หน้าเว็บ

วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ไอ้ฆาตกร ใจสัตว์ยิงประชาชน

ไอ้ฆาตกร ใจสัตว์ยิงประชาชน


 


เจ้าหน้าที่ทหารใช้ปืนสไนเปอร์ยยิง นปช หน้าสนามมวยลุมพินี15 05 10

19 พค. 2553 ทหารยิงประชาชน ร่วงเห็นๆ
 


ส.อ.ศฤงคาร ทวีชีพ                ส.อ.คชารัตน์ เนียมรอด

สิบเอก ศฤงคาร ทวีชีพ ปัจจุบันปลดประจำการแล้ว และสิบเอก คชารัตน์ เนียมรอด นายทหารสังกัดกองพันทหารม้าที่ 5 รักษาพระองค์ จังหวัดสระบุรี เจ้าหน้าที่ทหารที่ปรากฏบนภาพสื่อในการปฏิบัติการสลายการชุมนุมช่วงเดือน เม.ย.- พ.ค. 53 เข้าให้ปากคำกับเจ้าพนักงานกรมสอบคดีพิเศษตามหมายเรียกครั้งที่ 2 ในฐานะพยาน

โดยครั้งแรกนายทหารทั้งสองได้ขอเลื่อนการเข้าปากคำ ซึ่ง ทางพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ทำหนังสือเรียกให้นายทหารทั้ง 2 เข้าให้ปากคำอีกครั้งในวันที่ 29 สิงหาคม 2555

ดีเอสไอสอบ 2 พลแม่นปืน คดี 91 ศพ เผยรับยิงจริงแต่เป็นกระสุนยาง

ดีเอสไอสอบ 2 พลแม่นปืน คดี 91 ศพ เผยรับยิงจริงแต่เป็นกระสุนยาง

 

2 พลแม่นปืนระวังป้องกัน บนอาคารร้างหน้าสนามมวยลุมพีนี 15 พ.ค.53

คลิปด้านล่างของอาคารร้างหน้าสนามมวยลุมพีนี ซึ่งปรากฏภาพทหารที่บุคลิกคล้ายกับทหารที่ปรากฎในคลิปก่อนหน้า พร้อมมีบทสนทนาซึ่งเป็นการหยอกล้อ และมีการยิงไปยังฝั่งบ่อนไก่ ซึ่งมีประชาชนอยู่บริเวณนั้น


นายทหารพระธรรมนูญ นำทหารพลแม่นปืน 2 นาย เข้าให้การดีเอสไอ คดี 91 ศพช่วงกระชับพื้นที่ชุมนุมเสื้อแดง ปี 53 สอบเครียด (มีคลิปประกอบ) 
 
ไทยรัฐออนไลน์ รายงานเมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 29 ส.ค. 2555 ว่า นายทหารพระธรรมนูญ กองทัพบก นำสิบเอกศฤงคาร ทวีชีพ และสิบเอกคธารัตน์ เนียบรอด สังกัด ม.พัน 5 ที่ทำหน้าที่พลเฝ้าระวัง บนอาคารร้างหน้าสนามมวยลุมพีนี ในช่วงเหตุการณ์กระชับพื้นที่ของกลุ่มเสื้อแดง เมื่อเดือน พ.ค. 2553 เข้าพบ พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข รองอธิบดี กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และประชาชน จำนวน 91 ศพ ในช่วงการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ

โดยมี พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รองผบช.น.และอัยการฝ่ายคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด เข้าร่วมสอบสวนในฐานะพนักงานสอบสวนร่วม เพื่อให้การถึงการปฏิบัติหน้าที่ หลังมีการจับภาพขณะที่ทั่งคู่ใช้ปืนยาวติดลำกล้อง เล็งใส่ไปทางชุมชนบ่อนไก่ โดยบรรยากาศการสอบสวนเป็นไปอย่างเคร่งเครียด

ขณะที่เดลินิวส์ รายงานด้วยว่า สิบเอกคชารัตน์ แต่งกายในเครื่องแบบทหาร ส่วนสิบเอกศฤงคารซึ่งปลดประจำการไปแล้ว แต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงยีนส์สีเข้ม โดยพลแม่นปืนทั้ง 2 มีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ กับสื่อมวลชน และพยายามเดินหลบเลี่ยงกลุ่มผู้สื่อข่าวและช่างภาพ แต่ไม่สามารถหลุดจากวงล้อมของกลุ่มผู้สื่อข่าวได้ ทำให้ถูกรุมติดตามถ่ายภาพจนเจ้าหน้าที่นำตัวแยกเข้าห้องสอบสวน

มติชนออนไลน์ รายงานด้วยว่า พ.ต.อ.ประเวศน์ กล่าวว่า ขณะเดียวกันทหารทั้งสองให้การยอมรับว่าการปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 15 พฤษภาคม ตั้งแต่เวลา 15 นาฬิกา ถึง 18 นาฬิกา เป็นการปฏิบัติหน้าที่บริเวณบ่อนไก่ เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับหน่วย พร้อมแจ้งเตือน และในวันนั้นได้มีการลั่นไกปืนยิงขู่กลุ่มผู้ชุมนุม โดยกระสุนที่ใช้เป็นกระสุนยาง ซึ่งหลังจากนี้ทางพนักงานสอบสวนอาจทำเรื่องขอปืนกระบอกดังกล่าวเพื่อตรวจสอบอีกครั้ง

"ยืนยันเร่งทำสำนวนการสอบสวนคดีนี้ให้เสร็จโดยเร็ว และจะส่งสำนวนดังไปยังกองบัญชาการตำรวจนครบาลเพื่อประกอบสำนวนการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมบริเวณบ่อนไก่และงามดูพลี"รองอธิบดีดีเอสไอระบุ
 
(อ่านต่อ)
http://www.prachatai.com/journal/2012/08/42362

สืบพยานโจทก์คดีแกนนำคนงานไทรอัมพ์ ชุมนุมเกิน 10 คนก่อความวุ่นวาย

สืบพยานโจทก์คดีแกนนำคนงานไทรอัมพ์ ชุมนุมเกิน 10 คนก่อความวุ่นวาย

 

แรงงานไทรอัมพ์ ขยายความจริงหลังถูกฟ้อ

http://www.youtube.com/watch?v=NUY9pci5-Ws&feature=related

 

สืบพยานโจทก์คดี 3 แกนนำคนงาน ชุมนุมเกิน 10 คนก่อความวุ่นวาย เมื่อปี 52 ผู้การแต้ม อดีตผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 เบิกความระบุคนงานชุมนุมกีดขวางการจราจร ก่อความเดือดร้อน คนมาน้อยแต่นั่งกระจายเต็มพื้นที่

(28 ส.ค.55) ที่ห้องพิจารณาคดี 809 ศาลอาญา รัชดา มีการสืบพยานโจทก์ ในคดีที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.บุญรอด สายวงศ์ นายสุนทร บุญยอด และ น.ส.จิตรา คชเดช ในความผิดฐานมั่วสุมกันก่อการวุ่นวายในบ้านเมือง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 และ 216 ว่าด้วยการชุมนุมมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไป จากกรณีการชุมนุมของคนงานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2552

พยานโจทก์วันนี้คือ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ อดีตผู้บังคับการกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ในขณะนั้น เบิกความว่า ตนเองดูแลความเรียบร้อยและเจรจาต่อรองในการชุมนุม โดยในวันดังกล่าว ผู้ชุมนุมคนงานบริษัทไทรอัมพ์ประมาณ 300-400 คนได้ปิดถนนหน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งใช้เป็นเส้นทางสัญจรของประชาชน สถานที่ราชการ โรงเรียน และที่สำคัญเป็นเส้นทางหลักในการเสด็จพระราชดำเนินของพระบรมวงศานุวงศ์ทุก พระองค์ เมื่อเจรจาต่อรองให้เปิดช่องทางจราจร ผู้ชุมนุมไม่ปฏิบัติตาม แต่ยังปิดการจราจรเพิ่มเป็น 3 ช่องทางจากทั้งหมด 5 ช่องทาง รวมถึงปิดประตูทางเข้าทำเนียบ 1-4 ด้วย

พล.ต.ต.วิชัย เบิกความว่า ต่อมาเมื่อผู้ชุมนุมทราบว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ในขณะนั้นไม่มารับหนังสือร้องเรียนเพราะอยู่ที่รัฐสภา แกนนำทั้งสามจึงพาผู้ชุมนุมไปหน้ารัฐสภา มีการบอกให้ผู้ชุมนุมปิดการจราจร ทั้งที่มีผู้ชุมนุมเพียง 300-400 คน อยู่บนฟุตบาทได้ แต่ใช้วิธีนั่งกระจายปิดถนนทั้งหมด ซึ่งการปิดถนนเส้นอู่ทองใน ทำให้เกิดความเดือดร้อน คนในรัฐสภาเข้าออกไม่ได้ ประชาชนที่จะติดต่อราชการที่รัฐสภาเข้าไม่ได้ และเส้นทางดังกล่าวยังเป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินของสมเด็จพระบรมโอรสาธิ ราช สยามมกุฎราชกุมารฯ 

ทั้งนี้ พล.ต.ต.วิชัย เบิกความว่า การชุมนุมเป็นสิทธิที่ทำได้ ไม่ได้บอกให้เลิกชุมนุม แต่ขอให้เปิดการจราจร โดยหากเปิดช่องทางจราจร จะไม่ถือว่าก่อความเดือดร้อน และการใช้เครื่อง LRAD ก็เพื่อขยายเสียง ควบคุมผู้ชุมนุมเท่านั้น

ด้านทนายจำเลยที่ 1-3 ซักค้าน พล.ต.ต.วิชัย ย้ำว่า จุดที่ต้องการดำเนินคดีคือเหตุการณ์หน้ารัฐสภา เพราะหน้าทำเนียบ แม้ปิดช่องทางจราจรแต่รถยังผ่านได้ จึงอะลุ้มอะล่วย ทั้งนี้ ทราบว่าเจตนาของผู้ชุมนุมคือเพื่อขอให้รัฐบาลช่วยเหลือกรณีถูกเลิกจ้าง ทนายถามว่า ทราบหรือไม่ว่ามีผู้ชุมนุมมาจากบริษัทเอนี่ออน อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) และบริษัท เวิลด์เวลล์การ์เม้นท์ ด้วย พล.ต.ต. เบิกความว่า ไม่ทราบ รู้แต่ว่ามาจากไทรอัมพ์

กรณีการใช้เครื่อง LRAD พยานตอบว่า เคยชี้แจงต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษชนแห่งชาติ (กสม.) จากกรณีที่คนงานไปร้องเรียนว่าตำรวจละเมิดสิทธิมนุษยชน ว่า LRAD ใช้เพื่อขยายเสียงและควบคุมฝูงชน อย่างไรก็ตาม ไม่ทราบว่าในต่างประเทศ มีการใช้ LRAD เป็นอาวุธสงคราม โดยในวันดังกล่าว เปิดเครื่อง LRAD เพื่อตัดเสียงเครื่องขยายเสียงของผู้ชุมนุมไม่ให้ดังรบกวนในรัฐสภา ไม่ใช่เพื่อตัดการติดต่อ หรือสลายการชุมนุม เพราะถ้าใช้เพื่อสลายการชุมนุม เสียงจะดังมากและยาวนานกว่านี้

ทนายถามว่า เคยมีปากเสียงกับ จิตรา คชเดช จำเลยที่ 3 เนื่องจากจำเลยบอกให้ไปจับผู้บริหารบริษัทแทนใช่หรือไม่ พยานยืนยันว่าไม่ได้มีปากเสียงกับจำเลย โดยตนเองเป็นผู้เจรจาที่ดีที่สุด

(อ่านต่อ)