หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กัมพูชา: เสรีภาพสื่อใต้เงาเผด็จการ

กัมพูชา: เสรีภาพสื่อใต้เงาเผด็จการ


 
 


http://www.youtube.com/watch?v=F3s9HJr3bJI&feature=player_embedded#! 


Cambodian Center for Human Rights (CCHR) ออกเอกสารเผยแพร่เกี่ยวกับการคุกคามสื่อมวลชนในประเทศกัมพูชา ระบุนักธุรกิจในเครือข่ายของพรรคประชาชนกัมพูชา (Cambodian People’s Party) ได้ใช้อำนาจทั้งตามกฎหมายและอำนาจมืดในการจัดการกับสื่อมวลชนที่นำเสนอข่าว ในทางลบกับรัฐบาลและเครือข่าย

โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

20 กรกฎาคม2555
กรุงพนมเปญ กัมพูชา


กัมพูชาเป็นประเทศหนึ่งที่สื่อมวลชนประสบภัยคุกความจากอำนาจเผด็จการ ผู้มีอำนาจในรัฐบาลรวมทั้งชนชั้นนำและนักธุรกิจในเครือข่ายของพรรคประชาชน กัมพูชา (Cambodian People’s Party) ได้ใช้อำนาจทั้งตามกฎหมายและอำนาจมืดในการจัดการกับสื่อมวลชนที่นำเสนอข่าว ในทางลบกับรัฐบาลและเครือข่าย การข่มขู่ทำร้ายร่างกาย การซุ่มทำร้ายบนท้องถนนรวมไปถึงการใช้ข้อกฎหมายมาจัดการกับสื่อมวลชนเป็น สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ที่15 กรกฎาคมที่ผ่านมาทางการกัมพูชาได้จับกุมตัวนาย Mam Sonando นักกิจกรรมทางสังคมและเจ้าของสถานีวิทยุอิสระบีไฮว์เรดิโอในข้อหาพัวพันใน การแบ่งแยกดินแดนโดยสถานี วิทยุของนาย Mam เป็นหนึ่งในไม่กี่สถานีที่นำเสนอข้อมูลเชิงลบของรัฐบาลและเครือข่ายธุรกิจ ที่มีผลประโยชน์ผูกพันกับพรรครัฐบาล

หนึ่งในผลงานชิ้นสำคัญของสถานีวิทยุบีไฮว์คือการนำเสนอข่าวการใช้กำลัง ทหารของรัฐบาลเพื่อบังคับให้ชาวบ้านในจังหวัด Kratie ย้ายออกจากที่พำนักโดยเหตุเกิดในวันที่16พฤษภาคม2555 รัฐบาลได้ให้สัมปทานที่ดินแก่บริษัทข้ามชาติจากรัสเซียเพื่อทำการพัฒนา พื้นที่สำหรับการปลูกยาง โดยในระหว่างการบังคับย้ายถิ่นฐานนั้นเจ้าหน้าที่รัฐได้ปฏิบัติต่อชาวบ้าน ด้วยความรุนแรงจนเป็นเหตุให้ Heng Chantha เด็กหญิงวัยสิบสี่ปีต้องสังเวยชีวิตไปในการนี้ ทางการกัมพูชาได้อ้างในภายหลังว่าชาวบ้านในหมู่บ้านที่ถูกบังคับให้ย้ายถิ่น ฐานนั้นส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มที่มีแนวคิดในการแบ่งแยกดินแดน โดยในขณะนี้ปัญหาการบังคับไล่ที่ชาวบ้านเพื่อสัมปทานที่ดินให้แก่บรรษัทข้าม ชาติเป็นปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนขนานใหญ่ที่เกิดขึ้นในกัมพูชา นาย Mam ในฐานะนักกิจกรรมทางสังคมได้นำเรื่องการบังคับไล่ที่ชาวบ้านไปฟ้องร้องยัง ศาลอาญาระหว่างประเทศโดยระบุว่าการไล่ที่ชาวบ้านของรัฐบาลจัดว่าเป็น อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติเนื่องจากเป็นการบังคับไล่ที่ขนานใหญ่และเป็นการ กระทำอย่างเป็นระบบ

สมเด็จฮุนเซ็นนายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้ประกาศต่อสาธารณว่านาย Mam มีความเกี่ยวข้องกับขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่จังหวัด Kratie จึงมีความจำเป็นต้องจับกุม ซึ่งการจับกุมนาย Mam เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม 2555 ซึ่งการจับกุมเกิดนี้ขึ้นภายหลังการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนในกรุง พนมเปญสิ้นสุดลงและเกิดขึ้นสามวันหลังจากนาย Mam เดินทางกลับจากการไปยุโรปเพื่อนำเรื่องไปฟ้องร้อง ณ ศาลอาญาระหว่างประเทศ ขณะนี้นาย Mam ถูกจองจำ ณ เรือนจำ Preysor โดยทางการกัมพูชาไม่อนุญาตให้ประกันตัวอ้างเหตุกลัวผู้ต้องหาหลบหนี 

(อ่านต่อ)
http://www.prachatai.com/journal/2012/07/41668 

แอมเนสตี้ชี้การละเมิดต่อชาวโรฮิงญาบั่นทอนความก้าวหน้าด้านสิทธิมนุษยชน

แอมเนสตี้ชี้การละเมิดต่อชาวโรฮิงญาบั่นทอนความก้าวหน้าด้านสิทธิมนุษยชน

 

โรฮิงญามุสลิมพยายามข้ามแม่น้ำนาฟไปยังฝั่งบังกลาเทศ เพื่อหลบหนีความรุนแรงในรัฐยะไข่หรือ ระไค (Rakhine) ในภาพวันที่ 13 ก.ค.2555 แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไม่ให้ขึ้นฝั่ง แม้จะมีเสียงเรียกร้องให้บังดลาเทศเปิดประตูรับคนเหล่านี้ก็ตามวันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมาบังกลาเทศได้ผลักไสเรือของชาวโรฮิงญากว่า 660 คนออกไป ปัจจุบันในประเทศนี้มีผู้ลี้ภัยชาวอิสลามชนชาตินี้นับแสนคนอยู่แล้ว เกือบทั้งหมดอยากกลับเข้าไปในพม่าอันเป็นถิ่นกำเนิด. -- AFP PHOTO/Munir uz ZAMAN.


เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 55 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ออกแถลงการณ์ พม่า: การละเมิดต่อชาวโรฮิงญาบั่นทอนความก้าวหน้าด้านสิทธิมนุษยชน โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล
แถลงการณ์

20 กรกฎาคม 2555

พม่า: การละเมิดต่อชาวโรฮิงญาบั่นทอนความก้าวหน้าด้านสิทธิมนุษยชน 

หกสัปดาห์หลังมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในรัฐยะไข่ของพม่า การโจมตีและการละเมิดของกองกำลังความมั่นคงต่อชนกลุ่มน้อยชาวโรฮิงญาและชาว มุสลิมเชื้อชาติอื่น ๆ ยังเพิ่มขึ้น แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าวในวันนี้

ความรุนแรงระดับชุมชนในรัฐดังกล่าวก็ยังดำเนินต่อไปเช่นกันแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าว

“การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไม่ใช่ใบอนุญาตให้ทำการละเมิดสิทธิมนุษยชน” เบนจามิน ซาวัคกี้ (Benjamin Zawacki) นักวิจัยด้านพม่า แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าว “กองกำลังความมั่นคงมีหน้าที่ปกป้องสิทธิของทุกคน โดยไม่มีข้อยกเว้นและไม่แยกแยะ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ถูกละเมิดสิทธิ และกองกำลังความมั่นคงจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนเองด้วย

รัฐบาลพม่าประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในรัฐยะไข่เมื่อวันที่ 10 มิถุนายนหลังเกิดความรุนแรงระดับชุมชนที่แพร่ไปในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้านั้น เป็นการปะทะกันระหว่างชาวยะไข่พุทธ ชาวยะไข่มุสลิม และชาวโรฮิงญามุสลิม ในหลายพื้นที่ยังคงมีความรุนแรงเช่นนั้นอยู่

นับแต่นั้นมา กองกำลังรักษาความมั่นคงชายแดน (nasaka) กองทัพและตำรวจก็ยังคงดำเนินการกวาดล้างอย่างหนักในพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นชาวโรฮิงญา มีการควบคุมตัวบุคคลซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชายและเด็กผู้ชายหลายร้อยคน และถูกกีดกันไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอก หรือมีการปฏิบัติอย่างโหดร้าย

แม้ว่าการพยายามรักษาความสงบเรียบร้อยและการปกป้องสิทธิมนุษยชนเป็น เรื่องจำเป็น แต่ดูเหมือนว่าการจับกุมส่วนใหญ่เป็นการกระทำตามอำเภอใจและเลือกปฏิบัติ ละเมิดสิทธิที่จะมีอิสรภาพและเสรีภาพจากการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุผลด้านศาสนา

“ในช่วงเวลาหกสัปดาห์ พม่าได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนแบบที่เคยทำมาต่อชาวโรฮิงญา และยังหวนกลับไปสู่การควบคุมตัวบุคคลด้วยเหตุผลทางการเมือง” ซาวัคกี้กล่าว 

(อ่านต่อ)

เพื่อไทย”กล้าๆหน่อย

เพื่อไทย”กล้าๆหน่อย

ดูภาพใหญ่

"ส่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็แสดงท่าทีชัดเจนว่า “ลอยตัวอยู่เหนือปัญหา” โดยยืนยันว่ารัฐบาลยังไม่มีความเห็นใดๆจนกว่าคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐ ธรรมนูญจะออกมาอย่างเป็นทางการ และคณะกรรมการกฤษฎีกานำคำวินิจฉัยมาตีความเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง
ใจถึงก็เดินหน้า

อย่างไรก็ตาม แกนนำเสื้อแดงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับ นักวิชาการ โดยเฉพาะกลุ่มนิติราษฎร์ที่ให้เดินหน้าลงมติ วาระ 3 พร้อมยุบศาลรัฐธรรมนูญและตั้ง “คณะตุลา การพิทักษ์รัฐธรรมนูญ” แทน (อ่านรายละเอียดหน้า 4)

“สิ่งที่ควรทำที่สุดคือการเดินหน้าลงมติวาระ 3 แต่ถ้าใจไม่ถึงก็มีข้อเสนอของนิติราษฎร์ให้พิจารณา ถ้าใจไม่ถึงอีกก็แล้วแต่ท่าน”

นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ หนึ่งในคณะนิติราษฎร์ กล่าว ซึ่งสอดคล้องกับคณะนิติราษฎร์ที่แถลงจุดยืนให้ลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เสนอแนวทางการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และยกร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112"


"ตราบใดที่บ้านเมืองยังไม่มีความยุติธรรม หรือมีแต่ความยุติธรรมแบบ “2 มาตรฐาน” หรือพรรคที่คนเสื้อแดงสนับสนุนให้เข้ามาทำหน้าที่ถามหาความยุติธรรมยังพร้อม จะก้มหัวยอมรับอำนาจ “ตุลา การภิวัฒน์” ไม่ใช่เพียง “ความจริงจะไม่ปรากฏ” และ “คนสั่งยังลอยหน้า คนฆ่ายังลอยนวล” เท่านั้น แต่ความขัดแย้งทางการเมืองจะมีต่อไป ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าในไม่ช้าจะเกิดวิกฤตรอบใหม่ที่รุนแรงแตกหักและเกิดความ เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ขณะที่นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอิสระ เขียน บทความว่า “สนามรบ” ข้างหน้าคือกฎหมายและกระ บวนการทางกฎหมาย แต่ประชาชนไม่มีเครื่องมือใดๆที่จะต่อสู้ใน “สนามรบ” ทางกฎหมายเลย ยกเว้นแต่พรรคเพื่อไทย แต่ขณะนี้พรรคเพื่อไทยกลับไม่ต้องการเป็นเครื่องมือให้ประชาชนเท่ากับเป็น เครื่องมือให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยจึงต้องช่วยกันคิดหาวิธีที่จะควบคุมพรรคเพื่อไทย ให้ได้ ไม่ว่าจะสร้างสื่อขึ้นมาแข่งขันกับพรรคเพื่อไทย หากจะมีการเลือกตั้งซ่อมครั้งใดต้องกดดันให้พรรคเพื่อไทยยอมให้ประชาชนเป็น ผู้กำหนดผู้สมัคร หากไม่ทำก็ลงคะแนนเสียงไม่ประสงค์ใช้สิทธิ พรรคเพื่อไทยก็จะเสีย ส.ส. ในสภาไป 1 เสียง แม้แต่แกนนำเสื้อแดงก็ต้องระวัง เพราะ อาจเห็นแก่ประโยชน์ของพรรคเพื่อไทยและตนเองเหนือกว่าประโยชน์ของประชาชนและ ประชาธิปไตย

อย่างที่นายเกษียร เตชะพีระ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า “ประชา ธิปไตยเป็นกระบวนการช่วยกันสร้าง ช่วยกันทำ และการต่อต้านประชาธิปไตยก็เช่นกัน ไม่มีดอกประชา ธิปไตยแกะกล่องสำเร็จรูปพร้อมใช้ที่ไม่ต้องลงแรงแต่งสร้างอีก ไม่ว่าจะในไทยหรืออเมริกา”

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความยุติธรรม โดย เฉพาะการต่อสู้กับเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการไทยหรือเผด็จการทั่วโลก ประชาชนจึงต้องยืนหยัดต่อสู้ ไม่ใช่ได้มาด้วยการร้องขอ ที่สำคัญประชาชนต้อง “ตาสว่าง” ไม่หลงประเด็นที่ถูกบิดเบือนไม่ว่าจากฝ่ายใดก็ตาม เพราะไม่มีอำนาจใดอยู่ได้อย่างยั่งยืนหากประ ชาชนไม่ยอมรับ

พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นประมุขทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติจึงต้องมี ความกล้าในการแก้ไขรัฐธรรม นูญ เพื่อแสดงให้คนเสื้อแดงและประชาชนที่รักประชาธิปไตยเห็นว่ายังมีจุดยืนที่ มั่นคงในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยและความยุติธรรม ไม่ใช่ยอม “เกี๊ยะเซียะ” กับเผด็จการอำมาตย์เพียงเพื่อให้อยู่ในอำนาจได้นานที่สุด

เพราะประชาชนจะไม่ยอมรับเผด็จการ ไม่ยอมให้ฆาตกรฆ่าประชาชนลอยนวล และประชาชนที่เขา “คิดเป็น” แล้ว เขาจะไม่ยอมรับรัฐบาลที่โกหกตอแหลประชาชนอย่างแน่นอน!

พรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำรัฐบาลและเป็นพรรคที่มีเสียงมากที่สุดในสภาจึง ควร “อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี” หรือ “พร้อมจะกลับมาอย่างมีศักดิ์ศรี” แม้จะถูกยุบพรรคแล้วยุบอีกก็ตาม

ถ้าอยู่นานแล้ว “ไม่ทำอะไรหรือไม่กล้าทำอะไรเลย”... “คะแนนนิยม” ก็จะลดลงเรื่อยๆ และจะเสื่อมลงในที่สุด อยู่นานอย่างไร้คุณค่า..“อย่าอยู่เสียดีกว่า”...อายประ ชาชนที่เขาเลือกพวกคุณมาและเดินแซงหน้าไปถึงไหนต่อไหนแล้ว!

อุตส่าห์เป็นถึงประมุขฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ..กล้าๆหน่อย..กองเชียร์เซ็ง!!?"

(อ่านต่อ)

20 กลุ่ม-เครือข่ายประชาชน ค้านพลังงานนิวเคลียร์ในแผนพีดีพี

20 กลุ่ม-เครือข่ายประชาชน ค้านพลังงานนิวเคลียร์ในแผนพีดีพี

 

เครือข่ายประชาชนคัดค้านพลังงานนิวเคลียร์ ออกแถลงการณ์ “ผู้วางแผนพีดีพี ยังเป็น “คน” อยู่หรือไม่?” ชี้ PDP 2010 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 บิดเบือนเจตนารมณ์ของแผนพีดีพี ถูกครอบงำโดยอวิชชา ทั้งขาดจิตสำนึกแห่งความเป็นมนุษย์

วันนี้ (20 ก.ค.55) เครือข่ายประชาชนคัดค้านพลังงานนิวเคลียร์ ออกแถลงการณ์ “ผู้วางแผนพีดีพี ยังเป็น “คน” อยู่หรือไม่?” เรียกร้องให้นำพลังงานนิวเคลียร์ออกจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หลังจากเมื่อต้นเดือนมิถุนายน 55 การประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เห็นชอบแผนพัฒนาการผลิตไฟฟ้าของประเทศระหว่างปี 2553 - 2573 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 หรือ PDP 2010 ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ นอกจากนี้ ที่ประชุม กพช. ยังสั่งการให้กระทรวงพลังงาน ศึกษาแผน PDP ฉบับปี 2012 ในทันที
 
โดยแผน PDP ฉบับดังกล่าว ถูกอ้างว่ามีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้า ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามนโยบายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล ที่รวมโครงการรถไฟฟ้า 12 สาย และให้สอดคล้องกับแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี และแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ร้อยละ 25 ใน 10 ปี เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
 
แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า สืบเนื่องจากการที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้อนุมัติแผน PDP 2010 โดยมีพลังงานนิวเคลียร์อยู่ในแผน 5,000 เมกะวัตต์ ในช่วงปี 2554-2573 โดยมีแผนจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 5 โรง โรงไฟฟ้าถ่านหิน 10 โรง และโรงไฟฟ้าก๊าซ 20 โรง ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ว่าจ้างบริษัทปรึกษาให้คัดเลือก 5 พื้นที่ ได้แก่ อุบลราชธานี นครสวรรค์ ตราด สุราษฎร์ธานี ชุมพร ซึ่งจังหวัดอุบลราชธานีถูกเลือกเป็นอันดับ 1 โดยพิจารณาจากด้าน วิศวกรรม สิ่งแวดล้อม และการประมาณต้นทุนก่อสร้างของโรงไฟฟ้า
 
ต่อมา รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ปรับปรุงแผน PDP 2010 ครั้งที่ 3 โดยมีพลังงานนิวเคลียร์อยู่ในแผน 2,000 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าความร้อนร่วมก๊าซธรรมชาติ 25,451 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าถ่านหิน 4,400 เมกะวัตต์ ไฟฟ้าซื้อจากต่างประเทศ 6,572 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าระบบพลังงานร่วม Co-generation 6,374 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 9,516 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้ากังหันก๊าซ 750 เมกะวัตต์ โดยมีแผนจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2 โรง ซึ่ง กฟผ.ได้ว่าจ้างบริษัทปรึกษาให้คัดเลือก 4 พื้นที่ ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ตราด อุบลราชธานี กาฬสินธุ์
 
แถลงการณ์ ระบุว่า รายละเอียดเชิงตัวเลขของการปรับเปลี่ยน แผนพีดีพี 2010 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 แสดงอย่างชัดแจ้งว่า แผนดังกล่าว บิดเบือนเจตนารมณ์ของแผนพีดีพี เพราะมีการพยากรณ์การใช้ไฟฟ้าเกินความเป็นจริง และกระบวนการพิจารณาใช้เวลาในการพิจารณาเพียง 9 วัน คือตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค. – 8 มิ.ย.55 เป็นการงุบงิบปรับเปลี่ยนแผนโดยขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน อีกทั้งถูกครอบงำโดยอวิชชา ด้วยความมืดบอดแห่งพุทธิปัญญา และมืดบอดทางวิชาการ แม้จะมีความพยายามคัดค้านจากเครือข่ายประชาชนและมีการนำเสนอตัวอย่างผลกระทบ ที่เกิดขึ้น เช่น กรณีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ประเทศญี่ปุ่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล ประเทศยูเครน แต่ก็ไร้ผล
 
นอกจากนั้นยังขาดจิตสำนึกแห่งความเป็นมนุษย์ ดังที่รู้ซึ้งกันดีของผู้คนทั้งโลกว่า เหตุการณ์ระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วโลก คือ โศกนาฏกรรม ที่นำมาซึ่งความสูญเสียในหลายมิติ แต่ความหายนะที่มวลมนุษยชาติที่ได้รับจากเหตุการณ์การระเบิดของโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์ ไม่ได้อยู่ในจิตสำนึกของกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันจัดทำPDP 2010 หลังเกิดเหตุการณ์ฟูกูชิมะ ในญี่ปุ่นเมื่อเดือนมีนาคม 2554 ได้ผ่านเลยไป และเมื่อผู้คนต่างลืมเลือนความสยดสยองของเหตุการณ์ แล้วจึงมีการเดินหน้าผลักดันโครงการอีกครั้ง
 
“บรรดาความพยายามของคนกลุ่มนี้ มีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การบีบสังคมให้ยอมรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ด้วยการโยนคำถามชี้นำ อาทิ เมื่อไฟฟ้าจะหมดในอนาคต จะทำอย่างไร? ระหว่างพลังงานถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และแม้แต่การประชุมสัมมนา แต่ข้อคำนึงที่คนกลุ่มนี้ไม่เคยคิดคำนึง คือ การมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ มีความเป็นไปได้ที่ประเทศนี้และประชาชนในประเทศนี้ มีความเสี่ยงและไม่เสี่ยงต่อหายนะภัยจากการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่การไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ประเทศนี้และประชาชนในประเทศนี้ จะไม่เสี่ยงใดๆ เลย!!” แถลงการณ์ ระบุ
 
ทั้งนี้ แถลงการณ์ดังกล่าวมีเนื้อหาดังนี้

วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ประท้วงต้านรัดเข็มขัดจบไม่สวย ปชช.สเปนปะทะเดือดจนท.กลางกรุง

ประท้วงต้านรัดเข็มขัดจบไม่สวย ปชช.สเปนปะทะเดือดจนท.กลางกรุง

 

 

Police fire rubber bullets after huge Madrid crisis protest

http://www.youtube.com/watch?v=df93tObq3zE&feature=player_embedded 

 

ตำรวจสเปนยิงกระสุนยางขับไล่ผู้ประท้วงในกรุงมาดริด ในช่วงเช้ามืดวันนี้(20 ก.ค.) หลังการนัดชุมนุมใหญ่ของสหภาพแรงงานทั่วประเทศเพื่อต่อต้านมาตรการรัด เข็มขัดของนายกรัฐมนตรี มาเรียโน ราฮอย สิ้นสุดลง ผู้ได้รับบาดเจ็บและถูกจับกุมหลายราย


สถานการณ์ในกรุงมาดริด เมืองหลวงของสเปน เกิดขึ้นพร้อมกับอีกกว่า 80 จุดทั่วประเทศ หลังสหภาพแรงงานเชิญชวนประชาชนให้ออกมาแสดงพลังต่อต้านแผนลดเงินเดือน พนักงานรัฐและขึ้นภาษีสินค้า

โดยหลังการชุมนุมสิ้นสุดลง ผู้ประท้วงหลายสิบคนยังคงเตร็ดเตรอบริเวณจตุรัส ปูเอร์ตา เดล ซอล กลางกรุงมาดริด ขณะที่ผู้ประท้วงกลุ่มหนึ่งดึงดันที่จะฝ่าด่านเจ้าหน้าที่เข้าไปยังอาคาร รัฐสภา บ้างก็ขว้างปาขวดน้ำเข้าใส่เจ้าหน้าที่ที่พยายามสกัดกั้น และสลายฝูงชน จนเหตุลุกลามบานปลาย กลายเป็นการปะทะกัน ตำรวจปราบจลาจลต้องยิงปืนกระสุนยางเข้าใส่กลุ่มผู้ประท้วง ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และถูกจับกุมหลายคน

ตำรวจปราบจลาจลเข้าจับกุมและใช้กระบองทุบตีผู้ประท้วงที่พยายามจะเข้าไป ก่อกวนอาคารรัฐสภา ซึ่งมีเจ้าหน้าที่คุ้มกันอยู่อย่างหนาแน่น ขณะที่ผู้ประท้วงอีกจำนวนหนึ่งวิ่งหนีตำรวจไปตามท้องถนน เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ตำรวจจับกุมผู้ประท้วงได้ 7 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีก 6 คน

(อ่านต่อ) 

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1342761281&grpid=&catid=06&subcatid=0600

ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ 35: วัตถุประสงค์ของการก่อตั้งและที่มาของคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ

ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ 35: วัตถุประสงค์ของการก่อตั้งและที่มาของคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ

 

ที่มา:ที่มา:http://www.enlightened-jurists.com/blog/67

 

ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ ๓๕ (วรเจตน์ ภาคีรัตน์)

 

วัตถุประสงค์ของการก่อตั้งและที่มาของคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ

หลัง จากที่คณะนิติราษฎร์ได้แถลงข้อเสนอให้ยกเลิกบทบัญญัติว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันและให้จัดตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ ขึ้นทำหน้าที่แทนนั้น ได้มีข้อวิพากษ์วิจารณ์บางประเด็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของการจัดตั้งคณะ ตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญและที่มาของคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ โดยที่ข้อวิจารณ์จำนวนหนึ่งได้พาดพิงถึงความเห็นในอดีตของผู้เขียนเกี่ยวกับ การสรรหาบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ จึงสมควรที่จะอธิบายเพื่อความเข้าใจให้ถูกต้อง ดังนี้

๑. การที่คณะนิติราษฎร์เสนอให้ยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเพราะคณะนิติราษฎร์เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไป ตามภารกิจที่รัฐธรรมนูญมอบไว้ การตัดสินคดีในรอบระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยเคลือบแคลง สงสัยว่าศาลรัฐธรรมนูญได้เข้าไปเป็นฝักฝ่ายในทางการเมือง และแสดงออกซึ่งความต้องการทางการเมืองผ่านคำวินิจฉัย ซึ่งในหลายกรณีเป็นที่โต้แย้งอย่างมากในทางนิติศาสตร์  เช่น คดีปราสาทพระวิหาร คดีนายกรัฐมนตรีสาธิตการทำอาหาร และคดียุบพรรคพลังประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญอันเป็นคดีล่าสุดที่ ศาลรัฐธรรมนูญขยายขอบเขตอำนาจของตนเข้ามาในแดนอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐ ธรรมนูญของรัฐสภา มีผลเป็นการระงับยับยั้งกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญซึ่งระบบกฎหมาย ไทยในปัจจุบันไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญกระทำการเช่นนั้นได้  และการแก้ปัญหาโดยการถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกจากตำแหน่งเห็นได้ชัดจาก โครงสร้างของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันว่ายากที่จะเป็นไปได้


(อ่านต่อ) 
http://www.prachatai.com/journal/2012/07/41649 

โอเคเอางั้นก็ได้ มาทำประชามติกันเลย!

โอเคเอางั้นก็ได้ มาทำประชามติกันเลย!

 

 

โดย เกษียร เตชะพีระ

 


ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ & จัง-จ๊าค รุสโซ เจ้าทฤษฎีประชาธิปไตย
 
ในความพยายามที่จะขี่คร่อมขัดขวางและถ่วงทานอำนาจผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งของ ประชาชน (representative democracy) คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้อ้างอิงหลักประชาธิปไตย ทางตรง (direct democracy) และ เสนอแนะให้ทำประชามติเพื่อ "...ให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนา รัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่าสมควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่..." (www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1342173137&grpid=03&catid&subcatid)

ใน ฐานะนักรัฐศาสตร์ ผมเห็นว่าถ้าจะเอาอย่างนั้น ก็ควรทำให้เต็มที่สมบูรณ์ และกลับไปที่หลักการเริ่มแรกทางปรัชญาการเมืองของประชาธิปไตยกันเลย!

คือกลับไปที่งาน Du Contrat Social (ค.ศ.1762) ของ Jean-Jacques Rousseau (สัญญา ประชาคม ของ จัง-จ๊าค รุสโซ) ที่ถือกันว่าเป็นตัวบทต้นแบบทฤษฎีการเมืองสำคัญที่สุดของระบอบประชาธิปไตย และถูกอ้างอิงไปใช้กันทั่วโลกนับแต่หลังการปฏิวัติฝรั่งเศสปี ค.ศ. 1789 เป็นต้นมา

งาน ชิ้นดังกล่าวได้อภิปรายวาระสำคัญที่ประชาชนใช้ "อำนาจในการก่อตั้งองค์กรสูงสุด ทางการเมืองหรืออำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญ" โดยตรง ไว้ที่ Livre III: Chapitre XIV, XVII (เล่มสาม บทที่ 14 และ 17) ของงานชิ้นนั้นว่า (แปลโดยผู้เขียน):
 
(อ่านต่อ)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1342781948&grpid=&catid=02&subcatid=0207