หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลา ๒๕๑๙

เหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลา ๒๕๑๙



Turnleft Socialist Thailand องค์กรเลี้ยวซ้าย-สังคมนิยม - Bangkok, Thailand

หนุ่มสาวเสรี-ต้นกล้า
https://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=Z5IR2RcgHiA

เหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลา๒๕๑๙ มีส่วนคล้ายกับวิกฤตที่เกิดจากรัฐประหาร ๑๙ กันยา และการเข่นฆ่าประชาชนเสื้อแดงที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์ และมีบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราเข้าใจว่าทำไมเราชาวเสื้อแดงต้องสนับสนุนข้อ เสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ เพื่อล้มล้างผลพวงของรัฐประหารในยุคนี้

สำหรับ ๖ ตุลา ถ้าเราเข้าใจสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกสังคมไทย เราจะต้องเข้าใจว่าชนชั้นปกครองไทย ทั้งชนชั้น มีความต้องการที่จะกำจัดขบวนการนักศึกษาและฝ่ายซ้ายในบริบทสงครามเย็นและ สงครามอินโดจีนในประเทศรอบข้าง เราต้องสรุปว่า ๖ ตุลา เป็นการพยายามทำลายขบวนการสังคมนิยมในประเทศไทย หรือขบวนการที่จะนำไปสู่ความเป็นธรรมสำหรับคนจน โดยชนชั้นปกครองไทยทั้งชนชั้นร่วมกันทำหรือร่วมกันเห็นชอบ

ในยุคนี้เราจะ ต้องประกาศว่าเราไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมทหารและนักการเมืองมือเปื้อน เลือด ที่ฆ่าเสื้อแดงในปี ๒๕๕๓ หรือนักการเมือง ทหาร และตำรวจ ที่ฆ่าประชาชนที่ตากใบ หรือในสงครามยาเสพติด 

(ที่มา)  
Turnleft Socialist Thailand องค์กรเลี้ยวซ้าย-สังคมนิยม

สัปดาห์รำลึก 37 ปี 6 ตุลา

สัปดาห์รำลึก 37 ปี 6 ตุลา




หมวดตุลาทรรศน์
บทความและบทวิเคราะห์เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519



[IMG] ความรุนแรงและรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519
โดย ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์


[IMG] ความรุนแรงกับกาลเวลา
ปาฐกถาในวาระ 30 ปี 6 ตุลา
โดย ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

[IMG] 6 ตุลาคมรำลึก คอลัมน์ ชั่วๆดีๆ
โดย เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

[IMG] 6 ตุลา กับการย้ายมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
โดย วิภา ดาวมณี


[IMG] หนังสือต้องห้ามหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา
ประกาศกระทรวงมหาดไทย
เรื่อง กำหนดชื่อเอกสารและสิ่งพิมพ์ที่ห้ามผู้ใดมีไว้ครอบครอง

[IMG] อาชญากรรมรัฐในวิกฤตการเปลี่ยนแปลง (มี 4 บท จำนวน 73 หน้า ปีที่พิมพ์ : 2544)
เขียนโดย ใจ อึ้งภากรณ์ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ และคณะ
ในนามคณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519..

ตุลาศิลป์
อ่านทั้งหมด

Intelligence ในประเด็น ' นักโทษ 6 ตุลา เหยื่อ 112'

๓๖ ปี ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙
Intelligence ในประเด็น ' นักโทษ 6 ตุลา เหยื่อ 112'
 


 
นักโทษ 6 ตุลา เหยื่อ 112
http://www.dailymotion.com/video/x15lsvq_%AD-112_news


วันนี้เมื่อ 37 ปีที่แล้ว สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการความมั่นคง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญวัฒนธรรมจีน ถูกจับพร้อมกันที่บ้าน ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ระหว่างไปชี้แจงการแสดงละคร "แขวนคอ" คนแรกในฐานะกรรมการศูนย์นิสิต คนหลังในฐานะนักแสดง แล้วก็ถูกคุมขังอย่างอยุติธรรมอยู่ 2 ปี โดยข้อหาสำคัญคือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

30 กว่าปีผ่านไป วิถีชีวิตเปลี่ยน เมื่อปี 2549 สุรชาติเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี วิโรจน์เข้าร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่ท้ายที่สุดก็ถอยออกมา เพราะไม่ว่าทัศนะแตกต่างอย่างไร จุดร่วมของคนที่เคยเป็นเหยื่อในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 คือไม่เห็นด้วยกับการอ้างสถาบันสูงสุดมาให้ร้ายป้ายสี ปลุกความเกลียดชัง กระทั่งเข่นฆ่ากัน

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

‘สุรชัย’ ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ปล่อยตัวแล้ววันนี้!

‘สุรชัย’ ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ปล่อยตัวแล้ววันนี้!

 

 
สรุชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ได้รับการปล่อยตัวแล้ววันนี้ เมื่อเวลาประมาณ 17.05 น. ผู้คนไปรอรับคับคั่ง หลังมีกระแสข่าวได้รับพระราชทานอภัยโทษตั้งแต่เมื่อวาน

วันนี้ (4 ต.ค.56) ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ นามสกุลเดิมแซ่ด่าน ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ซึ่งมีกระแสข่าวได้รับพระราชทานอภัยโทษตั้งแต่เมื่อวานนี้ ได้รับการปล่อยตัวแล้ววันนี้เมื่อเวลาประมาณ 17.05 น.โดยมีมวลชนจำนวนมากมารอรับ จากนั้นนายสุรชัยได้ขึ้นรถเดินทางต่อไปที่ร้านอาหารพร พระราม 3


ก่อนหน้านี้ มีกระแสข่าวเรื่องการยอภัยโทษปรากฏในสื่อมวลชนรวมทั้งในเฟซบุ๊คมากมาย อีกทั้ง ธิดา ถาวรเศรษฐ์ ประธาน นปช.แจ้งว่าได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงยุติธรรม ทำให้มีมวลชนรวมจำนวนมากไปรอรับที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จนกระทั่งตอนเย็นก็ยังไม่มีการปล่อยตัว ขณะที่ ชินวัฒน์ หาบุญพาด ส.ส.พรรคเพื่อไทย และยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก แจ้งกับมวลชนว่า การปล่อยตัวสุรชัยคงไม่เกิดขึ้นในวันดังกล่าว เนื่องจากมีกระบวนการด้านเอกสาร และอื่นๆ ที่ยังไม่แล้วเสร็จ


ทั้งนี้ สุรชัยเป็นแกนนำกลุ่มแดงสยาม มีชื่ออยู่ใน 'ผังล้มเจ้า' ของศอฉ.ที่ในภายหลัง พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ยอมรับว่าแผนผังดังกล่าวเป็นเพียงความเชื่อ ปราศจากหลักฐาน สุรชัยถูกฟ้องด้วยมาตรา 112 รวมแล้ว 5 คดี จากการปราศรัยทางการเมืองใน 5 พื้นที่ในช่วงปี 2551-2554 รวมศาลพิพากษาจำคุก 12 ปี 6 เดือน เขาถูกจับกุมและคุมขังตั้งแต่วันที่ 22 ก.พ.54 และไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างต่อสู้คดี

สุรชัย โดนคดีหมิ่นฯ ที่ไหนบ้าง?
คดีปราศรัยเวทีตาสว่าง  อิมพีเรียล ลาดพร้าว
http://freedom.ilaw.or.th/th/case/46

คดีปราศรัยที่เชียงใหม่
http://freedom.ilaw.or.th/th/case/47

คดีปราศรัยที่อุดรธานี
http://freedom.ilaw.or.th/th/case/48

คดีปราศรัย วัดสามัคคีธรรม
http://freedom.ilaw.or.th/th/case/50

(ล่าสุด) คดีปราศรัยที่เวที นปช.
http://freedom.ilaw.or.th/th/case/49


(ที่มา)
http://www.prachatai.com/journal/2013/10/49080 

วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2556

การปล้นและยึดครองอเมริกาโดยสเปน

การปล้นและยึดครองอเมริกาโดยสเปน


อาณาจักรแอสเทค(Aztec) ค.ศ. 1325–ค.ศ. 1521

โดย C. H.

ชาวยุโรปที่เห็นเมืองของอารยะธรรม แอสเทค (ในเมคซิโกปัจจุบัน) และของอารยะธรรม อิงคา (ในเปรูปัจจุบัน) ราวๆ ค.ศ. 1520-1530 จะต้องทึ่งในความเจริญร่ำรวยของสังคมแน่นอน เมือง เชนอชทิทแลน ของ แอสเทค เจริญพอๆ กับเมืองต่างๆ ในยุโรป และเมือง คุสโค ของพวกอิงคา ถึงแม้ว่าจะเล็กกว่า แต่เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรใหญ่ที่มีถนนสมัยใหม่เชื่อมโยงระยะทาง 3000 ไมล์ ยาวกว่าถนนในยุโรปหรือในจีนในยุคเดียวกัน อารยะธธรมของชาวอเมริกากลางและใต้ อาศัยการพัฒนาระบบชลประทาน เพื่อเพิ่มผลผลิตเกษตร
   
แต่ภายในไม่กี่เดือน สองอารยะธรรมอันยิ่งใหญ่นี้ ถูกรุกรานและทำลาย โดยกองทัพขนาดเล็กของโจรสามัญจากสเปน ผู้นำกองทัพโจรนี้คือ เฮร์แนน คอร์เทส ซึ่งรุกรานพวก แอสเทค และทางใต้ ฟรานซิสโก พิสาโร ก็ยึดอาณาจักร อิงคา พิสาโร เป็นคนไร้การศึกษาเขียนอ่านไม่ได้อีกด้วยกองทัพโจรของสเปน เริ่มเดินทางไปสู่ทวีปอเมริกาในปี ค.ศ. 1492 ภายใต้การนำของ คริสโตเฟอร์ คอลลัมบัส ซึ่งเป็นกับตันเดินเรือที่ ไปขอทุนจากสองกษัตริย์สเปน เพื่อบุกเบิกเส้นทางค้าขายกับจีน โดยหวังเดินเรือไปทางตะวันตก แทนที่จะไปทางตะวันออกผ่านอัฟริกาและอินเดีย แต่แทนที่จะถึงจีน คอลลัมบัส ไปขึ้นบกที่เกาะในทะเลคาริเบี้ยน

ในเวลาเพียงยี่สิบปี พวกกองทัพโจรจากสเปน สามารถบุกเข้าไปยึดและทำลายอาณาจักรแอสเทค และ อิงคา ได้ และสามารถขโมยเงิน และทองคำ เพื่อส่งกลับไปสเปนในจำนวนมากวิธีเอาชนะของพวกโจรสเปนคือด้วยการโกหก หลอกผู้นำพื้นเมือง และการฉวยโอกาสอาศัยความขัดแย้งระหว่างผู้นำเหล่านั้นด้วย มีการแพร่เชื้อโรคใหม่ๆ จากยุโรปโดยไม่ได้เจตนา ซึ่งทำให้คนพื้นเมืองล้มตายจำนวนมาก นอกจากนี้อาวุธของทหารสเปนเป็นอาวุธเหล็ก มีเกราะเหล็ก และมีปืนพื้นฐาน ในขณะที่แอสเทค กับ อิงคา มีแต่ปลายดาบและหอกที่ทำจากหิน นอกจากนี้สภาพสังคม แอสเทค และ อิงคา กำลังถึงจุดวิกฤตเพราะวิถีชีวิตของชนชั้นปกครอง ที่อาศัยการขูดรีดคนข้างล่างอย่างป่าเถื่อน เริ่มเปลืองทรัพยากรจนระบบการผลิตที่หยุดพัฒนา เริ่มรองรับไม่ได้  

ผลของการยึดอเมริกาโดยสเปน คือคนพื้นเมืองล้มตายไปเกือบ 75% และที่รอดชีวิตมาได้ก็ถูกใช้เป็นแรงงานทาส เพื่อขุดเงินและโลหะมีค่าส่งกลับไปที่ยุโรป 


(ที่มา)
http://turnleftthai.blogspot.dk/2013/10/blog-post.html

ด. “เด็ก”

ด. “เด็ก” 


 
ในสังคมเกษตรที่ไม่มีสวัสดิการจากการทำงาน เด็กจะมีภาระสำคัญในการดูแลคนชรา แต่เมื่อทุนนิยมขยายตัวมากขึ้น ผู้ใหญ่จะเริ่มมีสวัสดิการที่จะดูแลตัวเองเมื่อเกษียณ บทบาทของเด็กก็เปลี่ยนไปพร้อมกับขนาดของครอบครัวที่เล็กลงด้วย

โดย ลั่นทมขาว
 
ทัศนะที่คนในสังคมมีต่อเด็ก เป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ก่อนระบบอุตสาหกรรมและทุนนิยม เด็กจะไม่ถูกฝึกฝนในโรงเรียนและจะเรียนรู้ท่ามกลางการช่วยเหลือคนในครอบครัว ทำงาน โดยมีพ่อแม่ลุงป้าน้าอาหรือพี่คอยให้คำแนะนำ ส่วนใหญ่จะเป็นสังคมเกษตร  ในยุคนั้นการ “เล่น” ไม่ถูกมองว่าสำคัญ ทั้งๆ ที่เด็กคงเล่นในขณะที่ทำงานหรือเรียนรู้
   
ในยุคต้นๆ ของการพัฒนาอุตสาหกรรม ชีวิตของเด็กแย่ลงมาก เพราะจะต้องไปทำงานในโรงงานในสภาพที่ป่าเถื่อน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในตะวันตกในศตวรรษที่๑๙ และยังเกิดขึ้นทุกวันนี้ในประเทศยากจน ในไทยก็มีปรากฏการณ์นี้เหลืออยู่บ้าง โดยเฉพาะในหมู่ลูกๆ ของคนรับใช้ตามบ้าน ถ้าเด็กเหล่านั้นเป็นคนจากประเทศเพื่อนบ้าน
   
สาเหตุที่มีการใช้แรงงานเด็กในยุคต้นๆ ของการพัฒนาอุตสาหกรรมก็เพราะแรงงานเด็กราคาถูก และครอบครัวคนจนมีรายได้ไม่พอ ทุกคนในครอบครัวจึงต้องทำงาน ในกรณีสหรัฐอเมริกา การพัฒนาทุนนิยมตอนต้นอาศัยแรงงานทาสอีกด้วย ซึ่งรวมถึงทาสที่เป็นเด็ก ทุกวันนี้ยังมีแรงงานทาสหลงเหลืออยู่บ้างในเอเชียและอัฟริกา แต่จะเป็นทาสที่ถูกขายเพื่อจ่ายหนี้เป็นส่วนใหญ่
   
ในสังคมเกษตรที่ไม่มีสวัสดิการจากการทำงาน เด็กจะมีภาระสำคัญในการดูแลคนชรา แต่เมื่อทุนนิยมขยายตัวมากขึ้น ผู้ใหญ่จะเริ่มมีสวัสดิการที่จะดูแลตัวเองเมื่อเกษียณ บทบาทของเด็กก็เปลี่ยนไปพร้อมกับขนาดของครอบครัวที่เล็กลงด้วย
   
เมื่อทุนนิยมและระบบอุตสาหกรรมพัมนามากขึ้น แรงงานที่ต้องการจะเป็นแรงงานฝีมือมากขึ้น และนอกจากนี้แรงงานต้องมีสุขภาพดีแข็งแรง เหมาะสมกับการทำงาน ดังนั้นเริ่มมีการนำระบบการศึกษาภาคบังคับมากใช้ เริ่มมีการให้ความสำคัญกับสุขภาพและการเจริญเติบโตของเด็ก ซึ่งถือว่าเป็นแรงงานรุ่นต่อไปในอนาคต จึงมีการออกกฏหมายห้ามใช้แรงงานเด็ก และกฏหมายที่บังคับให้เด็กไปโรงเรียน แต่ถ้าเด็กจะได้รับการศึกษา ไม่ต้องทำงาน และมีสุขภาพดี พ่อแม่เขาต้องได้ค่าจ้างเพิ่มขึ้นเพื่อเลี้ยงเด็ก และรัฐต้องลงทุนในระบบการศึกษาและระบบสาธารณสุข และสำหรับทุนนิยมมันเป็นการ “ลงทุน” ที่คุ้มค่า เพราะการผลิตจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นและสร้างมูลค่าต่อหัวคนทำงานมากขึ้น เรื่อยๆ
   
เวลาเราพิจารณาระบบการศึกษาสำหรับเด็ก เราจะเห็นว่าทุนนิยมขัดแย้งในตัวเอง
   
คือในแง่หนึ่งผู้ที่คุมระบบทุนนิยมต้องการแรงงานที่มีการศึกษาและฝีมือ ซึ่งแปลว่าระบบการศึกษาต้องเน้นการพัฒนาฝีมือ และที่สำคัญต้องเน้นการฝึกฝนให้เด็กคิดเองและแก้ปัญหาหลากหลายได้ ไม่ใช่นำเด็กมาท่องจำทุกอย่างตามวินัยของไม้เรียวครู ซึ่งแปลว่าสัดส่วนเด็กต่อครูในห้องเรียนต้องน้อยลง ต้องสอนโดยให้เด็กเป็นศูนย์กลาง คือเน้นว่าเด็กแต่ละคนมีลักษณะพิเศษของตนเองที่พัฒนาได้ ต้องไม่พัฒนาตามพิมพ์เขียวเดียวกันที่ใช้กับทุกคนต้องให้ความสำคัญกับการ “เล่น” เพื่อเรียนรู้ และเด็กที่ผ่านระบบการศึกษาแบบนี้จะเหมาะสมมากกับเศรษฐกิจและการทำงานสมัย ใหม่
   
แต่ในอีกแง่หนึ่งผู้ที่คุมระบบทุนนิยมต้องการประหยัดงบประมาณรัฐ โดยเฉพาะเวลามีวิกฤตเศรษฐกิจที่มาจากการลดลงของกำไรกลุ่มทุน การสอนเด็กแบบที่ให้เด็กเป็นศูนย์กลางมักใช้งบประมาณสูง ยิ่งกว่านั้นการสอนเด็กให้คิดเองเป็นและแก้ปัญหาเอง ทำให้ประชาชนที่เติบโตจากเด็กรุ่นนั้นถูกควบคุมลำบาก ไม่เชื่อฟังคำสั่งง่ายๆ ถ้าไม่มีเหตุผล ซึ่งระบบการศึกษาในสังคมทุนนิยมมักจะมีเป้าหมายไว้เพื่อกล่อมเกลาให้คนจงรัก ภักดีต่อผู้มีอำนาจเสมอ นอกจากนี้ถ้าระบบการศึกษามีประสิทธิภาพสูง คนที่จบออกมาจะไม่พอใจในการทำงานซ้ำซาก และจะไม่พอใจเมื่องานฝีมือที่ไม่น่าเบื่อมีน้อยเกินไปจนต้องตกงาน
   
ดังนั้นในระบบทุนนิยมจะมีการจงใจคัดเลือกคน ให้เด็กส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จ และให้คนส่วนน้อยเป็นฝ่ายสำเร็จ วิธีที่มักใช้กันคือการสอบ และการสอบไม่ใช่การเลือกคนฉลาดหรือเก่ง เพราะมันมีเงื่อนไขหลายอย่างที่นำไปสู่การสอบผ่านและคะแนนดี ซึ่งถ้าดูในภาพรวมจะเห็นว่าเด็กจากครอบครัวที่มีฐานะมักผ่านข้อสอบในอัตรา สูงกว่าเด็กจากครอบครัวยากจน ในโลกจริงคนที่สอบผ่านและเข้าไปเรียนเป็นหมอได้ ไม่ได้ “ฉลาด” กว่าคนอื่นส่วนใหญ่ เพียงแต่เขามีโอกาสมากกว่าคนอื่น ดังนั้นในสังคมใหม่ที่เป็นสังคมนิยม เราจะยกเลิกการสอบส่วนใหญ่ เราจะใช้ระบบการศึกษาที่ให้เด็กเป็นศูนย์กลาง เราจะไม่จำกัดการศึกษาไว้แค่ในวัยเด็ก และเราจะยกเลิกความเหลื่อมล้ำทางอำนาจระหว่างเด็กและครู เพื่อให้เด็กเรียนรู้อย่างเสรีจนพัฒนาตนเองได้เต็มที่ในทุกด้าน
   
ในทุนนิยมสมัยนี้ เรายังมองว่าเด็กเป็น “ทรัพย์สิน” ของผู้ใหญ่ คือเราอ้างสิทธิ์ที่จะควบคุมชีวิตเด็ก เราไม่ให้เด็กมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกเต็มที่ ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งหรือเลือกวิถีชีวิตอย่างเสรี ดังนั้นภายใต้สังคมนิยม เราจะต้องร่วมกันค้นหาวิธีปลดปล่อยเด็กให้มีเสรีภาพมากขึ้น และสร้างวัฒนธรรมใหม่ที่เคารพเด็กเหมือนเป็นมนุษย์เต็มตัว 

(ที่มา)
http://turnleftthai.blogspot.dk/2013/09/blog-post_7375.html 

ความลับไม่มีในโลก

ความลับไม่มีในโลก




 
https://www.facebook.com/photo.php?v=10151899091041154
Vajiralongkorn versus Yuvathida(คลิกฟัง)

A leaked telephone conversation between Crown Prince Maha Vajiralongkorn of Thailand and his second wife Yuvathida Polpraserth aka "Mom Benz"
  



ทำไมนายวชิราลงกรณ์ไม่สมควรที่จะเป็นประมุข
http://redthaisocialist.com/2011-01-20-12-39-03/88-2011-02-21-18-11-51.html