หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2555

"สงกรานต์" ในมุมมอง "ชาญวิทย์ เกษตรศิริ - สุจิตต์ วงษ์เทศ"

"สงกรานต์" ในมุมมอง "ชาญวิทย์ เกษตรศิริ - สุจิตต์ วงษ์เทศ"

 

 












"สงกรานต์" (SANKRANTA) เป็นคำในภาษาสันสกฤต

แปลว่า "เคลื่อน" หรือ "เปลี่ยน" (ของดวงอาทิตย์ จากปีเก่า สู่ปีใหม่)


สงกรานต์เป็นวันหยุด "รัฐการ" ของรัฐทมิฬนาฎูในอินเดีย และศรีลังกา


สงกรานต์เป็นประเพณีทาง "ฮินดู-พราหมณ์" ของรัฐในเอเชียใต้

เช่น อัสสัม เบ็งกอล เคราลา มณีปุระ โอริสสา ปัญจาบ เนปาล บังคลาเทศ


ตลอดจนรัฐที่นับถือ "พุทธศาสนา"


เช่น พม่า กัมพูชา ลาว และไทยสยาม


สงกรานต์ คือ วาระส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่

เป็น "วัฒนธรรมร่วม" SHARED CULTURES


ของ "เอเชียใต้" ของ "อุษาคเนย์" ในเขตมรสุมเหนือ (ที่มักมีต้นตาลโตนด)


ไม่มีใครเป็น "เจ้าของ" ไม่มีใคร "ผูกขาด"


----------

สุจิตต์ วงษ์เทศ (เฟซบุ๊กส่วนตัว)

สาดน้ำสงกรานต์ "ประเพณีร่วม" ของอาเซียน


รดน้ำ, สาดน้ำ น่าจะเป็นประเพณีในศาสนาผีของชุมชนอุษาคเนย์มาแต่ดึกดำบรรพ์ แม้ไม่พบหลักฐานโดยตรง แต่ร่องรอยทางประเพณีพิธีกรรมก็เชื่อมโยงได้อย่างนั้น


ในพิธีเลี้ยงผีของชุมชนดั้งเดิมทั้งสุวรรณภูมิและอุษาคเนย์ ใช้น้ำทำความสะอาดเรือนและเครื่องมือทำมาหากินด้วยวิธีรด, ล้าง, สาด แล้วยังใช้อาบให้บรรพชนที่ตายไปแล้ว แต่มีกระดูกหรืออัฐิเหลือไว้บูชาเซ่นไหว้ตามประเพณีอุษาคเนย์ รวมทั้งอาบให้บรรพชนที่ยังมีชีวิตอยู่ เช่น ปู่ย่าตายาย ฯลฯ


เมื่อเสร็จพิธีแล้วก็สาดน้ำขึ้นหลังคาเรือน ตลอดจนต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่โดยรอบ
เป็นสัญลักษณ์ของการชำระล้างขับไล่สิ่งไม่ดีให้หมดสิ้นไป ยังมีเหลืออยู่ในประเพณีของเผ่าพันธุ์ต่างๆ แล้วเคยมีอยู่ในราชสำนักของบ้านเมืองในหุบเขาทางล้านนาและล้านช้าง


น้ำในพิธีกรรมยังมีสืบเนื่องไม่ขาดสาย


ต่อมาเมื่อสงกรานต์จากอินเดียแพร่ถึงอุษาคเนย์ คนพื้นเมืองก็ผนวกพิธีเลี้ยงผีให้เข้ากับสงกรานต์ แล้วกลายเป็นเล่นสาดน้ำสงกรานต์


สงกรานต์ ขึ้นปีใหม่ดั้งเดิมของบ้านเมืองบริเวณสุวรรณภูมิ เช่น พม่า, ลาว, กัมพูชา, ไทย, รวมถึงสิบสองพันนาในยูนนานของจีน


ทุกแห่งต่างอ้างว่าสงกรานต์เป็น ประเพณีขึ้นปีใหม่ของตนทั้งนั้น ทั้งๆ แท้จริงแล้วต่างรับสงกรานต์ของศาสนาพราหมณ์จากอินเดีย ล้วนไม่ใช่ประเพณีดั้งเดิมของตน


สงกรานต์เป็นช่วงฤดูร้อนที่น้ำแล้ง คนจึงชอบเล่นรดน้ำ, สาดน้ำ โดยไม่จำกัดวัย, เพศ, และชาติพันธุ์


ประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะที่อยู่บริเวณแผ่นดินใหญ่ ควรพิจารณาร่วมกัน ให้รดน้ำ, สาดน้ำ เป็นประเพณีร่วมของอาเซียน ไม่เป็นของชาติใดชาติหนึ่ง แล้วจัดงานฉลองร่วมกันทั้งอาเซียน


โดยแต่ละชาติจะสร้างสรรค์รดน้ำ, สาดน้ำ ให้มีลักษณะเฉพาะของตัวเองก็ได้ แล้วดีด้วย จะได้มีความหลากหลายให้คนเลือกเล่น

 

(อ่านต่อ)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1334311520&grpid=&catid=02&subcatid=0207

บทเรียน การเมือง บทเรียน จาก"ผังล้มเจ้า" บาดแผล สังคมไทย

บทเรียน การเมือง บทเรียน จาก"ผังล้มเจ้า" บาดแผล สังคมไทย



 

 

 

 

 

 

 

 

 

มติจากที่ประชุมร่วมพนักงานสอบสวนการกระทำความผิดเกี่ยวกับ ความมั่นคงแห่งรัฐ ว่าด้วยการละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กับ พนักงานอัยการคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด

สั่งไม่ฟ้อง

สำคัญเป็นอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่ต่อบุคคล 39 ราย อันถูกกล่าวหาและพยายามยกระดับให้ขึ้นสู่สภาวะแห่วความเป็น "คดีพิเศษ"

หากแต่ต่อเกียรติภูมิและสถานะแห่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)

เพราะ คดีผังล้มเจ้ามีรากฐานมาจากข้อกล่าวหาอันเริ่มก่อนการรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 และก่อรูปขึ้นอย่างเป็นระบบทั้งในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ สืบทอดและต่อเนื่องมายังรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เป็นเหตุผลสำคัญในการปลุกระดมและสร้างความชอบธรรมให้กับการขอคืนพื้นที่ในเดือนเมษายน 2553 การกระชับพื้นที่ในเดือนพฤษภาคม 2553

ส่งผลให้มีคนตายทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชน 98 ศพ บาดเจ็บและพิการร่วม 2,000 คน ถูกจับกุมคุมขังเป็นจำนวนเกือบ 500 คน

เป็นบาดแผลของประเทศ

ต้อง ยอมรับว่า คำสั่งอันนำไปสู่การสังหารประชาชนในเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 มีพื้นฐานและก่อรูปขึ้นจากการหยิบประเด็นมากล่าวหาในเรื่องหมิ่นพระบรมเด ชานุภาพ กระทั่งเหิมเกริมถึงระดับคิดล้มเจ้า ล้มสถาบัน

ข้อกล่าวหา ของพันธมิตรต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คือ การทำบุญที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทำตัวเทียมองค์พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์

เหตุผล 1 ใน 4 ของการรัฐประหารคือ หมิ่นเหม่ต่อสถาบัน

อย่า ได้แปลกใจ หากมีการรวมตัวกันของคนเสื้อแดงทั้งเมื่อเดือนเมษายน 2552 และเมื่อเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 ข้อกล่าวหานี้ยิ่งได้รับการขยายอย่างมากด้วยสีสันอันเพริศแพร้วพรรณราย

เป็นเหตุผลสร้างความชอบธรรมในการใช้อาวุธสงครามสลายการชุมนุมเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2519

แต่เวลาผ่านมา 6 ปีแล้วเรื่องกลับโอละพ่อ


(อ่านต่อ)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1334290055&grpid=01&catid=&subcatid=

กลับมาสู้ความจริงเถิด “ทักษิณ” ไม่ต้องปรองดอง ไม่ต้องนิรโทษกรรม ไม่ต้องอภัยโทษ

กลับมาสู้ความจริงเถิด “ทักษิณ” ไม่ต้องปรองดอง ไม่ต้องนิรโทษกรรม ไม่ต้องอภัยโทษ

 


 

เห็นข่าวเรื่องปรองดอง เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ยังคงวนเวียนและก้าวไม่พ้นอดีตนายกทักษิณฯ อยู่ทุกวี่ทุกวันแล้ว ทำให้นึกถึงเหล่าบรรดานักการเมือง  ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ตลอดจนเหล่าบรรดาขุนทหาร ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทั้งที่ยังรับราชการอยู่ในปัจจุบันและเกษียณอายุไปแล้วแต่ยังบ้าอำนาจอยู่ 

ที่เคยผ่านการ ถวายสัตย์ปฏิญาณ กันมาแล้ว  ขอถามว่า คำ ถวายสัตย์ปฏิญาณ ยังคงฝังอยู่ในหัวกะโหลกของตัวเองอยู่หรือไม่ หรือคิดแต่เพียงว่า ถวายสัตย์ปฏิญาณ ไปงั้นๆ

มิน่าเล่าประเทศไทยมันถึงได้ลุกเป็นไฟไปทุกหย่อมหญ้า แล้วอย่างนี้พวกท่านทั้งหลายยังกล้าอีกหรือ ยังกล้าที่จะอ้างความรัก หวงแหน และเทอดทูนสถาบัน มากกว่าคนอื่น มากกว่าตาสีตาสา ยายมียายมา ชาวรากหญ้าบ้านนอกคอกนา อย่างตัวกระผม อีกหรือ
                                
ต้องยอมรับความจริงว่า บ้านเมืองที่มันฉิบหายวายวอดอยู่ทุกวันนี้ มันเกิดจากกลุ่มดังกล่าวข้างต้น มันไม่เคยเกิดจากประชาชนทั้งประเทศเลยสักครั้ง แต่..... ณ ปัจจุบันนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้ตื่นขึ้นจากภวังค์อันชั่วร้ายแล้ว และจะทำหน้าที่ในการชี้เป็นชี้ตายของเหล่าบรรดา นักการเมือง  ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ตลอดจนเหล่าบรรดาขุนทหาร ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทั้งที่ยังรับราชการอยู่ในปัจจุบันและเกษียณอายุไปแล้วแต่ยังบ้าอำนาจอยู่  

ก่อนที่จะพูดถึงเรื่อง  กลับมาสู้ความจริงเถิด “ทักษิณ” ขออัญเชิญพระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯบางเรื่องบางตอน มาเป็นอุทาหรณ์แก่บรรดาคณะกรรมการ หรือคณะปรองดองสมานฉันท์ที่มีอยู่ไม่รู้ว่ากี่คณะ รวมถึง นักการเมือง  ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ตลอดจนเหล่าบรรดาขุนทหาร ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทั้งที่ยังรับราชการอยู่ในปัจจุบันและเกษียณอายุไปแล้วแต่ยังบ้าอำนาจอยู่   ได้พึงสำเหนียกจดจำใส่กระโหลกไว้ เผื่อจะได้เห็นแนวทางการปรองดองที่แท้จริง
 
 
(อ่านต่อ)