หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2555

The Daily Dose 07สค55

The Daily Dose 07สค55 


(คลิกฟัง)
http://www.youtube.com/watch?v=cP4F9_CTrvs

ที่นี่ความจริง 07 สค 55

ที่นี่ความจริง 07 สค 55 


(คลิกฟัง)
http://www.youtube.com/watch?v=T35B0q89IEk

ทำไมรัชกาลที่ 1 สั่ง"เผาศพ" พระเจ้าตาก ในปี พ.ศ.2327 ?

ทำไมรัชกาลที่ 1 สั่ง"เผาศพ" พระเจ้าตาก ในปี พ.ศ.2327 ?


พระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินหน้าพระอุโบสถหลังใหม่ วัดอินทาราม ธนบุรี


บรรดาพระมหากษัตริย์ของสยามเรื่องราวเกี่ยวกับ "พระเจ้าตาก" มีการกล่าวถึงมากที่สุดพระองค์หนึ่ง 


ใคร จะคิดว่ากษัตริย์ที่ถูกรัฐประหาร ต้องโทษจนสิ้นพระชนม์ ราชธานีกรุงธนบุรี และพระราชวงศ์ที่มีอายุแค่ 14-15 ปี ไม่ได้มีเวลาสร้างรากฐานมั่นคง ยิ่งใหญ่ หรือเป็นที่ยำเกรงเท่าใดนัก จะเป็นที่สนใจของผู้คนและสังคมมากกว่า 200 ปี

นั่นเพราะอีกมุมหนึ่ง พระองค์คือกษัตริย์ผู้กอบกู้อิสรภาพของสยามจากพม่า

ปรา มินทร์ เครือทอง ค้นหามาเล่าสู่กันฟังในนิตยสาร "ศิลปวัฒนธรรม" ฉบับเดือนสิงหาคม ในบทความที่ชื่อว่า "สงสัย รัชกาลที่ 1 รออะไรถึง 2 ปี ก่อนขุดหีบศพพระเจ้าตากมาเผา?"

เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีการสำเร็จโทษพระเจ้าตากโดยตัดพระเศียร ณ ป้อมวิไชยประสิทธิ์ แล้วนำพระบรมศพไปฝังที่วัดบางยี่เรือใต้ (วัดอินทาราม) ในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2325

หลังจากนั้น 2 ปี (พ.ศ.2327) พระองค์มีพระราชดำรัสให้ "ขุดศพ" พระเจ้าตากขึ้นมาเผา อะไรคือเหตุผลในครั้งนั้น ปรามินทร์สงสัยและตั้งคำถามได้น่าสนใจ

1.เป็นการดำเนินการตามโบราณราชประเพณีหรือ?

(อ่านต่อ)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1344310768&grpid=01&catid=&subcatid=

"อธิปไตยเป็นของปวงชน"

"อธิปไตยเป็นของปวงชน"

 

HAPPY BIRTHDAY ASEAN: 8 สิงหาคม

HAPPY BIRTHDAY ASEAN: 8 สิงหาคม

 

 

โดย อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
มหาวิทยาลัยเกียวโต

พรุ่งนี้ วันที่ 8 สิงหาคม เป็นวันเกิดอาเซียน อาเซียนก่อตั้งขึ้นในปี 2510 (1967) ในช่วงสงครามเย็น โดยมีจุดมุ่งหมายหลักๆ เพื่อต่อต้านการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคนี้ หลังจากสงครามเย็นสิ้นสุดลง อาเซียนก็หันมาพัฒนาความเข้มแข็งทางองค์กรมากขึ้น และเริ่มกระบวนการการรวมตัวทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ได้เริ่มสร้างปฏิสัมพันธ์กับประเทศนอกภูมิภาคอย่างจริงจัง และหากมองย้อนหลังในช่วงที่ผ่านมา อาเซียนได้มีความพยายามอย่างเต็มที่ในการฉายภาพลักษณ์ของการเป็นองค์การแห่ง ภูมิภาคที่มีความแน่วแน่ที่จะทำให้การรวมตัวของประเทศสมาชิกทั้ง 10 ประเทศนั้น ประสบความสำเร็จด้วยดี ไม่ว่าจะเริ่มจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญอาเซียน (ASEAN Charter) ในปี 2550 และการกำหนดการสร้างชุมชนอาเซียนทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม-วัฒนธรรมในปี 2558 (2015) ที่จะถึงนี้

อย่างไรก็ตาม พัฒนาการของอาเซียนไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด อาเซียนยังประสบปัญหาอีกมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการสร้างฉันทามติในกลุ่มสมาชิก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่ กรุงพนมเปญเมื่อเดือนที่แล้ว อาเซียนไม่สามารถออกแถลงการณ์การประชุมได้ เนื่องจากความไม่สามารถในการแก้ไขปัญหาในทะเลจีนใต้ที่ประเทศสมาชิกอาเซียน 4 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และบรูไน อ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะร่วมกับจีน สิ่งท้าทายประการหนึ่งจึงอยู่ที่ความสามารถของอาเซียนในการกำหนดท่าทีและ นโยบายที่มีต่อจีนร่วมกัน แต่ดังที่ปรากฏ แต่ละประเทศก็มีนโยบายและมุมมองที่มีต่อจีนต่างกันไป การมีจุดยืนที่ต่างกันนี้เป็นโอกาสเหมาะที่จีนจะเข้ามาสร้างความอ่อนแอให้ กับภูมิภาค

หากมองถึงความสัมพันธ์ระหว่างจีนและอาเซียนในวันนี้ มีอยู่มุมมอง 2 มุมมองครับ ทางหนึ่งเป็นมิตรและอีกทางหนึ่งเป็นภัย อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุผลทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ อาเซียนจำเป็นต้องร่วมมือกับจีนอย่างใกล้ชิด และในความเป็นจริง อาเซียนและจีนก็มีความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจอย่างแน่นแฟ้น ตัวอย่างเช่น เมื่อรวมเอาประชากรอาเซียนและจีนจะมีมากถึง 1.9 พันล้านคน และเมื่อรวมมวลรวมทางด้านเศรษฐกิจไว้ด้วยกันก็มีมูลค่ามากถึง 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ทางด้านการทหารนั้น ความสัมพันธ์ก็เป็นไปด้วยดี มีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับสูงมีการฝึกซ้อมรบร่วมกัน มีการสั่งซื้อแลกเปลี่ยนอาวุธยุทโธปกรณ์ระหว่างกัน และต่างเข้าร่วมกรอบความร่วมมือด้านความมั่นคงในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน จีนมีกรอบการหารือทางทหารกับประเทศทั้ง 6 ในอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทยและเวียดนาม รวมถึงมีกับอาเซียน (ในฐานะองค์การระหว่างประเทศ)

นอกจากนี้ จีนยังใช้ soft power กับประเทศในภูมิภาคนี้ ความช่วยเหลือของจีนเป็นสิ่งที่หลายๆ ประเทศต้องการ เนื่องจากมักไม่มีข้อผูกมัดเป็นการแลกเปลี่ยน เช่น ต้องมีการส่งเสริมประชาธิปไตยหรือการปกป้องสิ่งแวดล้อมเป็นการแลกเปลี่ยน นี่เป็นสิ่งที่สะท้อนอุดมการณ์ของจีนเรื่องไม่ก้าวก่ายในกิจการภายในต่อกัน

แต่ขณะเดียวกัน ภาพลักษณ์ของการเป็นภัยของจีนก็ยังมีอยู่ ข้อพิพาทในทะเลจีนใต้เป็นเครื่องย้ำเตือนว่า ความหวาดระแวงที่อาเซียนมีต่อจีนนั้นเป็นเรื่องที่อธิบายได้ ขณะเดียวกัน ภัยที่มาจากจีนไม่ใช่เป็นแค่เรื่องการทหาร แต่ยังเป็นภัยที่มาจากด้านการค้า จีนกลายมาเป็นคู่แข่งสำคัญของหลายๆ ประเทศในอาเซียน แม้ไทยเองจะได้ลงนามในความตกลงจัดตั้งเขตการค้าเสรีกับจีนและการค้าทวิภาคี มีการเติบโตที่ดี แต่ไทยเองก็ขาดดุลการค้าของจีนตลอดมา

ที่ผ่านมา ประเทศในภูมิภาคนี้เลือกที่จะจัดการความสัมพันธ์ที่มีกับจีนโดยผ่านกรอบของ อาเซียน โดยต่างใช้อาเซียนเป็นกรอบในการตรวจสอบจีนและในการผลักดันให้เอเชียตะวันออก เฉียงใต้เป็นผู้นำในการสร้างภูมิภาคนิยม ขณะเดียวกัน ก็เพื่อลดอิทธิพลของจีน ดังนั้น ประเทศส่วนใหญ่ของอาเซียนจึงส่งเสริมระบบภูมิภาคนิยมแบบเปิด (open regionalism) และได้เชิญให้ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และอินเดีย เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาภูมิภาคนิยมร่วมกับอาเซียน ขณะเดียวกัน ประเทศนอกภูมิภาคเหล่านี้ก็สนใจที่จะเข้ามาร่วมกับอาเซียนเพื่อลดอิทธิพลของ จีนเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ดี การสร้างภูมิภาคนิยมแบบเปิดไม่ได้เป็นแนวทางลดอิทธิพลของจีนได้เสมอไป อาเซียนยังไม่สามารถหาข้อสรุปเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายต่อจีน—นโยบายที่ ประเทศสมาชิกจะเห็นพ้องร่วมกัน มุมมองที่แตกต่างนี้เองที่ทำให้จีนมีแต้มต่อเหนืออาเซียน จีนรู้จุดอ่อนของอาเซียนและพยายามใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนนี้ ดังที่ปรากฏในกรณีที่จีนพยายามกระชับความสัมพันธ์กับประเทศอาเซียนใหม่—ลาว กัมพูชา และพม่า อาทิ จีนเป็นผู้ให้ความชอบธรรมกับรัฐบาลทหารพม่ามาโดยตลอด และจีนเองก็มีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่แนบแน่นกับผู้นำลาวและกัมพูชา และเทเงินเข้าไปร่วมลงทุนในโครงการใหญ่ๆ อาทิ โครงการสร้างเขื่อนในลาวและนิคมอุตสาหกรรมในกัมพูชา

ตราบใดก็ตามที่อาเซียนไม่สามารถมีจุดยืนร่วมกันเกี่ยวกับการกำหนดความ สัมพันธ์กับจีน ปัญหาที่คงอยู่ระหว่างกัน โดยเฉพาะในทะเลจีนใต้ คงได้รับการแก้ไขลำบาก

วันเกิดอาเซียนปีนี้น่าจะเป็นโอกาสที่ผู้นำอาเซียนจะมาทบทวนยุทธศาสตร์ที่มีต่อจีนใหม่ครับ

(ที่มา)
http://www.prachatai.com/journal/2012/08/41928

เสวนา วันรพี "อำนาจตุลาการกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ"

เสวนา วันรพี "อำนาจตุลาการกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ"






คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ จัดเสวนาวิชาการวันรพี หัวข้อ "อำนาจตุลาการกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ" เนื่องใน "วันรพี" ประจำปี 2555 โดยมีนักวิชาการและนักการเมื่องร่วมในการเสวนา ณ ห้องจี๊ด เศรษฐบุตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ 7 ส.ค. 2555

(คลิกฟัง)

ว่าด้วยการหนีทหาร

ว่าด้วยการหนีทหาร

 

โดย อ.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

 

จากหลักฐานล่าสุด ของ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็เป็นที่ยืนยันชัดเจนว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ใช้เอกสารเท็จในการเกณฑ์ทหาร เมื่อตรวจสอบถือว่า ครบถ้วนทั้งเอกสาร และพยานบุคคลในเหตุการณ์ ก็ยังพบว่า การดำเนินการบรรจุเข้ารับราชการเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อย จปร. และการขึ้นทะเบียนทหารกองประจำการ สด.3 ของ นายอภิสิทธิ์ นั้น ก็เป็นการใช้เอกสารเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงการรับราชการทหาร และแม้ว่าคดีนี้จะหมดอายุความ เพราะนายอภิสิทธิ์ครบอายุ 20 ปี ไปตั้งแต่ พ.ศ.2527 และหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหารตั้งแต่ พ.ศ.2530 แต่การดำเนินการทางราชการนั้น ไม่มีอายุความ จึงจะส่งผลให้นายอภิสิทธิ์จะต้องถูกดำเนินการถอดยศ ว่าที่ร้อยตรี และต้องถูกเรียกเอาเงินเดือนและเบี้ยหวัดคืน

อันที่จริงแล้ว ถ้าหากว่ากรณีหนีทหารเป็นข้อบกพร่องเพียงประการเดียวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็คงถือได้ว่า ไม่น่าจะเป็นปัญหามากนัก เพราะลูกหลานอภิสิทธิ์ชนคนร่ำรวยจำนวนมากในประเทศนี้ ส่วนมากก็มีวิธีการในการหนีเกณฑ์ทหารอยู่แล้ว จนทำให้การเกณฑ์ทหารในแต่ละปี ส่วนใหญ่ก็เหลือแต่ลูกหลานประชาชนคนยากจนเท่านั้น ที่จะต้องไปฝึกทหารและเป็นทหารประจำการ ยิ่งกว่านั้น ในปัจจุบันนี้ ระบบการเกณฑ์ทหารก็เป็นที่วิจารณ์อย่างมาก และหลายประเทศก็ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร แล้วหันมาใช้ทหารอาสาสมัครและทหารอาชีพแทน ในประเทศไทยก็เคยมีการเสนอในลักษณะเดียวกัน แต่ยังไม่ได้เป็นที่พิจารณาของกองทัพไทยอย่างจริงจัง

ในสังคมก่อนสมัยใหม่นั้น ถือว่ายังไม่มีกองทัพประจำการและระบบทหารเกณฑ์ จนกระทั่งหลังจากการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ.1789 แล้ว จึงเกิดการเกณฑ์พลเมืองที่เป็นชายหนุ่มเข้าเป็นทหารในกองทัพ เพราะหลังการปฏิวัติ เกิดสงครามระหว่างฝรั่งเศสกับชาติยุโรปอื่นที่อยู่ภายใต้ระบอบกษัตริย์ จึงมีการนำเสนอในลักษณะที่ว่า ชายชาวฝรั่งเศสทุกคนมีหน้าที่จะต้องปกป้องปิตุภูมิฝรั่งเศส ใน ค.ศ.1798 เกิดกองทัพประจำการแห่งชาติฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ และทำให้ฝรั่งเศสกลายเป็นประเทศที่มีแสนยานุภาพทางบกอันเข้มแข็ง เพราะมีกองทัพประจำการมากถึง 2.6 ล้านคนในระยะต่อมา

(อ่านต่อ)
http://www.prachatai.com/journal/2012/08/41941