หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2555

ทักษิณจับมือกับทหารบนซากศพวีรชน แล้วเล่นละครค้านพรรคประชาธิปัตย์


ทักษิณจับมือกับทหารบนซากศพวีรชน แล้วเล่นละครค้านพรรคประชาธิปัตย์

ในบทสัมภาษณ์ทักษิณ โดยจอม เพชรประดับ ในวันที่ 17 เมษายนปีนี้ที่เขมร ทักษิณยืนยัน (ในนาทีที่ 7) ว่า “คนที่ฆ่าคน 91 ศพ ไม่ต้องเข้าคุก” แค่คำพูดสั้นๆ อันนี้เป็นการหักหลังวีรชนเสื้อแดงที่เสียสละเพื่อประชาธิปไตย และเป็นการถุยน้ำลายใส่คนเสื้อแดงที่ติดคุก แต่ เสื้อแดงก้าวหน้าคงไม่แปลกใจเพราะเรารู้มานานแล้วว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่มีทักษิณเป็นที่ปรึกษา มีข้อตกลงกับทหารอำมาตย์ตั้งแต่การเลือกตั้งปีที่แล้ว ข้อตกลงนี้เห็นชัดจากการที่รัฐบาลเร่งใช้กฏหมาย 112 เพื่อ ปิดปากคนก้าวหน้าอย่างบ้าคลั่ง และไม่ดำเนินเรื่องอะไรทั้งสิ้นในการจับฆาตกรจากปี ๒๕๕๓ มาขึ้นศาล ฆาตกรดังกล่าวคือ ประยุทธ์ อนุพงษ์ อภิสิทธิ์ และสุเทพ พร้อมกันนั้นเราเห็นภาพยิ่งลักษณ์กอดคอกับประยุทธ์และอ่อนน้อมต่อเปรม ในกรณีเปรม ซึ่งเคยโดนทักษิณ นักการเมืองเพื่อไทย และแกนนำ นปช. ด่าแล้วด่าอีก ตอนนี้ทักษิณกลับลำพูดว่า “เปรมไม่เคยยุ่งการเมือง” (ดูประมาณนาทีที่ 11 ในวิดีโอ)

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร Hot Topic 17-04-55

http://www.youtube.com/watch?v=Uwu0tuhRo9o&feature=player_embedded 

การ ไม่ยอมนำฆาตกรของรัฐอำมาตย์มาขึ้นศาลในกรณีที่ส่งทหารสไนเปอร์ไปฆ่าคนเสื้อ แดงที่ราชประสงค์และผ่านฟ้า เป็นการผลิตซ้ำวัฒนธรรมเลวทรามของอำมาตย์ไทยที่ฆ่าประชาชนมือเปล่าใน เหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๖ ตุลา พฤษภา ๓๕ และตากใบ ๔๗ แล้วลอยนวลเสมอ มันเป็นการผลิตซ้ำ “สิทธิ” อันไร้ความชอบธรรมของทหารที่จะแทรกแซงการเมืองต่อไปอีกนาน มันตรงข้ามกับกระแส “นิติราษฏร์” และกระแสปฏิรูปกฏหมายอำมาตย์ 112 ที่ หวังสร้างสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย และเราไม่ควรลืมว่าทักษิณเองน่าจะถูกลงโทษในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรีตอนที่ ชายมือเปล่าจำนวนมากโดนทหารและตำรวจฆ่าที่ตากใบในภาคใต้


เป้า หมายหลักของทักษิณและเพื่อไทยคือการกลับไปสู่ความ “ปกติ” ของระบบอำมาตย์ที่มีการเลือกตั้งเป็นฉากบังหน้า และมีลัทธิ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไว้ให้ความชอบธรรมกับความโลภและความชั่วทุกอย่างของชนชั้นปกครอง ทักษิณและพรรคพวกเป็นคนจงรักภักดีมาตั้งแต่แรก และไม่มีการเปลี่ยนแปลง เป้าหมายสำคัญอีกอันคือการกลับสู่ประเทศไทยของทักษิณ ทักษิณพูดว่าหวังจะได้กลับในปี “มหามงคล” และทั้งหมดนี้กระทำบนซากศพวีรชนเสื้อแดง พร้อมกับถุยน้ำลายใส่นักโทษการเมือง โดยเฉพาะนักโทษ 112

ใน ขณะที่ทักษิณและเพื่อไทยกอดคอกับทหาร มีการเล่นละครรัฐสภา เพื่อสร้างภาพความขัดแย้งระหว่างเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยหวังว่าคนเสื้อแดงจะลืมอาชญากรรมของทหาร และทักษิณโกหกสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ของวิกฤตการเมืองไทยว่าเป็นแค่ “ความขัดแย้งระหว่างสองพรรคการเมืองและผู้ที่สนับสนุน” (ดูวิดีโอนาทีที่ 11) แต่ วิกฤตไทยนำไปสู่การแบ่งขั้วอย่างรุนแรงระหว่างคนเสื้อแดงที่รักประชาธิปไตย และอยากเห็นเสรีภาพ กับฝ่ายที่สนับสนุนอำมาตย์และระบบกึ่งเผด็จการกึ่งเลือกตั้ง ทักษิณโกหกอีกว่าชัยชนะของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งที่ผ่านมา “แสดงว่าประชาชนต้องการการปรองดอง” และทักษิณตีความต่อไปอย่างตอแหลว่า ประชาชนต้องการการปรองดองที่ไม่นำทหารและนักการเมืองที่ฆ่าเสื้อแดงเข้าคุก


เรา จะสังเกตเห็นว่าคนเสื้อแดงที่ชื่นชมยิ่งลักษณ์เหลือเกิน มักด่าแต่อภิสิทธิ์และประชาธิปัตย์ แต่ไม่ด่าทหาร... ประยุทธ์ อนุพงษ์ หรือแม้แต่เปรม ก็เพราะตอนนี้ทักษิณ และเพื่อไทย จับมือปรองดองกับทหารแล้ว และแกล้งเล่นละครคัดค้านประชาธิปัตย์เพื่อเบี่ยงเบนประเด็น แต่ที่สำคัญคือพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยมีอำนาจอะไร เป็นแค่หุ่นหรือของเล่นของทหารอำมาตย์เท่านั้นเอง

การที่ นปช. มัดตัวเข้าไปใกล้ชิดกับรัฐบาลเพื่อไทย จนกลายเป็นแค่กองเชียร์ให้รัฐบาล และเสนอแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในการแก้รัฐธรรมนูญ ในขณะที่มีการมองข้ามประเด็นใหญ่ในสังคม เช่น 112 ทำ ให้ นปช. หมดสภาพในการเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่อิสระ ดังนั้นบทบาท นปช. ตอนนี้คือการสลายและสกัดกั้นไม่ให้เสื้อแดงเคลื่อนไหวอย่างเดียว

นี่คือสาเหตุที่คนเสื้อแดงก้าวหน้าทุกคนต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการจัด ตั้งองค์กรที่อิสระจาก นปช. และเพื่อไทย แค่เครือข่ายหลวมๆ จะไม่พอกับภาระอันยิ่งใหญ่ในการปลดแอกประเทศไทยจากอำมาตย์


(ที่มา)
 

สัญญาณเตือน

สัญญาณเตือน



โดยนฤตย์ เสกธีระ

 

วันนี้มีสัญญาณเตือนภัยส่งถึงพรรคเพื่อไทยและรัฐบาล 2 สัญญาณสำคัญ

สัญญาณแรก เกิดขึ้นอย่างชัดแจ้งภายหลังผลการเลือกตั้ง ที่จังหวัดปทุมธานีปรากฏออกมา

ผลการเลือกตั้งที่ปรากฏว่า พรรคเพื่อไทยพ่ายแพ้

ไม่ได้แพ้เฉพาะการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 5 เท่านั้น หากแต่ยังแพ้การเลือกตั้งนายก อบจ.ปทุมธานีเสียด้วย

และแม้จะแพ้การเลือกตั้งซ่อม ส.ส. 3,000 คะแนน แต่ก็แพ้การเลือกตั้งนายก อบจ.ปทุมธานี เป็นแสนแต้ม

มีข้อน่าสนใจตรงที่ ว่าที่ ร.ต.สุเมธ ฤทธาคนี ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ.ปทุมธานีของพรรคเพื่อไทย ก็คือ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เขต 5 ที่ลาออกไป

งานนี้ทำให้พรรคเพื่อไทยเสียหายหนัก คือ เสียทั้งที่นั่ง ส.ส. และยังไม่ได้ที่นั่งนายก อบจ.ปทุมธานี อีกด้วย

พรรคเพื่อไทยยอมรับว่า ความพ่ายแพ้การเลือกตั้งที่ปทุมธานีครั้งนี้ เหตุมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปีที่แล้ว

พรรคประชาธิปัตย์มองว่า ความพ่ายแพ้การเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ เพราะผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยเป็น "คนนอกพื้นที่"

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ส่ง "คนในพื้นที่" ที่คลุกคลี่ประชาชนลงไปแข่ง

ผลที่เกิดขึ้นคือ ประชาชนเลือก "คนในพื้นที่"

ส่วนนักวิเคราะห์การเมืองอย่าง อาจารย์สุขุม นวลสกุล มองว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมาคือการให้บทเรียนกับพรรคเพื่อไทย

นี่ก็คือการใช้อำนาจของประชาชน 

สัญญาณที่เตือนภัยออกมานี้ เร่งเร้าให้พรรคเพื่อไทยต้องเร่งปรับปรุงตัว 

ปรับปรุงก่อนจะสายเกินไป !

  

(อ่านต่อ)

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1335278106&grpid=&catid=02&subcatid=0207

ปฏิบัติการ′สั่งสอน′ บทเรียน′การเมือง′ จากเสื้อแดงแห่งปทุมธานี

ปฏิบัติการ′สั่งสอน′ บทเรียน′การเมือง′ จากเสื้อแดงแห่งปทุมธานี

 

 

คนเสื้อแดงด้วยกัน เรียกว่าเป็นการ "สั่งสอน" หรือ "ลงโทษ" กันภายใน "ครอบครัว"

นั่น คือ ความพ่ายแพ้ของพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 5 ปทุมธานี และการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือนายก อบจ.ปทุมธานี 2 ครั้ง 2 วันติดต่อกัน ในวันที่ 21 และ 22 เม.ย. 2555

ทั้งที่ปทุมธานี ได้ชื่อว่าเป็นป้อมค่ายใหญ่ของคนเสื้อแดง ยึด ส.ส. 6 คน จาก 6 เขตเลือกตั้ง

บัดนี้เหลือ 5 คน ขณะที่ตำแหน่งนายก อบจ.ที่หมายมั่นปั้นมือก็พลาดไป

เป็นบทเรียนที่คนเสื้อแดงในพื้นที่ ตั้งใจมอบให้กับผู้บริหารพรรคเพื่อไทยโดยเฉพาะ

ทำให้ นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง ผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินเข้าสภา ด้วยคะแนน 28,156 คะแนน

ส่วน นายสมชาย รังสิวัฒนศักดิ์ จากพรรคเพื่อไทย สอบตกด้วยตัวเลข 24,255 คะแนน

เทียบ กับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2554 ว่าที่ ร.ต.สุเมธ ฤทธาคนี แห่งพรรคเพื่อไทยได้เป็น ส.ส.ด้วยคะแนน 49,524 สูงสุดใน 6 เขตของปทุมธานี ส่วนนาย เกรียงศักดิ์ สอบตก ด้วยคะแนน 34,211

ส่วนการต่อสู้ใน ตำแหน่งนายก อบจ. ที่ปรากฏผลเมื่อคืนวันที่ 22 เม.ย. 2555 นายชาญ พวงเพ็ชร อดีตนายก อบจ. โกยคะแนนทะลุไปที่ 214,429 ทิ้งห่างว่าที่ ร.ต.สุเมธที่ได้ 110,974 คะแนน จำนวน ผู้มีสิทธิออกเสียง 721,058 คน

"คะแนน" ของผู้สมัครแต่ละคน ทำให้พอสรุปได้ว่า เจ้าของคะแนนที่เคยลงให้พรรคเพื่อไทย เมื่อ 3 ก.ค. 2554 นอกจากไม่ลงให้ผู้สมัครพรรคเพื่อไทยแล้ว ยังไม่ลงให้พรรคประชาธิปัตย์อีกด้วย

ขณะที่นายเกียรติศักดิ์แม้ชนะ แต่ก็ชนะด้วยคะแนนที่น้อยกว่าเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2554

กระชากตัวเลขรวมของผู้มาใช้สิทธิ ลงไปที่ 30 เปอร์เซ็นต์เศษ

ภาพรวมของเหตุการณ์ บ่งบอกว่าเป็นเรื่อง "ภายใน" ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับ คนเสื้อแดงแห่งปทุมธานี

ความขุ่นข้องหมองใจที่ชาวเสื้อแดง ปทุมธานี มีต่อพรรคเพื่อไทย คือปัญหา การบริหารพื้นที่ปทุมธานี ในฐานะพื้นที่ทาง การเมือง

ประการหนึ่ง เป็นบทบาทของว่าที่ ร.ต. สุเมธ และ ส.ส.ปทุมธานี ระหว่างน้ำท่วมใหญ่

ประการ หนึ่ง ไม่มีการทำความเข้าใจกับประชาชน ต่อกรณีที่ ว่าที่ ร.ต.สุเมธ ลาออกจาก ส.ส. เขต 5 ไปลงนายก อบจ. เป็นต้นเหตุของการเลือกตั้ง 2 ครั้ง 2 วันติดต่อกัน

ประการหนึ่ง การเลือก นายสมชาย รังสิวัฒนศักดิ์ มาลงสมัครในนามพรรค เพื่อไทย ไม่ได้ปรึกษาหารือคนเสื้อแดง

และอีกประการหนึ่ง เป็นผลสะเทือนจากแนวทาง "ปรองดอง" แบบเกี้ยเซี้ยที่กำลัง คืบหน้าไป ทำให้คนเสื้อแดงต้องกลายเป็น คนวงนอก 


(อ่านต่อ)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1335239181&grpid=01&catid=&subcatid=

‘ธงทอง’ เบิกความคดี ‘สมยศ’ ชี้ไม่ได้ บทความหมิ่นใคร ย้ำม.112 โทษหนักเกิน

‘ธงทอง’ เบิกความคดี ‘สมยศ’ ชี้ไม่ได้ บทความหมิ่นใคร ย้ำม.112 โทษหนักเกิน



Posted Image


24 เม.ย. 55 เวลาประมาณ  9.30 น. การสืบพยานฝ่ายโจทย์ในคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ยังคงดำเนินต่อไป โดยช่วงเช้าวันนี้ก่อนเริ่มต้นการสืบพยาน ทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อให้ส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้ วินิจฉัยว่าประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ2550 ใน มาตรา 3 วรรคสอง และมาตรา29 หรือไม่ 

นายสุวิทย์ หอมหวล ทนายจำเลยและผู้ยื่นคำร้องกล่าวว่า การยื่นคำร้องนี้ไม่ได้ทำให้ศาลอาญายุติการสืบพยาน แต่ศาลอาญาไม่มีอำนาจตีความเองว่ามาตรา 112 ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ต้องส่งไปให้รัฐธรรมนูญเป็นผู้ตีความ และแม้ว่าจะสืบพยานเสร็จสิ้นแล้วก็ตามศาลอาญาก็ยังไม่อาจอ่านคำพิพากษาได้ เพราะต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน ส่วนศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไรก็เป็นหน้าที่ที่จะต้องชี้แจงเหตุผล การยื่นคำร้องเช่นนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อน เพราะจำเลยซึ่งไม่ว่าจะกระทำผิดจริงหรือไม่ก็มักยอมรับผิดแล้วขอพระราช ทานอภัยโทษเพื่อให้ไม่ต้องติดคุกนานเกินไป ดังนั้นการยื่นคำร้องในครั้งนี้ต้องศึกษากฎหมายอย่างรอบคอบ และที่สำคัญไม่ใช่เป็นการทำเพื่อตัวจำเลยเพียงคนเดียว เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มาตรา112 ขัดต่อรัฐธรรมนูญก็จะเป็นผลดีกับจำเลยคนอื่นๆ ในคดีลักษณะเดียวกันด้วย

ส่วนการสืบพยานในวันนี้ ประกอบด้วยพยานทั้งหมด 4 ปาก โดยหนึ่งในนั้นคือศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี พยานปากสำคัญได้เบิกความถึงบทความที่ถูกฟ้องในนิตยสาร Voice of Taksin ว่า มี 2 บทความจาก 2 เล่มที่มีเนื้อหาหมิ่นประมาทตามมาตรา112  พยานเห็นว่าฉบับหนึ่งผู้เขียนตั้งใจเท้าความไปถึงประวัติศาสตร์ช่วงรอยต่อ ระหว่างธนบุรีและรัตนโกสินทร์ โดยพยานทราบว่าเป็นการหมิ่นประมาทเพราะอาศัยการเทียบเคียงกับความรู้ด้าน ประวัติศาสตร์ที่มีอยู่ และเทียบเคียงกับพงศาวดารกรุงธนบุรี ของหมอ บลัดเลย์ 

เมื่อทนายจำเลยถามถึงการบันทึกประวัติศาสตร์แบบอื่นในเรื่องเดียวกัน เช่น ฉบับของนิธิ เอียวศรีวงศ์ ธงทองตอบว่า ยอมรับว่าประวัติศาสตร์มีหลายฉบับ แต่ประวัติศาสตร์แบบอื่นๆ นั้นไม่ได้ให้น้ำหนัก เพราะถือว่าเป็นการบันทึกแนวหนึ่งที่มีคนส่วนน้อยถกเถียงกันอยู่ ส่วนบทความอีกฉบับหนึ่งที่กล่าวถึง “หลวงนฤบาล” ธงทองระบุว่าไม่สามารถให้ความเห็นได้แน่ชัดว่าผู้เขียนต้องการหมิ่นประมาท หรือกล่าวถึงใคร

(อ่านต่อ)
http://www.prachatai.com/journal/2012/04/40214 

Wake Up Thailand 24เมย55

Wake Up Thailand 24เมย55 

 

Posted Image

(คลิกฟัง)

http://www.youtube.com/watch?v=5izPoCbsngg