คุกไทยมีไว้ขังคนคิดต่าง
เจ้าหน้าที่รัฐไทยไม่เคยรับผิดชอบต่อประชาชน
ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงจากเจ้าหน้าที่รัฐเอง
ตกเป็นเหยื่อของกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก
ทำลายหน่ออ่อนของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
ซึ่งเป็นการทำลายความมั่นคงของประชาชน
โดย พจนา วลัย
นับจากเหตุการณ์รัฐประหาร 2549 โค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
และมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการแต่งตั้ง สมคบคิดกับทหารผู้ก่อการ
ก่อให้เกิดขบวนการประชาชนผู้ต่อต้านรัฐประหาร
ซึ่งนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์และความขัดแย้งทางความคิดอุดมการณ์อย่างรุนแรง
ที่รัฐถึงกับต้องใช้กฎหมายควบคุมความคิดและการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน
ได้แก่ ก.ม.อาญามาตรา 112 หรือ ก.ม.หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
กฎหมายว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
อันเป็นการเซ็นเซอร์การ คิด พูด เขียน และนำเสนอต่อสื่อสาธารณะ
จนถึงการจับกุมคุมขัง ลงโทษไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง
ดังกรณีที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่ขบวนการประชาชนผู้ต่อต้านรัฐประหาร ผู้รักความเป็นธรรม คือ กรณีนายอำพล(ไม่ขอเปิดเผยนามสกุล) หรือ
“อากง”
ที่ได้เสียชีวิตที่โรงพยาบาลประจำเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เมื่อวันที่ 8
พฤษภาคม 2555 ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 20 ปี
ข้อหาส่งข้อความทางโทรศัพท์ไปยังเลขานุการส่วนตัวของอดีตนายกรัฐมนตรี
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สี่ข้อความที่ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายสถาบันกษัตริย์
ทั้งนี้อากงอายุ 61 ปีแล้ว ต้องจำคุกจนถึงอายุ 81 ปี
ทั้งอากงไม่ใช่คนเสื้อแดง เป็นคนสามัญธรรมดา ดูแลภรรยา ลูก 3 คน หลาน 4 คน
สุขภาพทรุดโทรมลง เคยป่วยเป็นมะเร็งช่องปาก อีกทั้งการพิจารณาคดี
ตัดสินพิพากษาของระบบศาลไทยก่อให้เกิดความเสื่อมศรัทธาอย่างมากเพราะด้วย
ความไร้มาตรฐาน ละเมิดสิทธิในการประกันตัว
การเสียชีวิตของอากงในขณะติดคุกจึงเป็นผลพวงของการที่เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติ
ต่อเขาอย่างไร้มนุษยธรรม ไร้หลักมนุษยชนมาโดยตลอด
อันเป็นการบั่นทอนร่างกายและจิตใจของอากง ส่งผลสะเทือนต่อนักโทษคนอื่นๆ
และต่อสังคมในวงกว้าง ทั้งเป็นผลพวงของการที่รัฐเมินเฉยข้อเรียกร้อง
“ปล่อยตัวนักโทษการเมืองทุกคน” ที่ขบวนการฯ เรียกร้องมาตั้งแต่หลังปราบปรามผู้ชุมนุมที่ ถ.ราชดำเนินและราชประสงค์ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน
สิ่งที่ต้องการย้ำ ณ ที่นี้ คือ
ปัญหาความไม่ยุติธรรมมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่บีบคั้นให้คนไม่ผิดกลายเป็น
คนผิด และรัฐไทยจึงควรรับผิดชอบต่อผู้ถูกกระทำทั้งหลาย
คุกไทยนอกจากจะมีไว้ขังคนจน ยังมีไว้ขังคนคิดเห็นต่าง
คุกไทยเลวร้ายยิ่งกว่าโรงงานนรก เพราะผู้ต้องขัง
ซึ่งเป็นผู้ที่ต่ำต้อยที่สุดของสังคมอยู่ในสภาพที่เลวยิ่งกว่าความผิดของตัว
เอง
ผู้เขียนต้องการเป็นปากเสียงให้แก่เหยื่อของเผด็จการที่นำกฎหมายหมิ่นพระบรม
เดชานุภาพมาใช้เป็นเครื่องมือปิดหู ปิดตา
ปิดปากประชาชนที่คัดค้านการทำรัฐประหาร
ดังเห็นได้จากจำนวนคดีที่เพิ่มขึ้นมากมายเป็นร้อยๆ คดี
พร้อมกับบทลงโทษที่หนัก ตัวอย่างกรณีดารณี ชาญเชิงศิลปกุล
ถูกจำคุกมาแล้วร่วม 3 ปี ก่อนถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 18 ปี กรณีของสมยศ
พฤกษาเกษมสุข นักรณรงค์สิทธิแรงงานติดคุกฟรี ไม่ได้รับการประกันตัวใดๆ
และคดียังไม่ถูกตัดสิน หรือกรณีสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ และคนอื่นๆ
คนเหล่านี้คือคนที่คิดต่างแต่มีชีวิตอยู่เยี่ยงอาชญากรฆ่าคน
สภาพเช่นนี้สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมไทย คือ
1. วาทกรรมของผู้มีอำนาจรัฐมักพูดว่า
"ถ้าไม่อยากติดคุก ก็อย่าทำผิดสิ" เป็นทัศนะที่ผิดเพราะคนที่พูดแบบนี้จะไม่มีวัน "ปฏิรูป" "แก้ไข"
กฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและระบบสังคม
คนแบบนี้จะเรียกร้องให้ประชาชนเคารพกฎหมาย
แต่จะไม่ยอมให้ประชาชนเข้าไปแก้กฎหมาย
ซึ่งเป็นการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์
ปิดกั้นการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย
แต่กลับเป็นการสร้างรัฐแบบอำนาจนิยม ฟาสซิสต์ นาซี
2. คนไม่ผิดแต่ถูกทำให้ผิด กรณีสมยศ พฤกษาเกษมสุข เป็นเพียงผู้ต้องหา
แต่ถูกล่ามโซ่ก่อนตัดสินคดี ต้องแต่งชุดนักโทษ
อันเป็นการละเมิดมาตรฐานยุติธรรมพื้นฐาน
เพราะเขาควรได้รับการพิจารณาว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ก่อนการตัดสินคดี
การที่ผู้ต้องหาต้องเข้าไปในห้องศาลในสภาพเช่นนั้น
แทนที่จะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าของตนเองและปราศจากโซ่
เป็นการสร้างภาพในห้องศาลว่าคนนี้เป็น
“ผู้ร้าย” ซึ่งมักมีผลต่อการตัดสินคดีในอนาคต และสมยศอาจประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับนักโทษคดีหมิ่นฯ คนอื่นๆ
จากนั้นเมื่อถูกพิพากษาว่าทำผิดก็เข้าไปอยู่ในคุก
พบกับสภาพที่เลวร้ายยิ่งกว่าความผิดของตัวเอง ดังกรณี ดา ตอปิโด
และนักโทษการเมืองเสื้อแดงที่ถูกขังฟรีด้วยข้อหาก่อการร้าย ละเมิด
พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ กฎหมายหมิ่นฯ ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่เลือกปฏิบัติ ไม่มีทนาย
ไม่ติดต่อญาติ ถูกซ้อมทรมาน ไม่ได้รับการรักษาพยาบาลที่ดีเมื่อเจ็บป่วย
อยู่กันอัดแน่นในห้องขัง พลิกตัวไม่ได้ อาหารด้อยคุณภาพ ต่อแถวยาว
การขังแบบเหมารวม ผู้ต้องขังด้วยข้อหาลักเล็กขโมยน้อย มีโทษจำคุกไม่กี่ปี
แต่ถูกนำไปขังรวมกับนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ ถูกนักโทษด้วยกันกลั่นแกล้ง
อันเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ต้องขัง
คุกไทยจึงเป็นสภาพที่ก่อให้เกิดแรงกดดัน ความเครียด นำไปสู่การฆ่าตัวตาย
หรือฆาตกรรมภายในคุก
เบื้องต้นนี้ต้องการบอกว่า การทำผิดของคนไม่ใช่เรื่องปัจเจกบุคคล
แต่ระบบสังคมก็เป็นปัจจัยที่บีบคั้นให้คนไม่ผิดกลายเป็นคนผิด
เราจึงต้องเข้าไปตรวจสอบโครงสร้างสังคมไทยที่มีลักษณะชนชั้น ใช้เส้นสาย
เลือกปฏิบัติ กีดกันคนจนให้ด้อยโอกาส ปิดกั้น
ทำลายผู้ที่เห็นต่างจากผู้มีอำนาจ ไม่ให้ได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ
จนถึงขั้นใช้ความรุนแรงกับประชาชน(ที่เรียกว่าอาชญากรรมโดยรัฐ)
กระนั้น เจ้าหน้าที่รัฐไทยไม่เคยรับผิดชอบต่อประชาชน
ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงจากเจ้าหน้าที่รัฐเอง
ตกเป็นเหยื่อของกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก
ทำลายหน่ออ่อนของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
ซึ่งเป็นการทำลายความมั่นคงของประชาชน
แต่ไปสร้างเสริมความมั่นคงของผู้มีอำนาจรัฐแทน
ให้สามารถกดขี่ข่มเหงประชาชนคนยากจน คนด้อยโอกาสให้ไร้อำนาจต่อไป
สำหรับโครงสร้างสังคมแบบชนชั้นประกอบด้วยใครกันบ้างที่เกี่ยวข้องกับ
เหตุการณ์ปัญหาดังที่กล่าวมาทั้งหมด เริ่มต้น ผู้ที่ต้องรับผิดชอบคือ
ผู้นำรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ถูกเลือกมาจากอำนาจของประชาชน
เนื่องจากมีอำนาจบริหารที่สามารถออกกฎหมายปล่อยตัวนักโทษการเมืองชั่วคราว
ได้ รวมไปจนถึงหาวิธีการนำอดีตผู้นำรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
ทหารที่เกี่ยวข้องกับการใช้กำลังทหาร
อาวุธสงครามเข้าสลายการชุมนุมของประชาชนเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553
เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและลงโทษได้ แต่กลับเพิกเฉย
และเลือกที่จะหาหนทางช่วยเหลือเฉพาะกรณี เช่น กรณีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
อดีตนายกรัฐมนตรี
รัฐบาลคือองค์ประกอบหนึ่งของรัฐไทยที่กำลังตอกย้ำความขัดแย้งที่ยังดำรง
อยู่ และค้ำยันโครงสร้างสังคมชนชั้นแห่งนี้
หากไม่รีบดำเนินการปล่อยตัวนักโทษการเมืองทุกคน โดยไม่มีเงื่อนไข
ยกเลิกกฎหมายอาญา มาตรา 112
ก็จะเป็นการสร้างความเจ็บช้ำให้แก่ขบวนการประชาธิปไตย
และเพิ่มพูนผลพวงจากระบบยุติธรรมสองมาตรฐานให้บานปลายเรื้อรังต่อไปอีก
(ที่มา)