หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

"โภคิน"ซัดใช้จินตนาการตัดสินข้อเท็จจริง"วสันต์"ลั่นไม่ต้องบอกตุลาการที่เคารพ ออกไปก็ด่า

"โภคิน"ซัดใช้จินตนาการตัดสินข้อเท็จจริง"วสันต์"ลั่นไม่ต้องบอกตุลาการที่เคารพ ออกไปก็ด่า

 

 

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 6 กรกฎาคม ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ถนนแจ้งวัฒนะ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนำโดยนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์นัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ถูกร้องในคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 กรณีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งผลทำให้เป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 อันเป็นการกระทำเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข และเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตาม วิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่

นายโภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา ในฐานะพยานฝ่ายผู้ถูกร้อง เข้าเบิกความต่อศาลเป็นปากแรก ว่า การยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 นั้น ขั้นตอนไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะสามารถยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 เป็นเรื่องของการใช้สิทธิเสรีภาพ หากดูตามข้อเท็จจริงแล้ว ข้อยุติในขณะนี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเพียงแค่ร่างที่ผ่านการพิจารณาใน วาระที่ 2 เท่านั้น ยังไม่ได้มีการแก้ไขคำแม้แต่คำเดียว ดังนั้น ถ้าข้อยุติหยุดเพียงแค่นี้ คือยังไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่กลับมีการจินตนาการว่าจะไปแก้ไขเช่นนั้นเช่นนี้ และมีความผิด จึงคิดว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะเรากำลังเอาจินตภาพไปตัดสินข้อเท็จจริงในปัจจุบันอยู่
  

(อ่านต่อ)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1341550846&grpid=00&catid=&subcatid=

เป้าหมายครั้งนี้คือ บดขยี้คนเสื้อแดง!

 

รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
จาก “โลกวันนี้วันสุข”
วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม 2555

 
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 ว่าด้วยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นขั้นตอนสำคัญที่แสดงว่า การรุกทางยุทธศาสตร์ครั้งล่าสุดของฝ่ายเผด็จการจารีตนิยมได้เริ่มขึ้นแล้ว
 
พวกเขาได้หันมาใช้ตุลาการเป็นเครื่องมือในการทำลายฝ่ายประชาธิปไตยซ้ำ แล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่รัฐบาลพรรคไทยรักไทย จนถึงรัฐบาลพรรคเพื่อไทย พวกเขายิ่งทำ ก็ยิ่งโจ่งแจ้ง ไร้ยางอาย เป็นที่ประจักษ์สายตาแก่ประชาชนทั่วไป
 
พวกจารีตนิยมพ่ายแพ้การเลือกตั้งให้กับฝ่ายประชาธิปไตยมาแล้วห้าครั้ง ตั้งแต่พรรคไทยรักไทยเมื่อปี 2544 จนถึงพรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554 ที่พวกเขาเชื่อว่า จะสามารถทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง แต่กลับประสบความพ่ายแพ้อย่างยับเยิน จึงเป็นที่ชัดเจนว่า สนามเลือกตั้งได้กลายเป็นสนามหลักของฝ่ายประชาธิปไตยไปแล้ว พวกเขาไม่มีทางที่จะเอาชนะฝ่ายประชาธิปไตยด้วยการเลือกตั้งได้ในอนาคตอัน ใกล้
 
พวกจารีตนิยมจึงยังคงใช้วิธีการเดิมที่ทำสำเร็จมาแล้วทุกครั้งตลอดหลาย สิบปีมานี้ คือการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างเป็นขั้นตอน ด้วยการใส่ร้ายป้ายสี โจมตีผ่านสื่อกระแสหลัก สนับสนุนอันธพาลการเมืองออกมาก่อจลาจลบนท้องถนน ให้นักวิชาการและเนติบริกรออกมาทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ให้พรรคประชาธิปัตย์ก่อความวุ่นวายทั้งในและนอกสภา ทั้งหมดเพื่อให้รัฐบาลอ่อนเปลี้ยเสียขวัญ ไม่สามารถควบคุมสั่งการระบบราชการ ไม่อาจทำงานบริหารต่อไปไม่ได้ กลายเป็น “รัฐบาลเป็ดง่อย” แล้วท้ายสุดคือ ให้ทหารก่อรัฐประหาร โค่นล้มรัฐบาลในที่สุด
 
นับแต่ต้นปี 2549 เป็นต้นมา ฝ่ายเผด็จการก็ได้มีนวัติกรรมใหม่เข้ามาเป็นองค์ประกอบสำคัญคือ การใช้ตุลาการและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเริ่มมีขึ้นจากรัฐธรรมนูญ 2540 ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมึอทางการเมืองทำร้ายฝ่ายประชาธิปไตยอย่างเป็นระบบ จงใจสร้างวิกฤตทางกฎหมายที่ไม่มีทางออก ก่อเป็นสถานการณ์สุกงอมที่นำไปสู่การแทรกแซงโดยกองทัพ
 
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเบื้องต้นอาจเพียงแต่นำไปสู่การยุบพรรค เพื่อไทย (และพรรคร่วมรัฐบาล) แต่ยังไม่อาจโค่นล้มรัฐบาลได้ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค ฉะนั้น ขั้นตอนต่อไปคือ การใช้องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีอยู่มากมาย ทำลายนายกรัฐนมนตรี คณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และอาจไปถึงสส.และสมาชิกวุฒิสภาที่ลงมติสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมด อีกด้วย เป็นการทำลายทั้งรัฐบาลและรัฐสภาไปพร้อมกัน ซึ่งก็คือ ใช้อำนาจตุลาการก่อ “รัฐประหารเงียบ” ทำลายอำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติอย่างเป็นกระบวนการ
 
คำถามคือ ในการรุกใหญ่ครั้งนี้ ฝ่ายจารีตนิยมหมายมุ่งเพียงการเปลี่ยนรัฐบาล อุ้มสมให้พรรคประชาธิปัตย์ขึ้นเป็นแกนนำรัฐบาลอีกครั้ง ดังเช่นที่ทำมาแล้วกับรัฐบาลพรรคพลังประชาชนเมื่อเดือนธันวาคม 2551  หรือพวกเขามีเป้าหมาย “สูงไปกว่านั้น”?
 
คำตอบขึ้นอยู่กับว่า ในการรุกคราวนี้ เป้าหมายของฝ่ายเผด็จการอยู่ที่ไหน?
 
ถ้าเป้าหมายอยู่เพียงแค่การทำลายพลังทางการเมืองในระบบเลือกตั้งของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดังเช่นที่เคยทำมาแล้วเมื่อปี 2551 พวกเขาก็จะทำลายแต่เพียงนายกรัฐมนตรี คณะรัฐบาล และพรรคเพื่อไทย แต่ยังรักษาสภาผู้แทนราษฎรเอาไว้ แล้วบีบให้สมาชิกพรรคเพื่อไทยบางส่วนและพรรคร่วมรัฐบาล “ย้ายขั้ว” มาร่วมมือกับพรรคประชาธิปัตย์ ให้ได้จำนวนคะแนนเสียงในสภามากพอที่จะไปจัดตั้งรัฐบาลใหม่
 
แต่การรุกใหญ่ของพวกจารีตนิยมในครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้งในอดีต คือไม่ได้มีเป้าหมายอยู่เพียงที่พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคเพื่อไทย เป้าหมายที่แท้จริงในครั้งนี้คือ การทำลายล้างขบวนการคนเสื้อแดง!
 
บทเรียนสำคัญคือ ความล้มเหลวของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ใช้กลไกรัฐและมาตรการต่าง ๆ ทั้งแจกสินบนและข่มขู่ ไปสลายขบวนคนเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง จนถึงการสังหารหมู่เมื่อเมษายน-พฤษภาคม 2554 แต่ก็ไม่อาจทำลายขบวนคนเสี้อแดงลงได้ ข้อจำกัดของระบบการเมืองแบบเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญ 2550 คือไม่สามารถใช้กำลังรุนแรงทำลายล้างขบวนประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่องและเป็น ระบบได้ เพราะในระบอบรัฐธรรมนูญที่ยังอ้างหลักนิติรัฐอยู่นั้น รัฐบาลถูกจำกัดด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่าง ๆ รวมทั้งการมีอยู่ของพรรคฝ่ายค้านในสภา เหล่านี้เป็นปัจจัยขัดขวางที่จำกัดการใช้กำลังรุนแรงต่อประชาชนให้อยู่ในขอบ เขตที่กฎหมายเปิดช่องไว้ให้เท่านั้น
 
ฉะนั้น ในการรุกใหญ่ครั้งนี้ จะไม่เป็นเพียงการทำลายรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย แล้วอุ้มรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาแทนที่ภายในระบบเลือกตั้งตามปกติของ รัฐธรรมนูญ 2550 แต่จะเป็นการนำไปสู่ระบอบการปกครองเผด็จการอย่างเปิดเผย เปิดโอกาสให้มีการปราบปรามประชาชนครั้งใหญ่ ทั้งด้วยกำลังทหารและกองกำลังติดอาวุธนอกระบบที่พวกเขาได้จัดตั้งรอไว้แล้ว โดยไม่ถูกจำกัดด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญในยามสันติอีกต่อไป
 
สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ว่าแกนนำพรรคเพื่อไทยจะเลือกเส้นทางยอมจำนน ประจบเอาใจ หวังรอ “ความเมตตา” จากพวกจารีตนิยมสักเพียงใดก็ตาม แกนนำพรรคเพื่อไทยแก้ตัวตลอดมาว่า การประนีประนอมก็เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งขั้นรุนแรงและการนองเลือดของ ประชาชน แต่ถึงกระนั้น การปะทะรุนแรงและการนองเลือดก็เกิดขึ้นอยู่ดี ดังเช่นเมื่อเมษายน-พฤษภาคม 2554 และก็กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งในเบื้องหน้านี้ แกนนำพรรคเพื่อไทยไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบในความสูญเสียของประชาชนได้ เพราะการที่พรรคเพื่อไทยดำเนินแนวทางยอมจำนน ก็คือการปล่อยให้ขบวนประชาชนต้องตกอยู่ในสถานะโดดเดี่ยว และเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่เอื้อให้ฝ่ายเผด็จการสามารถดำเนินแผนตามขั้นตอน ไปสู่การสูญเสียของประชาชนนั่นเอง ในการนี้ แกนนำพรรคเพื่อไทยก็คือ ผู้ที่ยืนตัวสั่นงันงก มองดูการปราบปรามประชาชนอยู่ต่อหน้า อ้างเรื่อง “ปรองดอง” “หลีกเลี่ยงความรุนแรง” มาปฏิเสธความรับผิดชอบทั้งปวง
 
ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยได้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ใหม่ ในเบื้องต้น พวกเขาอาจประสบความสูญเสียที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ขบวนประชาธิปไตยก็คือนักต่อสู้เพื่อเสรีภาพที่ผ่านสมรภูมินองเลือด เมษายน-พฤษภาคม 2554 มาแล้ว พวกเขาจึงมีทั้งขวัญ กำลังใจ และประสบการณ์ ปราศจากความหวั่นเกรงต่อภัยคุกคามที่อยู่เบื้องหน้า พร้อมที่จะต่อสู้และเสียสละอย่างยืดเยื้อยาวนาน เพื่อไปสู่ชัยชนะของประชาธิปไตยในที่สุด

(ที่มา)
http://www.prachatai.com/journal/2012/07/41414

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 06/07/55 เสาค้ำต้นใหม่ล่าสุด....

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 06/07/55 เสาค้ำต้นใหม่ล่าสุด.... 



Posted Image



เล่นจำอวด ต่อหน้า ประชาราษฎร์
เติมอุบาทว์ หม่นมัว ชั่วเห็นๆ
ตลกร้าย โสมม สมกากเดน
แม้ซ่อนเร้น ก็เห็นใส้ จัญไรนัก....
 
ผิดกฎหมาย เสียเอง เก่งตอแหล
ไม่เปลี่ยนแปร ความระยำ ซ้ำเป็นหนัก
อยากจะทำ อยากจะนึก ก็ยึกยัก
จนประจักษ์ สิ่งเลวทราม หยามประชา....
 
ชูใบแดง โห่ใส่ พร้อมไล่ส่ง
เอียงจนงง เกิดมาเอียง เอียงนักหนา
ประชาชน เห็นกันทั่ว ตัวมารยา
จึงต้องมา ให้ใบแดง พร้อมแช่งมัน....
 
ได้เสาค้ำ ต้นใหม่ ช่างไวแท้
ดาวแดงแก่ คอมมิวนิสต์ ช่างคิดสั้น
ไปเที่ยวแซะ เที่ยวขุดหา นับสารพัน
หวังบีีบคั้น ก่อกวน ถึงมวลชน....
 
ตลกเอียง เสี่ยงดับ ลาลับหาย
เฉกนิยาย น้ำเน่า ใครเล่าสน
เรื่องถูกผิด กลับเฉไฉ ให้วกวน
ด้วยเล่ห์กล สามานย์ สันดาน "เอียง"....  

๓ บลา / ๖ ก.ค.๕๕  
http://3blabla.blogspot.com

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ชอบเจ็บๆ ?

ชอบเจ็บๆ ?

 

โดยฐากูร บุนปาน

 

 

มีกองเชียร์รัฐบาลเป็นจำนวนไม่น้อยที่เกิดอาการขัดอกขัดใจอยู่ในปัจจุบัน

เมื่อรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เลือกที่จะ "ถอย" ในสามประเด็นใหญ่ๆ

แทนที่จะพุ่งเข้าไปชนกันให้รู้แล้วรู้รอด

ตั้งแต่กฎหมายปรองดอง

มาถึงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

และล่าสุดก็คือกรณีการเข้ามาขอใช้พื้นที่อู่ตะเภาของนาซา ซึ่งหลักฐานข้อเท็จจริงทนโท่อยู่ว่า เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์-วิชาการล้วนๆ

ไม่ได้เป็นเรื่องจารกรรมสืบราชการลับตามจินตนาการเลอะเทอะเลื่อนเปื้อนของคนที่ออกมาร้องค้านเสียงแจ๋วๆ บางราย

แต่ถอยก็มีข้อดีของถอย

ถ้าถอยแล้วใช้เวลาที่ "ซื้อ" มาได้ โถมเข้าใส่ปัญหาบ้านเมืองที่รออยู่

ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วมไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำ

การดูแลปากท้องของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะคนที่มีรายได้น้อย

การตั้งรับปัญหาเศรษฐกิจโลกที่กระเพื่อมมาจากยุโรป

ฯลฯ

ทำสำเร็จก็เป็นบุญของชาวบ้าน และเป็นต้นทุนของรัฐบาลเอง

แต่ถ้าเหลว ที่ถอยมานอกจากไม่เกิดประโยชน์แล้ว สถานภาพรัฐบาลก็จะพลอยซวดเซไปด้วย

ไม่ใช่แค่ฝ่ายค้าน ฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายจ้องล้ม จะถือโอกาสถล่มให้ยับเยินเท่านั้น

ฝ่ายเดียวกันที่ "ไปไกลกว่า" ที่ถอยร่นอยู่ ก็จะกลับมามีบทบาทมากขึ้น


เป็นไปตามธรรมชาติของการต่อสู้เคลื่อนไหว

ว่าเมื่อวิธี "ประนีประนอม" ใช้ไม่ได้ผล แนวทาง "แตกหัก" หรือรุกหนักก็จะเสียงดังขึ้น

สมมุตินะครับ-สมมุติ

 

(อ่านต่อ)http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1341404569&grpid=&catid=02&subcatid=0207

ย้อนบทสนทนาลึกอดีตสัมพันธ์ลับ คู่แค้น บิ๊กบัง-ภูมิธรรม-หมอมิ้ง วันคืนอำนาจสู่ทำเนียบ..อีกครั้ง

ย้อนบทสนทนาลึกอดีตสัมพันธ์ลับ คู่แค้น บิ๊กบัง-ภูมิธรรม-หมอมิ้ง วันคืนอำนาจสู่ทำเนียบ..อีกครั้ง

 

 

ฤดูกาล ทิศทางการเมือง หมุนวนกลับไปที่กลุ่มอำนาจเดิมอีกหน

เมื่อคนการเมืองบ้านเลขที่ 111 ระดับหัวกะทิ สายเหยี่ยว พ้นโทษการเมือง เข้าประจำการในรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" อีกครั้ง

ต่างไปที่ครั้งนี้หัวขบวนเก่าของสายอำนาจกลุ่มอนุรักษนิยมที่โค่นล้มฝ่าย "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพวก" อย่าง พล.อ.สนธิ

บุญยรัตกลิน หรือ บิ๊กบัง เปลี่ยนขั้ว ย้ายฝ่ายมาเคียงข้างอำนาจนิติบัญญัติของเพื่อไทย ล้างไพ่ในนามของคดี "ปรองดอง"

จากที่เคยต่างฝ่ายต่างเป็นศัตรูคู่แค้น แทบเอาตัวไม่รอด

บัด นี้ ทั้ง พล.อ.สนธิ-พ.ต.ท.ทักษิณ และบริวารคนสำคัญ อย่าง น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช และ นายภูมิธรรม เวชยชัย เข้าประจำการอยู่ในขบวนการเดียวกันอย่างแนบเนียน

ขณะที่ บิ๊กบัง กำลังหัวชนฝา เสนอเส้นทางปรองดอง เปิดบันไดให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับบ้านแบบเท่ ๆ

ขณะที่ นายภูมิธรรม ที่หายจากพรรคไปนาน กลับเข้ามาชุบมือประจำการเป็นผู้อำนวยการพรรคเพื่อไทย

ขณะที่ นายแพทย์พรหมินทร์ เข้าระดมสมองในฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค เป็นกุนซือเงียบให้ "ยิ่งลักษณ์" ในทำเนียบรัฐบาล

หากย้อนไปดูประวัติศาสตร์วันต่อสู้แย่งชิงอำนาจเมื่อ 5 ปีก่อน ทั้ง 3 คนต่างความคิด ต่างสายพันธุ์โดยสิ้นเชิง !!



คลิกอ่านรายละเอียดที่นี่


(ที่มา)
http://www.matichon.co.th

Wake Up Thailand

Wake Up Thailand



Wake Up Thailand 05กค55

http://www.youtube.com/watch?v=3E4ktbC8JYc

The Daily Dose

The Daily Dose

 

The Daily Dose 05กค55

http://www.youtube.com/watch?v=I36MxedklOg&feature=player_embedded