หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2555

ทริปพาสื่อไปอังกฤษ...‘ซื้อใจตบรางวัล’ หรือ ‘ดูงาน’ ด้วยภาษีประชาชน?

ทริปพาสื่อไปอังกฤษ...‘ซื้อใจตบรางวัล’ หรือ ‘ดูงาน’ ด้วยภาษีประชาชน?





ในทวีตภพ ผู้ใช้นามว่า @PongYing ซึ่งอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับเสื้อแดง-ทักษิณ ทวีตถึงผู้เขียนเมื่อบ่าย 3 โมง ของวันที่ 24 กันยายน ที่ผ่านมาว่า “ทำไม [ประธานรัฐสภา] เชิญแต่สื่อค่ายประชาไท วอยซ์ทีวี ทำไมไม่เชิญสื่อค่ายผู้จัดการ แนวหน้า ไทยโพสต์ ไม่จริงใจนี่หว่า”

นี่เป็นเพียงหนึ่งในเสียงจำนวนมิน้อยที่ตั้งคำถามและกังขากับกรณีนายสม ศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา พาคณะสื่อมวลชนและนักวิชาการไป ‘ดูงาน’ ที่ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศสและเบลเยียมเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ระหว่างวันที่ 20-27 กันยายน 2555

คำถามคือ:

1) การจัดเดินทางท่องเที่ยวดูงานแบบนี้ถือเป็นการพยายามตบรางวัลหรือติดสินบนสื่อโดยใช้เงินภาษีประชาชนหรือไม่?

ถึงแม้รัฐสภาจะมีงบที่สามารถจัดสรรนำมาใช้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ทริปนี้ที่มีสื่อมวลชนเข้าร่วมกว่าสามสิบชีวิต มีลักษณะผิดปกติอย่างน่าสังเกตเริ่มจากที่ว่าจำนวนสื่อที่อยู่ในลิสต์เชิญ 25 คน จาก 37 คนที่อยู่ในลิสต์ http://thaipost.net/news/200912/62617 เป็น สื่อจาก Voice TV ซึ่งเป็นสื่อที่ถูกจัดอยู่ในฝ่ายที่เห็นใจสนับสนุนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แถมเป็นสื่อของนายพานทองแท้ ชินวัตร ลูกชาย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถึง 4 คน (น้ำเพชร เชื้อชม, คมกริช สินภูมิศักดิ์, ชาคริต อ่อนน้อม และ ชัยธัช รัตนจันทร์) นี่ยังไม่รวมผู้ที่ไปจัดรายการ Wakeup Thailand ที่ Voice TV สองคน (ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บก.สำนักข่าวประชาไท และพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์) แต่ไม่ใช่ลูกจ้างประจำ ...

2) ตกลงเป็นทริปดูงานหรือท่องเที่ยว?

ข่าวลงอย่างครึกโครมว่าทริปที่ใช้ภาษีประชาชนไป 7 ล้านบาท หรือประมาณ 180,000 บาทต่อหัวนี้ รวมถึงกินอาหารหรูๆ แถบ Bloomsbury และพักโรงแรมหรูสี่ดาวอย่าง Park Plaza Westminster ที่เห็นวิว Big Ben และรัฐสภาอังกฤษ รวมถึงมีเตียงที่ใช้ผ้าฝ้ายอียิปต์อย่างดีปู และราคาค่าที่พักในอินเทอร์เน็ต ณ วันที่ 24 กันยา 2555 ระบุว่าราคาห้องตกคืนละ 9,516 บาท (ข้อมูลจากเว็บ hotel.com - http://www.hotels.com/ho335698/park-plaza-westminster-bridge-london-london-united-kingdom/ ) ...

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่  ทริปพาสื่อไปอังกฤษ..‘ซื้อใจตบรางวัล’ หรือ ‘ดูงาน’ ด้วยภาษีประชาชน?


(ที่มา)
http://www.prachatai.com/journal/2012/09/42819

เสื้อแดงปะทะเสื้อหลากสีหนุนครูสาวหมิ่น “ดารุณี กฤตบุญญาลัย” หน้ากองปราบฯ

เสื้อแดงปะทะเสื้อหลากสีหนุนครูสาวหมิ่น “ดารุณี กฤตบุญญาลัย” หน้ากองปราบฯ

 


พันธมิตรฯ คลั่งตีรถคนเสื้อแดง  

 

เสื้อหลากสีหนุนอดีตครูสาวที่ต่อว่าดารุณี กฤตบุญญาลัย ปะทะเสื้อแดงหน้ากองปราบ หลังทั้ง 2 ฝ่ายเดินทางมาให้กำลังใจคู่กรณี จนมีผู้บาดเจ็บและทรัพย์สินเสียหาย ด้านผู้ต้องหาขอเลื่อนรับฟังข้อกล่าวหาไป 29 ต.ค.นี้

วันนี้(25 ก.ย.55) เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. ที่หน้าหน้ากองปราบปราม ถนนพหลโยธิน ถนนพหลโยธิน ได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 500 คน ใช้ชื่อว่ากลุ่มประชาชนทนไม่ไหว "ร่วมให้กำลังใจคนดี ปกป้องสถาบัน" เพื่อให้กำลังใจ น.ส.มนัสนันท์ หนูคำ อดีตครูสาวโรงเรียนนานาชาติ หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามออกหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา จากกรณีที่ น.ส.มนัสนันท์ ต่อว่านางดารุณี กฤตบุญญาลัย ไฮโซนักธุรกิจชื่อดัง และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)กลางห้างสยามพารากอน เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา ว่าไม่จงรักภักดีต่อสถาบันและพูดจาจาบจ้วงพระมหากษัตริย์ ทำให้นางดารุณีเข้าแจ้งความกับกองปราบก่อนหน้านี้เพื่อดำเนินคดี

ขณะที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงประมาณ 100 คน มาชุมนุมในบริเวณดังกล่าวเช่นกัน เพื่อให้กำลังใจ นางดารุณี กฤตบุญญาลัย ที่ต้องเดินทางมาชี้ตัวผู้กระทำความผิด

โดยในเวลาประมาณ 11.15 น. เกิดเหตุปะทะระหว่างผู้ชุมนุมกลุ่มประชาชนผู้รับสถาบันที่ร่วมกับกลุ่ม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)  จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง และทรัพย์สินในบริเวณใกล้เคียงได้รับความเสียหายจากการขว้างปาสิ่งของเข้า ใส่กัน หลังจากทั้งสองฝ่ายรวมตัวเผชิญหน้ากันในช่วงสายของวันนี้

ทั้งนี้ ข่าวสดออนไลน์  รายงาน ด้วยว่า พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล โฆษกกองบังคับการปราบปราม กล่าวว่า น.ส. มนัสนันท์ได้ส่งทนายมาขอเลื่อนการเข้ารับทราบข้อกล่าวหา โดยให้เหตุผลว่าไม่สะดวก เนื่องจากเพิ่งกลับจากต่างประเทศ จึงขอเลื่อนรับฟังข้อกล่าวหาออกไปเป็นวันที่ 29 ต.ค.นี้ เวลา 09.00 น. โดยยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะให้ความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย

(อ่านต่อ)
http://www.prachatai.com/journal/2012/09/42816

รายงาน ศปช. โต้กลับรายงาน คอป.

รายงาน ศปช. โต้กลับรายงาน คอป.



 

(คลิกฟัง)
http://www.youtube.com/watch?v=12CfAGYnjtg

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555

คอป.กับความเป็นกลาง

คอป.กับความเป็นกลาง

 

 

โดยใบตองแห้ง

 

เห็นแกนนำ นปช.ไล่บี้ คอป. ประเด็นที่มีอนุกรรมการ 2 คนใกล้ชิดพันธมิตรแล้วสมเพช ผมก็วิพากษ์ คอป.แต่เรื่อง 2 คนนี้เป็นเรื่องเล็ก ถ้า นปช.จะทักท้วงทำไมไม่ทำก่อนหน้านี้

ผมไม่เชื่อเรื่องความเป็นกลางมาแต่ต้น เพราะสังคมไทยขัดแย้งมา 6 ปี ผู้ที่มีบทบาททางการเมือง สังคม ล้วนถูกดูดเข้าไปในวังวนแห่งความขัดแย้ง จนไม่เหลือผู้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดอีกแล้ว เพียงแต่ท่าทีที่ผ่านมา คอป.ไม่ ถึงกับเข้าข้างรัฐบาลอภิสิทธิ์ผู้แต่งตั้งอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู จึง “ดูดี” หน่อยในกระแสสังคม    ฉะนั้น ผมก็ไม่เห็นด้วยที่แกนนำ นปช.จะให้ระงับการเผยแพร่รายงาน คอป. หรือจะให้ตั้งกรรมการสอบใหม่ เพราะรัฐบาลนี้คงตั้งคนไม่เป็นกลางเหมือนกัน การเผยแพร่จะเป็นไรไปในเมื่อบอกได้ว่า มีผู้ไม่เห็นด้วยจำนวนมาก
 

ส่วนที่ว่ายูเอ็นเห็นชอบรายงาน คอป.ก็ ต้องดูให้ดี แถลงการณ์ยูเอ็นย้ำว่าทหารจะต้องเป็นกลางทางการเมือง กระบวนการยุติธรรมเป็นอิสระ และสนับสนุนให้ทบทวนมาตรา 112 (ซึ่ง ปชป.และสื่อที่เอาข่าวยูเอ็นมาตีปี๊บไม่ได้เห็นด้วยกับเขาเสียหน่อย)
       
 คอป.ไม่ใช่ “คนกลาง” ตั้งแต่แรก เพราะผู้มีบทบาทใน คอป.หลาย รายไม่ได้คัดค้านรัฐประหาร ออกอาการเห็นด้วยในที เคยปกป้องม็อบยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน ด้วยท่าทีแตกต่างกับม็อบยึดราชประสงค์ เพียงแต่ก็ยังเป็นผู้มีมนุษยธรรม มีความเศร้าเสียใจเมื่อเห็นชาวบ้านถูกฆ่าตาย พยายามทำความเข้าใจกับมวลชนเสื้อแดงมากขึ้น
        

กระนั้นด้วยจุดยืนข้างต้นก็ทำให้รายงาน คอป.มีปัญหาเชิงทัศนะ การให้น้ำหนักเรื่องที่มา รากเหง้า และข้อเสนอแนะ
       
 ปัญหาในรายงาน คอป.ไม่ ใช่เรื่อง “ชายชุดดำมีจริง” ซึ่งมีแต่แกนนำ นปช.เท่านั้นที่ตะแบงไม่ยอมรับ “ชายชุดดำมีจริง” แต่เป็นเหตุผลเพียงพอให้ ศอฉ.ใช้ “กระสุนจริง” กับผู้ชุมนุมหรือไม่ นั่นต่างหากประเด็นสำคัญที่หายไปจากรายงาน คอป.
       
 รายงาน คอป.ระบุ ว่า มีผู้เสียชีวิตจากชายชุดดำ 9 คน แต่ก็ชี้ชัดว่ามวลชนจำนวนมากเสียชีวิตจากกระสุนที่มีวิถีมาจากทางทหาร รวมทั้งนักข่าวญี่ปุ่น นักข่าวอิตาลี โดยผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศยังชี้ว่าภาพทหารยิงปืนนั้นไม่ใช่กระสุนยางแต่ เป็นกระสุนจริง ฉีกคำให้การของทหารต่อดีเอสไอโดยสิ้นเชิง
       
 ชายชุดดำมีจริง และแกนนำ นปช.บางคนยั่วยุให้ใช้ความรุนแรง แต่มวลชนส่วนใหญ่เป็นโจรไปด้วยหรือ การตัดสินใจใช้ทหารพร้อมคำสั่งให้ใช้กระสุนจริงได้ สมควรแก่เหตุ หรือเกินกว่าเหตุ คอป.ไม่ ตอบตรงนี้เลยนอกจากตอกย้ำว่า “ชายชุดดำมีจริง” และ “แกนนำยั่วยุ” ทั้งที่รายงานก็บอกว่ามวลชนที่เสียชีวิต 80 กว่าคนมีเพียง 2 คนเท่านั้นที่อาจมีเขม่าดินปืน ส่วนที่เหลือไม่ได้มีอาวุธร้ายแรง
        

วันที่ 10 เมษายน ศอฉ.ส่งทหารเข้า “ขอคืนพื้นที่” ผ่านฟ้าอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เหมือนเป็นการ “เอาคืน” จากที่ “เสียหน้า” ถูกม็อบยึดไทยคมปลดอาวุธทหาร วันที่ 13-19 พฤษภาคม แม้อ้างว่า นปช.ล้มโต๊ะเจรจา แต่ม็อบตอนนั้นก็ร่อยหรอ แกนนำบางคนถอนตัว ผู้ที่เคยสนับสนุนก็เรียกร้องให้ยอมรับเงื่อนไขยุบสภาใน 6 เดือน จำเป็นต้องใช้กำลังหรือไม่
         

คอป.ยัง วิเคราะห์คำสั่ง ศอฉ.เปรียบเทียบว่าการปฏิบัติของทหารไม่เป็นไปตามมาตรฐาน แปลว่าทหารทำเกินกว่าเหตุ? แต่ทำไมไม่วิเคราะห์ด้วยว่าการออกคำสั่งเช่นนั้น เสี่ยงต่อการที่ทหารจะทำเกินเหตุอยู่แล้ว ผู้ออกคำสั่งควรรู้แก่ใจ
   

ประการสำคัญคือ คอป.วิเคราะห์ รากเหง้าของปัญหา ซึ่งเหมือนจะดูดี วิพากษ์ทั้งการใช้อำนาจของรัฐบาลทักษิณมาจนรัฐประหาร คดีซุกหุ้นมาจนตุลาการภิวัฒน์ แต่ให้น้ำหนักพิกล เรายอมรับกันว่ารัฐบาลทักษิณอำนาจนิยม แต่รัฐประหารและการใช้ตุลาการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งมา คือสิ่งที่ทำให้ความขัดแย้งลุกลามรุนแรง
        

อ.คณิต ณ นคร เหมือนฝังใจคดีซุกหุ้น คดีซุกหุ้นคือรอยด่างของความยุติธรรม แต่ก็เป็นเพราะตุลาการบางคน ขณะที่ “ตุลาการภิวัฒน์” ซึ่งเข้ามาร่วมมือกับรัฐประหารสร้างความยุติธรรมสองมาตรฐาน สะเทือนถึงความเชื่อมั่นต่อสถาบันตุลาการทั้งสถาบัน มันต่างกันนะครับ
       
คอป.ไป ทำวิจัยมาอย่างไร จึงสรุปเช่นนี้ ที่น่ากังขาคือเรื่องนี้เป็นความเห็นที่มีอยู่ทั่วไป ไม่ต้องวิจัยก็ได้ แล้วแต่ใครจะมีทัศนะอย่างไร เหตุใด คอป.จึงต้องใช้เงินจ้างที่ปรึกษาโครงการวิจัยและเก็บข้อมูล 24 โครงการ 25.88 ล้านบาท นี่เป็นเรื่องที่น่าชี้แจงด้วย


(ที่มา)
http://www.komchadluek.net/detail/20120924/140719/คอป.กับความเป็นกลาง 

ที่นี่ความจริง 24 9 2012

ที่นี่ความจริง 24 9 2012 

 


(คลิกฟัง)
http://www.youtube.com/watch?v=jXuMMHjOe38&feature=youtu.be

คำว่าสมานฉันท์ควรถูกนำมาใช้แทนคำว่า...

คำว่าสมานฉันท์ควรถูกนำมาใช้แทนคำว่า...


Photo: Solidarity - Occupy Earth Now! 
One World. One Love. One Chance.

คำว่าสมานฉันท์ควรถูกนำมาใช้แทนคำว่าการบริจาคเพราะเป็นการแบ่งปันบนฐานคิดความเสมอภาคและการเคารพซึ่งกันและกัน
  
Solidarity - Occupy Earth Now!
One World. One Love. One Chance.

ศาลตุรกีตัดสินให้ทหาร 330 คนมีความผิดฐานพยายามก่อรัฐประหาร

ศาลตุรกีตัดสินให้ทหาร 330 คนมีความผิดฐานพยายามก่อรัฐประหาร

 

 Turkish military officers sentenced for plotting coup 

ศาลของตุรกีได้ตัดสินให้เจ้าหน้าที่ทหารมีความผิดและลงโทษจำคุก 15-20 ปี โดยการตัดสินล่าสุดนี้เป็นการแสดงอำนาจของรัฐบาลพลเรือนในตุรกี ที่ก่อนหน้านี้กองทัพเคยควบคุมอำนาจและทำรัฐประหารบ่อยครั้ง
 
เมื่อวันที่ 21 ก.ย. ที่ผ่านมา สำนักข่าวเดอะ การ์เดียน ของอังกฤษรายงานว่าศาลของตุรกีได้ตัดสินให้เจ้าหน้าที่ทหาร 330 นาย มีความผิดฐานพยายามก่อการรัฐประหารเพื่อโค่นล้มรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเทยิพ เออโดแกน
 
ก่อนหน้านี้ศาลตุรกีได้ตัดสินให้อดีตแม่ทัพสามนายต้องโทษจำคุกตลอด ชีวิต ซึ่งต่อมาได้รับการลดหย่อนให้เหลือจำคุก 20 ปี เนื่องจากแผนการรัฐประหารไม่สำเร็จ และตัดสินให้แม่ทัพในตำแหน่งอีกสองรายกับอดีตแม่ทัพอีกหนึ่งรายจำคุก 18 ปี
 
ยังมีจำเลยอีก 324 นายที่รอจากตัดสินโทษหลังพบว่ามีความผิดจากข้อหามีส่วนร่วมในแผนการรัฐ ประหาร ผู้ฟ้องร้องต้องการให้จำเลยทั้ง 365 คนถูกตัดสินจำคุก 15-20 ปี
 
ก่อนหน้านี้ศาลได้ประกาศให้เจ้าหน้าที่ 34 นายพ้นโทษจากคดี เดอะ การ์เดียน รายงานว่ากรณีเช่นนี้ชี้ให้เห็นถึงการที่รัฐบาลพลเรือนมีอำนาจเหนือกองทัพ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นสถาบันที่ควบคุมอำนาจไว้ทุกส่วนในตุรกี
 
แผนรัฐประการมาในแผนการสมคบคิดชื่อ "แผนค้อนยักษ์" ที่มีการวางแผนระเบิดมัสยิดประวัติศาสตร์ในอิสตันบูลและสร้างเหตุความขัด แย้งกับกรีกเพื่อให้กองทัพหาหนทางขึ้นมาสู่อำนาจได้
 
เดอะ การ์เดียน กล่าวว่า แต่เดิมแล้วกองทัพตุรกีเป็นผู้ที่มีอำนาจนำในทางการเมือง พวกเขาก่อรัฐประหาร 3 ครั้งภายในช่วงปี 1960-1980 และขับให้รัฐบาลของฝ่ายอิสลามที่ขึ้นครองอำนาจเป็นครั้งแรกออกจากตำแหน่งไป ในปี 1997
 
เดอะ การ์เดียน กล่าวในรายงานข่าวอีกว่า ตั้งแต่สมัยรัฐบาลเออโดแกนที่เข้าสู่ตำแหน่งเมื่อราว 10 ปีที่แล้วเป็นต้นมา อำนาจของฝ่ายกองทัพก็ถูกควบคุมมากขึ้น และการตัดสินคดีในครั้งนี้ก็เป็นการแสดงให้เห็นความเข้มแข็งของรัฐบาลที่ เปิดเผยตัวเองออกมาจากเงามืด
 
(ที่มา)
http://www.prachatai.com/journal/2012/09/42781