หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2555

ไทยจะมีวิกฤตคนชราจริงหรือ?


ไทยจะมีวิกฤตคนชราจริงหรือ?

พวกนักการเมืองฝ่ายทุน และนักวิชาการฝ่ายขวาจากสำนักเสรีนิยมกลไกตลาด (neoliberal) ใน ตะวันตก พูดมานานว่าในประเทศพัฒนามี “วิกฤตคนชรา” เพื่อให้ความชอบธรรมกับการตัดสวัสดิการบำเหน็จบำนาญ และบังคับให้คนงานทำงานนานขึ้นก่อนเกษียน ข้ออ้างเท็จของพวกนี้คือการที่คนชรามีอายุยืนนานขึ้น และการที่สัดส่วนคนในวัยทำงาน เมื่อเทียบกับคนเกษียนมีมากขึ้น ตอนนี้ในไทยดร.สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์    และดร.มัทนา พนานิรามัย จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)[1] “เตือน” ว่าคนทำงานในปัจจุบัน จะต้อง “ทำใจยอมรับการทำงานที่ยาวนานขึ้น” 

และ เขาเสนอว่าต้องเก็บออมให้เพียงพอต่อการใช้ตลอดชีวิตเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ พร้อมกันนั้นมีการกล่าวว่า ในไทยในปี๒๕๕๒ มีสัดส่วนวัยแรงงานที่สามารถเกื้อหนุนการดูแลผู้สูงอายุได้โดยเฉลี่ย วัยแรงงาน 4 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน แต่ในอีก 30 ปีข้างหน้าจะเปลี่ยนเป็นวัยแรงงาน 1.6 คนต่อการดูแลผู้สูงอายุ 1 คน
 
ทางออกของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยนี้ คือ “ควร ดำเนินการให้มีการบริโภคอย่างฉลาดและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ส่งเสริมให้มีรายได้จากการทำงานเพิ่มขึ้น โดยส่งเสริมให้ทำงานในระบบมากขึ้นและได้รับการคุ้มครองแรงงานเพื่อให้ผู้สูง อายุมีงานทำ มีรายได้ และมีการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนต่าง ๆ เพิ่มขึ้น รวมทั้งส่งเสริมการออมเพื่อชราภาพมากขึ้น” 

ซึ่งทั้งหมดที่ TDRI เสนอ มานี้ เป็นการโยนภาระให้คนจน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในไทย ต้องดูแลตนเอง ทำงานนานขึ้น และต้องใช้แนวเศรษฐกิจพอเพียง เพราะมีการมองว่าคนธรรมดาในปัจจุบันยากจนเพราะใช้จ่าย “ฟุ่มเฟือย”

(อ่านต่อ) 
http://redthaisocialist.com/2011-01-20-12-39-38.html

ผู้สังเกตการณ์ชี้"ไม่แปลกใจ"ผลเลือกตั้งรัสเซีย หลังพบการ"โกงเลือกตั้งเพื่อปูติน"ชัดเจน

ผู้สังเกตการณ์ชี้"ไม่แปลกใจ"ผลเลือกตั้งรัสเซีย หลังพบการ"โกงเลือกตั้งเพื่อปูติน"ชัดเจน


องค์กรเพื่อความร่วมมือและความมั่นคง (โอเอสซีอี) ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งของรัสเซีย ชี้ว่า การเลือกตั้งประธานธิบดีครั้งล่าสุด พบการ"โกงการเลือกตั้งอย่างชัดเจน" เพื่อให้นายวลาดิเมียร์ ปูตินเป็นผู้ชนะ





โดยผลการคะแนนเบื้องต้นพบว่า นายปูตินมีคะแนนนำอย่างถล่มทลายมากกว่าร้อยละ 63 ขณะที่มีคำอ้างจากหลายฝ่ายว่าพบการโกงการเลือกตั้งและการละเมิดกฎหลายครั้ง ซึ่งโอเอสซีอี ชี้ว่า "ไม่น่าแปลกใจ"ที่ผลออกมาเป็นเช่นนี้  ขณะที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเตรียมออกมาชุมนุมในเร็ววันนี้

โอเอสซีอี ออกแถลงการณ์ว่า ขณะที่ผู้ลงแข่งขันสามารถหาเสียงได้อย่างอิสระ แต่ก็พบปัญหารุนแรงบางประการนับตั้งแต่จุดเริ่มต้น ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีความพยายามในการโกงเลือกตั้งเพื่อหวังผลให้แก่ผู้สมัคร รายหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งก็คือนายกรัฐมนตรีวลาดิเมียร์ ปูติน  และตำหนิว่านี่ไม่ใช่การแข่งขันโดยแท้จริง  ขณะที่"โกลอส"ซึ่งเป็นองค์กรที่สังเกตการณ์การเลือกตั้งครั้งนี้เช่นกัน กล่าวว่า ได้รับรายงานการทำผิดกฎการเลือกตั้งและการโกงมากกว่า 3,000 ครั้ง

(อ่านต่อ)

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1330947802&grpid=&catid=06&subcatid=0600

ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช* : ประเทศไทยกับศาลอาญาระหว่างประเทศ

ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช* : ประเทศไทยกับศาลอาญาระหว่างประเทศ

 

 

บทนำ

อนุสนธิจากการที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเพื่อไทยแถลงข่าวเกี่ยวกับการยื่นฟ้องต่อศาล อาญาระหว่างประเทศกรณี 91 ศพ โดยในเนื้อข่าวได้ปรากฏมีเนื้อหาว่าจากประเทศไทยได้ให้สัตยาบันธรรมนูญกรุง โรม พ.ศ.2543 โดยคณะรัฐมนตรี เมื่อปี พ.ศ.2552 เรียบร้อยแล้วมีผลทำให้ประเทศไทยเป็นภาคีของศาลอาญาระหว่างประเทศเรียบร้อย แล้ว เนื่องจากเรื่องการฟ้องคดีต่อศาลอาญาระหว่างประเทศนั้นเป็นเรื่องสำคัญและ เกี่ยวข้องกับประเด็นข้อกฎหมายระหว่างประเทศโดยตรงจึงสมควรอธิบายทั้ง "ข้อเท็จจริง" และ "ข้อกฎหมาย" เพื่อมิให้สาธารณชนเข้าใจคลาดเคลื่อนดังต่อไปนี้

ประการแรก ประเทศไทยยังมิได้เป็นภาคีธรรมนูญก่อตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศหรือที่เรียก ว่าธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ (The Rome Statute of the International Criminal Court:ICC) แต่อย่างใด ประเทศไทยได้ "ลงนาม" (Sign) อนุสัญญากรุงโรมเท่านั้นแต่ยังมิได้ให้ "สัตยาบัน" (Ratification) หรือให้ความยอมรับ หรือให้ความเห็นชอบแต่ประการใด ตามข้อบทของอนุสัญญากรุงโรมข้อที่ 126 ระบุว่า การมีผลบังคับใช้ของอนุสัญญาแก่รัฐนั้น รัฐสามารถแสดงเจตนาเข้าผูกพันพันธกรณีของอนุสัญญาได้ด้วยการให้สัตยาบัน หรือให้ความยอมรับ หรือให้ความเห็นชอบหรือภาคยานุวัติ ดังนั้น ลำพังการลงนามเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นภาคี อนุสัญญานี้แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงในเรื่องการเป็นภาคีของประเทศไทยนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ หรือค้นหาไม่ยากเพราะสามารถตรวจสอบได้จากเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่าง ประเทศหรือข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต


(อ่านต่อ)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1330954177&grpid=03&catid=&subcatid=