หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555

พท.ฝุ่นตลบ ลุ้นเสียบมท.1-รองนายก หลังยงยุทธไขก๊อก ดันโผโยกย้ายผู้ว่าฯ2ต.ค. เสริมศักดิ์ปัดเลื่อยขา

พท.ฝุ่นตลบ ลุ้นเสียบมท.1-รองนายก หลังยงยุทธไขก๊อก ดันโผโยกย้ายผู้ว่าฯ2ต.ค. เสริมศักดิ์ปัดเลื่อยขา


 

ตัดก่อนตาย(หมู่) ? เหตุผลที่ "ยงยุทธ" ต้องทิ้งเก้าอี้รองนายกฯ และมท.1

 










 











"ยงยุทธ"ทำบุญวัดสระเกศฯ ก่อนประกาศลาออกเก้าอี้รองนายกฯ-มท.1 ไม่แจงเหตุผลบอกเรื่องส่วนตัว อ้างปรึกษาผู้ใหญ่แล้ว ย้ำทำหน้าที่ หัวหน้าและ ส.ส.ต่อไป "นพดล"ปัด"แม้ว-ปู"กดดัน พท.หวั่นถูกศาล รธน.สอย "เสริมศักดิ์"ปัดเอี่ยวเบื้องหลัง

"ยงยุทธ"ยัน"ปู"ไม่กดดัน

ภาย หลังมีกระแสข่าวจากคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ต้องการให้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายหลังถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ชี้มูลความผิดร้ายแรงคดีเรื่องสนามกอล์ฟอัลไพน์ เพราะเกรงว่าอาจขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 102

ล่า สุด เมื่อวันที่ 28 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจของนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยยังคงปฏิบัติภารกิจตามปกติ ในช่วงเช้าได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการก่อสร้างคันป้องกันน้ำท่วม ริมคลองรังสิตประยูรศักดิ์ โดยนายยงยุทธกล่าวว่า นายกรัฐมนตรียังไม่ได้สั่งการใดๆ ให้ลาออก และได้พูดคุยกับนายกฯเรื่องนี้มาตลอด พร้อมกันนี้ยืนยันว่า "จะยังเห็นหน้ากันอยู่และผมยังทำงาน ขอแถลงข่าวบ่าย 3 ครั้งเดียวที่วัดสระเกศฯ ผมไม่เครียดอะไร และได้คุยกับนายกฯตลอดทุกวัน และวันที่นายกฯกลับ ผมก็จะเดินทางไปรับด้วยตัวเอง ที่ผ่านมานายกฯไม่เคยโทร.มากดดันและไม่เคยโทร.มาสั่งให้ลาออก" นายยงยุทธกล่าว

"ยงยุทธ"ฟังสวดชยันโต

จากนั้นเวลา 14.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายยงยุทธเดินทางมาที่วัดสระเกศราชวรวิหาร เพื่อเข้ากราบนมัสการสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) และสมเด็จพระราชาคณะ ที่มีการประชุมมหาเถรสมาคมอยู่ โดยในระหว่างนั้นมีกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งมาให้กำลังใจ โดยนายยงยุทธได้ออกมาพบและรับมอบดอกกุหลาบสีแดงด้วยสีหน้าเรียบเฉย ในระหว่างนั้นนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดง พร้อมทั้งนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เดินทางมาให้กำลังใจ

ต่อมานายยงยุทธ และนางอุบล วิชัยดิษฐ ภริยา พร้อมทั้งคณะได้เข้าทำพิธีสวดชยันโต มีสมเด็จพระราชาคณะนับสิบรูป ร่วมสวดมนต์ในครั้งนี้ โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

ประกาศลาออก2เก้าอี้

จากนั้นเวลา 16.00 น. นายยงยุทธได้ออกมาแถลงข่าวด้วยสีหน้าไม่สู้ดี พยายามฝืนยิ้มเล็กน้อย โดยมีสื่อมวลชนรอทำข่าวอยู่เป็นจำนวนมาก นายยงยุทธกล่าวว่า วันนี้เป็นวันสิริมงคล ที่มีสมเด็จพระราชาคณะนับสิบรูป ร่วมสวดชยันโต ซึ่งตนได้แผ่เมตตาไปยังผู้มีพระคุณ และเจ้ากรรมนายเวร ที่ไม่รู้เป็นเวรเป็นกรรมมาแต่ชาติปางไหนไม่ทราบ และวันนี้เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่ง ที่ตนได้ยื่นหนังสือลาออก โดยเป็นการลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ด้วยความเต็มใจและได้ส่งหนังสือลาออกไปยังทำเนียบรัฐบาลเป็นที่เรียบร้อย แล้ว โดยการลาออกจะมีผลในวันที่ 1 ตุลาคมนี้

"สาเหตุที่ลาออก มีเหตุผลนิดเดียวคือว่าความเห็นข้อกฎหมายในส่วนหนึ่งก็บอกว่าผมทำถูก แต่อีกส่วนก็บอกว่าผมทำหน้าที่ไม่ได้ เพื่อป้องกันปัญหาทั้งหมดในฐานะที่ผมมีเหตุผลเป็นส่วนตัวของผมเอง เป็นความจำเป็นของผมเองที่มีความประสงค์ที่จะลาออกจากทั้ง 2 ตำแหน่ง แต่ยืนยันว่าผมยังคงทำหน้าที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และ ส.ส.บัญชีรายชื่ออยู่ ทั้งนี้ ในระหว่างนี้จนถึงวันที่ 1 ตุลาคม ผมจะยังคงทำหน้าที่ตามปกติ" นายยงยุทธกล่าว

(อ่านต่อ)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1348889595&grpid=00&catid=&subcatid=

"กรีซ"ปะทุเดือดครั้งใหม่ ตำรวจปะทะผู้ประท้วงต้าน"รัดเข็มขัด"

"กรีซ"ปะทุเดือดครั้งใหม่ ตำรวจปะทะผู้ประท้วงต้าน"รัดเข็มขัด"


 
ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ผู้ประท้วง ที่ปาระเบิดทำมือเข้าใส่ หลังเกิดเหตุชุมนุมครั้งใหม่ใกล้กับรัฐสภาในกรุงเอเธนส์ เพื่อต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัดของรัฐบาล


ชาวกรีซผละงานทั่วประเทศในวันนี้ ตามการเรียกร้องของสหภาพแรงงาน เพื่อประท้วงมาตรการรัดเข็มขัดรอบใหม่ที่จะบังคับใช้ในเดือนหน้า เพื่อลดการใช้จ่ายลงราว 1.15 ล้านยูโร ตามเงื่อนไขการรับความช่วยเหลืองวดใหม่

คาดว่าการผละงานจะกระทบเที่ยวบิน เรือโดยสารข้ามฟาก บริการเดินรถไฟ และบริการของภาครัฐ นอกจากนี้ สหภาพแรงงานยังเรียกร้องให้ผู้ประกอบการค้าปิดทำการด้วยในวันนี้ นับเป็นการผละงานทั่วประเทศครั้งที่ 3 แล้วในปีนี้ แต่จะเป็นบททดสอบแรกของรัฐบาลผสมชุดใหม่ที่เพิ่งรับงานเมื่อเดือนมิถุนายน และต้องประคองประเทศให้อยู่ในยูโรโซนต่อไป

รัฐบาลผสม 3 พรรค นำโดยนายกรัฐมนตรีอันโตนิส ซามาราส กำลังเร่งสรุปมาตรการลดค่าใช้จ่ายอีก 11,500 ล้านยูโร (ราว 460,000 ล้านบาท) และหารายได้เพิ่มจากภาษีอีก 2,000 ล้านยูโร (ราว 80,000 ล้านบาท) ภายใต้มาตรการรัดเข็มขัดที่จะเสนอต่อรัฐสภาในต้นเดือนตุลาคม ซึ่งจะกระทบข้าราชการหลายพันคนที่เดือดร้อนอยู่แล้วจากการถูกลดเงินเดือนสูง สุดถึงร้อยละ 40 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะถูกขยายอายุเกษียณอีก จาก 65 ปี เป็น 67 ปี

รัฐบาลกรีซต้องออกมาตรการรัดเข็มขัดรอบใหม่แลกกับความช่วยเหลืองวดใหม่ 31,500 ล้านยูโร (ราว 1.26 ล้านล้านบาท) จากสหภาพยุโรป (อียู) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เพื่อนำไปจ่ายเงินเดือน เงินบำนาญ เพิ่มทุนให้ธนาคารที่ถูกรัฐปรับโครงสร้างหนี้ และจ่ายหนี้ค้างชำระผู้รับเหมาเอกชน

นอกเหนือจากกรีซ การประท้วงต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัดยังปะทุขึ้นที่สเปนและโปรตุเกส โดยที่สเปน ตำรวจยิงกระสุนยางเข้าใส่ผู้ชุมนุมที่พยายามบุกไปยังรัฐสภา ทำให้มีผู้ถูกจับกุมราว 38 คน และบาดเจ็บ 64 ราย เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนที่รัฐบาลสเปนจะประกาศมาตรการรัดเข็มขัดครั้งใหม่ใน วันพรุ่งนี้

ส่วนที่โปรตุเกส คณะรัฐมนตรีได้จัดการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ หลังจากเกิดการชุมนุมครั้งใหญ่เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกแผนการขึ้นภาษี
  

(ที่มา)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1348663329&grpid&catid=06&subcatid=0600

บทเรียนทักษิณ ชินวัตรกับปรีดี พนมยงค์

บทเรียนทักษิณ ชินวัตรกับปรีดี พนมยงค์

 
โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ วันสุข
ปีที่ ๘ ฉบับที่ ๓๗๙ ประจำวันเสาร์ ที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๕

กรณี ของปัญหาเริ่มจากการที่ นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ได้กล่าวในวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๕ นี้ว่า เขาได้เขียนบันทึกส่วนตัวถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ถ้าอยากเป็นรัฐบุรุษ ต้องรู้จักคำว่าเสียสละ แม้ว่าจะไม่กลับประเทศ ก็สามารถเป็นรัฐบุรุษได้เช่นกัน เหมือนนายปรีดี พนมยงค์ ที่ทำงานเพื่อประเทศโดยที่ไม่เคยกลับประเทศ เพียงเพราะอยากให้บ้านเมืองสงบ

ข้อเสนอของนายคณิต ได้รับการวิจารณ์ทันทีว่า เป็นข้อเสนอที่มาจากความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ผิดพลาด และยังไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่แท้จริงของสังคมไทย ส่วนหนึ่ง ก็มาจากทัศนะของนายคณิตเอง ที่เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นต้นเหตุของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น แต่นี่เป็นทัศนะแบบด้านเดียว เพราะปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย และกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่สนับสนุนการรัฐประหาร ก็เป็นสาเหตุสำคัญอีกด้านหนึ่งเช่นกัน ยิ่งกว่านั้น ในรายงานของ คอป.เอง ก็ระบุว่า สังคมไทยมีปัญหารากฐานในทางเศรษฐกิจและสังคมจำนวนมาก เช่น ปัญหาช่องว่างระหว่างรายได้ ปัญหาความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบท ปัญหาความไม่เป็นประชาธิปไตยทางการเมือง ฯลฯ กรณีเหล่านี้ คงแก้ไม่ได้ด้วยการเสียสละของ พ.ต.ท.ทักษิณ

แต่ที่สำคัญในทางประวัติศาสตร์นั้น นายปรีดี พนมยงค์ ต้องเดินทางออกจากประเทศ เพราะถูกรัฐประหารเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๐ ในครั้งนั้น กำลังของฝ่ายรัฐประหารได้ใช้รถถังบุกทำเนียบท่าช้างอันเป็นที่พำนักของนาย ปรีดี ทำให้นายปรีดีต้องลี้ภัยออกจากประเทศ หลังจากนั้น นายปรีดีก็ได้พยายามที่จะกลับประเทศหลายครั้ง ครั้งสำคัญ ก็คือ ได้เดินทางกลับมาเพื่อที่จะยึดอำนาจคืนในกรณี "ขบวนการประชาธิปไตย ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๒" แต่ล้มเหลว ถูกปราบปรามอย่างหนัก ซึ่งกรณีนี้จะรู้จักกันนามว่า "กบฏวังหลวง" นายปรีดีต้องหลบซ่อนอยู่ในบ้านแถวฝั่งธนฯ ๖ เดือน แล้วจึงหลบหนีออกไปได้ แล้วจึงไม่ได้กลับมาเมืองไทยได้อีกเลย

ประเด็นสำคัญต่อมา ก็คือ นายปรีดีถูกฝ่ายอนุรักษ์นิยมสร้างคดีใส่ร้ายป้ายสีว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังกรณีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ ๘ และใช้ศาลเป็นเครื่องมือ ในการตัดสินประหารชีวิตผู้บริสุทธิ์ ๓ คน คือ นายชิต สิงหเสนี นายบุศย์ ปัทมศริน และ นายเฉลียว ปทุมรส เพื่อเป็นการข่มขู่ไม่ให้นายปรีดีกลับประเทศ

ความจริงแล้วเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในเรื่องของนายปรีดี พนมยงค์ ก็มีบทเรียนอันอุดม จากการที่นายปรีดีนั้นมีพื้นฐานเป็นลูกชาวนา แต่อาศัยความสามารถทางการศึกษาเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสจนได้ไปศึกษาต่าง ประเทศ และกลายเป็นคนแรกของประเทศไทยที่สำเร็จถึงขั้นปริญญาเอกวิชากฎหมายจากประเทศ ฝรั่งเศส แต่นายปรีดีมิได้มุ่งที่จะนำเอากฎหมายมาใช้เป็นเครื่องมือในการรักษาอำนาจชน ชั้นนำสถาบันหลัก และทำร้ายประชาชนเหมือนนักกฎหมายจำนวนมากในยุคปัจจุบัน หากแต่ต้องการที่จะใช้กฎหมายในการสร้างความเป็นธรรมให้กับสังคม และในสมัยที่บ้านเมืองยังไม่เป็นประชาธิปไตย นายปรีดีก็ได้ร่วมก่อตั้งคณะราษฎร ซึ่งกลายเป็นสมาคมที่มีบทบาทนำในการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงประเทศจากระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕

วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2555

พรรคปฏิวัติสังคมนิยม ปลาเล็กๆ ในแม่น้ำใหญ่

พรรคปฏิวัติสังคมนิยม ปลาเล็กๆ ในแม่น้ำใหญ่


  
 
พรรคหรือองค์กรปฏิวัติ ที่เป็นปลาตัวเล็กๆ ที่พยายามว่ายไปกับมวลชนกระแสใหญ่ท่ามกลางการต่อสู้ในสมัยนี้ มีหลายตัวอย่าง และประสบการณ์ก็หลากหลาย บางครั้งได้ผล บางครั้งล้มเหลว แต่ในทุกกรณีมีการสร้างองค์กรของตนเองพร้อมๆ กับการทำงานแนวร่วม และสิ่งที่ชัดเจนคือ ในเรื่องแนวร่วมไม่มีอะไรคงที่ถาวร

โดย ลั่นทมขาว 

พรรคปฏิวัติสังคมนิยมเหมือนปลาตัวเล็กที่ว่ายน้ำในแม่น้ำใหญ่ และปัญหาหลักที่พรรคต้องจัดการเสมอคือ จะรักษาจุดยืนและขยายสมาชิกองค์กรอย่างไร พร้อมๆ กันนั้นต้องทำงานแนวร่วมและขยายสมาชิกแนวร่วมในลักษณะที่ประนีประนอมกับ เสียงส่วนใหญ่อีกด้วย ทั้งสองแนวที่ขัดแย้งกันนี้มีความสำคัญเท่ากัน ไม่ใช่ว่าอันหนึ่งเป็นเรื่องหลักอีกอันเป็นเรื่องรอง
   
คำว่า “พรรคปฏิวัติสังคมนิยม” เป็นศัพท์เฉพาะ และเลนินเป็นผู้เชี่ยวชาญสำคัญในการสร้างพรรคและการปรับการปฏิบัติการของ พรรคตามสถานการณ์ที่แตกต่างกัน บางครั้งปลาตัวเล็กของพรรคว่ายน้ำตามกระแสน้ำเชี่ยวขนาดใหญ่ บางครั้งต้องทวนกระแส บางครั้งกระแสน้ำเลิกไหล นิ่งและแห้งลง แต่ในทุกสถานการณ์พรรคต้องเป็นจุดรวมศูนย์ของคนก้าวหน้าที่เข้าใจทฤษฏีมาร์ คซิสต์จากบทเรียนทั่วโลกในอดีตและปัจจุบัน เพื่อนำมาปฏิบัติ ดังนั้นสมาชิกพรรคต้องเป็น “ศิลปินในการปฏิวัติ”

คำว่า “พรรคปฏิวัติสังคมนิยม” ไม่ได้แปลว่าต้องจดทะเบียนและลงสมัครรับเลือกตั้งในระบบประชาธิปไตยทุนนิยม ทุกครั้ง บางครั้งอาจทำแบบนั้น แต่ส่วนใหญ่เน้นการสร้างองค์กรด้วยการศึกษาและการปฏิบัติ ซึ่งต้องทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอเพื่อประสานงานการทำงาน บางครั้งพรรคอาจไม่เรียกตัวเองว่าพรรคด้วยซ้ำ เพราะถ้าเล็กเกินไปการเรียกตัวเองว่าพรรคจะกลายเป็นเรื่องตลก ชาวบ้านจะมองว่าอวดเกินเหตุแต่ไม่ว่าจะเรียกชื่อตัวเองว่าอะไรก็ต้องปฏิบัติ การเหมือนพรรคปฏิวัติสังคมนิยม

พรรคปฏิวัติสังคมนิยมตามแนว มาร์คซิสต์ ตามแนวเลนินและตรอดสกี้ ต้องเน้นหลักการว่า “สังคมนิยมมาจากการสร้างด้วยมือของมวลชนผู้ทำงานเท่านั้น” ซึ่งแปลว่าการจับอาวุธลุกขึ้นสู้ของคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ใช่มวลชนย่อมกระทำไม่ ได้ นั้นคือข้อแตกต่างที่เรามีกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือพรรค สตาลิน-เหมาอื่นๆ และมันแปลว่าการไว้วางใจให้ “คนอื่น” มาปลดแอกเราจะไม่นำไปสู่สังคมนิยม ไม่ว่าพวกนั้นจะเป็น สส. หรือกองทัพแดง ด้วยเหตุนี้เรามองว่าสังคมนิยมต้องสร้างจากรากหญ้า ไม่ใช่บนลงล่าง หรือแบบ “ท่านให้” 

(อ่านต่อ)
http://turnleftthai.blogspot.dk/2012/09/blog-post_27.html

Divas Cafe ประจำวันที่ 27 กันยายน 2555

Divas Cafe ประจำวันที่ 27 กันยายน 2555


แดงโห่ ปชป เฮ นักวิชาการซัด กระแสตีกลับเพื่อไทย Divas Cafe 13มิย55
http://youtu.be/vTCbQdANN1k

ต้นตอวิกฤตการเมืองไทย ในทรรศนะ ไชยันต์ ไชยพร กับ ยุกติ มุกดาวิจิตร


(คลิกฟัง)
http://shows.voicetv.co.th/divas-cafe/51664.html

ความเป็นธรรมที่กรรมการซีไรต์ยังคงไม่ได้ยิน (เหมือนเดิม)

ประวัติศาสตร์ของความเงียบ, การเพรียกหาความเป็นธรรมที่กรรมการซีไรต์ยังคงไม่ได้ยิน (เหมือนเดิม)

 

โดย วาด รวี



ในบรรดานิยายที่ประกวดรางวัลซีไรต์ในปี 2555 เกือบทั้งหมด ประวัติศาสตร์ของความเงียบ น่าจะเป็นเพียงเล่มเดียวที่เป็นเสมือนกระทู้คำถามเรียกร้องความเป็นธรรมให้ กับคนเสื้อแดงในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2553 โดยที่ไม่มีคำว่าคนเสื้อแดงแม้แต่คำเดียวปรากฏอยู่ในเล่ม

ด้วยการสร้างสภาวะของ “ความเงียบ” ให้ส่งเสียงดังกังวานกึกก้อง สมดังชื่อเรื่อง และสะท้อนภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ทางการเมืองได้อย่างยอดเยี่ยม หมดจด เหนือชั้น ด้วยกลวิธีการประพันธ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในนิยายไทย วรรณกรรมเล่มนี้ทำให้สภาวะที่กล่าวกันว่า “เงียบจนแสบแก้วหู” ปรากฏขึ้นเป็นตัวตนจับต้องได้ในรูปของวรรณกรรมที่ตอบโต้กับผู้อ่านอย่างน่า ทึ่ง

ผู้เขียนได้ย่อจักรวาลของเหตุการณ์ปรอทแตกระหว่างเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2553 มาอยู่ในวันเวลา 7 วันของ อภิต นักแต่งเพลงหนุ่มผู้เดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อตามหา โกเมศ อิศรา กวี – นักเขียน ซึ่งเคยมีผลงานระหว่างเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 – 6 ตุลา 19 ผู้อบอวลไปด้วยปริศนาว่ามีตัวตนจริงหรือไม่

อติภพ ภัทรเดชไพศาลท้าทายคนอ่านด้วยกลวิธีการประพันธ์ที่ซุกซ่อนเนื้อสารอันแท้ จริงที่ต้องการจะสื่อไว้ใน “ความหมายชั้นที่สอง” ซึ่งดำเนินขนานไปกับเรื่องในชั้นแรกที่อยู่บนผิวเปลือก นี่คือการใช้ศิลปะการประพันธ์ในการสื่อสะท้อนภาพ “วรรณกรรมกระซิบ” จำนวนมากบนอินเตอร์เน็ตในท่ามกลางความโกลาหลของการเมืองบนท้องถนน อติภพไม่เพียงแต่ “เลียน” และ “ล้อ” วรรณกรรมกระซิบที่เกิดขึ้นบนสถานการณ์จริงได้อย่างแหลมคม เขายังหลอมมันเข้ากับสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นและแปรรูปออกมาเป็นท่วงทำนอง วรรณกรรมที่มีรสชาติหลอนประหลาดได้อย่างน่าสนใจ แสดงให้เห็นสภาวะของความกลัวและความเงียบที่อัดแน่นจนถึงจุดระเบิด... และต่อมาก็ถูกกลบเกลื่อนเสมือนไม่เคยดำรงอยู่

นี่คือวรรณกรรมที่สำแดงอนุภาพแห่งวรรณกรรม ซึ่งไม่เพียงสามารถบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริง หากยังดูดดึงผู้อ่านลงไปเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เกิดขึ้น ผนึกกาลเวลาของผู้อ่านกับกาลเวลาของนิยายเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน

ประวัติศาสตร์ของความเงียบ ได้ก้าวข้ามความเป็น “เรื่องเล่า” ที่นักเขียนนิยายไทยยังคงวนเวียนกันอยู่อย่างหาทางไปไม่ได้ ทิ้งเรื่องเล่าให้เป็นนิยายยุคเก่า และสร้างปรากฏการณ์ของการอ่านใหม่ พาคนอ่านก้าวเดินมาสู่ไวยกรณ์ทางวรรณกรรมซึ่งพ้นไปจากความเป็นเรื่องเล่า แต่เป็นสื่อภาษาที่จะพาคนอ่านเข้าไปอยู่ในมิติของอารมณ์ เหตุการณ์ บรรยากาศ ได้อย่างที่นิยายอื่นไม่สามารถกระทำ

อติภพ ภัทรเดชไพศาล ได้สร้างนิยายเรื่องนี้ให้เป็นดังกระทู้ถามเหล่าผู้มาก่อนซึ่งเคยอวดวีรกรรม ตุลาคมของตนให้คนรุ่นหลังฟัง วันนี้โกเมศ อิศรายังมีตัวตนสำหรับพวกเขาหรือไม่?  หรือเขาไม่รู้จักโกเมศ ไม่ใช่เพราะโกเมศไม่มีตัวตนอยู่จริง แต่จิตวิญญาณของผู้รักความเป็นธรรมได้เหือดหายกลายไปจากพวกเขาเนิ่นนานแล้ว และเหลือเพียงแต่ภาพลวงตาอันจอมปลอม

ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นสิ่งที่คณะกรรมการรางวัลซีไรต์มองไม่เห็น และไม่ได้ยิน  ประวัติศาสตร์ของความเงียบจึงไม่ถูกนับ เช่นเดียวกับโกเมศ อิศราที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง

นี่เป็นนิยายที่เย้ยหยันเสียดแทงไปที่ใจดำของสังคมไทย และคงมีเพียงผู้ได้ยินเสียงของความเงียบเท่านั้นจึงจะอ่านวรรณกรรมเล่มนี้เข้าใจ

(กรุณาอ่านบทความฉบับเต็มที่ วารสารหนังสือใต้ดิน 16: อภินิหารวรรณกรรมไท

(ที่มา)
http://www.prachatai.com/journal/2012/09/42846 

รัฐบาลอังกฤษเสียหน้าหลังอัสซานจ์โผล่กลางที่ประชุมยูเอ็น

รัฐบาลอังกฤษเสียหน้าหลังอัสซานจ์โผล่กลางที่ประชุมยูเอ็น

 

อัสซานจ์ปรากฏตัวจี้โอบามายุติปราบวิกีลีกส์


สื่อในอังกฤษมองว่า การปรากฏตัวผ่านระบบวิดีโอลิงก์ของนายจูเลียน อัสซานจ์ คือการตบหน้ารัฐบาลอังกฤษอย่างแรง เพราะการปรากฏตัวดังกล่าว เกิดขึ้นก่อนหน้าที่รัฐบาลเอกวาดอร์ กับรัฐบาลอังกฤษ จะเจรจากันเพื่อหาทางออกให้กับคดีความของเขาเพียง 1 วันเท่านั้น
 
(คลิกฟัง)
http://news.voicetv.co.th/global/51711.html