Thai Red Denmark | แดง เดนมาร์ก
เสรีภาพ เสมอภาค ภารดรภาพ อำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของราษฎรทั้งหลาย
หน้าเว็บ
หน้าแรก
วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
ประเทศตอแหลแลนด์ประเทศไทย
ประเทศตอแหลแลนด์ประเทศไทย
"คำอธิบาย" ชอบเอามาใช้ในวันที่ไร้ประโ
ยชน์...
"คำขอโทษ" ชอบเอามาใช้ในวันที่สาย...
"คำว่ารัก" ชอบเอามาพูดเพื่อกั๊กคุณในต
อนที่เค้าเสียดาย...
และ"คำพูดอีกมากมาย" ที่เอามาล่อให้คุณกลับไปอยู่ใน"คอกควาย"เช่นเดิม...ปรอ
งดองพ่อมึง ถุยๆๆๆๆๆ!
ป้าอุ๊(ภรรยาอากง) ประกาศร่วมอดอาหารหน้าศาลอาญารัชดา
ป้าอุ๊(ภรรยาอากง) ประกาศร่วมอดอาหารหน้าศาลอาญารัชดา
ป้าอุ๊(ภรรยาอากง) ประกาศร่วมอดอาหารหน้าศาลอา
ญารัชดาเพื่อเรียกร้องสิทธิ
ในการประกันตัวให้กับอากง เพื่อจะได้กลับมาอยู่กับหลา
นๆ
ในวันพรุ่งนี้ เวลา ๘.๐๐น. ขอเชิญร่วมให้กำลังใจ ณ ศาลอาญา รัชดา ครับ
วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
ปณิธาน ไท กตัญญูต่อประชาชน // นสพ.เลี้ยวซ้าย ปีที่ 7 ฉบับที่ 7 กุมภาพันธ์ 55
ปณิธาน ไท กตัญญูต่อประชาชน // นสพ.เลี้ยวซ้าย ปีที่ 7 ฉบับที่ 7 กุมภาพันธ์ 55
Open publication - Free publishing - More maxzism
(คลิกอ่าน)
http://issuu.com/wattanavan/docs/tl-vol.7_no.7_fab_12?mode=window&backgroundColor=%23222222
วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
Wake Up Thailand 16.02.2012
Wake Up Thailand 16.02.2012
นำเสนอประเด็น :
- ความคืบหน้า เหตุระเบิดในไทย - ท่าทีต่างชาติต่อเหตุระเบิดที่เกิดขึ้น
- อดอาหารปล่อยตัวสมยศ วันที่ 5 - ภรรยา-หลาน 'อากง' เข้าเยี่ยม 'ไท' วอนปล่อยตัวนักโทษ-ผู้ต้องหาคดีม. 112
- มติเอกฉันท์เลือก"ธิดา"นั่งประธาน นปช. ลั่นปรับโครงสร้างภูมิภาคให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
- อิสราเอล ร้องประชาคมโลกเพิ่มระดับคว่ำบาตรอิหร่าน
- เด็กม.เกษตรฯ เล็งล่าชื่อค้านระเบียบแต่งกาย ด้านองค์การนิสิตฯ ชี้ควรภูมิใจ "ชุดพระราชทาน"
Thai Red Union Wake Up Thailand 16.02.2012
http://www.youtube.com/watch?v=L5OQPMFuqPM&feature=player_embedded
50 ปีการประหารชีวิตฯ - สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
50 ปีการประหารชีวิต 17 กุมภาพันธ์ 2498
โดย
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
เผยแพร่ครั้งแรกใน
นิตยสารฟ้าเดียวกัน
เช้า มืดของวันพฤหัสบดีที่ 17 2498 นักโทษชายที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางบางขวาง 3 คน ได้ถูกนำตัวไปยังหลักประหารของเรือนจำ นี่ไม่ใช่การประหารชีวิตธรรดา ๆ เพราะผู้ถูกประหารทั้งสาม คือ เฉลียว ปทุมรส ชิต สิงหเสนี และบุศย์ ปัทมศริน ผู้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนลอบปลงพระชนม์ในหลวงอานันท์ รัชกาลที่ 8 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 หรือเกือบ 9 ปีก่อนหน้านั้น
การ สวรรคตของในหลวงอนันท์ เป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์สังคมและการเมืองไทย ถ้าเราไม่มองว่าสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้วในประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่ต้อง เกิดขึ้นเช่นนั้นเสมอไป เมื่อเปรียบเทียบกับความเป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดสิ่งอื่นหรือในแบบอื่น เราก็จะเห็นผลสะเทือนของกรณีสวรรคว่ามหาศาลเพียงใด พูดง่าย ๆ คือ ลองคิดว่า "หากไม่เกิดกรณีสวรรคต..." (ในบรรดาความเป็นไปได้ต่าง ๆ ที่
อาจจะ
ตาม มาจากการไม่เกิดกรณีสวรรคต คือการสถาปนาอย่างมั่นคงของรัฐบาลพลเรือนในประชาธิปไตยรัฐสภา เป็นต้น) มองในแง่นี้อาจกล่าวได้ว่า ไม่มีกรณีใดในประวัติศาสตร์ที่มีลักษณะขัดแย้งกันเอง (paradox) ระหว่างความสำคัญอันใหญ่หลวง กับ การเงียบงันไม่พูดถึง มากเท่ากับกรณีสวรรคตอีกแล้ว กรณีสวรรคตเป็นจุดสูงสุดของหัวข้อที่พูดไม่ได้ (ultimate tabooed subject)
เกี่ยว กับประเด็นนี้ ในทัศนะของผม ไม่เป็นความจริงทั้งหมดที่ว่า เรื่องเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ไม่สามารถพูดได้ในสังคมไทย ถ้าพิจารณาให้ดีจะพบว่า
ไม่มีกรณีใดเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ก่อนกรณีสวรรคตที่เป็นหัวข้อต้องห้ามในลักษณะที่กรณีสวรรคตเป็น
ผมขอเสนอว่า อันที่จริงภาวะที่กลายเป็นหัวข้อที่พูดไม่ได้ของกรณีสวรรคต ก็ไม่ไช่สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นเสมอไป แต่เป็นผลของบริบททางประวัติศาสตร์ คือสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ในขณะที่เกิดกรณีสวรรคตขึ้น น่าคิดว่า หากเหตุการณ์อย่างกรณีสวรรคตเกิดขึ้นในต้นทวรรษ 2480 เมื่อคณะราษฏรยังมีความเข้มแข็งรวมหมู่ (collective political strength) สูงสุดไม่มีศัตรูคู่แข่งที่สามารถท้าทายได้ (เพราะติดคุกหรือลี้ภัยหมด) และสามารถที่จะใช้ความเข้มแข็งนี้มารับมือกับเรื่องนี้ร่วมกัน (แบบเดียวกับศาลพิเศษ 2482 ที่ในทางปฏิบัติวินิจฉัยว่ารัชกาลที่ 7 เป็นกบฎด้วยการบ่อนทำลายระบบใหม่และช่วยเหลือกบฎบวรเดช
1
) เหตุการที่ตามมาคงจะเป็นคนละอย่าง และกรณีสวรรคตก็อาจจะไม่ได้มีสถานะดังที่เป็นอยู่ แต่ในความเป็นจริง บริบทของการเกิดกรณีนี้เป็นอีกอย่างหนึ่ง (การสิ้นสุดอำนาจของคณะราษฏร การแตกหักระหว่างพิบูลกับปรีดี และการเริ่มกลับมามีบทบาทของกลุ่มที่เสียอำนาจไปเมื่อ 2475) กรณีสวรรคตจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นและสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่สร้างจารีตการ พูดเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ไม่ได้ขึ้นมา
ใน ความเงียบเรื่องนี้ ผู้ที่ได้รับผลโดยตรงที่สุดก็คือ ผู้ที่ถูกประหารชีวิตไปเมื่อ 50 ปีก่อนทั้ง 3 คนนั่นเอง ในแง่หนึ่ง การรณรงค์เพื่อกู้ชื่อปรีดีจากการถูกใส่ความกรณีสวรรคตซึ่งสุพจน์ ด่านตระกูล เป็นผู้บุกเบิกตั้งแต่ทศวรรษ 2510 และหลังทศวรรษ 2520 ได้ประสบความสำเร็จ (คือ เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าปรีดีไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสวรรคต) เป็นสิ่งชอบธรรม แต่ถึงที่สุดแล้ว สามารถอภิปรายได้ว่า ปรีดี พนมยงค์มีบทบาทต่อการเมืองไทยสมัยใหม่มากเกินกว่าที่จะกลบชื่อเขาได้ตลอดไป และปรีดีเองขณะที่ต้องสูญเสียอำนาจทางการเมืองและเสียชื่อเสียงเป็นเวลาหลาย ปี ก็ไม่ได้สูญเสียอย่างถึงที่สุด คือชีวิต ต่างกับผู้ถูกประหารทั้งสาม ลักษณะ "ให้ความสำคัญกับชนชั้นนำ" (elitist) ของสังคมไทยแสดงออกแม้ในกรณีนี้ (ผมตระหนักว่า การรณรงค์กู้ชื่อให้เฉพาะปรีดี มีประเด็นมากกว่าเรื่อง elitist นี้ แต่ลักษณะนี้เป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์อย่างไม่ต้องสงสัย)
ใน ประเทศไทย ไม่มีประเพณีการแก้คำตัดสินที่ผิดของศาลฏีกา หรือรื้อฟื้นชื่อเสียงอย่างเป็นทางการให้กับผู้ที่ถูกตัดสินไปผิด ๆ โดยเฉพาะถ้าคดีผ่านไปหลาย 10 ปี อย่างกรณีนี้ แต่การที่เฉลียว ชิต และบุศย์ ถูกตัดสินว่ามีส่วนในการลอบปลงพระชนม์ เป็นการตัดสินที่ผิดอย่างแน่นอน
ในปี 2523 ปรีดีได้ตีพิมพ์สำนวนคำฟ้องที่เขาเขียนขึ้นในคดีที่เขาเป็นโจทก์ฟ้องหมิ่น ประมาทชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ กับพวก โดยให้ชื่อหนังสือที่ตีพิมพ์ว่า
คำตัดสินใหม่ กรณีสวรรคต ร. 8
แน่นอนว่า นั่นเป็นการเรียกเกินจริง เพราะแม้แต่คำพิพากษาของศาลแพ่งในคดีนั้นเอง ก็เพียงแต่รับรองสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างปรีดีกับจำเลยเท่านั้น "คำตัดสินใหม่" ดังกล่าวจึงเป็นเพียงสำนวนคำฟ้องของปรีดีเอง อย่างไรก็ตามในสำนวนคำฟ้องนั้น
ปรีดีได้เสนอประเด็นที่ฟังขึ้นว่าคำพิพากษาคดีสวรรคตควรถือเป็นโมฆะ เพราะทั้งศาลชั้นต้นและศาลฏีกา ได้ทำผิดกระบวนการพิจารณาคดี
ตามกฎหมาย
2
บทความที่ใหม่กว่า
บทความที่เก่ากว่า
หน้าแรก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
เกี่ยวกับฉัน
thaireddenmark
ดูโปรไฟล์ทั้งหมดของฉัน