หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ฝึกโหด เบื้องหลังความสำเร็จนักกีฬาจีน

ฝึกโหด เบื้องหลังความสำเร็จนักกีฬาจีน

 

 
 
 
 

 

เบื้องหลังความสำเร็จของนักกีฬาจีนที่คว้าเหรียญทองในการแข่งขัน กีฬาโอลิมปิกแทบทุกชนิดกีฬา มาจากการฝึกอย่างหนัก ตั้งแต่ในวัยเด็ก โดยได้รับการวิจารณ์ว่าเป็นการทรมานนักกีฬาเด็กมากกว่าการฝึกฝนเพื่อชัยชนะ
 
แนวทางในการส่งเสริมนักกีฬาให้ประสบความ สำเร็จในประเทศจีน คือ การฝึกฝนนักกีฬาอย่างหนักตั้งแต่วัยเด็ก โดยเป็นที่ทราบกันว่า ประเทศจีนมีกิตติศัพท์ในด้านการฝึกนักกีฬาอย่างไร้ความปราณีและมีสถานที่ฝึก สอนนักกีฬาด้วยวิธีการที่โหดร้ายต่อนักกีฬารุ่นเล็กอยู่ทั่วประเทศเด็กที่ ได้รับการฝึกด้วยแนวทางดังกล่าว มีตั้งแต่อายุ 5-6 ขวบ โดยเด็กเหล่านี้ได้รับการปลูกฝังว่า พวกเขาจะประสบความสำเร็จเมื่อลงสู่สนามแข่งขันในช่วงวัยรุ่นส่วนพ่อแม่ที่ ตัดสินใจส่งลูกเข้ารับการฝึกฝนอย่างหนักในโรงเรียนกีฬาเหล่านี้ต่างหวังว่า สักวันหนึ่งลูกของพวกเขาจะได้เป็นนักกีฬาทีมชาติจีน ชุดที่ลงแข่งในกีฬาโอลิมปิกและสามารถคว้าชัยชนะและชื่อเสียงมาให้แก่ประเทศ 
 
ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ลอนดอนเกมส์ 2012 คนทั่วโลกก็ได้ประจักษ์ด้วยสายตาตัวเองถึงศักยภาพของนักกีฬาทีมชาติจีนอีก ครั้ง จากการที่นักกีฬาของจีนคว้าที่ 1 ในหลายชนิดกีฬาได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะกีฬาว่ายน้ำ กระโดดน้ำ และยิมนาสติกอย่างไรก็ตาม วิธีการฝึกโหดอย่างหฤโหดของโรงเรียนกีฬาในประเทศจีนได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ อย่างหนักในอินเทอร์เน็ตว่า เป็นการทรมานเด็กและเป็นการทำลายชีวิตวัยเยาว์ของเด็กเหล่านี้ที่ควรจะได้ เรียนรู้ประสบการณ์ที่ไม่โหดร้ายเช่นในโรงเรียนกีฬาเหล่านี้
 
นอกจากนี้ ยังมีผู้ตั้งข้อสังเกตอีกว่า การฝึกโหดของนักกีฬาจีนตั้งแต่วัยเด็ก เป็นเพราะพวกเขาต้องการเอาชนะสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเจ้าเหรียญทองในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกหลายสมัย และต้องการให้จีนเป็นเจ้าเหรียญทองต่อจากปักกิ่งเกมส์ 2008 เมื่อ 4 ปีที่แล้ว

(คลิกฟัง)
http://news.voicetv.co.th/sport/46441.html

Wake Up Thailand 02สค55

Wake Up Thailand 02สค55 

 

(คลิกฟัง)
http://www.youtube.com/watch?v=7uLwBRE0Bm8

The Daily Dose 02สค55

The Daily Dose 02สค55

 

(คลิกฟัง)
http://www.youtube.com/watch?v=t6G7Vqz75xc&feature=player_embedded

แบล็คเมล์ประชาชนด้วยศีลธรรม Divas Cafe 02สค55

แบล็คเมล์ประชาชนด้วยศีลธรรม Divas Cafe 02สค55 


แดงโห่ ปชป เฮ นักวิชาการซัด กระแสตีกลับเพื่อไทย Divas Cafe 13มิย55
http://youtu.be/vTCbQdANN1k

(คลิกฟัง
http://www.youtube.com/watch?v=TwZw3WUlsZ8&feature=player_embedded

นศ.ร้องยุติพิจารณาร่าง ม.นอกระบบ ยันฟังความเห็น นศ.ก่อน

นศ.ร้องยุติพิจารณาร่าง ม.นอกระบบ ยันฟังความเห็น นศ.ก่อน




1 สิงหาคม 2555 แนวร่วมนิสิตนักศึกษาคัดค้านมหาวิทยาลัยนอกระบบ ยื่นหนังสือต่อ รศ.นพ. กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการ คณะกรรมการการอุดมศึกษา เพื่อขอให้ยุติกระบวนการผ่านร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ (มหาวิทยาลัยนอกระบบ) พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการทำประชาพิจารณ์จากฝ่ายต่าง ๆ ภายหลังจากที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยศิลปากร และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้ยืนยันความพร้อมในการแปรสภาพจากมหาวิทยาลัยของรัฐไปเป็นมหาวิทยาลัยใน กำกับรัฐ

นายนิพิฐพนธ์ คำยศ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า เหตุผลที่มายื่นหนังสือ เพราะทางกลุ่มแนวร่วมนิสิตนักศึกษาคัดค้าน ม.นอกระบบ เห็นว่าทั้งมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ที่ออกนอกระบบไปแล้ว หรือที่กำลังดำเนินการออกนอกระบบ ไม่มีส่วนร่วมจากนักศึกษาในการร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยนอกระบบ อีกทั้งการให้ข้อมูลความรู้ไม่เต็มที่ ไม่ทั่วถึง แสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรม ไม่โปร่งใสในการกระบวนการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ 

“แนวร่วมฯ เห็นว่า ถ้ามหาวิทยาลัยยังพยายามที่จะออกนอกระบบ โดยไม่ฟังเสียงประชาคม ผลเสียก็จะเกิดกับนิสิตนักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่ส่งลูกหลานมาเรียน ดังนั้นทางกลุ่มจึงขอให้คณะกรรมการการอุดมศึกษา ยุติกระบวนการการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ของทุกมหาวิทยาลัย และให้ส่งร่าง พ.ร.บ.ของแต่ละมหาวิทยาลัยกลับไปยังมหาวิทยาลัยนั้น ๆ เพื่อทำกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย” นายนิพิฐพนธ์ กล่าว

(ที่มา)

แถลงข่าวเรื่อง ลงนาม “ยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ ICC ชั่วคราว”

แถลงข่าวเรื่อง ลงนาม “ยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ ICC ชั่วคราว”






1 สค. เวลา 10.00 น. ณ ห้องแถลงข่าว สภาผู้แทนราษฎร ดร.จารุพรรณ กุลลดิลก กรรมาธิการต่างประเทศ แถลงข่าวเรื่อง การยื่นหนังสือให้รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ ลงนาม “ยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ ICC ชั่วคราว” 

"ดร. จารุพรรณ แกคงลืมไปแล้วว่า กระทรวงการต่างประเทศ เคยออกหนังสือตราครุฑ
ว่า จะไม่ลงสัตยาบัน สนธิสัญญากรุงโรม อย่างเด็ดขาด เพราะ ขัด รธน มาตรา 8

อีกอย่าง การรับรองอำนาจของศาลICC เป็นการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์
ไม่ใช่ของ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ (ดร สุรชัย โตวิจักษ์ชัยกุล)


เลิกเล่นละครแหกตาได้แล้ว

แหกตา หรือไม่แหกตา

หนก่อน สส สุนัย จุลพงศธร ดร จารุพรรณ น้องเดียร์ ยังแหกตา แถลงข่าวใหญ่โต ว่า ไทยสามารถฟ้องศาล ICC ได้ทันที เพราะได้ลงสัตยาบันไปแล้ว ....ทั้งที่จริงๆ ประเทศไทยแค่ ลงนามในสนธิสัญญากรุงโรม แต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน

แต่พอไปศาล ICC จริงๆ สส สุนัย กลับบอกว่า ไปสอบถาม แนวทาง การนำคดีขึ้นสู่ศาล ICC
สส สุนัย แกเล่นพลิกลิ้น จาก ฟ้องศาล ICC ได้ทันที เพราะไทยได้ให้สัตยาบันแล้ว กลายเป็น ไปสอบถาม เสียฉิบ

ถ้าเรื่องนี้ ดร จารุพรรณ รวมทั้งหมอเหวง และแกนนำ นปช เกิดตาลปัต กลับกลายไปยื่นหนังสือ ต่อนายกยิ่งลักษณ์ โดยตรง แบบที่ แม่น้องเกดทำ
ผมก็จะไม่กล่าวหาสักนิด ว่า คนพวกนี้กำลัง เล่นละคร แหกตา
 
แหกตาตรงไหน ...... ก็ตรงที่พยายามโฆษณาชวนเชื่อว่า
รมว ต่างประเทศ มีอำนาจลงนาม แจ้ง รับรองอำนาจของศาล ICC ได้ ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรับมอบอำนาจจากนายก หรือรัฐบาล ไงครับ 
 
ตรงนี้ละ ที่โป้ปดมดเท็จว่า รมว ต่างประเทศ มีอำนาจลงนาม
ทั้งๆที่ยังไม่ได้รับการมอบอำนาจจากนายกหรือ รัฐบาล
และมีผลทำให้การยื่นหนังสือต่อ รมว ต่างประเทศ กลายเป็นการเล่นละครแหกตาไป"
   
(ที่มา))

ส่วนกลางถึงส่วนตน คำวินิจฉัยศาลรธน. ไฉนกฎหมายสับสน

ส่วนกลางถึงส่วนตน คำวินิจฉัยศาลรธน. ไฉนกฎหมายสับสน

 

 

มีปัญหามาตั้งแต่แสดงท่าทีว่าจะเปิดรับวินิจฉัย

กรณีที่มีผู้เข้าร้องว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่รัฐสภากำลังดำเนินการอยู่ เป็นการล้มล้างการปกครอง

จนเมื่อคำวินิจฉัยกลางแบบสรุปประกาศเมื่อศุกร์ 13 กรกฎาคม ปัญหาเดิมก็ไม่ได้หายไปไหน

แถมมีปัญหาใหม่เพิ่มเข้ามาให้ขบคิด

คนจำนวนหนึ่งระบุว่าให้รอจน "คำวินิจฉัยส่วนตัว" ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแถลงออกมาก่อน

ปัญหาและความสับสนสงสัยอาจจะทุเลาลงไป

แต่ความจริงดูเหมือนจะไม่เป็นเช่นนั้น

หลังคำวิจฉัยส่วนตัวในคดีดังกล่าวของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกเผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม

วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมายดาวรุ่งจากฮาร์วาร์ด ผู้เอาจริงเอาจังอย่างยิ่งกับการชำระกฎหมายมหาชนของเมืองไทย ระบุว่า

ยิ่งอ่านยิ่งมึนไปกับคำวินิจฉัยส่วนตน 8 ตุลาการ เนื่องจากไม่สอดคล้องเนื้อหาคำวินิจฉัยกลางฉบับศุกร์ 13 เพราะไม่มีตุลาการแม้แต่คนเดียวที่เห็นว่ารัฐสภา "ควร" ทำประชามติถามประชาชนก่อน
ในขณะที่ประเด็นว่ารัฐสภาจะสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้หรือไม่ เสียงก็แตกเป็นเสี่ยงๆ

เมื่อตุลาการ 2 คนให้แก้ได้แต่ต้องทำประชามติก่อน

อีก 2 คนบอกทำไม่ได้

ขณะที่อีก 1 คนให้ทำได้

ส่วนที่เหลืออีก 3 เสียง ระบุว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจวินิจฉัยประเด็นนี้