เห็นคนเท่ากันก่อนปฏิรูป การเมืองและก่อนการเลือกตั้ง (ดีมั้ย)?
โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
อย่าง เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมตั้งคำถามว่า กระบวนทัศน์/วาทกรรม "ปฏิรูปการเมือง" นั้นทำไมหายไปไหน? ท่ามกลางความฮึกเหิมของการนำเสนอการปฏิวัติของมวลมหาประชาชนและข้อเสนอ เรื่องสภาประชาชน
แต่เมื่อเกิดการรุกทางการเมืองครั้งใหญ่อีกครั้ง ที่หน้าทำเนียบ และเกิดการยุบสภาเมื่อวันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม ที่นำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ก็พบว่าการพูดถึงการปฏิรูปการเมืองนั้นโผล่มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำเสนอว่าการปฏิรูปการเมืองต้องมาก่อนการเลือกตั้ง
เรื่อง นี้น่าสนุก และต้องถามกันว่า การปฏิรูปการเมืองที่ดูเหมือนจะเป็นอาวุธอันทรงอานุภาพของคนจำนวนหนึ่งในการ สกัดยับยั้ง "(นัก)การเมืองเลวๆ" นั้น จะสามารถมีพลังได้มากน้อยแค่ไหน หากเทียบกับกระแสการปฏิรูปการเมืองในช่วงก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญ 2540
อย่า ลืมว่าการปฏิรูปการเมืองในครั้งนั้น ใช้เวลายาวนานมาก และที่สำคัญเป็นการปฏิรูปหลังการเลือกตั้งในรอบแรก คือพรรคการเมืองขานรับนโยบายต่างๆ ว่าจะเริ่มปฏิรูป จากนั้นก็ยังกินเวลายาวนานกว่าจะเริ่มปฏิรูป นอกจากนั้นการปฏิรูปครั้งนั้นก็ริเริ่มด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญขนานใหญ่ ภายใต้ฉันทามติของสังคม
ใช่ว่าการปฏิรูปการเมืองในรอบที่แล้วนั้นจะ เป็นสิ่งที่ประสบความสำเร็จเสียทีเดียว ดังนั้น การปลุกกระแสเรื่องของการปฏิรูปการเมือง โดยเฉพาะการปฏิรูปการเมืองก่อนการเลือกตั้ง (แต่ไม่แก้รัฐธรรมนูญ) ในครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่เสี่ยงอยู่มิใช่น้อย ทั้งนี้ในยุคสมัยที่เราอยู่ภายใต้การเมืองแบบปฏิรูปการเมือง ก่อนการรัฐประหารครั้งล่าสุดนั้น เราก็พูดกันเรื่องของ "อคติทางการเมือง" ซึ่งเป็นอคติพิเศษที่แตกต่างจากอคติทางการเมืองก่อนหน้านั้น หรืออคติการเมืองในการร่างรัฐธรรมนูญในสมัยก่อนปี 2540
ด้วยการใช้ กรอบความคิดของหนึ่งในปรมาจารย์ทางรัฐศาสตร์ของไทย คือ เสน่ห์ จามริก ที่เสนอให้มองว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นเสมือนสิ่งที่สะท้อน "สัมพันธภาพทางอำนาจ" มากกว่าเป็นเรื่องของกฎหมายสูงสุด (สูงสุดที่ไหนมีตั้งหลายฉบับ?) เราจะพบว่า รัฐธรรมนูญในอดีตมีอคติในแง่ของอำนาจจากกลุ่มอำนาจที่แตกต่างกัน ใครมีอำนาจก็ร่างรัฐธรรมนูญ เช่น ทหาร หรือพลเรือน แต่ในตัวรัฐธรรมนูญ 2540 เราพบว่าอคติที่สำคัญเป็น "อคติแบบชนชั้น" (class bias) ที่ชัดแจ้ง ไม่ว่าจะเรื่องของการตั้งกฎของการที่ ส.ส.ต้องจบปริญญาตรี และที่สำคัญก็คือชนชั้นในสังคมไทยนั้นเป็นชนชั้นที่ "ผูกโยงกับพื้นที่" ด้วย


