลายฝ่าย.”
สมควรหรือไม่ ที่นายอรรถพรควรจะถูกเฉดหัวออกไปในฐานะของบุคคลที่วิกลจริต ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่สามารถยอมรับกับความจริงได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์นั้น ไม่เคยมีความสามารถที่จะชนะการเลือกตั้งเลย? เราไม่ได้คิดอย่างนั้นเหมือนกัน เหตุผลต่างๆ สำหรับทัศนคตินี้ก็คือ:
ข้อที่หนึ่ง, เมื่อไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและแกนนำคนเสื้อแดง นายจตุพร พรหมพันธ์ ได้ทราบมาว่าได้กล่าวข้อความดังนี้ “กลุ่มผู้มีอำนาจนอกเหนือรัฐธรรมนูญกำลังสมรู้ร่วมคิดกันเพื่อจะทำลายรัฐบาล ซึ่งนำโดยพรรคเพื่อไทย” เรื่องนี้ไม่เป็นที่น่าสงสัยเลย ที่กลุ่มอำมาตย์ซึ่งเป็นกลุ่มต่อต้านนายกฯ ทักษิณ กำลังลงมือปฎิบัติงาน, วางแผนและสร้างยุทธวิธีอยู่
ข้อที่สอง, พรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงให้เห็นอยู่เสมอว่า ตัวพรรคเองไม่ยอมรับกระบวนการการเลือกตั้ง ดังนั้น จะไม่มีการพ่ายแพ้การเลือกตั้งโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะแพ้ยับเยินขนาดไหน ดังนั้น ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเคารพในผลการเลือกตั้งเหล่านี้
ข้อที่ สาม, พรรคประชาธิปัตย์มีประวัติอันยาวนานในการพึ่งพาขุมกำลังที่มีอำนาจการตัดสิน ใจอย่างเด็ดขาด ซึ่งไม่ได้มาจากครรลองระบอบประชาธิปไตย เพื่อที่จะยกพรรคของตัวเองให้กลายเป็นรัฐบาลได้ โดยการตกลงเงื่อนไขกับ ฝ่ายสถาบันฯ, ทางกองทัพ, กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มอำมาตย์ที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง
ข้อสุดท้าย, พรรคประชาธิปัตย์เองก็คาดหวังว่าจะมีเหตุการณ์แบบเก่าเกิดขึ้นอีก นายกฯ ทักษิณได้ชนะการเลือกตั้งอย่างมโหฬารที่สุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 และถึงแม้จะเป็นอย่างนั้นก็ตาม ทางฝ่ายกองทัพก็นำเอารถถังเข้ามายึดอำนาจ เพียงแค่ 14 เดือนต่อมา หลังจากการก่อกวนปลุกปั่นอย่างเป็นเวลายาวนาน โดยฝ่ายกำลังต่อต้านนายกฯ ทักษิณ
สำหรับนายอรรถพรและพรรคของเขานั้น การพ่ายแพ้การเลือกตั้งก็เปรียบเสมือนกับ หลุมบ่อที่กระเทือนบนท้องถนนเท่านั้น และในไม่ช้านี้ ก็สามารถที่จะฟันฝ่าเรื่องเหล่านี้ไปได้ โดยการใช้ การโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านนายกฯ ทักษิณ, ใช้สำนวนโวหาร และโดยการใช้สื่อของฝ่ายเสื้อเหลือง, กลุ่มนักวิชาการ และ กลุ่มผู้รวบรวมมวลชน ให้ เริ่มเร่งเครื่องให้เกิดการเคลื่อนไหวต่างๆ ขึ้นมา
ความคิดเห็นของผู้แปล:
สิ่ง ที่ดิฉันเห็นเป็นอย่างแรก ก็คือ การโกหกกับคำว่า "การปรองดอง" เพราะไม่อย่างนั้น นายคนนี้จะไม่ออกมาให้สัมภาษณ์แบบนี้อย่างเด็ดขาด
รอบ นี้ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ต้องการดำเนินการในรูปแบบเดิม สร้างความปั่นป่วนปลุกระดมให้กับบ้านเมืองอีก เราก็คงเห็นพวกแดง hardcore ออกมาปกป้องรัฐบาลที่พวกเขาเลือกแน่ๆ เป่านกหวีดเรียกคนเสื้อแดง โดยการนัดกันแค่นั้น ก็คงจะได้สองหมื่นคนขึ้นไป
ที่สำคัญคือพวก สื่อ และ นักวิชาการ รวมไปถึง นักปลุกระดมที่ออกมาอย่าง หมอตุลย์ นั้น ก็ควรจะต้องระวังตัว ระวังปากให้ดีเหมือนกัน เพราะเหตุการณ์ในปัจจุบัน มันไม่เหมือนเมื่อสมัย พฤษภาคม 2553 แน่ๆ และ ถ้าจะให้กองทัพฯ เข้ามายุ่งอีก ดิฉันไม่อยากจะวาดภาพ แต่คิดว่า จะเป็นแบบรัสเซีย หรือมากกว่านั้นด้วยซ้ำไป
และถ้ามีการตัดสินโดยทางฝ่ายตุลาการภิวัฒ น์ อีกครั้งหนึ่ง รับรองได้ว่า ประชาชนเขาไม่ยอมแน่ เผลอๆ กระบวนการยุติธรรมก็อาจจะถึงความระส่ำระสายง่ายๆ ถ้าเกิดทำอะไรขัดขวางสายตาของประชาชนส่วนใหญ่เขา
ดิฉันคาดว่า ฝ่ายทหารจะโดนหนักที่สุดในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะมีอาวุธยุโธปกรณ์ดีแค่ไหน มันก็จะต้องมีบุคลากรอยู่เบื้องหลังตลอด พลังความแค้นของคนมันถึงจุดแล้ว และหลายๆ ท่านก็คงจะไม่ยอมให้ใครมาปล้นอำนาจได้อย่างง่ายๆ
งานนี้ พรรคประชาธิปัตย์น่าจะถูก “ยำ” จากต่างประเทศด้วย นี่ขนาดคนเขียนบทความนี้ เขาอยู่ทางยุโรป ก็ยังทราบรายละเอียดขนาดนี้ ลองคิดดูซิว่า ศัตรูซึ่งพรรคของคุณได้ไปสร้างไว้ทั่วโลกนั้น มีขนาดไหน นี่ยังไม่รวมถึง ประเทศจีนและรัสเซียเสียด้วยซ้ำไป
ที่สำคัญที่สุดคือ ถ้าเรื่องการยึดอำนาจเกิดขึ้น พรรคที่จะพังคือพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเกือบทั้งโลก ไม่มีใครไปคบค้าสมาคมด้วย และอย่าหวังพึ่งฝ่ายอำมาตย์เลย เพราะพวกนี้ ก็จะไปไหนมาไหนไม่ได้เหมือนกัน
ตามบทความนี้ แสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าพรรคแมลงสาปจะแพ้การเลือกตั้งแค่ไหน มันก็ไม่ยอมรับฟัง ผลการตัดสินของประชาชนทั้งสิ้น จะเอาแต่พึ่งกับอำนาจจากมือที่มองไม่เห็น อยากจะถามจริงๆ ว่า อำนาจเหล่านั้นน่ะ คุณคิดว่าจะกลับมาง่ายๆ อีกครั้งหนึ่งเชียวหรือ?
รอบ นี้ ผู้เขียนเขาวิเคราะห์มาแล้วว่า การปั่นป่วนควรจะมาในรูปแบบใด เราก็ต้องเตรียมพร้อมค่ะ สงครามยังไม่หยุด เพราะอีกฝ่ายไม่ยอมหยุดและยอมแพ้
เขาจะเอา นายกฯ ทักษิณ เข้ามาสร้างกระแสต่อต้านนั่นเอง เราจะเห็นเหตุผลสองข้อแรก ที่นายอรรถพรกล่าวไว้ การโยงเอาตัว นายกฯ ทักษิณเข้ามา เป็นเรื่องง่าย ต่อการปลุกปั่น สร้างความเกลียดชัง และสร้างมวลชนเหมือนคราวที่ผ่านมาเมื่อปี พ.ศ. 2549
ที่แปลกใจมากก็ คือ ยังมีประชาชนพอสมควร โดยเฉพาะทางภาคใต้ และกรุงเทพฯ กระทำการสนับสนุนกับวิธีการสกปรกของพรรคนี้อยู่อีกหรือคะ? แล้วคุณจะเอาการปกครองแบบไหนเข้ามาใช้ในประเทศ แสดงว่า คุณไม่เข้าใจถึงระบอบประชาธิปไตยที่มาจากเสียงคนส่วนใหญ่ของประเทศกันเชียว หรือ?
พวกเราเสื้อแดง พร้อมหรือยังคะ ถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก ดิฉันหวังว่า คงจะไม่มีเรื่องของ “สันติ อหิงสา อโหสิ” ในคำศัพท์นะคะ เรามีสิทธิ์ที่และความชอบธรรมต่อการปกป้องรัฐบาลที่พี่น้องเสื้อแดงได้เลือก ให้เข้ามาบริหารประเทศ ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอยแน่ๆ ค่ะ
ดวงจำปา
วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554
คนงานเหนือหารือ ส.ส.เพื่อไทย ยืนยันค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท
Sun, 2011-09-11 21:18
(อ่านต่อ)
http://www.prachatai.com/journal/2011/09/36876
"ดร.โกร่ง"ร่ายยาว กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ "
คอลัมน์ คนเดินตรอก ในประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 12-14 กันยายน 2554
โดย วีรพงษ์ รามางกูร
ข่าวความขัดแย้งระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทยกับกระทรวงการคลังเรื่องหนึ่ง ก็คือ รัฐบาลมีนโยบายจะจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ หรือรัฐบาลแปลเป็นภาษาฝรั่งว่า Sovereign Wealth Fund เป็นอย่างไรรัฐมนตรีคลังยังไม่ได้บอกให้ทราบ แต่ก็คงต้องแก้กฎหมายอย่างน้อย 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย และ พ.ร.บ.เงินตรา ออกกฎหมายจัดตั้งกองทุนดังกล่าวให้เป็นนิติบุคคลต่างหากจาก ธปท.
เรื่องอำนาจหน้าที่ของ ธปท. ตาม พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ออกสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์นั้น เขียนให้ผู้ว่าการฯเป็นอิสระอย่างสุดโต่ง ไม่มีการคานอำนาจระหว่างรัฐมนตรีคลังกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเลย ดังนั้น เรื่องนโยบายการเงิน การบริหารเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ เรื่องการกำกับสถาบันการเงิน รัฐมนตรีคลังไม่สามารถจะรับผิดชอบต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาได้ เพราะไม่ได้กำกับ ธปท. ขณะเดียวกันผู้ว่าการ ธปท.ไม่ต้องรับผิดชอบต่อใครเลย ทั้ง ๆ ที่ ธปท.เคยทำความเสียหายให้กับประเทศชาติยับเยินมานับครั้งไม่ถ้วน ครั้ง สุดท้ายเคยออกกฎ ธปท.บังคับให้ผู้นำเงินตราต่างประเทศเข้ามาตั้งสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์ วันเดียวหุ้นตกไป 100 กว่าจุด วันรุ่งขึ้นตกต่ออีก 60 จุด ผู้ว่าการฯสบายดี ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร
งาน ที่เป็นหน้าที่ของ ธปท.เอง ได้แก่ นโยบายการเงิน และงานที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลัง อันได้แก่ การบริหารทุนสำรองเงินตราและการออกบัตรหรือออกธนบัตร การกำกับสถาบันการเงิน ซึ่งขณะนี้ก็เหลือแต่ธนาคารพาณิชย์ ส่วนบริษัทเงินทุนและเครดิตฟองซิเอร์ได้เลิกหมดแล้ว แต่ พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ระบุให้เป็นงานในความรับผิดชอบของธปท.
เคย เล่าว่าทุนสำรองระหว่างประเทศซึ่งเป็นเงินตราต่างประเทศและทองคำนั้น แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นของฝ่ายออกบัตรทุนสำรอง ส่วนนี้เรียกว่า "ทุนสำรองเงินตรา" เป็นงานที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลัง ธนบัตรของเราเป็นของรัฐบาลไทย ไม่ใช่ของธนาคารแห่งประเทศไทยเหมือนกับประเทศอื่น ๆ ทุนสำรองเงินตรานี้มีทองคำและเงินตราต่างประเทศของกองทุนผ้าป่าช่วยชาติของ หลวงตามหาบัวอยู่ด้วย ผู้ว่าการ ธปท. กับรัฐมนตรีคลังเคยสมคบกันจะรวมบัญชีทุนสำรองเงินตรากับทุนสำรองทั่วไปของ ส่วนนี้เป็นของ ธปท. แต่ทำไม่สำเร็จ เพราะลูกศิษย์หลวงตาออกมาคัดค้าน
ใน ส่วนทุนสำรองเงินตรานั้น รัฐบาลไม่ควรแตะต้อง เพราะจะไว้ใจ ธปท. ไม่ได้ ใครจะไว้ใจก็ช่าง แต่ผมไม่ไว้ใจ ธปท.ทำทุนสำรองพินาศหลายครั้งแล้ว
ก็ เหลือทุนสำรองทั่วไปที่ ธปท.ซื้อเข้ามาจากตลาด เพราะเราเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเรื่อยมาตั้งแต่หลังเกิด "ต้มยำกุ้ง" ในปี 2540 เพื่อไม่ให้เงินบาทผันผวน ธปท.จึงซื้อดอลลาร์เป็นระยะ ๆ และบัดนี้ทุนสำรองทั่วไปในบัญชีของฝ่ายกิจการธนาคารมี่มากเกินความจำเป็นที่ จะใช้แทรกแซงตลาด ส่วนใหญ่เอาไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ้ผลตอบแทนน้อย
ใน การทำหน้าที่สำคัญ 3 อย่าง อันได้แก่ การกำหนดนโยบายการเงิน การบริหารทรัพย์สินของชาติ และการกำกับสถาบันการเงิน ย่อมทำให้เกิดปัญหา "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ที่ฝรั่งเขาเรียกว่า "conflict of interest" โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดนโยบายการเงิน การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่ง มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้าและออก ซึ่งมีผลโดยตรงกับอัตราแลกเปลี่ยนต่อกำไรขาดทุนของทุนสำรองระหว่างประเทศ ต่อผลประกอบการหรือกำไรขาดทุนของธนาคารพาณิชย์ ถ้า ธปท.กำหนด ดอกเบี้ยบาทให้สูงกว่าดอกเบี้ยดอลลาร์ธนาคารพาณิชย์ก็กำไร เพราะสามารถ กู้ดอลลาร์แตกเป็นเงินบาทให้กู้
ขณะ เดียวกันนโยบายการเงิน เช่น อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ย่อมกระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การลงทุน การบริโภค ถ้าดอกเบี้ยสูง อัตราการลงทุน ก็จะต่ำ การใช้จ่ายเพื่อบริโภค ก็ต่ำ
อำนาจ หน้าที่ทั้ง 3 อย่างย่อมมีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกัน เช่น การกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ให้แข็งแรงก็มีแนวโน้มที่จะกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้ เอื้อต่อผลประกอบการของสถาบันการเงิน สถาบันการเงินจะได้แข็งแรง ส่วนนโยบายการเงิน จุดมุ่งหมายก็เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่ถ้ากำหนดนโยบายการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนให้มีเสถียรภาพ การบริหารทุนสำรองก็อาจจะขาดทุน หากจะให้ทุนสำรองระหว่างประเทศมีกำไร ก็ต้องทำตรงกันข้าม
ตกลง ธปท.สถาบันเดียวทำหน้าที่ 3 อย่างย่อมต้องมีจุดมุ่งหมายและเป้าหมายที่ขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลา
เป็น ต้นว่าต้องการช่วยธนาคารพาณิชย์ให้มีผลประกอบการดีมั่นคง ก็ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินบาทให้สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินดอลลาร์ให้มาก ๆ ธนาคารจะได้ไปกู้เงินดอลลาร์อัตรา ดอกเบี้ยถูก ๆ มาแตกเป็นบาทให้กู้ดอกเบี้ยแพง ๆ แล้ว ธปท.ก็ปล่อยให้ดอลลาร์อ่อนลงแล้วเงินบาทแข็ง ๆ เวลาหนี้ธนาคารพาณิชย์ครบกำหนดบาทแข็งขึ้น หนี้ที่เป็นเงินดอลลาร์ถูกลง ตกลงธนาคารพาณิชย์ก็ได้กำไรสองต่อ คือส่วนต่างของดอกเบี้ยระหว่างดอลลาร์กับบาท และตอนใช้หนี้ดอลลาร์ถูกลง เอาเงินบาทน้อยลงไปซื้อดอลลาร์ใช้หนี้ แล้วธนาคารแห่งประเทศไทยก็แถลงว่าที่ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยปราบเงินเฟ้อ ทั้ง ๆ ที่ดอกเบี้ยไม่ใช่เครื่องมือปราบเงินเฟ้อสำหรับประเทศไทย ลึก ๆ อาจจะมีเจตนาช่วยธนาคารพาณิชย์ก็ได้
หน้าที่ ทั้ง 3 อย่างที่ว่า ทำให้เกิดการขัดกันสำหรับนโยบาย ทำให้เกิดความไม่โปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ เช่น ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนก็อ้างว่าเพราะต้องการรักษาเสถียรภาพของอัตราแลก เปลี่ยน
ใน โลกสมัยใหม่เขาจึงแยกหน้าที่ให้การกำกับสถาบันการเงินอยู่กับสถาบันหนึ่ง การบริหารทุนสำรองระหว่างประเทศส่วนที่เกินความจำเป็นอยู่กับอีกสถาบันหนึ่ง การกำหนดนโยบายการเงินอยู่กับอีกสถาบันหนึ่ง แต่ละสถาบันมีวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และเครื่องมือเป็นอิสระแก่กัน เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ง่ายต่อการตรวจสอบแต่ละสถาบันที่ต้องรับผิดชอบ
เมื่อ มีการจัดตั้งกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติ กองทุนอาจจะออกพันธบัตรเงินดอลลาร์ให้ ธปท. เป็นผู้รับประกันการขาย หรือ underwriter ถ้าขายไม่หมด ธปท.ก็ต้องรับซื้อไว้เอง เพราะพันธบัตรรัฐบาลไทยขณะนี้น่าจะมั่นคงกว่าพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันและ ยุโรปหลายประเทศ
ที่ ธปท.เป็นห่วงว่ากองทุนจะนำเงินตราต่างประเทศที่ขายพันธบัตรรัฐบาลไปทำขาดทุน นั้นไม่ควรจะห่วง ที่น่าจะห่วงคือถ้าอยู่กับ ธปท.นั่นแหละจะทำขาดทุน ขาดทุนแล้วก็ไม่ต้องรับผิดชอบ
ถ้า กองทุนมั่งคั่งแห่งชาติขาดทุน ประชาชนก็เห็น สื่อมวลชนรู้ รัฐสภาสามารถตรวจสอบได้ รัฐมนตรีคลังกับคณะรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบอธิบายต่อรัฐสภาและประชาชนได้
ใน ระยะเริ่มต้นลูกค้าสำคัญของกองทุนก็คือรัฐวิสาหกิจที่มีหนี้เป็นเงินตราต่าง ประเทศ ก็ควรมากู้จากกองทุนไปชำระคืนเงินกู้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศหรือกู้มาลง ทุนในโครงการใหม่ แทนที่จะไปกู้เงินจากประเทศผู้ส่งออก
รัฐบาลพรรค เพื่อไทยขยันทำงานคงมีโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานมากมาย ก็อย่ากู้จากผู้ขายของ ให้มากู้จากกองทุนความมั่งคั่งฯนี้แทน
เอกชน ที่รับสัมปทานจากรัฐบาลในส่วนที่ต้องชำระการนำเข้าสินค้าและบริการจากต่าง ประเทศ แทนที่จะไปกู้เงินตราต่างประเทศจากธนาคารพาณิชย์ ซึ่งธนาคารพาณิชย์ก็ไปกู้ต่อมาจากธนาคารต่างประเทศอีกที ก็มากู้จากกองทุนนี้ ดอกเบี้ยก็อย่าคิดแพงกว่าแต่ก็คงสูงกว่าการที่ ธปท.ไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลอเมริกัน เพราะรัฐบาลอเมริกันกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้เพียง 0.0 ถึง 0.25 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง
ในกรณีรัฐวิสาหกิจกู้ไปชำระหนี้ก็ไม่น่ามี อะไรเสี่ยง การให้รัฐวิสาหกิจกู้ไปลงทุนตามนโยบายก็ไม่น่าเสี่ยง หรือการให้รัฐบาลกู้เพื่อการลงทุนสร้างถนนหนทาง ก็ไม่น่าจะมีความเสี่ยงมากไปกว่าการถือพันธบัตรรัฐบาลอเมริกัน เพราะไม่รู้วันไหนรัฐสภาอเมริกันไม่อนุมัติเพิ่มเพดานเงินกู้ให้รัฐบาล อเมริกัน วันนั้นพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันก็คงจะเป็นเศษกระดาษไป รัฐวิสาหกิจไทย และรัฐบาลไทยไม่ได้อยู่ในฐานะเช่นนั้น
ฐานะ ทางการเงินของรัฐบาลไทยก็มั่นคงกว่าของอเมริกันและอังกฤษมาก ยอดหนี้ภาครัฐของเรามีเพียง 40 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ประชาชาติ ในส่วนนี้เป็นหนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯที่บริหารโดย ธปท.เสียครึ่งหนึ่ง ถ้าเอาหนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯของ ธปท.คืนให้กับ ธปท. ยอดหนี้ภาครัฐก็จะเหลือนิดเดียว
สำหรับ เอกชนที่รับสัมปทานจากรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ ความเสี่ยงอาจจะมากขึ้น แต่ก็ไม่น่าจะมีความเสี่ยงมากไปกว่าการถือพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันหรืออังกฤษ
โครงการที่เอกชนไปก่อสร้างก็ดีผลิตสินค้าหรือบริการให้รัฐบาลไทย หรือรัฐวิสาหกิจไทยก็ดีก็อาจจะกู้จากกองทุนนี้
ประเทศ เพื่อนบ้านที่มีผู้รับเหมาเป็นบริษัทไทยและต้องการกู้เงินดอลลาร์ก็อาจจะกู้ ได้ โดยผ่านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย โดยธนาคารฯมายืมจากกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติไปปล่อยต่อก็ได้
ส่วนที่ ธปท.เกรงว่าประเทศเรามีเงินทุนระยะสั้นไหลเข้ามาแล้ว วันดีคืนดีอาจจะไหลออกไปพร้อมกันหมด สถานการณ์เช่นนั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ ธปท.เบาปัญญาทำผิดอย่างมหันต์ในสิ่งที่ไม่ควรทำ เช่น วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง ที่เอาทุนสำรองไปต่อสู้กับกองทุนตรึงมูลค่า
หวัง ว่า ธปท.จะฉลาดขึ้นไม่ทำอย่างเดิม ถ้าไม่ทำอย่างเดิมก็ไม่ต้องไปห่วงว่าวันดีคืนดีเงินทุนจะไหลออกทำให้ไม่มี เงินตราต่างประเทศไว้ใช้สอยเลย
รอฟังเหตุผล ธปท.ว่าจะค้านอย่างไร
http://www.prachachat.net/news_detail.p ... &subcatid=
คอลัมน์ คนเดินตรอก ในประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 12-14 กันยายน 2554
โดย วีรพงษ์ รามางกูร
ข่าวความขัดแย้งระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทยกับกระทรวงการคลังเรื่องหนึ่ง ก็คือ รัฐบาลมีนโยบายจะจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ หรือรัฐบาลแปลเป็นภาษาฝรั่งว่า Sovereign Wealth Fund เป็นอย่างไรรัฐมนตรีคลังยังไม่ได้บอกให้ทราบ แต่ก็คงต้องแก้กฎหมายอย่างน้อย 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย และ พ.ร.บ.เงินตรา ออกกฎหมายจัดตั้งกองทุนดังกล่าวให้เป็นนิติบุคคลต่างหากจาก ธปท.
เรื่องอำนาจหน้าที่ของ ธปท. ตาม พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ออกสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์นั้น เขียนให้ผู้ว่าการฯเป็นอิสระอย่างสุดโต่ง ไม่มีการคานอำนาจระหว่างรัฐมนตรีคลังกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเลย ดังนั้น เรื่องนโยบายการเงิน การบริหารเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ เรื่องการกำกับสถาบันการเงิน รัฐมนตรีคลังไม่สามารถจะรับผิดชอบต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาได้ เพราะไม่ได้กำกับ ธปท. ขณะเดียวกันผู้ว่าการ ธปท.ไม่ต้องรับผิดชอบต่อใครเลย ทั้ง ๆ ที่ ธปท.เคยทำความเสียหายให้กับประเทศชาติยับเยินมานับครั้งไม่ถ้วน ครั้ง สุดท้ายเคยออกกฎ ธปท.บังคับให้ผู้นำเงินตราต่างประเทศเข้ามาตั้งสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์ วันเดียวหุ้นตกไป 100 กว่าจุด วันรุ่งขึ้นตกต่ออีก 60 จุด ผู้ว่าการฯสบายดี ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร
งาน ที่เป็นหน้าที่ของ ธปท.เอง ได้แก่ นโยบายการเงิน และงานที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลัง อันได้แก่ การบริหารทุนสำรองเงินตราและการออกบัตรหรือออกธนบัตร การกำกับสถาบันการเงิน ซึ่งขณะนี้ก็เหลือแต่ธนาคารพาณิชย์ ส่วนบริษัทเงินทุนและเครดิตฟองซิเอร์ได้เลิกหมดแล้ว แต่ พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ระบุให้เป็นงานในความรับผิดชอบของธปท.
เคย เล่าว่าทุนสำรองระหว่างประเทศซึ่งเป็นเงินตราต่างประเทศและทองคำนั้น แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นของฝ่ายออกบัตรทุนสำรอง ส่วนนี้เรียกว่า "ทุนสำรองเงินตรา" เป็นงานที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลัง ธนบัตรของเราเป็นของรัฐบาลไทย ไม่ใช่ของธนาคารแห่งประเทศไทยเหมือนกับประเทศอื่น ๆ ทุนสำรองเงินตรานี้มีทองคำและเงินตราต่างประเทศของกองทุนผ้าป่าช่วยชาติของ หลวงตามหาบัวอยู่ด้วย ผู้ว่าการ ธปท. กับรัฐมนตรีคลังเคยสมคบกันจะรวมบัญชีทุนสำรองเงินตรากับทุนสำรองทั่วไปของ ส่วนนี้เป็นของ ธปท. แต่ทำไม่สำเร็จ เพราะลูกศิษย์หลวงตาออกมาคัดค้าน
ใน ส่วนทุนสำรองเงินตรานั้น รัฐบาลไม่ควรแตะต้อง เพราะจะไว้ใจ ธปท. ไม่ได้ ใครจะไว้ใจก็ช่าง แต่ผมไม่ไว้ใจ ธปท.ทำทุนสำรองพินาศหลายครั้งแล้ว
ก็ เหลือทุนสำรองทั่วไปที่ ธปท.ซื้อเข้ามาจากตลาด เพราะเราเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเรื่อยมาตั้งแต่หลังเกิด "ต้มยำกุ้ง" ในปี 2540 เพื่อไม่ให้เงินบาทผันผวน ธปท.จึงซื้อดอลลาร์เป็นระยะ ๆ และบัดนี้ทุนสำรองทั่วไปในบัญชีของฝ่ายกิจการธนาคารมี่มากเกินความจำเป็นที่ จะใช้แทรกแซงตลาด ส่วนใหญ่เอาไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ้ผลตอบแทนน้อย
ใน การทำหน้าที่สำคัญ 3 อย่าง อันได้แก่ การกำหนดนโยบายการเงิน การบริหารทรัพย์สินของชาติ และการกำกับสถาบันการเงิน ย่อมทำให้เกิดปัญหา "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ที่ฝรั่งเขาเรียกว่า "conflict of interest" โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดนโยบายการเงิน การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่ง มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้าและออก ซึ่งมีผลโดยตรงกับอัตราแลกเปลี่ยนต่อกำไรขาดทุนของทุนสำรองระหว่างประเทศ ต่อผลประกอบการหรือกำไรขาดทุนของธนาคารพาณิชย์ ถ้า ธปท.กำหนด ดอกเบี้ยบาทให้สูงกว่าดอกเบี้ยดอลลาร์ธนาคารพาณิชย์ก็กำไร เพราะสามารถ กู้ดอลลาร์แตกเป็นเงินบาทให้กู้
ขณะ เดียวกันนโยบายการเงิน เช่น อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ย่อมกระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การลงทุน การบริโภค ถ้าดอกเบี้ยสูง อัตราการลงทุน ก็จะต่ำ การใช้จ่ายเพื่อบริโภค ก็ต่ำ
อำนาจ หน้าที่ทั้ง 3 อย่างย่อมมีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกัน เช่น การกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ให้แข็งแรงก็มีแนวโน้มที่จะกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้ เอื้อต่อผลประกอบการของสถาบันการเงิน สถาบันการเงินจะได้แข็งแรง ส่วนนโยบายการเงิน จุดมุ่งหมายก็เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่ถ้ากำหนดนโยบายการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนให้มีเสถียรภาพ การบริหารทุนสำรองก็อาจจะขาดทุน หากจะให้ทุนสำรองระหว่างประเทศมีกำไร ก็ต้องทำตรงกันข้าม
ตกลง ธปท.สถาบันเดียวทำหน้าที่ 3 อย่างย่อมต้องมีจุดมุ่งหมายและเป้าหมายที่ขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลา
เป็น ต้นว่าต้องการช่วยธนาคารพาณิชย์ให้มีผลประกอบการดีมั่นคง ก็ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินบาทให้สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินดอลลาร์ให้มาก ๆ ธนาคารจะได้ไปกู้เงินดอลลาร์อัตรา ดอกเบี้ยถูก ๆ มาแตกเป็นบาทให้กู้ดอกเบี้ยแพง ๆ แล้ว ธปท.ก็ปล่อยให้ดอลลาร์อ่อนลงแล้วเงินบาทแข็ง ๆ เวลาหนี้ธนาคารพาณิชย์ครบกำหนดบาทแข็งขึ้น หนี้ที่เป็นเงินดอลลาร์ถูกลง ตกลงธนาคารพาณิชย์ก็ได้กำไรสองต่อ คือส่วนต่างของดอกเบี้ยระหว่างดอลลาร์กับบาท และตอนใช้หนี้ดอลลาร์ถูกลง เอาเงินบาทน้อยลงไปซื้อดอลลาร์ใช้หนี้ แล้วธนาคารแห่งประเทศไทยก็แถลงว่าที่ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยปราบเงินเฟ้อ ทั้ง ๆ ที่ดอกเบี้ยไม่ใช่เครื่องมือปราบเงินเฟ้อสำหรับประเทศไทย ลึก ๆ อาจจะมีเจตนาช่วยธนาคารพาณิชย์ก็ได้
หน้าที่ ทั้ง 3 อย่างที่ว่า ทำให้เกิดการขัดกันสำหรับนโยบาย ทำให้เกิดความไม่โปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ เช่น ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนก็อ้างว่าเพราะต้องการรักษาเสถียรภาพของอัตราแลก เปลี่ยน
ใน โลกสมัยใหม่เขาจึงแยกหน้าที่ให้การกำกับสถาบันการเงินอยู่กับสถาบันหนึ่ง การบริหารทุนสำรองระหว่างประเทศส่วนที่เกินความจำเป็นอยู่กับอีกสถาบันหนึ่ง การกำหนดนโยบายการเงินอยู่กับอีกสถาบันหนึ่ง แต่ละสถาบันมีวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และเครื่องมือเป็นอิสระแก่กัน เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ง่ายต่อการตรวจสอบแต่ละสถาบันที่ต้องรับผิดชอบ
เมื่อ มีการจัดตั้งกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติ กองทุนอาจจะออกพันธบัตรเงินดอลลาร์ให้ ธปท. เป็นผู้รับประกันการขาย หรือ underwriter ถ้าขายไม่หมด ธปท.ก็ต้องรับซื้อไว้เอง เพราะพันธบัตรรัฐบาลไทยขณะนี้น่าจะมั่นคงกว่าพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันและ ยุโรปหลายประเทศ
ที่ ธปท.เป็นห่วงว่ากองทุนจะนำเงินตราต่างประเทศที่ขายพันธบัตรรัฐบาลไปทำขาดทุน นั้นไม่ควรจะห่วง ที่น่าจะห่วงคือถ้าอยู่กับ ธปท.นั่นแหละจะทำขาดทุน ขาดทุนแล้วก็ไม่ต้องรับผิดชอบ
ถ้า กองทุนมั่งคั่งแห่งชาติขาดทุน ประชาชนก็เห็น สื่อมวลชนรู้ รัฐสภาสามารถตรวจสอบได้ รัฐมนตรีคลังกับคณะรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบอธิบายต่อรัฐสภาและประชาชนได้
ใน ระยะเริ่มต้นลูกค้าสำคัญของกองทุนก็คือรัฐวิสาหกิจที่มีหนี้เป็นเงินตราต่าง ประเทศ ก็ควรมากู้จากกองทุนไปชำระคืนเงินกู้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศหรือกู้มาลง ทุนในโครงการใหม่ แทนที่จะไปกู้เงินจากประเทศผู้ส่งออก
รัฐบาลพรรค เพื่อไทยขยันทำงานคงมีโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานมากมาย ก็อย่ากู้จากผู้ขายของ ให้มากู้จากกองทุนความมั่งคั่งฯนี้แทน
เอกชน ที่รับสัมปทานจากรัฐบาลในส่วนที่ต้องชำระการนำเข้าสินค้าและบริการจากต่าง ประเทศ แทนที่จะไปกู้เงินตราต่างประเทศจากธนาคารพาณิชย์ ซึ่งธนาคารพาณิชย์ก็ไปกู้ต่อมาจากธนาคารต่างประเทศอีกที ก็มากู้จากกองทุนนี้ ดอกเบี้ยก็อย่าคิดแพงกว่าแต่ก็คงสูงกว่าการที่ ธปท.ไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลอเมริกัน เพราะรัฐบาลอเมริกันกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้เพียง 0.0 ถึง 0.25 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง
ในกรณีรัฐวิสาหกิจกู้ไปชำระหนี้ก็ไม่น่ามี อะไรเสี่ยง การให้รัฐวิสาหกิจกู้ไปลงทุนตามนโยบายก็ไม่น่าเสี่ยง หรือการให้รัฐบาลกู้เพื่อการลงทุนสร้างถนนหนทาง ก็ไม่น่าจะมีความเสี่ยงมากไปกว่าการถือพันธบัตรรัฐบาลอเมริกัน เพราะไม่รู้วันไหนรัฐสภาอเมริกันไม่อนุมัติเพิ่มเพดานเงินกู้ให้รัฐบาล อเมริกัน วันนั้นพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันก็คงจะเป็นเศษกระดาษไป รัฐวิสาหกิจไทย และรัฐบาลไทยไม่ได้อยู่ในฐานะเช่นนั้น
ฐานะ ทางการเงินของรัฐบาลไทยก็มั่นคงกว่าของอเมริกันและอังกฤษมาก ยอดหนี้ภาครัฐของเรามีเพียง 40 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ประชาชาติ ในส่วนนี้เป็นหนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯที่บริหารโดย ธปท.เสียครึ่งหนึ่ง ถ้าเอาหนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯของ ธปท.คืนให้กับ ธปท. ยอดหนี้ภาครัฐก็จะเหลือนิดเดียว
สำหรับ เอกชนที่รับสัมปทานจากรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ ความเสี่ยงอาจจะมากขึ้น แต่ก็ไม่น่าจะมีความเสี่ยงมากไปกว่าการถือพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันหรืออังกฤษ
โครงการที่เอกชนไปก่อสร้างก็ดีผลิตสินค้าหรือบริการให้รัฐบาลไทย หรือรัฐวิสาหกิจไทยก็ดีก็อาจจะกู้จากกองทุนนี้
ประเทศ เพื่อนบ้านที่มีผู้รับเหมาเป็นบริษัทไทยและต้องการกู้เงินดอลลาร์ก็อาจจะกู้ ได้ โดยผ่านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย โดยธนาคารฯมายืมจากกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติไปปล่อยต่อก็ได้
ส่วนที่ ธปท.เกรงว่าประเทศเรามีเงินทุนระยะสั้นไหลเข้ามาแล้ว วันดีคืนดีอาจจะไหลออกไปพร้อมกันหมด สถานการณ์เช่นนั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ ธปท.เบาปัญญาทำผิดอย่างมหันต์ในสิ่งที่ไม่ควรทำ เช่น วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง ที่เอาทุนสำรองไปต่อสู้กับกองทุนตรึงมูลค่า
หวัง ว่า ธปท.จะฉลาดขึ้นไม่ทำอย่างเดิม ถ้าไม่ทำอย่างเดิมก็ไม่ต้องไปห่วงว่าวันดีคืนดีเงินทุนจะไหลออกทำให้ไม่มี เงินตราต่างประเทศไว้ใช้สอยเลย
รอฟังเหตุผล ธปท.ว่าจะค้านอย่างไร
http://www.prachachat.net/news_detail.p ... &subcatid=
รายการชูธง ณัฐวุฒิ+จตุพร 10-09-54 http://www.youtube.com/watch?v=PBO_hpnZh_c&feature=player_embedded#!
รายการชูธง ณัฐวุฒิ+จตุพร 11 09 54
http://www.youtube.com/watch?v=dgWTHc_CRXU&feature=player_embedded
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)