หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สุรชัย แซ่ด่าน

สุรชัย แซ่ด่าน 

 


(คลิกฟัง)
http://www.youtube.com/watch?v=xhUVPNnScB4&feature=player_embedded#!

สัมภาษณ์ "ญาติผู้ต้องขัง 112" ในวันแถลงเปิดตัวเครือข่าย

สัมภาษณ์ "ญาติผู้ต้องขัง 112" ในวันแถลงเปิดตัวเครือข่าย

 

Profile picture


7 ก.ค. 55 - เวลา 13.00 น. ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา มีการแถลงข่าวเปิดตัว "เครือข่ายญาติและผู้ประสบภัยจากมาตรา 112"นำโดยญาติของผู้ต้องขังและผู้ต้องหาในคดีกฎหมายอาญามาตรา 112

ประชาไท เสนอบทสัมภาษณ์ถึงวัตถุประสงค์ ที่มาการรวมตัว และแผนกิจกรรมของเครือข่าย ผ่านการพูดคุยกับ สุกัญญา พฤกษาเกษมสุข (ภรรยาสมยศ) กีเชียง ทวีวโรดมกุล (พ่อหนุ่ม เรดนนท์), รสมาลิน ตั้งนพกุล (ภรรยาอากง), ปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ (ภรรยาสุรชัย) 

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่  เปิดตัวกลุ่มญาตินักโทษม. 112 'ส.ศิวรักษ์' เสนอขออภัยโทษทั้งหมด 12 ส.ค.

(ที่มา)
http://www.prachatai.com/journal/2012/07/41451

วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Back Story : วิดีโอคลิปสร้างวิกฤติศาลรัฐธรรมนูญ

Back Story : วิดีโอคลิปสร้างวิกฤติศาลรัฐธรรมนูญ

 

http://www.matichon.co.th/online/2012/07/13412881531341288359l.jpgPhoto: หยุดกฎหมายล้างผิด หยุดทำผิดให้เป็นถูก หยุดอ้างอำนาจที่ไม่ได้มาจากปวงชน

เมื่อมีการยึดอำนาจของปวงชนก็จะมีการออกกฎหมายลบล้างความผิดของพวกที่ทำการยึดอำนาจ ซึ่งเป็นความผิดฐานกบฏที่มีโทษถึงประหารชีวิต เหมือนโจรที่ปล้นบ้าน แล้วประกาศว่าการปล้นบ้านไม่เป็นความผิด

ตามด้วยประกาศและคำสั่งของพวกที่ทำการยึดอำนาจของปวงชน และยังให้มีผลทางกฎหมาย แม้ว่าคณะรัฐประหารได้ลงจากอำนาจไปแล้ว เหมือนโจรบังคับให้เจ้าของบ้านต้องปฏิบัติตามคำสั่งของพวกโจรตลอดไป แม้ว่าพวกมันจะลงจากบ้านไปแล้ว

รวมถึงการอ้างอำนาจของตุลาการที่มีจากการเลือกกันเองของข้าราชการตุลาการที่มิได้ยึดโยงกับประชาชนแม้แต่น้อยที่ใช้อำนาจโดยไม่มีขอบเขต ทั้งๆที่ตุลาการมีหน้าที่เพียงแค่การพิจารณาคดีความตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายเท่านั้น แต่ไม่มีหน้าที่พิจารณาเรื่องทางการเมืองที่ขึ้นกับการตัดสินใจของประชาชน 
การที่ตุลาการเข้าแทรกแซงกำกับควบคุมเรื่องทางการเมือง ควบคุมการทำงานของสภาและรัฐบาล ก็เท่ากับเป็นการรวบอำนาจหรือปล้นอำนาจของปวงชนนั่นเอง เท่ากับว่ามีคนที่ไม่ใช่เจ้าของบ้านแต่มาอ้างสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องภายในบ้านแทนเจ้าของบ้าน หรือกระทั่งจัดการขับไล่ ลงโทษหรือกลั่นแกล้งตัวแทนเจ้าของบ้าน

ประชาชนผู้เป็นเจ้าของบ้าน จงลุกขึ้นทวงสิทธิ์อันชอบธรรมของตน
จงร่วมกันปฏิเสธกฎหมายล้างผิดให้พวกกบฏที่ปล้นอำนาจของประชาชน
จงปฏิเสธบรรดาประกาศ คำสั่งและกฎหมายของโจรที่ปล้นอำนาจของพวกเรา
จงปฏิเสธตุลาการซึ่งไม่ใช่ตัวแทนของพวกเราแต่กลับมาทำลายและริดรอนอำนาจตัวแทนของพวกเรา

ประชาชนทั้งหลายจงรวมตัวกันเพื่อทวงสิทธิ์อันชอบธรรมของพวกเราคืนจากพวกโจรปล้นอำนาจทั้งหลาย ที่มาในหลากหลายรูปแบบ
เพื่อสร้างประเทศให้เป็นประชาธิปไตย เพื่อลูกหลานไทยทุกคน

(คลิกฟัง)http://news.voicetv.co.th/thailand/43986.html

ศาลรัฐธรรมนูญจะทำรัฐประหารหรือไม่?


ข้อ หาว่ารัฐบาลคิดจะ “ล้มล้างระบบ...และกษัตริย์” ผ่านการแก้รัฐธรรมนูญ เป็นความเพ้อฝันของนักการเมืองปัญญาอ่อน และเป็นข้อหาสามัญของพวกที่อยากทำรัฐประหารเพื่อล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการ เลือกตั้งหรือฆ่าประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตย มันเป็นวิธีที่เผด็จการทรามใช้ในไทย อียิปต์ และตุรกี 

ตาม หลักประชาธิปไตยรัฐสภามีอำนาจชอบธรรมในการร่างกฏหมาย ยิ่งกว่านั้นรัฐธรรมนูญปัจจุบันของไทยเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากเผด็จการทหาร ดังนั้นถ้าศาลรัฐธรรมนูญมีส่วนในการล้มล้างรัฐบาลและระบอบประชาธิปไตยด้วย การยุบพรรคเพื่อไทย มันจะเป็นเรื่องที่ขาดความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง สมควรที่จะถอดถอนผู้ที่ดำรงตำแหน่งในศาล

คำ ถามว่าศาลจะก่อรัฐประหารหรือไม่เป็นเรื่องที่ตอบยาก และการเมืองเต็มไปด้วยอุบัติเหตุ ความขัดแย้ง และการกระทำของคนที่ไม่คิดไกล เราเดาไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่เราสามารถชั่งน้ำหนักความเป็นไปได้ตามเงื่อนไขต่างๆ

ปัจจัยที่อาจทำให้ศาลไม่น่าจะล้มรัฐบาล

ทหาร คือกลุ่มคนที่มีอำนาจสูงในสังคมไทย ทักษิณและเพื่อไทยทำข้อตกลงกับทหารเรียบร้อยแล้ว ทหารทราบดีว่าจะไม่ถูกนำมาขึ้นศาลในฐานะที่ฆ่าเสื้อแดง และทหารทราบดีว่ารัฐบาลจะไม่แก้ 112 หรือปล่อยนักโทษ 112 หรือ แตะสิทธิพิเศษของทหาร และใครที่มีสมองก็คงเข้าใจด้วยว่าทักษิณและเพื่อไทยเชิดชูสถาบันกษัตริย์พอๆ กับทหาร ข้าราชการชั้นสูง และนายทุนอื่นๆ

ทหาร เข้าใจว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์มีความสามารถในการควบคุมเสื้อแดงผ่านแกนนำนปช. เพื่อไม่ให้เสื้อแดงออกมาชุมนุม รัฐบาลประชาธิปัตย์ หรือรัฐบาลแห่งชาติในรูปแบบที่ถูกมองว่าเป็นผลจากการทำรัฐประหารโดยศาล จะไม่สามารถควบคุมเสื้อแดงได้ และเสี่ยงกับการที่จะมีการชุมนุมใหญ่รอบใหม่

ถ้า รัฐบาลถูกล้มจะมีการหมุนนาฬิกากลับไปสู่สองปีก่อน และความปั่นป่วนของการเมืองไทย สภาพแบบนี้ไม่ตรงกับผลประโยชน์ของชนชั้นปกครองไทยรวมถึงทหาร

ละคร ร้ายของศาลอาจเป็นแค่การต่อรองกับเพื่อไทยและทักษิณ เพื่อให้เขารู้ว่าเขาจะไม่ได้อะไรดังใจง่ายๆ มันอาจไม่จบลงด้วยการล้มรัฐบาลก็ได้

ปัจจัยที่อาจนำไปสู่รัฐประหารของศาล

อำมาตย์ ไม่ใช่กลุ่มคนที่สามัคคีกันตลอด เต็มไปด้วยความขัดแย้งและการช่วงชิงผลประโยชน์กัน ทหารก็ขัดแย้งกันเองเรื่องผลประโยชน์ ศาลรัฐธรรมนูญอาจไม่ฟังทหาร และอาจลองรุกสู้แบบโง่ๆ เพื่อผลประโยชน์เฉพาะของเขา

ซีก ที่อยากรุกสู้อาจมั่นใจในตัวเองสูงเกินไปว่าจะชนะ โดยไม่พิจารณาผลระยะยาวจากการทำลายข้อตกลงระหว่างทหารกับทักษิณ ซึ่งอาจนำไปสู่การเสียอำนาจของอำมาตย์ทั้งหมดในที่สุด และพวกนี้อาจไม่สนใจประเด็น “ความชอบธรรม” ในสายตาคนไทยและต่างประเทศ เขาอาจโง่ด้วย

ซีก ที่อยากรุกสู้อาจคาดการว่าการยุบพรรคเพื่อไทยจะไม่ล้มรัฐบาล เพราะอาจมีการฟื้นตัวในอีกรูปแบบหนึ่ง เขาอาจมองว่าเป็น “การสั่งสอน” ทักษิณและเพื่อไทยไม่ให้มั่นใจเกินไป แต่แนวแบบนี้เต็มไปด้วยความเสี่ยงสำหรับอำมาตย์ซีกนี้

เราควรทำอะไร?

เสื้อ แดงก้าวหน้าต้องปกป้องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อรัฐบาลนั้นถูกข่มขู่ จากฝ่ายเผด็จการ แต่ในขณะเดียวกันเราต้องจัดตั้งอิสระและกล้าวิจารณ์รัฐบาลเมื่อรัฐบาลทำใน สิ่งที่ไม่ถูกต้อง อย่าลืมว่าทั้งฝ่ายอำมาตย์และเพื่อไทยอาจอยากให้มีบรรยากาศตึงเครียดใน เรื่องรัฐประหาร เพื่อกดดันให้เสื้อแดงก้าวหน้าสยบยอม เราต้องกล้าเสนอให้มีการปฏิรูปสังคมไทยอย่างถอนรากถอนโคนต่อไป เราต้องสนับสนุนข้อเสนอของคณะนิติราฎร์และร่วมรณรงค์ให้ปล่อยนักโทษการเมือง 112 พร้อมกับนำทหารและนักการเมืองมือเปื้อนเลือดมาขึ้นศาล

 

(ที่มา)http://redthaisocialist.com/2011-01-20-12-41-04/362-2012-07-02-17-58-06.html 

พอล โดโนแวน กับทิศทางเศรษฐกิจโลกท่ามกลางวิกฤตยูโรโซน

พอล โดโนแวน กับทิศทางเศรษฐกิจโลกท่ามกลางวิกฤตยูโรโซน

 

 

พอล โดโนแวน นักเศรษฐศาสตร์โลกของยูบีเอส เอจี วาณิชธนกิจ และบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำ ได้บอกเล่าการวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจโลกท่ามกลางวิกฤตยูโรโซนว่าจะมุ่งหน้า ไปยังทิศทางไหน โดยระบุว่าการเติบโตของเขตเศรษฐกิจโลกในประเทศที่พัฒนาแล้วในปัจจุบัน หลักๆ ยังคงถือว่ามีเสถียรภาพ แต่เชื่อว่ากรีซจะผิดนัดชำระหนี้อีกอย่างน้อย 1 ครั้ง

โดโนแวนบอกว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของโลกเฉลี่ยแล้วคาดการณ์ว่าจะโต 3 เปอร์เซ็นต์ โดยในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก แม้เศรษฐกิจเมื่อปี 2011 ที่ผ่านมาจะมีอัตราการเติบโตเพียง 1.7 เปอร์เซ็นต์ แต่คาดว่าจะโตเพิ่มเป็น 2.1 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ และโตขึ้นอีกเป็น 2.6 เปอร์เซ็นต์ในปี 2013 โดยสถานการณ์ในปัจจุบันนั้น ภาคอสังหาริมทรัพย์ค่อนข้างมีเสถียรภาพ และยังคงมีการใช้จ่ายของผู้บริโภค แต่ก็ยังมีปัญหาคือมีจำนวนคนว่างงานมากขึ้น โดยข้อมูลตัวเลขล่าสุดที่กระทรวงแรงงานของสหรัฐอเมริกา เปิดเผยออกมาเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมาระบุว่า มีการจ้างงานเพิ่มในเดือนมิถุนายนเพียง 80,000 ตำแหน่งเท่านั้น ทำให้อัตราว่างงานในปัจจุบันยังคงสูงถึง 8.2 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งธนาคารยังไม่ค่อยปล่อยกู้อีกด้วย 


(ที่มา)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1341799648&grpid=&catid=06&subcatid=0600

ปธน.อียิปต์ 'ชน' ศาล-กองทัพ ประกาศยกเลิก 'คำสั่งยุบสภา'

ปธน.อียิปต์ 'ชน' ศาล-กองทัพ ประกาศยกเลิก 'คำสั่งยุบสภา'

 

 

มูฮัมหมัด มอร์ซี ประธานาธิบดีอียิปต์คนใหม่จากพรรคภราดรภาพมุสลิม ออกประกาศเพื่อให้ 'คำสั่งยุบสภา' ของกองทัพสูงสุดเป็นโมฆะ หลังศาลฎีกาตัดสินยุบสภา เหตุไม่ชอบด้วยกฎหมาย 

เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 55 สำนักข่าวอัลจาซีรารายงานว่า ประธานาธิบดีคนใหม่ของอียิปต์ มูฮัมหมัด มอร์ซี จากพรรคภราดรภาพมุสลิม ได้ท้าทายศาลสูงสุดและกองทัพอียิปต์ โดยการสั่งให้รัฐสภาเริ่มเปิดการประชุมอีกครั้งหลังถูกยุบไปโดยคำสั่งของสภา กองทัพสูงสุด (SCAF) เพียงก่อนการเลือกตั้งสองวัน โดยอ้างว่าสภาได้รับเลือกเข้ามาโดยวิธีที่ขัดต่อกฎหมาย

คำสั่งดังกล่าวระบุว่า มอร์ซีตัดสินใจจะรื้อฟื้นสภาประชาชน ซึ่งได้รับการเลือกตั้งเข้ามาในต้นเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ขึ้นมาทำหน้าที่ออกกฎหมายอีกครั้ง

ทั้งนี้ ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พรรคการเมืองของกลุ่มภราดรภาพมุสลิมได้รับชัยชนะโดยได้ที่นั่งเกือบครึ่ง หนึ่งของสภา และมอร์ซีเอง ถึงแม้จะได้ลงจากตำแหน่งผู้นำพรรคแล้ว แต่ก็ยังเป็นสมาชิกของพรรคดังกล่าว

การออกคำสั่งของมอร์ซี ถูกมองว่าเป็นความพยายามที่จะรื้อฟื้นรัฐสภากลับมา โดยหลีกเลี่ยงการขัดแย้งโดยตรงกับศาลสูงสุด โดยแทนที่จะกล่าวถึงคำสั่งศาลโดยตรง ซึ่งระบุว่าสภาควรถูกยุบ เขาได้ยกเลิกคำสั่งของสภากองทัพสูงสุด ผู้ซึ่งในขณะนั้นเป็นผู้ถืออำนาจบริหารและปฏิบัติตามคำสั่งของศาล

ขั้วขัดแย้งระหว่างกองทัพและกลุ่มภราดรภาพมุสลิม

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา กลุ่มภราดรภาพมุสลิมโต้แย้งตลอดมาว่าคำสั่งศาลสูงสุดตัดสินโดยไม่ชอบธรรม และสภากองทัพสูงสุดเองก็ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะยุบสภา

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่เป็นที่ชัดเจนนักว่า มอร์ซีได้หารือเรื่องนี้กับกองทัพหรือกลุ่มอำนาจอื่นๆ ก่อนจะออกคำสั่งนี้หรือไม่ โดยทางผู้นำระดับสูงของกลุ่มภราดรภาพมุสลิมกล่าวว่าตนไม่ได้รับการปรึกษา หารือ ในขณะที่สภากองทัพสูงสุดได้จัด "การประชุมฉุกเฉิน" เพื่อหารือเรื่องนี้ และศาลสูงสุดก็นัดประชุมในวันจันทร์เพื่อตีความคำสั่งดังกล่าว

นอกจากนี้ คำสั่งของมอร์ซียังกำหนดให้มีการจัดการเลือกตั้ง 60 วันหลังการให้ความเห็นชอบลงประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงปลายปีนี้ โดยมีสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมาจากการแต่งตั้งของสภาสมัยก่อนหน้านี้ ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ทั้งนี้ การชนะการเลือกตั้งของกลุ่มภราดรภาพมุสลิม ได้ก่อให้เกิดความหวาดระแวงในหมู่ฆราวาสนิยม เสรีนิยม และชนกลุ่มน้อยศาสนาคริสต์ ที่ดูเหมือนจะพึงพอใจกับการยุบสภา โดยนักการเมืองฝ่ายฆราวาสนิยม รวมถึงโมฮัมเหม็ด เอลบาราได ได้วิพากษ์การตัดสินใจของมอร์ซีเมื่อคืนวันอาทิตย์ด้วย 

คำสั่งของศาลสูงสุดที่ให้ยุบสภา มีขึ้นเพียงหนึ่งวันก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบที่สอง ซึ่งมีผู้ลงสมัครคือ มอร์ซี และอาห์เหม็ด ชาฟีก อดีตนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลระบอบเก่าของฮอสนี มูบารัก 

ข้อครหาต่อศาลมีหนักขึ้น

คำสั่งศาลดังกล่าวตัดสินว่า การที่พรรคการเมืองได้ลงแข่งเพื่อชิงที่นั่งในสภาที่สงวนไว้สำหรับผู้สมัคร อิสระเป็นเรื่องที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ การตัดสินดังกล่าว นำมาซึ่งข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่า ศาลเป็นเครื่องมือของสภากองทัพ ซึ่งมุ่งที่จะจำกัดอำนาจของกลุ่มภราดรภาพมุสลิม

ข้อครหาดังกล่าวมีมากขึ้น โดยหลังจากที่ศาลมีคำสั่งยุบสภาเพียงสองวัน สภากองทัพสูงสุดก็ได้ออกคำสั่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อจำกัดอำนาจประธานาธิบดี และถ่ายโอนอำนาจบริหารจากรัฐสภาที่ถูกยุบมาให้ตนเอง 

คำสั่งของมอร์ซีไม่ได้ระบุชัดเจนว่า สภากองทัพสูงสุดจะสูญเสียอำนาจบริหารหรือไม่ หากรัฐสภาถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง

กลุ่มภราดรภาพมุสลิม กล่าวว่า การยุบสภา ควรผ่านการทำประชามติ

อนึ่ง รัฐธรรมนูญชั่วคราวของอียิปต์ซึ่งผ่านการประชามติหลังการโค่นล้มเผด็จการฮอส นี มูบารักในปี 2553 ไม่มีการให้อำนาจสถาบันทางการเมืองใดที่จะยุบสภาได้ และไม่มีกฎข้อบังคับระบุเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าวด้วย ในขณะที่ประธานาธิบดีมีอำนาจที่จะเรียกเปิดประชุมสภา 

ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก Egypt's Morsi orders parliament to reconvene
http://www.aljazeera.com/news/middleeast/2012/07/201278153339685112.html


(อ่านต่อ)
http://www.prachatai.com/journal/2012/07/41457

Divas Cafe

Divas Cafe


แดงโห่ ปชป เฮ นักวิชาการซัด กระแสตีกลับเพื่อไทย Divas Cafe 13มิย55
http://youtu.be/vTCbQdANN1k

 

ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลเจ้าไม่ใช่ศาลราษฎร Divas Cafe 09กค55

http://www.youtube.com/watch?v=pivR-Fo__nw&feature=g-all-u

ศุกร์ 13 เพื่อไทย สยอง? (ภาคแรก)

ศุกร์ 13 เพื่อไทย สยอง? (ภาคแรก)

 

วีรพัฒน์ ปริยวงศ์
นักกฎหมายอิสระ
http://www.facebook.com/verapat


ผู้เขียนได้เข้า ฟังการไต่สวน ณ ศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 5-6 กรกฎาคม ที่ผ่านมา และได้บันทึกสีหน้า ท่าทาง และน้ำเสียงของศาลไปพร้อมกับเนื้อหาการไต่สวน ซึ่งมีประเด็นควรแก่การขบคิดก่อนศาลจะมีคำวินิจฉัยในวันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม ดังนี้

1. ศาลไต่สวนเพียงสองวัน ‘หยาบสั้น’ ไปหรือไม่ ?
แม้ผู้เขียนจะเป็น ‘ฝ่ายผู้ดู’ แต่ก็รู้สึกอึดอัดแทนทั้ง ‘ฝ่ายผู้ร้อง’ (ที่ต้องการยับยั้งการแก้รัฐธรรมนูญ) และ ‘ฝ่ายผู้ถูกร้อง’ (ที่ต้องการเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ) ซึ่งต่างมีประเด็นที่จะอธิบายซักถามจำนวนมาก แต่กลับถูกบีบคั้นโดยกรอบเวลาที่ศาลกำหนด



ปกติคดีส่วนตัวธรรมดาระหว่างคนสองคน ยังนำสืบพยานกันได้หลายนัดหลายวัน มาคดีนี้มีคู่ความฝ่ายละหลายราย และอาจมีผลรุนแรงถึงขั้นยุบพรรคการเมืองที่มีประชาชนสนับสนุนจำนวนมาก แล้วเหตุใดศาลจึงรวบรัดไต่สวนพยานเพียงสองวัน และใช้เวลาเพียง ‘วันเดียว’ ในการทำคำวินิจฉัยหลังกำหนดแถลงปิดคดี ?

แม้ศาลมีอำนาจควบคุมการไต่สวนให้มีประสิทธิภาพ (ซึ่งหลายจังหวะศาลทำได้ดี) แต่ศาลก็พึงระลึกว่า ‘ระบบไต่สวน’ ไม่ได้แปลว่าศาลจะรวบรัดเวลาได้เสมอ ตรงกันข้าม การที่ศาลแสวงหาข้อเท็จจริงได้เอง กลับทำให้ศาลต้อง ‘ซักถามสนทนา’ ถึงประเด็นที่แสวงหามา เพื่อให้คู่ความได้ทราบและชี้แจงอย่างเต็มที่ การไต่สวนจึงไม่ได้สำคัญที่ ‘การฟัง’ ของศาล หรือ ‘การอ่าน’ เอกสารในสำนวนก่อนหรือหลังวันไต่สวนเท่านั้น

 แต่ปรากฏว่าตลอดสองวัน ‘ศาลซักถามน้อยมาก’ และดูไม่จดประเด็นเสียด้วย หากศาลถามได้มากและโยงเข้าเนื้อหาสำนวนได้ แสดงว่าศาลทำการบ้านอ่านสำนวนมาล่วงหน้า และจดคำตอบสำคัญโดยไม่ต้องรอถอดเทป แต่คดีนี้ก็มีจังหวะที่ศาลเองดูไม่แน่ใจว่ามีเรื่องใดซ้ำกับเอกสาร ปล่อยให้พยานต้องบอกว่าตอบไปแล้วในเอกสาร 

ความรวบรัดที่ว่านำไปสู่ ‘สิ่งที่ไม่คาดนึก’ คือ มีจังหวะที่ตุลาการเอียงตัวไปโต้เถียงกันสั้นๆ ภาพที่เห็นเข้าใจได้ว่า ตุลาการท่านหนึ่งประสงค์ให้พยานได้ถูกซักเพิ่มในประเด็นที่ตนสนใจ แต่ตุลาการอีกสองท่านส่ายหน้าว่าต้องพอแล้ว   ซ้ำร้าย บางท่านยังพิงหลังหลับตาเป็นระยะ ขณะที่บางท่านลุกไปนอกห้องนานพอสมควร (แต่บางท่านก็ไม่ได้ลุกออกไปเลย)


 ‘ภาพน่าตะลึง’ อีกภาพ คือ วิธีการและจังหวะที่ประธานศาลใช้ถาม ‘นายโภคิน พลกุล’ ขณะ กำลังพูดเสร็จ แทนที่จะถามพยานตามปกติ กลับโต้เถียงประหนึ่งถามค้านพยานและสรุปความเบ็ดเสร็จเสียเอง และในขณะที่พยานมีมารยาทพอที่จะไม่เถียงศาลต่อ ก็มีเจ้าหน้าที่นำเอกสารมาให้พยานลงชื่อจนรวบรัดให้ต้องลุกไปจากเก้าอี้ (ชมคลิปได้ที่ http://bit.ly/VPCONS)

(อ่านต่อ)
http://www.prachatai.com/journal/2012/07/41446