หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555

โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง หลักและอุดมการณ์ในร่างแก้ไข ม.112 ของนิติราษฎร์

โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง หลักและอุดมการณ์ในร่างแก้ไข ม.112 ของนิติราษฎร์
 


ประเด็นปัญหาของกฎหมายอาญามาตรา 112 สองประการสำคัญที่สุดคือ

1. การตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง ในการปิดกั้นการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น และใช้สถาบันกษัตริย์เพื่อประโยชน์ทางการเมือง 
2. ความไม่ได้สัดส่วนกันระหว่างบทลงโทษและฐานการกระทำผิด

ประการแรก การตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการปิดกั้นการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น 

ไม่เพียงปรากฏว่ามีการใช้ข้อกล่าวหานี้ในการเล่นงานคู่แข่งทางการเมืองใน หมู่นักการเมืองเท่านั้น  ในหมู่ประชาชนทั่วไปที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันทางการเมือง ก็มีการใช้กฎหมายดังกล่าวมาร้องทุกข์กล่าวโทษกันด้วยเช่นกัน  ดังกรณี I pad ผู้นิยมกลุ่มพันธมิตร แจ้งความ สุรพศ ทวีศักดิ์ นักเขียน-อาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งอภิปรายแสดงความคิดเห็นท้ายบทความ จะจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์ในสังคม-การเมืองไทยอย่างไร? ในเว็บไซต์ประชาไท  เป็นต้น

แม้ว่าจะมีการพยายามปฏิเสธจากฝ่ายต่าง ๆ เช่น นักการเมืองจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยืนกรานว่าไม่มีการใช้กฎหมายดังกล่าวมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่ก็ดูเป็นเพียงการพยายามแก้ตัวมากกว่า เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคหนึ่งที่หยิบยกเรื่องสถาบันกษัตริย์มาโจม ตีคู่แข่งทางการเมืองบ่อยครั้งที่สุด กรณี “ผังล้มเจ้า” ของ ศอฉ. ซึ่งมีนักการเมืองจากพรรคประชาธิปัตย์ 2 คน คือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้รับผิดชอบสูงสุด ก็ปรากฏคำให้การในชั้นศาลของ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ในเวลาต่อมาว่า ขบวนการล้มเจ้าเป็นเพียงการขยายความไปเองของสื่อมวลชน ทั้งที่ในระหว่างที่นำเสนอนั้น ฝ่ายรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ และ ศอฉ. ประโคมข่าวเรื่องดังกล่าวไปทั่ว และพยายามโน้มน้าวสาธารณชนให้เชื่อว่ามีขบวนการดังกล่าวอยู่จริง

(อ่านต่อ)
http://www.prachatai.com/journal/2012/01/38643
Quote of the Day


"ผมไม่คิดว่าการเลือกตั้งจะ เท่ากับประชาธิปไตย แต่การสามารถมีส่วนร่วมของประชาชนต่างหากที่หมายถึงประชาธิปไตย และนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมรัฐบาลถึงเกรงกลัวอินเทอร์เน็ต เพราะมันเป็นรูปแบบของประชาธิปไตยที่มีส่วนร่วม เพราะอินเทอร์เน็ตทำให้บทสนทนาระหว่างเราสามารถเกิดขึ้นได้"
ผู้ก่อตั้งกลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ในประเทศไท

(ที่มา)
http://www.prachatai.com/quote 

วาทกรรมอำพราง กรณี "ชายชุดดำ-ผังล้มเจ้า"


Posted Image

เรื่องของ "ผังล้มเจ้า" กำลังจะดำเนินไปอีหรอบเดียวกันกับเรื่องของ "ชายชุดดำ" เด่นชัดมากขึ้น

ในที่สุดแล้วก็อาจเสมอเป็นเพียง "วาทกรรม" ในการกล่าวหา เพื่อเล่นงานปรปักษ์ทางการเมือง

ถามว่าหาก "ชายชุดดำ" มีจริงทำไมจึงไม่มีการจับกุมมาลงโทษ

รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บริหารราชการแผ่นดินจากเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 จนถึงก่อนและหลังการเลือกตั้งทั่วไปเดือนกรกฎาคม 2554 เป็นเวลาเล็กน้อย รวมแล้วเป็นเวลา 1 ปี 2 เดือน เหตุใดจึงชำระสะสาง

แต่พอรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินในทางเป็นจริงหลังจากแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อเดือนสิงหาคม 2554

เดือนธันวาคม 2554 ก็สามารถส่งสำนวนคดีชันสูตรพลิกศพ 16 ศพ ให้พนักงานอัยการพิจารณาได้เพียง 5 เดือนเท่านั้น

เดือนมกราคม 2555 พนักงานสอบสวนการกระทำความผิดที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวกับคดีความมั่นคงแห่งรัฐ (คดีล้มเจ้า) ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ จะดำเนินการทำความกระจ่างในเรื่องผังล้มเจ้า

เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นจากพรรคประชาธิปัตย์

วาทกรรมว่าด้วย "ผังล้มเจ้า" มีการนำเสนอผ่านที่ประชุมศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินหรือ "ศอฉ." ในเดือนพฤษภาคม 2553

หลังจากนั้น นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ก็ฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรม

ผลปรากฏว่า มีการทำความเข้าใจระหว่างโจทก์และจำเลยระหว่างการพิจารณาของศาล โดยจำเลยซึ่งทำหน้าที่แถลงเรื่องนี้ยอมรับในความผิดพลาดคลาดเคลื่อน

เรื่องจึงยุติและเป็นที่พอใจของโจทก์

แม้ราย ละเอียดของเรื่องทั้งหมดศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) จะมอบให้เป็นคดีในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่ก็เหมือนกับคดีอื่นๆ อันเนื่องแต่สถานการณ์เมื่อเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 คือ ไม่มีความคืบหน้า

กระทั่ง เปลี่ยนผ่านจากรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็นรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั่นแหละจึงมีการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว เป็นการขยับขับเคลื่อนเพื่อทำความกระจ่าง

เป็นการขยับขับเคลื่อนเหมือนกับการทำหน้าที่ของคณะกรรมการ คอป. ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อการปรองดองแห่งชาติในเรื่องของนักโทษการเมือง แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็หงุดหงิด ไม่พอใจ ทั้งๆ ที่ คอป.แต่งตั้งมากับมือของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

แถลงจาก พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนการกระทำความผิดที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกับคดี ความมั่นคงแห่งรัฐ (คดีล้มเจ้า) มีความแจ่มชัด

"แม้ จะผ่านมานานกว่า 1 ปี แต่การดำเนินคดีความผิดตามแผนผัง ศอฉ. ยังไม่คืบหน้าและไม่ทราบที่มาที่ไปของรายชื่อที่ปรากฏอยู่ในผัง หรือผู้เขียนผังขึ้นมาว่า ใช้หลักฐานและเหตุผลใดนำไปสู่การเชื่อมโยงและระบุชื่อบุคคล"

ดังนั้น จึงมีความคิดจะทำหนังสือเชิญ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งเคยเป็นผู้อำนวยการ ศอฉ.มาให้ปากคำ

แต่ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เห็นว่า 

"ผม ได้ส่งเรื่องกลับไปโดยยังไม่ได้ลงนามเพราะเห็นว่ายังไม่จำ เป็นต้องเรียก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แต่เห็นควรเรียก นายถวิล เปลี่ยนศรี ในฐานะเลขานุการ ศอฉ. มาให้ปากคำก่อนเพราะมีหน้าที่โดยตรงและรับรู้ข้อมูลทุกอย่าง"

เท่านั้นเอง

เท่านั้น เองก็ทำให้ภายในพรรคประชาธิปัตย์เกิดความปั่นป่วน หงุดหงิดต่อพนักงานสอบสวนการกระทำความผิดที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกับคดี ความมั่นคงแห่งรัฐ (คดีล้มเจ้า) ทั้งๆ ที่เป้าหมายของพนักงานสอบสวนก็เพียงเพื่อความกระจ่างมากยิ่งขึ้น

เส้นทางของ "ผังล้มเจ้า" จึงทำท่าว่าจะดำเนินไปเช่นเดียวกับวาทกรรมว่าด้วย "ชายชุดดำ"

นั่นก็คือ เสมอเป็นเพียงการหยิบยกขึ้นมาลอยๆ เหมือนกับสถานการณ์ก่อนรัฐประหาร 2490 ที่บางพรรคการเมืองส่งคนไปร้องตะโกนในโรงภาพยนตร์กล่าวหาว่า

"ปรีดีฆ่าในหลวง"

(ที่มา)หน้า 3 มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 7 ม.ค. 2555