หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2555

จตุพร พูดวันนี้เหมือน จะขอแยก!!??

จตุพร พูดวันนี้เหมือน จะขอแยก!!??

 

 
 






 



นปช.แถลงข่าว 07 12 55
https://www.youtube.com/watch?v=Z_gSCenn7vo&feature=player_embedded#!




ผม ว่าพักหลังนปช. ไม่พัฒนาการตัวเองเลย ดักดานเคยทำยังไงก็ทำเหมือนเดิม รู้ทั้งรู้ว่ามันไม่ได้ผล นัดชุมนุม ตั้งโรงเรียน แถลงการณ์ไม่มีผลงานอะไรคืบหน้า โง่หรือว่าไม่รู้จริงๆครับ ถ้าไม่รู้ผมจะบอกให้ หนทางชนะอำมาตย์แบบสะเด็จน้ำคือ การเปิดเผยข้อมูลชั่วของอำมาตย์ ในต่างจังหวัดเกือบ80%ไม่รู้เรื่องว่าอำมาตย์มันชั่ว เลว ดูดผลประโยชน์ของชาติยังไง ที่เราได้ความนิยมเวลานี้เพราะบารมีท่านทักษิน นายกยิ่งลักษณ์ หาใช่ผลงานของนปช.ไม่

สิ่ง ที่จำเป็นและจะต้องเร่งทำความเข้าใจโดยด่วนคือ การเปิดสื่อทางเลือกในสื่อท้องถิ่น ให้คลุมพื่นที่ทั่วทุกภูมิภาค เป็นภาษาถิ่นได้ยิ่งดีครับ เวลานี้ชาวบ้านไม่มีสื่อทางเลือก เรียกว่าเสพสื่อทางเดียว และก็รู้ๆอยู่ว่าสื่อพวกนี้มันของใคร การลงทุนเรื่องสื่ออาทิ เคเบิลท้องถิ่นใช้เงินน้อยมาก แต่ชาวบ้านได้รับประโยชน์มาก ตรงจุดนี้เองรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนยังได้ครับ ในรูปการศึกษานอกโรงเรียน มีโอกาสรีบๆทำครับ ผมว่าดีกว่าเอาเงินไปละลายให้กับนปช. สมาพันธุ์หมู่บ้านเสื้อแดง ซึ่งผลประโยชน์เยอะเวลานี้กัดกันยังกะหมาแยกชามข้าว แต่ทั้งสององค์กรที่ว่าทำแล้วล้มเลว วันๆเขียนรีพอตโกหกนายใหญ่ เพื่อเบิกเงินอย่างเดียว เอาง่ายๆอย่างงานโบนัลช่า22ธค.55จะถึงนี่ใช้เงินเท่าไร กี่ร้อย กี่พันล้าน แล้วเงินพวกนี้ถึงมือประชาชนไหมครับ ขนาดให้จัดรถรับ-ส่งฟรี หลายๆที่ยังเอาบัตรไปขายมวลชนเลย พอจับได้ไล่ทันถึงยอมได้นั่งรถฟรี!!!

ผมว่าเลิกเสียทีเถอะครับการเกณฑ์มวลชนแสดงพลัง เพื่อต่อรองผลประโยชน์พวกพร้อง-ตนเอง ก่อนที่มันจะเสื่อมหนักไปกว่านี้ครับ

ปล.คนเสื้อแดงไม่ไปสนับสนุน นปช.กิจกรรมคนเสื้อแดงเล็กๆน้อยๆ มิใช่ว่าพวกเขาจะเปลี่ยนสีครับ"แดงก็ยังเป็นแดงไปตลอดจนตาย"นั่นแหละครับ

ผม ว่าเอาเงินจัดงานรวมพลไปเขาใหญ่ ไปใช้อย่างอื่นที่มันได้ประโยชน์ดีกว่าไหมครับ บอกตรงๆ"มันตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ"ดีๆนี่เอง!!!เวลานี้เราเป็นรัฐบาล เราได้เปรียบหลายขุมด้านความชอบธรรม กระแสประชาชนสนับสนุน(ดูจากโพลทุกๆสำนัก) นปช.จะดิ้นไปทำไม ยิ่งดิ้นยิ่งแสดงตัวตนชัดเจน  

คลิป"เรื่องเล่าและความทรงจำในงานวรรณกรรมบันทึก: กรณีศึกษา รักเอย”

คลิป"เรื่องเล่าและความทรงจำในงานวรรณกรรมบันทึก: กรณีศึกษา รักเอย”





 
1 กรณีศึกษา รักเอย 8-12-2012
http://www.youtube.com/watch?v=aejPBz_PoJQ& feature=player_embedded

2 กรณีศึกษา รักเอย 8-12-2012
http://www.youtube.com/watch?v=Sjsrf59_5CQ&feature=player_embedded


สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อนุสรณ์สถาน 08 12 55
http://www.youtube.com/watch?v=I_1m_1o_jPY&feature=player_embedded#!

"เรื่องเล่าและความทรงจำในงานวรรณกรรมบันทึก: กรณีศึกษา รักเอย”
 
จัดโดยสำนักพิมพ์อ่าน
วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม 2555
ณ ห้องประชุมชั้นใต้ดิน อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถ. ราชดำเนิน


9.30 - 10.00 น. เปิดใจผู้เขียน - คุณรสมาลิน ตั้งนพกุล
(สัมภาษณ์โดย คุณเพียงคำ ประดับความ)


10.00 - 11.30 น. สัมมนาหัวข้อ “รักเอย ในฐานะงานวรรณกรรมบันทึกความทรงจำ"


ผู้ร่วมสัมมนา
คุณเดือนวาด พิมวนา นักเขียนรางวัลซีไรต์ประจำปี 2546
รศ. ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาและวรรณคดีอังกฤษ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ดร. สุดา รังกุพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดำเนินรายการ โดย คุณไอดา อรุณวงศ์ บรรณาธิการสำนักพิมพ์อ่าน


11.30 - 12.00 น. ถาม-ตอบ


13.00 - 14.30 น. สัมมนาหัวข้อ “รักเอย ในฐานะงานบันทึกประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา และสตรีนิยม"


ผู้ร่วมสัมมนา
อ. สุธิดา วิมุตติโกศล อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาและวรรณคดีอังกฤษ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ดร. ยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์ประจำคณะมานุษยวิทยาและสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ดร. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ดำเนินรายการ โดย รศ. ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์


14.30 - 15.00 น. ถาม-ตอบ


15.00 - 16.00 น. มุมมองสะท้อนความเห็น: “รักเอย ในฐานะบันทึกชะตากรรม"


- มุมมองจากคุณสุชาติ นาคบางไทร
- มุมมองจากคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข อ่านโดยคุณสุกัญญา พฤกษาเกษมสุข
- มุมมองจากคุณสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ อ่านโดยคุณปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์
- มุมมองจากคุณธันย์ฐวุฒิ (หนุ่ม เรดนนท์) อ่านโดยคุณอานนท์ นำภา


16.00 - 17.00 น. อ่านบทกวีปิดรายการ


โดยคุณรสมาลิน ตั้งนพกุล, คุณประกาย ปรัชญา, คุณไม้หนึ่ง ก. กุนที, คุณเดือนวาด พิมวนา, คุณเพียงคำ ประดับความ และคุณอานนท์ นำภา

สง่างามบนเวทีโลก แต่ความจริงแล้วหล่อนก็ฝุ่นใต้ตีน ฮึ!

สง่างามบนเวทีโลก แต่ความจริงแล้วหล่อนก็ฝุ่นใต้ตีน ฮึ!




รัฐบาลจัดงาน ให้นายภูมิพลได้หน้าได้ตา แต่... มันเป็นเงินภาษีของชาชนทั้งน้านนนน...

Posted Image

Posted Image
Posted Image
Posted Image
Posted Image
Posted Image 

คนสั่งฆ่าประชาชนอาจไม่ใช่อภิสิทธิ์

คนสั่งฆ่าประชาชนอาจไม่ใช่อภิสิทธิ์
 




Pavin Chachavalpongpun

กรี๊ดดดดด อ่านเจอใน Straits Times.. ปวินบอกอภิสิทธิ์อาจเป็น "แพะ" เพราะคนสั่งฆ่าประชาชนอาจไม่ใช่อภิสิทธิ์

ฆาตกรสั่งฆ่าและร่วมกันฆ่าประชาชน คือไอ้ประยุทธ์(เหล่)และเหล่าสมุนทหารของมัน....



ทำไมเราต้องยกเลิกกองทัพไทยในรูปแบบปัจจุบัน 

ถึง แม้ว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยเชื่อว่าจุดศูนย์กลางอำนาจอำมาตย์อยู่ที่ กษัตริย์และราชวงศ์ ในความเป็นจริงอำนาจแท้ที่อยู่เบื้องหลังกษัตริย์คือกองทัพ กองทัพไทยแทรกแซงการเมืองและสังคมมาตั้งแต่การปฏิวัติ ๒๔๗๕ เพราะคณะราษฎร์พึ่งพาอาศัยอำนาจทหารในการทำการปฏิวัติครั้งนั้นมากเกินไป แทนที่จะเน้นการสร้างพรรคมวลชนเพื่อล้มระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ 

อย่าลืมว่ากองทัพมีบทบาทสำคัญในองค์มนตรี สื่อมวลชน และรัฐวิสาหกิจอีกด้วย 

อย่าง ไรก็ตามเราควรเข้าใจว่าอำนาจทหารเป็นอำนาจจำกัด เพราะในหลายยุคหลายสมัยอำนาจกองทัพถูกจำกัดและคานด้วยการลุกฮือและการ เคลื่อนไหวของประชาชน ในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม และกรณี ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ และพฤษภา ๒๕๓๕ เป็นตัวอย่างที่ดี ดังนั้นเราควรเข้าใจว่ากองทัพเป็นกลุ่มอำนาจหนึ่งในชนชั้นปกครอง กลุ่มอื่นๆ ประกอบไปด้วย นายทุนใหญ่ นักการเมือง และข้าราชการชั้นสูง แต่สิ่งที่พิเศษเกี่ยวกับกองทัพ ถ้าเทียบกับกลุ่มอื่นๆ ในชนชั้นปกครองหรืออำมาตย์คือ กองทัพจะผูกขาดการใช้ความรุนแรงด้วยอาวุธสงคราม ซึ่งความรุนแรงนี้ใช้ในรัฐประหารเพื่อล้มรัฐบาลที่เป็นคู่แข่งของกลุ่มทหาร และใช้เพื่อฆ่าประชาชนมือเปล่า .... ล่าสุดก็ที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์ในปี ๒๕๕๓ นี้เอง

วัตถุ ประสงค์หลักของการมีกองทัพสำหรับชนชั้นปกครองไทยคือ เป็นเครื่องมือในการควบคุมและปราบปรามประชาชนภายในประเทศ วัตถุประสงค์รองคือเป็นเครื่องมือในการสร้างความร่ำรวยให้พวกนายพล ดังนั้นอย่าเชื่อเลยว่ากองทัพเป็น “รั้วของชาติ” มันไม่ใช่ มันเป็นกองโจรที่คอยปล้นประชาชนไทยเอง กองทัพไทยขาดประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิงในการทำสงครามระหว่างประเทศ สงครามกับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มประเทศ ASEAN ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ถ้าเกิดขึ้นทหารไทยจะเป็น “รั้วพุ” ที่ ป้องกันประเทศไม่ได้เลย ในอดีตกองทัพไทยต้องยอมแพ้ต่อญี่ปุ่น และมหาอำนาจอื่นๆ มาตลอด กองทัพไทยต่างจากกองทัพของเวียดนาม ลาว หรือของอินโดนีเซีย ที่เคยได้รับชัยชนะในการปลดแอกประเทศ ดังนั้นกองทัพไทยมีรถถังไว้เพื่อข่มขู่ประชาชนไทยและเพื่อทำรัฐประหารเท่า นั้น

ใน อดีตมีสองกรณีที่กองทัพไทยทำสงคราม แต่เป็นสงครามภายในอีก คือสงครามกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และสงครามปัจจุบันที่ยังไม่สิ้นสุดในสามจังหวัดภาคใต้ ในทั้งสองกรณีนี้กองทัพไม่สามารถเอาชนะฝ่ายตรงข้ามได้ เพราะการลุกขึ้นสู้ของประชาชน เกิดจากการกดขี่และการที่ไม่มีความยุติธรรมในสังคม และทุกครั้งพฤติกรรมป่าเถื่อนของทหารไทย ยิ่งทำให้การกบฏของประชาชนเข้มแข็งมากขึ้น บทเรียนสำคัญจากสงครามกับพรรคคอมมิวนิสต์คือ ต้องใช้การเมืองแก้ปัญหา ไม่ใช่การทหาร ในกรณีสามจังหวัดภาคใต้ก็เช่นกัน

กองทัพไทยอาจมีอำนาจก็จริง แต่อำนาจนั้นถูกจำกัดจากเงื่อนไขสามประการคือ (1) อำนาจของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม เช่นคนเสื้อแดง (2) อำนาจของกลุ่มอื่นๆ ในชนชั้นปกครองที่มีอำนาจเงินและอำนาจการเมือง และ (3) การที่กองทัพแบ่งเป็นพรรคเป็นพวกที่แข่งขันกันเสมอ นอกจากนี้การที่กองทัพต้องอ้างความชอบธรรมจาก “ลัทธิกษัตริย์” ก็เป็นจุดอ่อนด้วย เพราะแสดงให้เห็นว่าไม่มีความชอบธรรมของตนเองเลยที่จะแทรกแซงการเมือง

แม้ แต่ในยุคเผด็จการ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ หรือ ถนอม กิตติขจร กับ ประภาส จารุเสถียร ทหารไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ เพราะต้องอาศัยความร่วมมือของ ผู้เชี่ยวชาญ และนายทุน และต้องฟังเสียงของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม อย่าลืมว่าในยุคแรกๆ แม้แต่ สฤษดิ์ เอง ยังต้องพึ่งพาขบวนการนักศึกษาและคนของพรรคคอมมิวนิสต์ในหนังสือพิมพ์ของเขา เพื่อทำรัฐประหารจนสำเร็จ ในกรณีรัฐประหาร ๑๙ กันยา ทหารคงทำรัฐประหารไม่ได้ถ้า พันธมิตรฯ นักวิชาการ และเอ็นจีโอเหลือง ไม่โบกมือเรียกทหารให้เข้ามาแทรกแซงการเมือง ตอนนั้นขบวนการคนเสื้อแดงยังไม่เกิด แต่พอเกิดขึ้น ทหารต้องใช้กลไกอื่นๆ เช่นศาล ในการล้มรัฐบาลพรรคพลังประชาชน หรือใช้วิธีการแบบฝ่าฝืนคำสั่งของรัฐบาล เพื่อปล่อยให้ม็อบพันธมิตรฯ ยึดสนามบินเป็นต้น

การ แบ่งเป็นพรรคเป็นพวกของทหารในกองทัพ เป็นการแย่งชิงผลประโยชน์กัน ไม่ค่อยเกี่ยวอะไรกับความคิดทางการเมือง ก๊กต่างๆ ของทหารมักจะเชื่อมกับทหารเกษียณ นายทุน และนักการเมือง กรณีล่าสุดคือกลุ่มทหาร “บูรพาพยัคฆ์” จาก ทหารราบที่สอง ปราจีนบุรี ซึ่งขึ้นมามีอำนาจชั่วคราว การที่เป็นทหารรักษาพระองค์ของราชินีไม่สำคัญ เพราะทุกส่วนของกองทัพมักอ้างการเชื่อมโยงกับวังอยู่แล้ว สำคัญว่าพร้อมจะเข่นฆ่าประชาชนเพื่อปกป้องเผด็จการมากกว่า กรณีทหารราบที่หนึ่งรักษาพระองค์ของภูมิพลหรือพวก “แตงโม” ที่ ถล่มผู้บัญชาการทหารบูรพาพยัคฆ์ที่ราชดำเนิน เป็นการสู้กันระหว่างสองพวก ทหารแตงโมดังกล่าวไม่ได้ขึ้นกับขบวนการเสื้อแดง และในอดีตไม่เคยมีจิตใจประชาธิปไตย  

วัฒนธรรม ของกองทัพไทยคือวัฒนธรรมในการหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนตำแหน่ง ตำแหน่งที่มีอำนาจมากที่สุดคือ ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งต้องผลัดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทั้งนี้เพื่อให้นายพลต่างๆ มีโอกาสเข้าถึงรางอาหารในคอกเลี้ยงหมู ทหารคนใดคนหนึ่งไม่สามารถผูกขาดการกินและการเข้าถึงอำนาจและความร่ำรวยได้ ตลอดกาล

ความร่ำรวย “ผิดปกติ” เกิน รายได้หรือเงินเดือนธรรมดาของพวกนายพล มาจากกิจกรรมของกองทัพในสื่อมวลชนและรัฐวิสาหกิจ นอกจากนี้มีรายได้มหาศาลจากการคอร์รับชั่น รับเงินใต้โต๊ะเวลาซื้ออาวุธ การค้ายาเสพติด การค้าไม้เถื่อน และการลักลอกขนสินค้าข้ามพรมแดน ทั้งหมดนี้เป็นแรงจูงใจให้ทหารรักษาอิทธิพลทางการเมือง เพื่อปกป้องกิจกรรมต่างๆ ของทหาร ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับการป้องกันประเทศ

แต่ การใช้ความรุนแรงอย่างเดียว ไม่สามารถสร้างอำนาจในการปกครองได้ ต้องมีการครองใจประชาชนควบคู่กันไป ลัทธิที่ครองใจประชาชนไทยในยุคสมัยใหม่มากที่สุดคือ “ประชาธิปไตยและความเป็นธรรม” แต่ทหารอ้างความชอบธรรมจากแนวคิดนี้ไม่ได้ เพราะทหารทำลายประชาธิปไตยและความเป็นธรรมมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นทหารจึงต้องใช้ “ลัทธิกษัตริย์” โดย อ้างว่าทหารรับใช้กษัตริย์ แถมยังมีกฎหมายหมิ่นกษัตริย์ไว้ข่มขู่คนที่คัดค้านทหารอีกด้วย ในความเป็นจริงทหารไม่ได้รับใช้ใครนอกจากตนเอง แต่กษัตริย์ภูมิพลพร้อมจะร่วมมือกับทหารเสมอ เพราะได้ผลประโยชน์มหาศาลตรงนั้น การเข้าเฝ้ากษัตริย์ของพวกนายพลหลังการทำรัฐประหาร เป็นเพียงละครที่สร้างภาพเท็จว่ากษัตริย์สั่งทหาร

“ชาติ ศาสนา กษัตริย์” คือ ลัทธิของอำมาตย์ชนชั้นปกครองตั้งแต่ยุคเผด็จการ สฤษดิ์ และก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำ ในสมัย สฤษดิ์ ทหารได้พยายามลดบทบาททางการเมืองของศาสนาพุทธ ดังนั้นทหารใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือไม่ค่อยได้ ส่วนเรื่อง “ชาติ” เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับ “กษัตริย์” ตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ ๕ เพราะ “ความเป็นชาติ” มี ลักษณะส่วนรวมมากกว่าที่จะไปเน้นตัวบุคคลของกษัตริย์ ผู้ที่เน้นลัทธิชาตินิยมในอดีต มักเป็นพวกที่ไม่เอากษัตริย์ด้วย เช่น คณะราษฎร์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย นี่คือสาเหตุที่ลัทธิกษัตริย์เป็นลัทธิที่เหมาะสมมากกับทหารเผด็จการ

ลักษณะ การสั่งการและสายอำนาจในกองทัพ มีผลในการสร้างวัฒนธรรมเลวทรามไปทั่วองค์กร เพราะคนดีๆ ที่เข้าไปเป็นนายทหารหนุ่มต้านพลังของวัฒนธรรมนี้ไม่ได้ เราไม่ควรโทษเขา แต่เราจะโทษพวกนายพลระดับสูงมากกว่า

ถ้า เราจะมีประชาธิปไตยแท้ เราต้องตัดบทบาททหารออกจากสังคมและเศรษฐกิจโดยสิ้นเชิง ต้องตัดงบประมาณทหาร ต้องปลดนายพลเผด็จการออกให้หมด ต้องนำนายพลฆาตกรมาลงโทษ และต้องยกเลิกหรือไม่ก็เปลี่ยนโครงสร้างกองทัพอย่างถอนรากถอนโคน นอกจากนี้เราต้องยกเลิกสถาบันกษัตริย์ ให้มีระบบสาธารณรัฐแทน เพื่อไม่ให้ใครอ้างเทวดามาเพื่อทำลายสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยอีก 

ทหารไทยคือกาฝากของสังคม ในหมู่ชาวไร่ชาวนามันมีวิธีเดียวที่จะจัดการกับกาฝาก นั้นคือการตัดมันออกไปให้แห้งตาย 

ข้อคิดจากข่าวประชาไท เครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย และองค์กรแนวร่วมแถลง ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 17 พ.ค.54  


“ถึง เวลาแล้วหรือยังที่ต้องปฏิรูปกองทัพอย่างจริงจัง เช่น ห้ามกองทัพในการเข้ามาแทรกแซงการเมือง ลดงบประมาณทางการทหารเอาเงินส่วนนี้ไปจัดสวัสดิการให้กับประชาชนดีกว่า ให้ทหารออกจากเขตเมือง เพราะคงไม่มีความจำเป็นที่เราต้องมีรั้วของชาติมาอยู่กลางบ้าน เปลี่ยนพื้นที่ค่ายทหารดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยในเมือง โอนหน้าที่ของที่ซ้ำซ้อนเปลืองงบประมาณแถมลำบากทหารเปล่าๆมาให้ประชาชน เช่น กิจกรรมสาธารณะภัยมาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรอาสาสมัครหรือองค์กรของพลเรือนอื่นๆ ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร โอนสถานีวิทยุและโทรทัศน์ของกองทัพให้แก่รัฐสภาหรือหน่วยงานอื่นที่มีที่มา จากประชาชน เป็นต้น”

(ที่มา)  

วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ผู้ต้องหาคดีประวัติศาสตร์

ผู้ต้องหาคดีประวัติศาสตร์


โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน



นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลายเป็นนายกฯระดับประวัติศาสตร์ไปแล้ว เพราะเป็นคนแรกที่ได้รับการแจ้งข้อหาร้ายแรงว่าร่วมก่อให้เกิดการฆาตกรรม ในคดีที่ประชาชนล้มตายกลางเมืองนับร้อย เนื่องจากการปราบปรามการชุมนุมของรัฐ

เป็นผู้นำทางการเมืองคนแรกที่ต้องเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ตกเป็นผู้ต้องหา จากความตายของประชาชนที่ร่วมประท้วงทางการเมือง

ตาม บทสรุปของที่ประชุมร่วม 3 ฝ่าย อัยการ ตำรวจ ดีเอสไอ มีมติให้ตั้งข้อหาต่อนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ขณะนั้น ฐานร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 15 ปีถึง 20 ปี

หนักหนาสาหัสทีเดียว

จึงต้องนับเป็นนายกฯระดับประวัติศาสตร์ แต่เป็นประวัติศาสตร์เลือด

ประเทศไทยเราผ่านการปราบปรามผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยมาแล้วหลายครั้ง

นับจาก 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งรัฐบาลถนอม-ประภาส ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนที่ตายกว่า 70 ศพ ด้วยการหลบหนีออกไปต่างประเทศ

มาถึง 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งผ่านการวางแผน สร้างเรื่อง แล้วล้อมฆ่า มีคนตายราวครึ่งร้อย ไม่มีการสอบสวนและไม่มีใครรับผิดชอบ

จาก นั้นเป็นกรณี 17 พฤษภาคม 2535 ยุครัฐบาลทหาร รสช. ลงเอยนายกฯขณะนั้น ต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก และวางมือหายไปจากวงการอย่างสิ้นเชิง

สุดท้ายจึงเป็นเหตุการณ์ 10 เมษายน-19 พฤษภาคม 2553

กลยุทธ์ เพื่อไทย การแก้ "รัฐธรรมนูญ" ยิ่งกลัว ยิ่งเสื่อม

กลยุทธ์ เพื่อไทย การแก้ "รัฐธรรมนูญ" ยิ่งกลัว ยิ่งเสื่อม




ทั้งๆ ที่พรรคร่วมรัฐบาล ไม่ว่าพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ว่าพรรคชาติพัฒนา ไม่ว่าพรรคพลังชล ซึ่งร่วมอยู่ในคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ต่างเห็นชอบที่จะเดินหน้าการโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3

ทั้งๆ ที่แม้กระทั่งประธานวุฒิสภาซึ่งเป็น ส.ว.ฉะเชิงเทรา รวมถึง ส.ว.เลือกตั้ง ส.ว.สรรหาจำนวนไม่น้อย

ต่างเห็นชอบที่จะเดินหน้าการโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3

แต่ ดูเหมือนว่าเกจิทางการเมืองระดับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เกจิทางการเมืองระดับ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ซึ่งดำรงอยู่ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ดำรงอยู่ในตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นประธานรัฐสภา

จะตกอยู่ในอาการลังเล ไม่แน่ใจ คนหนึ่ง ต้องการเวลาให้รัฐบาลในการทำงาน คนหนึ่งอ้างพระราชโองการในเรื่องการปรองดอง สามัคคี

เป้าหมายก็เพื่อที่จะยังไม่ให้มีการเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ

เหมือน กับเป็นความปรารถนาดี เหมือนกับเป็นยุทธวิธีของการรักษาเสถียรภาพ เหมือนกับเป็นการปรองดองสมานฉันท์โดยไม่ไปแตะในสิ่งที่อีกฝ่ายหงุดหงิด ไม่พอใจ

ทำตัวเป็น "เด็กดี" ทางการเมือง


ความจริง การพิจารณาเรื่องรัฐธรรมนูญอย่างแยกจำแนกให้เป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติ อย่างที่คณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสนอต่อนายก รัฐมนตรีนั้น

ถูกต้อง

ถูกต้องเพราะรัฐบาลถือว่าอยู่ในปีกของอำนาจบริหาร ขณะที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของอำนาจนิติบัญญัติ

น่าแปลกที่บางส่วนในรัฐบาลมิได้มีความแจ่มชัดในเรื่องนี้

เครือข่ายเฝ้าระวังพิทักษ์ฯ สถาบัน จี้นายกเอาผิด ม.112 บุคคลจากคลิป เสธ.อ้าย

เครือข่ายเฝ้าระวังพิทักษ์ฯ สถาบัน จี้นายกเอาผิด ม.112 บุคคลจากคลิป เสธ.อ้าย

 

ฝากรูป




กลุ่มเครือข่ายเฝ้าระวังพิทักษ์และปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ร้องเรียนนายก เอาผิดบุคคลจากคลิป เสธ.อ้าย "อภิวันท์-ก่อแก้ว-จุตพร-ชูพงศ์-ใจ-ทักษิณ" ชี้กระทบกระเทือน เปรียบเปรย พูดจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ 
 
7 ธ.ค. 55 - เว็บไซต์ ASTV ผู้จัดการออนไลน์รายงาน ว่าที่ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มเครือข่ายเฝ้าระวังพิทักษ์และปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ จากกรุงเทพมหานคร และ จ.ราชบุรี ประมาณ 40 คน นำโดยนายธานินทร์ พันธ์ประภากิจ ผู้ประสานงานเครือข่าย เข้าร้องเรียน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กรณีให้เร่งรัดดำเนินการทางกฎหมายกับกลุ่มคนที่พูดจาบจ้วงสถาบันพระมหา กษัตริย์ ทั้งนี้ จากการชุมนุมขององค์การพิทักษ์สยามที่นำโดย พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือเสธ.อ้าย ประธานองค์การ เมื่อวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยช่วงหนึ่งของการชุมนุมมีการเปิดคลิปวิดีโอที่ปรากฏกลุ่มบุคคลพูดจาจาบ จ้วงละเมิดสถาบัน ซึ่งกลุ่มบุคคลดังกล่าวมีความเกี่ยวข้อง และมีความสัมพันธ์กับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และพรรคเพื่อไทย ซึ่งรัฐบาลกลับไม่ดำเนินการใดๆ ต่อบุคคลกลุ่มนี้
       
โดยคลิปดังกล่าวมีพฤติกรรมจาบจ้วงใน 2 ลักษณะ คือ บุคคลที่มีพฤติกรรมกระทบกระเทือน เปรียบเปรยที่มีเจตนาให้คนฟังเข้าใจว่าหมายถึงบุคคลใด แต่ไม่เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เช่น พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย นายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และนายจุตพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่ม นปช. กลุ่มที่ 2 บุคคลที่กระทำความผิดตามมาตรา 112 ชัดเจน เช่น นายชูพงศ์ ถี่ถ้วน นายใจ อึ๊งภากรณ์ นักวิชาการคนเสื้อแดง และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ
 
นายธานินทธ์กล่าวว่า สิ่งที่พวกตนยอมไม่ได้ คือ การปล่อยให้มีการจาบจ้วงสถาบันเกิดขึ้น ในฐานะที่นายกฯ มีหน้าที่โดยตรงในการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ หลังจากนี้จะติดตามการดำเนินการของรัฐบาลภายใน 30 วัน หากไม่มีการดำเนินการต่อกลุ่มบุคคลดังกล่าว ทางเครือข่ายฯ จะเดินทางมาชุมชุมอีกครั้ง และขอย้ำว่าเรามีหมัดเด็ดในการชุมนุมครั้งต่อไปถ้าหากรัฐบาลยังไม่ดำเนินการ อะไร
       
นายสมภาส นิลพันธ์ ผอ.ศูนย์บริการประชาชนสำนักปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนรับหนังสือร้องเรียนดังกล่าว พร้อมระบุว่าจะนำหนังสือร้องเรียนไปยื่นต่อนายกฯ ภายในวันนี้ และขอให้ผู้ชุมนุมทั้งหมดเดินทางกลับ
 
(ที่มา)
http://www.prachatai.com/journal/2012/12/44104