ศึก 2 ก๊ก 2 วาระ ในเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทยและ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องตั้งหลัก กำหนดเกมการเมืองใหม่อีกครั้ง
เป็นการกำหนดเกม เดิน 2 ขา ขับเคลื่อน 2 ทาง กับนักการเมือง 2 ก๊ก
ก๊กหนึ่งเป็นกลุ่มนักการเมืองในทีมยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ที่มีจาตุรนต์ ฉายแสงเป็นหัวหอก
ก๊กหนึ่งเป็นกลุ่มนักการเมืองสายตรง พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาส่วนตัวเป็นหัวขบวน
หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ไม่เป็นการล้มล้างการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
เมื่อคำวินิจฉัยของศาล แนบท้ายด้วยข้อเสนอแนะทางกฎหมาย ทั้งผูกพัน ทั้งล็อกบทให้ฝ่ายนิติบัญญัติเดินหน้าได้ไม่สะดวกนัก
เพราะ
คำ "ข้อเสนอแนะ" มีแค่ 2 ประเด็น 1.คือ ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับวินิจฉัย
2.คือ
การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังห่างไกลการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา
กษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ท่าทีรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย
ระหว่างรอคำวินิจฉัยกลางของตุลาการทั้ง 8 ที่จะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา
จึงมีเพียง 2 ทางที่จะทำตามคำแนะนำ
คือ ต้องทำประชามติก่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ หรือจะย้อนกลับมานับ 1 ใหม่ โดยให้รัฐสภาแก้ไขเป็นรายมาตรา
ท่า
ทีของ พ.ต.ท.ทักษิณและลูกน้องคนสนิท เป็นไปในทิศทางเดียวกันคือ
"แก้รายมาตรา" เพื่อตัดปัญหาขั้นตอนทางกฎหมาย
และรามือจากการสู้กับฝ่ายอำมาตย์ชั่วคราว
นักการเมือง
รับขับเคลื่อนในลู่ทางนี้ ประกอบด้วย "สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์"
ประธานรัฐสภา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี และ นพดล ปัทมะ
ที่ปรึกษาส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ
(อ่านต่อ)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1342671777&grpid=&catid=03&subcatid=0305
กฎหมายเผด็จการมาตรานี้สามารถสร้างความเดือดร้อนให้ใครก็ได้ (ไม่ว่าคุณจะนิยมอุดมการณ์ทางการเมืองแบไหน หรือแม้แต่คนที่ไม่ได้สนใจการเมืองเลยก็ตาม)
The Daily Dose

The Daily Dose 20กค55
The Daily Dose 19กค55
บทสนทนาระหว่างผู้พิพากษาคดี ม.112 กับทนายอานนท์
บทสนทนาระหว่างท่านผู้พิพากษา อภิสิทธิ์ วิระมิตรชัย
หนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของนายเอกชัย
(สงวนนามสกุล) กับทนายฝ่ายจำเลย ทนายอานนท์ นำภา เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม
2555 (ซึ่งเป็นวันที่ 3 ของการพิจารณาคดี)
น่าจะช่วยให้สังคมเข้าใจรายละเอียดของการต่อสู้คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพดี
ขึ้น
ผู้เขียนซึ่งได้บันทึกบทสนทนาด้วยปากกาจึงขอนำบางส่วนของการสนทนาดังกล่าวมา
เผยแพร่ โดยหวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่สังคม
(นายเอกชัยถูกจับเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2554 ข้อหาขายก้อปปี้ CD
สารคดีเรื่องอนาคตสถาบันกษัตริย์ไทยกับ ม.112 ของโทรทัศน์ออสเตรเลีย the
Australian Broadcasting Corporation (ABC) พร้อมเอกสาร WikiLeaks
สองชุดที่มีการอ้างคำพูดของ ประธานองคมนตรี พลเอก เปรม ติณสูลานนท์
องค์มนตรี พลอากาศเอก สิทธิ เศวตศิลา อดีต นายกรัฐมนตรี นายอานันท์
ปันยารชุน และ นายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในตอนนั้น –
เอกชัยถูกจับแถวสนามหลวงหลังตำรวจนอกเครื่องแบบล่อซื้อ CD ในราคา 20
บาทแถวสนามหลวง เอกชัยถูกขังคุก 9 วันก่อนได้รับการประกันตัว
และปัจจุบันอยู่ระหว่างการต่อสู้คดี)
อ่านรายละเอียดได้เพิ่มเติมในข่าว
คดีคนขายซีดี ABC ยอมระงับขอหมายเรียก'เปรม' - เลื่อนสืบพยาน 20 พ.ย.
Court defers lese majeste case, defence advised
(อ่านต่อ)
http://www.prachatai.com/journal/2012/07/41656
คดีคนขายซีดี ABC ยอมระงับขอหมายเรียก'เปรม' - เลื่อนสืบพยาน 20 พ.ย.
(อ่านต่อ)
เผยผลสำรวจหลังปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท พบร้องเรียนกว่า 5 พันราย

(19 ก.ค.55) ที่มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย
คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยและศูนย์รับเรื่องร้องเรียนค่าจ้างที่ไม่เป็น
ธรรม 8 ศูนย์พื้นที่
แถลงผลสำรวจการรับเรื่องร้องเรียนกรณีค่าจ้างไม่เป็นธรรม ไตรมาสแรก
หลังนโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำของรัฐบาล 300 บาทต่อวัน
มีผลบังคับใช้พื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑลและภูเก็ต เมื่อวันที่ 1
เม.ย.ที่ผ่านมา
ชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวว่า จากการสำรวจ
มีผู้ร้องเรียน 5,134 คน ใน 3 กรณีปัญหา ได้แก่
การไม่ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 2,380 คน โดยพบในกิจการธุรกิจโรงแรม
ธุรกิจขนส่ง ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์รถยนต์และจิวเวอรี การเปลี่ยนสภาพการจ้าง
เช่น ปรับย้ายตำแหน่ง ลดสวัสดิการ ย้ายฐานการผลิต จำนวน 2,168 คน
ในกิจการสิ่งทอ เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และการนำสวัสดิการมารวมค่าจ้าง
586 คน พบในกิจการอิเล็กทรอนิกส์ บริการ ธุรกิจขนส่ง อาหารและเฟอร์นิเจอร์
ชาลี กล่าวด้วยว่า สถานประกอบการกว่า 50%
มีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำตามที่รัฐบาลกำหนดจริง แต่กลับปรับลดสวัสดิการอื่นๆ
ลงแทน เพื่อทำให้สถานประกอบการจ่ายเงินให้ลูกจ้างได้ในอัตราผลรวมเท่าเดิม
เช่น ในกิจการธุรกิจขนส่ง พบว่า แรงงานที่เป็นพนักงานขับรถส่งของ
นายจ้างไม่ปรับค่าจ้างขั้นต่ำให้
แต่เอาค่าขับรถในแต่ละรอบไปรวมกับเงินเดือนกลายเป็นค่าจ้างแทน
ทั้งที่ค่าขับรถแต่ละเที่ยวนั้นไม่ใช่ค่าจ้างประจำจึงไม่สามารถนำไปรวมเป็น
ค่าจ้างตามกฎหมายได้ และเป็นรายได้ที่ไม่แน่นอน
หากวันใดไม่มาทำงานก็จะไม่ได้รับ
การทำเช่นนี้ยิ่งจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและส่งผลต่อความไม่
ปลอดภัยในการทำงานเพิ่มขึ้น เพราะแรงงานจะต้องทำงานมากขึ้น
ชั่วโมงการทำงานยาวขึ้น
ชาลี กล่าวต่อว่า
นอกจากนี้ยังพบว่าไม่มีการปรับเพิ่มค่าจ้างขึ้นตามอายุงาน
ทำให้แรงงานที่เข้ามาทำงานใหม่ได้รับค่าจ้างเกือบเท่ากับแรงงานที่ทำงานมา
นานนับสิบปี
ส่งผลให้แรงงานที่ทำงานมานานหมดกำลังใจในการทำงานตามฝีมือแรงงาน
และเมื่อแรงงานกลุ่มนี้ร้องเรียนต่อผู้บริหารเพื่อขอปรับค่าจ้าง
นายจ้างก็จะใช้วิธีข่มขู่เรื่องการเลิกจ้างแทน
ทั้งที่สถานประกอบการย่อมทราบดีว่าแรงงานที่อายุการทำงานมาก
เมื่อถูกเลิกจ้างมักหางานทำยาก เพราะส่วนใหญ่เป็นแรงงานสูงอายุ
บางบริษัทใช้วิธีประกาศเลิกกิจการแล้วเปิดกิจการใหม่
โดยประกาศรับพนักงานแล้วเริ่มนับอายุงานใหม่
เพื่อหลีกเลี่ยงการปรับค่าจ้างแรงงานในกลุ่มแรงงานที่ทำงานมานานแล้วในอัตรา
ที่สูงขึ้น ขณะที่แรงงานในภาคบริการ เช่น แม่บ้าน ยามรักษาความปลอดภัย
ซึ่งส่วนมากเป็นการจ้างงานผ่านบริษัทเหมาช่วง
มีการทำสัญญาการจ้างงานที่มีระยะเวลาแน่นอน
เมื่อมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ก็ยังมีการใช้สัญญาจ้างเดิม
ไม่มีการปรับขึ้นค่าจ้างแต่อย่างใด
(อ่านต่อ)
http://www.prachatai.com/journal/2012/07/41632
เสื้อแดงนอกเงาเพื่อไทย
โดยสมชาย ปรีชาศิลปกุล
ความเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยบุคคลในพรรคเพื่อไทยในห้วงเวลาหลายเดือนที่
ผ่านมาได้ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนถึงมวลชนคนเสื้อแดงว่าคงจะต้องมีการปรับ
เปลี่ยนท่าทีและความสัมพันธ์ระหว่างกันเสียที
ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าในความเคลื่อนไหวหลายประการที่คนเสื้อแดงเข้าไปมีส่วน
อย่างสำคัญ
ล้วนถูกมองข้ามหรือไม่ได้ให้ความสำคัญอย่างเพียงพอจากพรรคเพื่อไทยแต่อย่าง
ใด การผลักดันการแก้ไขมาตรา 112 ตามประมวลกฎหมายอาญา
ซึ่งประชาชนได้ร่วมกันล่าลายชื่อสนับสนุนก็ไม่ปรากฏว่า ส.ส.
เพื่อไทยคนใดได้มีความเห็นสนับสนุนอย่างจริงจัง
และเชื่อได้อย่างสนิทใจว่าเมื่อเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรก็คงจะ
ถูกคว่ำอย่างไม่เป็นท่า
การค้นหาความจริงของเหตุการณ์เมษา/พฤษภาหฤโหดใน พ.ศ. 2553
ก็ไม่มีความคืบหน้ามากมายนักนอกจากการใช้วาทะในการหาคะแนนนิยมไปเรื่อยๆ
ทั้งที่บัดนี้ก็อยู่ในสถานะที่จะทำให้กระบวนการค้นหาข้อเท็จจริงสามารถเกิด
ขึ้นได้มากกว่าในยามเป็นฝ่ายค้าน ยิ่งกับกรณีของ “อากง”
ก็มีแต่เห็นความเงียบชนิดเป่าสาก
แม้กระทั่งกับกรณีคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 68
ก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าบรรดาเสื้อแดงในพรรคเพื่อไทยต่างมุ่งจะปกป้องความ
มั่นคงของรัฐบาลมากกว่าการจะต่อสู้เพื่อสถาปนาอำนาจสูงสุดของประชาชนในระบบ
การเมืองให้บังเกิดขึ้น
คนเสื้อแดงทั้งหลายยังพึงพอใจกับท่าทีในแนวทางเช่นนี้ของพรรคเพื่อไทยอยู่หรือไม่
ปฏิเสธไม่ได้ว่าในท่ามกลางคนเสื้อแดงก็มิได้มีความเป็นอันเหนึ่งอันเดียวกัน
ไปในทุกด้าน
มีหลากหลายกลุ่มในฐานะของขบวนการเคลื่อนไหวที่ไม่ได้มีการจัดตั้งแบบแนวดิ่ง
ประเด็นซึ่งเป็นเป้าหมายร่วมกันอาจเป็นการต่อต้านอำนาจนอกระบบ
ซึ่งมักจะถูกหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นเพื่อระดมไพร่พลในการแสดงพลังหรือกดดัน
พลังการเมืองแบบอำมาตย์ อันทำให้ดูราวกับว่าเป็นประเด็นนำของการเคลื่อนไหว
แต่ในความเป็นจริงของความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
ทำให้มองเห็นได้ว่าในท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสีนั้น
บัดนี้ได้มีการรอมชอมกันในหมู่ชนชั้นนำบังเกิดขึ้นแม้ว่าความรอมชอมนี้อาจ
ไม่ยังไม่เป็นเอกภาพมากนักเนื่องจากความใหญ่โตและสลับซับซ้อนของเครือข่าย
แต่ก็สามารถทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในบางลักษณะให้กันและกัน
ดังเช่นหากจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ให้สามารถกระทำได้แต่ก็จะถูกจำกัดให้
อยู่ในขอบเขตเพียงบางประเด็นเท่านั้น
ไม่สามารถแก้ไขในทุกประเด็นที่เป็นโครงสร้างของระบบการปกครอง ไม่เพียงแค่
“ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” เท่านั้น
หากยังหมายรวมถึงอีกหลายสถาบันที่ยังต้องดำรงอยู่อีกต่อไป
ในขณะที่การล้มรัฐบาลด้วยการทำงานองค์กรอิสระก็จะไม่บังเกิดขึ้นเช่นกัน
จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจเมื่อทางคนในพรรคเพื่อไทยเองกลับออกมาเป็นผู้โจมตี
ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์เรื่องยุบเลิกศาลรัฐธรรมนูญอย่างสาดเสียเทเสีย
ทั้งที่เป็นข้อเสนอเพื่อจะนำไปสู่การสถาปนาอำนาจนำในทางการเมืองของรัฐสภา
จากระบบเลือกตั้ง
ความคาดหวังว่าพรรคการเมืองนี้จะเป็นผู้ถือธงนำในการเปลี่ยนแปลงจึงห่างไกลจากความเป็นจริงอยู่มาก
(อ่านต่อ)
http://www.prachatai.com/journal/2012/07/41642