หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2555

สองด้านของเหรียญโลกาภิวัตน์

สองด้านของเหรียญโลกาภิวัตน์

 

โดยเกษียร เตชะพีระ

 

อ่านบทสนทนาระหว่างคุณปรีดา เตียสุวรรณ์ กับ คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในโอกาสนำเสนองานวิจัย เรื่องความเหลื่อมล้ำและความอยุติธรรมในสังคมไทย ต่อ คอป. ของศ.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณและคณะแล้ว (คลิกอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)   ผมอดนึกถึงข้อคิดของโจเซฟ สติกลิทซ์ อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลกและโนเบลลอเรียตสาขา เศรษฐศาสตร์ เกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ไม่ได้ แกเคยเสนอไว้หลายปีแล้วว่า

  • โลกาภิวัตน์นำมาทั้งโอกาสและความเสี่ยงสำหรับประเทศต่าง ๆ
  • ปมเงื่อนว่าโลกาภิวัตน์จะส่งผลอย่างไรต่อประเทศหนึ่ง ๆ จึงอยู่ที่ว่ารัฐบาลประเทศนั้น ๆ บริหารจัดการ โอกาสและความเสี่ยงที่มากับโลกาภิวัตน์อย่างไร
  • บทเรียนเท่าที่แกสรุปได้คือ ประเทศไหนบริหารจัดการโลกาภิวัตน์เองตามเงื่อนไขที่ตนกำหนด ก็มักจะได้ผลเชิงบวกจากโลกาภิวัตน์ (เช่น จีนและเอเชียตะวันออก), แต่ประเทศไหนให้องค์การโลกบาลภายนอกเช่นไอเอ็มเอฟบริหารจัดการให้ โดยตนเองไม่สามารถกำหนดกำกับควบคุมเงื่อนไขเหล่านั้นเลย ก็ มักจะได้ผลเชิงลบ (เช่นไทยหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง) (Joseph E. Stiglitz, "Globalism's Discontents," The American Prospect vol. 13 no. 1, January 1,  2002 - January 14, 2002; Joseph E. Stiglitz, “Globalization and the economic role of the state  in the new millennium,” Industrial and Corporate Change, 12: 1 (2003), 3 - 26)


การเปิดเสรีทางการเงิน อันเป็นส่วนหนึ่งของโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจในรอบ 30 ปีหลังนี้ก็เช่นกัน คือมี ทั้งโอกาสและความเสี่ยงของมัน ในแง่โอกาส คนบางกลุ่มที่ไม่เคยได้เงินกู้อย่างสะดวกง่ายดายมาก่อน  (เช่น ทุนอุตสาหกรรมไร้เส้นสาย, หรือคุณตัน ภาสกรนที ที่คุณธนาธรเอ่ยถึง) เพราะโอกาสแต่ก่อนถูกผูกขาดในหมู่คนกลุ่มน้อย มันย่อมเป็นด้านบวกที่เขาจะเอื้อมถึงทรัพยากร (เม็ดเงินกู้) ทางการเงินที่ไม่เคยได้มาก่อนนั้น และรู้สึกเสมอภาคขึ้น เหลื่อมล้ำน้อยลง

แต่กลับกัน ในแง่ความเสี่ยง ความไม่แน่นอน พลิกไหวขึ้นลง ไม่เสถียรภาพทางเศรฐกิจการเงิน ความถี่ และจำนวนของวิกฤตการเงินการธนาคาร ก็มีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และส่งผลกระทบในวงกว้างต่อ ความมั่นคง ฐานะ วิถีชีวิต จิตใจของผู้คนกว้างขวางมากมายทั่วโลก ไม่ว่าข่าวล่าสุดกรณีนักธุรกิจก่อ สร้างเผาตัวตายในอิตาลี (http://www.bbc.co.uk/news/world-europe-17556273) หรือ การวิเคราะห์สถิติข้อมูลมวลรวมของประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนาอื่น ๆ ก็เช่นกัน (ดูบทความของ  Robert Wade, “Choking the South”, New Left Review 38, March-April 2006,  http://www.newleftreview.org/?view=2611) ซึ่งอาจส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำสวิงกลับมาอีก

 

(อ่านต่อ)

http://www.prachatai.com/journal/2012/03/39892

คุกเป็นเครื่องชี้วัดความเจริญของประเทศ

คุกเป็นเครื่องชี้วัดความเจริญของประเทศ



หมายเหตุประชาไท: พื้นที่นี้อุทิศแด่ผู้ไม่มีโอกาสได้ส่งเสียง เพราะเสียงของเขาถูกขังอยู่ภายใต้ลูกกรง ด้วยความผิดเกี่ยวกับความคิด/การกระทำทางการเมือง ท่ามกลางสภาวะทุกข์ยากอันเงียบงัน แม้แต่ปากกาดีๆ สักด้ามเพื่อเขียนจดหมายยังเป็นสิ่งที่หาได้ยาก แต่นั่นแหละ มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตต้องการส่งเสียง สื่อสารความคิดของตนเองเสมอ และเขาก็หาทางส่งเสียงออกมาจนได้ (และหวังว่าจะยังส่งมาได้เรื่อยๆ)


มีคำกล่าวที่ว่า “คุกเจริญสังคมเสื่อม คุกเสื่อมสังคมเจริญ” เป็นดัชนีชี้วัดสังคมไทยปัจจุบันอย่างหนึ่ง เพราะเวลานี้คุกของประเทศไทยเจริญรุ่งเรืองมาก มีผู้ต้องขัง 240,000 คน ล้นทุกคุก ทั้งๆ ที่เพิ่งมีการพระราชทานอภัยทาเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2554 ที่เพิ่งผ่านมา 3 เดือนเท่านั้น

ในการพระราชทานอภัยโทษเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2554 กรมราชทัณฑ์ปล่อยผู้ต้องขังไปประมาร 24,000 คน จากยอดผู้ต้องขังทั่วประเทศ 240,000 คน ดังนั้น ผ่านมาแค่ไม่ถึง 3 เดือน ยอดผู้ต้องขังทั่วประเทศก็กลับมาเท่าเดิม สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับกรมราชทัณฑ์จนคิดจะสร้างคุกเพิ่มชนิดที่ทัน สมัย ปลอดคลื่นสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ถ้าให้ดีควรใช้ผู้คุมหุ่นยนต์แทนผู้คุมมนุษย์ เพื่อป้องกันการนำเข้ายาบ้าและโทรศัพท์มือถือ

การที่มีคนถูกคุมขังจนล้นคุก พิจารณาอย่างอื่นไม่ได้นอกจากบ่งบอกว่าสังคมไทยเสื่อมทรามเต็มที การขังคนเอาไว้ยิ่งมาก การสร้างคุกเพิ่มยิ่งมาก จะยิ่งเป็นการประจานความล้มเหลวในการแก้ปัญหาของรัฐบาล

ทางที่ถูกที่ควร รัฐบาลจะทำอย่างไรในการขังคนเอาไว้ในคุกน้อยที่สุด และทำอย่างไรให้คุกร้างจนถูกยุบ ผู้คุมตกงาน นั่นจึงเป็นสิ่งบ่งบอกความสำเร็จของรัฐบาล

นับตั้งแต่รัฐบาลนี้ขึ้นมาบริหารประเทศ กรมราชทัณฑ์มีแต่ข่าวคราวด้านลบ ทั้งข่าวการตรวจค้นคุกยึดยาเสพติด ยึดโทรศัพท์มือถือ เครือข่ายยาเสพติดจากคุก เป็นการโฆษณาด้านเดียวทับถมชาวคุกเพื่อผลงานของตัว ส่วนคุกไหนตรวจค้นไม่พบอะไรเลยก็ไม่เป็นข่าวเป็นความดีความชอบ

ทั้งๆ ที่เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนผู้ต้องขังทั่วประเทศจำนวนสองแสนกว่าคน คนที่ทำผิด ทำชั่วมีแค่หยิบมือเดียว แต่ผู้ต้องขังส่วนใหญ่พลอยได้รับเคราะห์ไปด้วยเพราะสังคมมองแบบเหมารวมว่า เลวหมดทั้งสองแสนกว่าคน เวลาจะมีการพระราชทานอภัยโทษก็จะออกมาคัดค้าน อยากให้กรมราชทัณฑ์ขังเอาไว้ให้ตายทั้งหมดในคุก เกิดทัศนะเชิงลบต่อชาวคุกทั่วประเทศ

จึงอยากขอร้องต่อรัฐบาลนี้อย่าโหมโฆษณาแต่ด้านลบ ควรหันมาดูแลปรับปรุงแก้ไขด้วย เพราะขณะที่ ส.ส.และ ส.ว.เงินเดือนขึ้น ปริญญาตรีเงินเดือนขึ้น 15,000 บาท ค่าแรง 300 บาท แต่ค่าอาหารของผู้ต้องขังกลับลดลงจาก 52 บาทเหลือ 42 บาท ยามเจ็บป่วยมีแต่ยาพาราเซตามอล ไม่เห็นมีรัฐมนตรีท่านใดออกมาพูดเลย เรื่องนี้ถามรัฐมนตรีณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ย่อมทราบดี

ทางด้านการแก้ไขความคิดผู้ต้องขังเพื่อให้เป็นไปตามคำขวัญของกรมราชทัณฑ์ ว่า “คืนคนดีสู่สังคม” ทางรัฐบาลน่าจะขอความร่วมมือจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จัด ทำหลักสูตรช่วยเลือกรมราชทัณฑ์ ในการอบรมแกไขความคิดจิตใจผู้ต้องขัง เพราะกรมราชทัณฑ์มีจุดอ่อนด้านนี้ “เข้มแข็งในการควบคุม แต่อ่อนด้อยในการแก้ไข”

(อ่านต่อ)
http://blogazine.in.th/blogs/littlevoicefromprisons/post/3414