หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

′ความเป็นไทย+ความเป็นคน′

′ความเป็นไทย+ความเป็นคน′

 

โดย เกษียร เตชะพีระ 


ท่ามกลางการถกเถียงสาธารณะเกี่ยวกับกฎหมายอาญามาตรา 112 ในปัจจุบัน มีการหยิบยกอ้างอิงเอกลักษณ์ไทยหรือความเป็นไทย มาตั้งประจันเป็นขั้วตรงข้ามโต้แย้งหลักสิทธิมนุษยชนสากลในลักษณะสัมพัทธ นิยม (relativism) ในความหมายที่ว่าคนไทยมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว ไม่เหมือนคนทั่วไปในโลก หลักสิทธิมนุษยชนจึงไม่อาจประยุกต์ใช้กับคนไทยได้เต็มร้อย ต้องมีข้อยกเว้น ดังเช่นกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทย จะเอาไปเปรียบกับกฎหมายปกป้องประมุขรัฐทำนองเดียวกันของประเทศอื่นตามเกณฑ์ สิทธิมนุษยชนสากลไม่ได้ ฉะนั้นจึงไม่ผิดแปลกที่เราจะกำหนดโทษไว้หนักกว่า หรือเปิดช่องให้ไม่ว่าใครก็ฟ้องร้องกล่าวโทษผู้อื่นข้อหานี้ได้ มิไยว่ามันจะเป็นช่องโหว่ให้ข้อหานี้ถูกฉวยใช้ทางการเมืองไปในทางมิชอบก็ตาม เป็นต้น

คำกล่าวอ้างนี้ก่อเกิดปฏิกิริยาหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือบทกลอนประจำวันอาทิตย์ใน มติชนรายวันหน้า 3 มุมบนซ้ายของ คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ กวีเจ๊กปนลาว เมื่อ 18 ธันวาคม ศกก่อนว่า


คนทั้งโลกมองเห็นเป็นสีดำ 

แต่เจ้ากรรมมองเห็นเป็นสีขาว 

ความเป็นไทยคล้ายมนุษย์ต่างดาว

ไม่เหมือนชาวโลกนี้ที่เป็นคน 


ขออนุญาตคัดลอกบางส่วนมาเสนอไว้เป็นอนุสรณ์แด่จิตรและอนุสติ แก่นายทุน ขุนศึก นักเลือกตั้ง เนติบริกรและสื่อบริการทั้งหลายผู้เห็นและทำกับคนไทยไม่เหมือนคน, จนสยามประเทศที่รักของเราต้องประสบมหาวิบัติในรอบหลายปีที่ผ่านมา ณ ที่นี้ : -

"...แต่คนย่อมเป็นคน บ่คือควายที่โง่งึม
ไผเหวยจะนอนพึม และพ่ายแพ้ลงพังภินท์
ฟ้าลวกด้วยเปลวเลือด ระอุเดือดทั้งแดนดิน
วอดวายทุกชีวิน แต่คนยังจะหยัดยืน
ถึงยุคทมิฬมาร จะครองเมืองด้วยควันปืน
ขื่อแปจะพังครืน และกลิ่นเลือดจะคลุ้งคาว
แต่คนย่อมเป็นคน ในสายธารอันเหยียดยาว
คงคู่กับเดือนดาว ผงาดเด่นในดินแดน
ถึงปืนก็เถอะปืน เจ้ายิงคนอย่างหมิ่นแคลน
ใจสู้นี้เหลือแสน กว่าปืนสูจะตัดสิน
คาวเลือดที่ไหลอาบ ซึมกำซาบในเนื้อดิน
ปลุกใจอยู่อาจิณ ให้กวาดล้างพวกกาลี
ฟ้ามืดเมื่อมีได้ ก็ฟ้าใหม่ย่อมคงมี
แสงทองเหนือธรณี จะท้าทายอย่างทรนง
เมื่อนั้นแหละคนนี้ จะยืดตัวได้หยัดตรง
ประกาศด้วยอาจอง "กูใช่ทาสหากคือไท"
หากคือไทย...ฮา !!.....
ต่อสู้ ไผสิอยู่อย่างสยบซบกับส้น
ถึงเกือกเหล็กกระทืบทับแทบอับจน 

เอาหัวชนฝาสู้อยู่อย่างไท
เขาจึงสู้อยู่อย่างคนบนผืนดิน 

พิทักษ์ถิ่นไว้ด้วยเลือดอันเดือดใหม้
ตายก็ฝังยังก็อยู่สู้ต่อไป ให้ลือใจคนกล้าทั้งธาตรี......
นี้ฤๅคือยุคใหม่ ยุคแห่งไทยพัฒนา
ยุคเลือดเชือดประชา ยุคปีศาจปล้นชาติไทย
แต่คนย่อมเป็นคน ถึงยากจนก็รวยใจ
รวยแรงที่แกร่งไกร จะต่อสู้ศัตรูคน
กูไทยต้องเป็นไท จะเป็นทาสบ่ยอมทน
ชื่อไทยที่เรียกตน จะเย้ยตัวจนยามตาย
ถึงแพ้สักสิบแพ้ บ่ท้อแท้จะท้าทาย
สู้ใหม่อย่างไว้ลาย ให้โลกลือกูคือไท
ไทย-ไทคำนี้อ้า อัศจรรย์ จริงเอย
เป็นชื่อชาติชนฉกรรจ์ กาจกล้า
ไทยทนแก่อาธรรม์ เป็นทาส มีฤๅ
มีแต่ยืนผงาดฟ้า ไล่ล้างอาธรรม์.....



และอีกบทส่งท้ายจาก "วิญญาณสยาม" ของ "กวีการเมือง" เช่นกัน (ต.ค.2507)

อา...นามไทย ใช่ทาส...พิลาศนัก ธำรงสิทธิ์ อิศรศักดิ์ อันสูงส่ง

"ไท" นามนี้ มีกังวาน สร้านทรนง ไทยต้องคง คุณค่านั้น นิรันดร


(อ่านต่อ)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1328276205&grpid=&catid=02&subcatid=0207 

ตลกร้ายแห่งศตวรรษ : นิติราษฎร์ กับก้านธูป ใครที่เนรคุณธรรมศาสตร์!?!

ตลกร้ายแห่งศตวรรษ : นิติราษฎร์ กับก้านธูป ใครที่เนรคุณธรรมศาสตร์!?!

 



 

ในฐานะที่เป็น "ศิษย์เก่า" คณะวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ผมคิดว่าผมคงเป็นชนกลุ่มน้อย เมื่อดูจากพี่น้องและผองเพื่อนที่กำลังขะมักเขม้น เอาจริงเอาจังกับการล่ารายชื่อเพื่อรวมพลังต่อต้านคณะนักวิชาการที่ใช้นาม ว่า คณะนิติราษฎร์ ผู้ซึ่งเสนอแนวคิดให้แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ด้วยเหตุผลว่า นักวิชาการกลุ่มนี้ ล้มเจ้า รับเงินทักษิณ เนรคุณ ต่อสถาบัน ฯลฯ โดยแทบไม่ได้ยินการหักล้างทางวิชาการต่อข้อเสนอของนิติราษฎร์ ว่าตรงจุดใด ที่เห็นว่าไม่เหมาะสม เพราะอะไร แล้วควรจะต้องทำอย่างไรจึงจะเหมาะสม


รวมไปกรณีของน้องนักศึกษาที่ชื่อ ก้านธูป ที่ผมได้ยินแต่การโจมตีเรื่องส่วนตัว วิวาทะซึ่งมีแต่อารมณ์ มุ่งเน้นไปโจมตีเรื่องตัวบุคคลมากกว่าจะถกเถียงในเชิงหลักการ หรือวิชาการ ที่สำคัญยังหลายครั้งการโจมตีนั้นยังประกอบไปด้วยการขู่ อาฆาตมาดร้าย ใช้วิธีการที่เรียกได้ว่า "ล่าแม่มด" ต่อทั้ง คณะนิติราษฎร์ และก้านธูป

ไม่แต่เท่านั้น ท่านผู้เจริญทั้งหลายยังไล่ให้ ก้านธูป ไปศึกษาประวัติศาสตร์ และประณาม ว่า ก้านธูป เนรคุณ ไม่สมควรจะเข้ารับการศึกษาที่สถาบันอันทรงเกียรติแห่งนี้ ไล่ให้ไปเรียนที่อื่น เช่นเดียวกับที่ดิสเครดิตนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ ว่าเป็นพวกอยากดัง ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ฯลฯ และเช่นเคย ไล่ให้ไปศึกษาประวัติศาสตร์ ซึ่งผมคิดว่ามันคือ ตลกร้ายของศตวรรษ

 

(อ่านต่อ)

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1328261724&grpid=&catid=02&subcatid=0207