อัพเดทสถานการณ์วิกฤตทางเศรษฐกิจและการเมืองในยุโรป ตอนที่ 2
โดย นุ่มนวล ยัพราช
อัพเดทสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจและการเมืองในสหภาพยุโรป (1)
ท่ามกลางสภาวะที่วิกฤติเศรษฐกิจที่เรื้อรังมามากกว่า 5 ปี
พวกนักการเมืองและนักคิดกระแสหลักเสรีนิยมได้ทำลายกลไกและโครงสร้างของ
สถาบันหลักๆ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพวกนายธนาคาร
ไม่ว่าจะเป็นการย้ายหนี้เอกชนมาเป็นหนี้ของรัฐ
จากนั้นก็ตัดสวัสดิการของรัฐเพื่อหาเงินไปอุ้มธนาคารซึ่งเป็นการบังคับให้คน
จนอุ้มคนรวย จากนั้นมีการเสนอให้ปฏิรูปมาตรฐานการจ้างงาน(แนวเสรีนิยมจัด)
ให้มีความยืดหยุ่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน ในรูปธรรม
แช่แข็งค่าแรงและบังคับลดค่าแรง
มันเป็นการเสนอให้ตัดสิทธิแรงงานชนิดต่างๆ
และเพิ่มอำนาจให้นายจ้างไล่คนงานออกได้ตามอำเภอใจ ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
ไม่ต้องให้เหตุผลว่าคนงานทำผิดอะไร
รวมถึงมีการบังคับให้คนงานจ่ายเงินเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญเพิ่มขึ้น
ขยายอายุการทำงานไปจนถึง 68-70
ปี(ตัวเลขอาจจะเพิ่มขึ้นเพราะอ้างว่าคนมีอายุเฉลี่ยยาวขึ้น)
ซึ่งเงินเหล่านั้นจะไม่ได้กลับคืนมาสู่คนงานแต่อย่างไร
แต่มันจะไหลไปเข้าคลังและคลังก็จะนำเงินเหล่านั้นไปอุ้มพวกนายธนาคาร
มาตรการเหล่านี้จะไม่ทำให้สหภาพยุโรปฟื้นตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจแต่อย่างไร
ในทางกลับกันมันจะทำให้วิกฤตเศรษฐกิจเลวร้ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เพราะตัดค่าแรงทำให้กำลังซื้อหมดไป
หนำซ้ำการตัดสวัสดิการทำคนงานคนธรรมดาหมดความมั่นคงไม่มีที่พึ่งพิงยามยาก
บ่อยครั้งจะระเบิดออกมาในรูปของการจลาจล
อันนี้ยังไม่ต้องพูดถึงการขึ้นมาของฝ่ายขวาจัดที่ปลุกกระแสชาตินิยม
สร้างความเกลียดชังแรงงานข้ามชาติที่มาจากยุโรปตะวันออก และที่มาจากนอก EU
(สหภาพยุโรป) แน่นอนมันเป็นโอกาสทองสำหรับฝ่ายซ้ายด้วยเช่นกัน
เดี๋ยวจะกล่าวในรายละเอียดในย่อหน้าข้างหน้า
ผลพวงที่เกิดขึ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจ คือ ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดอย่างน่ากลัว
เดอะอีโคนีมิคช่วงต้นปีนี้
รายงานว่ากลุ่มคนที่เงินมากที่สุดของอเมริกาและยุโรปไม่ยอมใช้จ่ายเงินในการ
ลงทุนท่ามกลางวิกฤติทำให้เงินจำนวนมากไม่ไหลวนในเศรษฐกิจ
ในขณะที่รัฐบาลของยุโรปหวังพึ่งนายทุนเอกชนในการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
สื่อบางส่วนเริ่มเสนอว่ากลไกตลาดมันใช้ไม่ได้ผล
ปฏิกิริยาจากนักการเมือง สื่อ พวกนักนโยบายหรือพวกนักเศรษฐศาสตร์
จะสื่อออกมาสองแบบ แบบแรกคือพวกเสรีนิยมฝ่ายขวา
เน้นการลดบทบาทรัฐโดยการปล่อยให้กลไกตลาดจัดการกับทุกๆ เรื่อง
พวกนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้น
นอกจากพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง
ถึงนโยบายการตัดสวัสดิการโดยภาครัฐ(austerity) แปรรูปรัฐวิสาหกิจเต็มที่
ควบคู่ไปกับการใช้อุดมการณ์ทางการเมืองฝ่ายขวา เช่น
การสร้างนิยายเกี่ยวกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศกรีซ
ว่าเป็นเพราะความเกลียดคร้าน ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ไม่มีวินัยทางการเมือง
เป็นต้น ในขณะที่ถ้าเราไปดูตัวเลขชั่วโมงการทำงานในยุโรป จะเห็นว่า
คนงานกรีกมีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานเป็นลำดับต้นๆ 44 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
ในขณะที่เยอรมันนีมีชั่วโมงการทำงานน้อยกว่ากรีซ หรือ
โจมตีคนจนที่พึ่งสวัสดิการว่าเป็นคนขี้เกียจ ไม่ชอบทำงานและเอาเปรียบคนอื่น
เมื่อประชาชนแสดงออกว่าพวกเขาไม่เห็นด้วยกับแนวทางการตัดสวัสดิการ
พวกเสรีนิยมถึงกับทำลายรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้ง
สื่อและนักวิชาการเสรีนิยมขวาจัดออกมาขานรับทันที
โดยอธิบายบางครั้งประชาธิปไตยไม่ค่อยมีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
ตัวอย่างที่ชัดเจนมากๆ คือ
กรณีที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในกรีซและอิตาลีถูกล้มและมีการแต่งตั้ง
พวกนักแทรคโนแคตที่มาจากสถาบันทางการเงินแทน
มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างดุเดือดจากซีกซ้ายเกี่ยวกับการทำลายหลักการ
ประชาธิปไตย หรือ ที่เรียกกันว่า การขาดดุลทางประชาธิปไตย(Democratic
deficit)
แต่อย่างไรก็ตามนักเทคโนแครตก็ได้พิสูจน์แล้วไร้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา
เศรษฐกิจอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นกรณีกรีซหรืออิตาลี
ยุโรปเคยมีเสียงของการเป็นเสาหลักของระบบ
ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน
และเป็นต้นแบบของการปฏิรูปการเมืองที่กระจายอำนาจและความเสมอภาคที่หลายๆ
ประเทศทั่วโลกฝันถึง
แต่ปัจจุบันเรื่องเหล่านี้ดูเหมือนกำลังจะกลายเป็นเรื่องราวในประวัติศาสตร์
เพราะสิทธิขั้นพื้นฐานหลายๆ อย่างมีมาตรฐานเลวลงอย่างรอบด้าน
คนรวยและนักการเมืองทำลายระบบโดยการหลีกเลี่ยงภาษีกันแบบหน้าด้านๆ
นโยบายที่ผลักภาระให้คนจนและการเน้นนโยบายอุ้มนายธนาคาร
ทำให้ชนชั้นปกครองแนวเสรีนิยมล้มละลายทั้งในทางศีลธรรม ความโปร่งใส
และความคิด ประชาชนหมดความศรัทธาอย่างสิ้นเชิง เช่น
ผลการเลือกตั้งในฝรั่งเศส พรรคสังคมนิยมได้เสียงข้างมากอย่างขาดลอย กรีซ
รวมถึงการเลือกตั้งในระดับมลรัฐในเดือนพฤษภาคมที่เยอรมันนีพรรค Christian
Democratic Union of Germany (CDU) ของนาง Angela Dorothea Merkel
ที่เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลังของประเทศเยอรมันแพ้การเลือกตั้งให้กับ
Social Democrat Party (SPD: พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย ซ้ายกลางๆ
แต่ช่วงหลังๆ หันมาใช้แนวเสรีนิยมเลยแพ้การเลือกตั้ง) ในรัฐ North
Rhine-Westphalia ซึ่งเป็นฐานเสียงที่สำคัญของ CDU
แนวที่สองจะเป็นแนวที่เน้นบทบาทรัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือ
ที่เรียกว่าแนวเคนส์
แนวนี้เสนอแนวทางในการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจโดยที่รัฐต้องลงทุนเพิ่มใน
เศรษฐกิจทั้งในด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่
ลดความเหลื่อมล้ำโดยการปฏิรูปภาษีและพัฒนาระบบสวัสดิการ
ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวนั้นจะมีประสิทธิภาพมากกว่าแนวกลไกตลาดในการเพิ่มกำลัง
ซื้อและการจ้างงาน
ธนาคารจะต้องถูกควบคุมแทนที่จะปล่อยให้นายธนาคารเอกชนเก็งกำไรอย่างบ้าคลั่ง
ซึ่งเป็นสาเหตุหลักๆ ที่ทำเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตามธรรมนูญสหภาพยุโรปนั้นเขียนตามกรอบของแนวเสรีนิยมอย่างสุด
ขั้ว(ซึ่งได้ลงรายละเอียดไปแล้วในตอนที่ 1)
ตอนนี้แนวนี้เสนอให้มีการปฏิรูปและเปลี่ยนทิศทางการกำหนดนโยบายในสหภาพยุโรป
โดยการหันมาใช้แนวทางเคนส์มากขึ้น
ซึ่งทิศทางนี้จะเกิดขึ้นได้ถ้าประชาชนในหลายประเทศร่วมมือกันสู้
การขึ้นมาของฝ่ายซ้าย และ ฝ่ายขวาจัด
ปัญหาใหญ่มากของเกือบทุกประเทศในสหภาพยุโรปคือ อัตราการว่างงาน
ในประเทศที่กำลังมีวิกฤติเศรษฐกิจหนักๆเช่น กรีซ สเปน อิตาลี โปรตุเกส
ไอร์แลนท์ อัตราการว่างงานสูงมาก
โดยเฉพาะในสองประเทศแรกที่สัดส่วนการว่างงานของเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 30
สูงมากกว่า 50% และอัตราการว่างงานในวัยทำงานสูงกว่า 20% ในส่วนอื่นๆ
ของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปก็มีอัตราการว่างงานสูงมากเช่นเดียวกัน เช่น
ยุโรปตะวันออก
ซึ่งประชาชนในประเทศเหล่านี้จะมีการอพยพไปหางานทำในประเทศที่มีความเข้มแข็ง
ทางเศรษฐกิจมากกว่า เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน สแกนดิเนเวีย
หรือที่เรียกว่ากลุ่มประเทศทางเหนือ
แรงงานเหล่านี้ยินดีทำงานในมาตรฐานที่ต่ำกว่าและค่าแรงถูกกว่า
ซึ่งรัฐบาลประเทศทางเหนือจะต้องเข้ามาจัดการควบคุม
แต่รัฐบาลฝ่ายขวาเลือกไม่ทำซึ่งมันมีผลสองด้านคือ
หนึ่งแรงงานจากยุโรปตะวันออกพวกนี้ถูกเอารัดเอา
เปรียบมาก และสองซึ่งเป็นผลพวงโดยไม่ตั้งใจ
แรงงานที่มาจากยุโรปตะวันออกได้ดึงมาตราฐานการจ้างที่ดีให้แย่ลงสร้างความ
ไม่พอใจให้กับกรรมกาชีพเจ้าบ้านเป็นอย่างยิ่ง
เรื่องมันไปจบลงที่ฝ่ายขวาจัดและฝ่ายอนุรักษ์นิยมปลุกระดมแนวชาตินิยม
โดยอ้างว่าปัญหาการว่างงานนั้นมีสาเหตุมาจากแรงงานจากยุโรปตะวันออก
ในขณะแรงงานจากยุโรปตะวันออกที่ไร้จิตสำนึกทางการเมืองก็โจมตีกรรมาชีพใน
ประเทศเหนือว่าเลือกงาน หรือทำงานหนักไม่พอ เป็นต้น
ในโซนของยุโรปตะวันออกเองกลุ่มฟาสซิสต์ได้ขยายตัวอย่างเปิดเผยและรัฐบาล
เหล่านั้นไม่ได้แก้ปัญหานี้แต่อย่างใด
กลุ่มฟาสซิสต์เกิดขึ้นในหลายประเทศ ในกรณีของ ฮอลแลนท์ กรีซ และฝรั่งเศษ
พรรคนาซีชนะการเลือกตั้งและมี สส.ในรัฐสภาด้วย
พรรคนาซีเหล่านี้มีชื่อแตกต่างกันในแต่ละประเทศ
ซึ่งพรรคเหล่านี้ส่งเสริมการใช้ความรุนแรง
และปลุกระดมให้มีการเกลียดชังทางเชื้อชาติ ในกรณีของฝรั่งเศส French
National(พรรคนาซี)ตั้งเป้าไปที่กลุ่มมุสลิม
และเสนอให้มีการปิดพรมแดนเพื่อไม่ให้แรงงานจากยุโรปตะวันออกเข้ามามากเกินไป
ในกรีซสมาชิกพรรคนาซี(Golden Dawn)ซึ่งสมาชิก 1 ใน 2 เป็นตำรวจ
ก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้งรอบที่สองในวันที่ 17 มิถุนายน ที่ผ่านมา
สมาชิก Golden Dawn
ได้ตบหน้าแคนดิเดตผู้หญิงจากพรรคฝ่ายซ้ายสองคนออกโทรทัศน์
จากนั้นได้ฟ้องร้องสมาชิกพรรคฝ่ายซ้ายว่าเป็นฝ่ายผิดเพราะไปกระตุ้นให้ตนเอง
ใช้ความรุนแรง ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้สร้างความไม่พอใจให้กับชาวกรีก
ซึ่งหลังเหตุการณ์มีการเดินขบวนประท้วงพวกฟาสซิสต์ในหลายเมือง
ซึ่งการเดินขบวนในครั้งนี้ฝ่ายซ้ายมีบทบาทมากในการจัดตั้ง
เรื่องที่เป็นบวกมากที่เกิดขึ้นในกรีซและฝรั่งเศสคือ
ผลการเลือกตั้งโดยเฉพาะในประเทศกรีซ ที่แนวร่วมฝ่ายซ้าย(Syriza)
ได้คะแนนมาเป็นที่สองและพรรคอนุรักษ์นิยม(New Democracy)
มีคะแนนนำอย่างเฉียดฉิวเท่านั้น ทั้งที่ นักการเมือง พวกที่มีตำแหน่งสูงๆ
ในองค์กรระหว่างประเทศ เช่น IMF ธนาคารกลางยุโรป สื่อกระแสหลักในยุโรป
ได้ดาหน้าออกมาโจมตีฝ่ายซ้ายในกรีซ หรือ แบล็คเมล์
น่าจะเป็นคำเรียกที่เหมาะสมกว่า เพราะมีการข่มขู่ว่าถ้าเลือก Syriza
กรีซจะต้องออกจากสหภาพยุโรปและจะไม่มีใครให้ความช่วยเหลือ แต่ Syriza
ก็ได้คะแนนเพิ่มขึ้นอย่างล้นหลาม
เพราะเป็นพรรคเดียวที่ประกาศจุดยืนว่าจะต่อต้านแนวเสรีนิยมที่มาจาก Troika
ว่าเป็นนโยบายที่ไม่มีความเป็นธรรมและเรียกร้องให้มีการเปิดการเจรจารอบใหม่
(รายละเอียดดูได้ในตอนที่ 1)
มาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชนกรีกนั้นแย่มาก มีการลดค่าแรงลงกว่า 50%
ขยายอายุการทำงาน ลดเงินบำเหน็จบำนาญ
สถานที่ทำงานบางแห่งคนงานไม่ได้รับเงินเดือนมาบางที่ 1 ปี บางที่ 6 เดือน
โรงพยาบาลหลายแห่งปิด
โรงเรียนต้องแจกแผ่นดิสให้กับนักเรียนเพราะไม่มีเงินพิมพ์หรือซื้อหนังสือ
จำนวนคนจรจัดหรือคนไร้บ้านเพิ่มมากขึ้นในเมืองหลวง
คนธรรมดาไม่มีปัญญาจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ในขณะที่คนรวยยังอยู่สุขสบาย
นี่เป็นคำอธิบายว่าทำไมการต่อสู้ที่กรีกถึงมีความดุเดือดมาก
อย่างไรก็ตามทั้ง Syriza และ
พรรคสังคมนิยมฝรั่งเศส อาจจะทรยศประชาชนได้ง่ายๆ
ซึ่งมันหมายความว่าฝ่ายซ้ายนอกรัฐสภาทั้งในกรีซ(Antarsy) ฝรั่งเศส(Radical
Left) จะต้องกดดันจากข้างนอกรัฐสภาเพื่อกำหนดกรอบเดินที่ก้าวหน้าต่อไป
สเปนเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีการต่อสู้กับนโยบายจาก Troika อย่างดุเดือด
ซึ่งหลายฝ่ายทำนายว่าจะเดินตามกรอบของชาวกรีกทุกก้าว
ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพชีวิตที่จะต้องถูกทำลาย
และรัฐบาลจะบังคับใช้นโยบายการตัดสวัสดิการอย่างสุดขั้วต่อไป
วิกฤตินั้นไม่มีท่าทีจะสิ้นสุดง่ายๆ จากสเปน ก็จะไปต่อที่อิตาลี
จากอิตาลีก็จะไปต่อที่โปรตุเกส ไอร์แลนท์
ตอนนี้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของเยอรมันและฝรั่งเศสเริ่มส่อเค้าไม่ดี
วิกฤติเศรษฐกิจและการเมืองของสหภาพยุโรปได้เข้าสู่เฟรสใหม่เรียบร้อยแล้ว
(ที่มา)