หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

มีอะไรใน รัฐ/ธรรมนูญชั่วคราว ฉบับ คณะรัฐประหาร?

มีอะไรใน รัฐ/ธรรมนูญชั่วคราว ฉบับ คณะรัฐประหาร?


 
 
มีอะไรใน รัฐ/ธรรมนูญชั่วคราว ฉบับ คณะรัฐประหาร?

สยาม/ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญรวม 18 ฉบับ มีการรัฐประหารโดยทหารจำนวน 12 ครั้ง นำมาสู่การร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว 7 ฉบับ และแก้ไขเพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญในอดีตอีก 1 ฉบับ

นับตั้งแต่การรัฐประหาร ปี 2514 เป็นต้นมา การบังคับใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวใช้ระยะเวลาไม่เคยเกินหนึ่งเดือนนับจากวันรัฐประหาร ถึงวันนี้นับตั้งแต่ 22 พ.ค.2557 เป็นเวลาเกินกว่าหนึ่งเดีอนไปแล้วเรายังไม่เห็นการบังคับใช้รัฐธรรมนูญใหม่เกิดขึ้น

โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวมีลักษณะคัดลอกตัดปะกันไปมาสลับที่สลับทางให้ดูเหมือนร่างใหม่

หากมองถึงวิวัฒนาการของรัฐธรรมนูญชั่วคราวจะเห็นความเปลี่ยนแปลง กล่าวคืออย่างน้อย 2 ครั้งหลังคือปี 2534 เราเห็นการเลิกการให้อำนาจเบ็ดเสร็จกับนายกรัฐมนตรี ที่มีมาตั้งแต่ปี 2502 ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และ การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี 2549

สำหรับความล่าช้าผิดปกติของรัฐธรรมูญชั่วคราวปี 2557 อาจทำให้คาดการณ์ได้ว่าน่าจะมีนวัตกรรมทางการเมืองใหม่(ที่อาจล้าหลังกว่าก่อน) รวมถึงการนำของเก่ามาใช้ในบริบทการเมืองใหม่?
 
(อ่านต่อ)
http://www.ilaw.or.th/node/3158

กระวี กระวาด ดีเบต

กระวี กระวาด ดีเบต


 

ไอ้ แก่เนาวรัตน์ มัวนั่งฝันว่าตัวเองปราดเปรื่อง แต่งกลอนยังดูถูกคน อะไรดีอะไรถูกไม่เข้าใจ ยังคิดไปได้ ว่าตีวเองเป็นกวีเป็นปราชญ์ ถุย!

พวกฝ่ายขวาประจบสอพลอเลียทหาร เผยธาตุแท้ที่เกลียดคนจน

พวกฝ่ายขวาประจบสอพลอเลียทหาร เผยธาตุแท้ที่เกลียดคนจน







0
ล้ม 30 บาทรักษาทุกโรค บังคับพรรคการเมืองต้องส่งนโยบายให้สลิ่มตรวจสอบก่อน และคัดค้านการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ....เรื่องแบบนี้เข้าใจได้ง่าย ถ้าเราศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมืองพื้นฐาน และสิ่งที่น่าสังเกตคือ แนวเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมกลไกตลาด (neo-liberal) ไปได้ดีกับระบบเผด็จการ

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์ 


ตอนนี้เราเริ่มเห็นสลิ่มประจบสอพลอเลียทหาร คลานออกมาเสนอนโยบายหมุนนาฬิกากลับ ให้สังคมถอยหลังลงคลอง

(1) แพทย์สลิ่ม ปลัดสาธารณสุข เดินหน้าทำลาย “30 บาทรักษาทุกโรค” เสนอให้ประชาชนจ่ายค่าพยาบาลถึงครึ่งหนึ่งเอง และไม่ยอมอนุมัติเบิกจ่ายยาสำคัญสำหรับโรคไวรัสตับอักเสบ และมะเร็ง
นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขคนนี้ เคยออกแถลงการณ์ในนามประชาคมสาธารณสุข เรียกร้องให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ลาออกและเร่งปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ตามแนวม็อบสุเทพ

(2) เลขาธิการ ป.ป.ช. เตรียมขอหารือ กกต. เสนอออกระเบียบหรือกฎหมายให้ทุกพรรคส่งแผนการดำเนินโครงการที่ชัดเจนให้ กกต. ตรวจสอบก่อนหาเสียง พูดง่ายๆ ทุกพรรคต้องนำนโยบายมาให้คณะกรรมการสลิ่มตรวจสอบก่อนการเลือกตั้ง พวกต้านประชาธิปไตยเกลียดชังนโยบายของไทยรักไทยที่ใช้งบประมาณรัฐเพื่อให้ ประโยชน์กับประชาชนคนจนมานาน

(3) นักเศรษฐศาสตร์ TDRI เสนอว่าไม่ควรขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีก เหมือนที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์เคยทำ (ดูโพสธ์ของผมก่อนหน้านี้)

พวกคลั่งกลไกตลาดเสรีนิยม “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” เหล่านี้ มองว่าการใช้งบประมาณรัฐ ที่มาจากการเก็บภาษี เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนจน เป็นเรื่อง “ผิด” แต่การที่ทหารจะเพิ่มงบประมาณให้ตัวเอง เป็นเรื่องดี มีประโยชน์ต่อประเทศชาติ

เรื่องแบบนี้เข้าใจได้ง่าย ถ้าเราศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมืองพื้นฐาน และสิ่งที่น่าสังเกตคือ แนวเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมกลไกตลาด (neo-liberal) ไปได้ดีกับระบบเผด็จการ

(ที่มา)
http://turnleftthai.wordpress.com/2014/07/12 

ข้อคิด! ข้อคิด! ข้อคิด!

ข้อคิด! ข้อคิด! ข้อคิด!


 
 
 
อย่าพึ่งไปดีใจ! กับรัฐบาลสหรัฐที่ไม่เชิญคณะทหาร เถื่อนไปงานวันชาติ ดีแล้ว แต่อย่าพึ่งไปหวังว่าสหรัฐหรือสหประชาชาติจะมาช่วยสร้างประชาธิปไตย เพราะทูตสหรัฐเชิญสมศักดิ์ฟาสซิสต์เตี้ย ไปพร้อมกับจาตุรนต์ ฉายแสง และบังขี้มูล(พัน กีมุน)เลขาฯ สหประชาชาติก็เคยไม่ยอมรับจดหมายจากเสื้อแดงตอนที่เสื้อแดงโดนฆ่าที่ราช ประสงค์

“มันแกว” คือตัวแทนของความคิดถอยหลังลงคลองของพวกอดีตสิทธิสตรี

“มันแกว” คือตัวแทนของความคิดถอยหลังลงคลองของพวกอดีตสิทธิสตรี

 

UmMun 
โดย ใจอึ๊งภากรณ์

“อั้ม เนโกะ” เป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพที่กล้าหาญ เขาโดนพวกนักบริหารมหาวิทยาลัยรังแก เขาโดนคณะทหารเรียกเพื่อจำคุก และเขาโดนพวกล้าหลังในสื่อ ASTV ข่มขู่ว่าควรจะโดนข่มขืนในคุก

“มันแกว” เป็นักฉวยโอกาสที่ใช้ร่างตนเองเพื่อโฆษณาธุรกิจ แต่เขาอ้างว่าเขาเป็นสตรีที่ปลดแอกตนเอง เขาไม่มีจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน เขาไม่โดนทหารเรียกหรือรังแก และคงมีพวกทหาร คสช. หลายคนที่แอบไปชมภาพเขาในเฟสบุ๊ก

ทั้ง “อั้ม เนโกะ” และ “มันแกว” เป็นตัวอย่างของสองขั้วแนวคิดเกี่ยวกับสิทธิทางเพศ ขั้วหนึ่งก้าวหน้า อีกขั้วปฏิกิริยา ถ้าจะเข้าใจ เราต้องย้อนกลับไปดูการเปลี่ยนแปลงของแนวสิทธิสตรีในระดับสากล

เมื่อ 40 ปีก่อน ระดับการต่อสู้ทั่วโลกขึ้นสูง ซึ่งกระตุ้นการฟื้นฟูแนวคิดสิทธิสตรี ในยุคนั้นนักสิทธิสตรี ทั้งพวก“เฟมินิสต์” และพวกนักสังคมนิยม โดยเฉพาะในสังคมที่ก้าวหน้า มักร่วมกับผู้ชายและขบวนการสหภาพแรงงานในการต่อสู้ ในยุคนั้นมีการเน้นความเท่าเทียมในทุกแง่ รวมถึงสิทธิของสตรีในการเป็นผู้นำ และในการมีความสุขจากเพศสัมพันธ์ แทนที่จะรักนวลสงวนตัว

ข่มขืนต้องประหาร: ข้อสังเกตบางประการ

ข่มขืนต้องประหาร: ข้อสังเกตบางประการ 



ดูรูปภาพบนทวิตเตอร์ 
โดย อิสร์กุล อุณหเกตุ

กระแสรณรงค์เพิ่มโทษในคดีข่มขืนให้เป็นโทษประหารชีวิตกลับมายังสังคมออ นไลน์อีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์ฆ่าข่มขืนเด็กหญิงวัย 13 ปีบนขบวนรถไฟ  โลกโซเชียลมีเดียชักชวนกันติดแท็ก #ข่มขืนต้องประหาร รวมถึงมีการรวบรวมรายชื่อเพื่อผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมาย
 
ในเอกสารนี้ ผู้เขียนพยายามตั้งข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับคดีข่มขืนกระทำชำเรา รวมถึงนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจบางชุดเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจ

ข้อสังเกตประการแรก: ข่มขืน ≠ ข่มขืนฆ่า
ตามกฎหมายของไทยนั้น การ ‘ข่มขืน’ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปีถึง 20 ปี และโทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิต ในกรณีที่มีการใช้อาวุธหรือการรุมโทรม และในกรณีที่กระทำแก่เด็กอายุไม่เกิน 13 ปี [1] กฎหมายบัญญัติโทษไว้เช่นนี้ตามระดับความรุนแรงของการกระทำผิด  ในขณะที่การรณรงค์ให้ใช้โทษประหารชีวิตนั้นเกิดขึ้นจากกรณี ‘ข่มขืนฆ่า’ ซึ่งมีโทษสูงสุดคือประหารชีวิตอยู่แล้ว [2] จึงสะท้อนว่าสังคมมีความสับสนบางประการระหว่างการลงโทษกรณี ‘ข่มขืน’ กับ ‘ข่มขืนฆ่า’ ซึ่งไม่แน่ชัดว่าต้องการเรียกร้องให้มีการลงโทษประหารชีวิตสำหรับการ ‘ข่มขืน’ ทุกกรณีหรือไม่ อย่างไร

การลดโทษเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการรณรงค์ดังกล่าว ผู้ร่วมรณรงค์บางส่วนมีความเห็นว่า กฎหมายของไทยมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการลดโทษที่อาจทำให้ผู้กระทำความผิดสารภาพ ได้รับโทษน้อยไม่สาสมแก่ความผิด อย่างไรก็ตาม การลดโทษนั้นเป็นดุลพินิจของศาล ซึ่งศาลไม่จำเป็นต้องลดโทษเสมอไป ตัวอย่างเช่น คําพิพากษาฎีกาที่ 8688/2543 ในคดีกักขังหน่วงเหนี่ยวและข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งศาลเห็นว่าจำเลยมี “สภาพจิตใจที่โหดเหี้ยมทารุณผิดวิสัยมนุษย์” และไม่ลดโทษแก่จำเลย เป็นต้น

ข้อสังเกตประการที่สอง: การลงโทษ ≠ การแก้แค้น
การลงโทษผู้กระทำความผิดมีวัตถุประสงค์สำคัญหลายประการ ได้แก่ การแก้แค้นทดแทน (retribution) การป้องปรามการกระทำความผิด (deterrence) การกันผู้กระทำความผิดออกจากสังคม (incapacitation) และการแก้ไขฟื้นฟู (rehabilitation) แม้ว่าการแก้แค้นทดแทนจะเป็นเหตุผลหนึ่งในการลงโทษ แต่การลงโทษไม่จำเป็นต้องเป็นไปเพื่อการแก้แค้นเสมอไป

คัดค้านโทษประหาร ค้านค้านความรุนแรงต่อสตรี

คัดค้านโทษประหาร ค้านค้านความรุนแรงต่อสตรี



โทษประหาร 

หนึ่งสาเหตุสำคัญที่เราควรต่อต้านโทษประหาร คือในอดีตมีการประหารชีวิตผู้บริสุทธ์ เฉลียว ปทุมรส ชิต สิงหเสนี และบุศย์ ปัทมศริน ผู้โดนกล่าวหาเท็จว่าฆ่ารัชกาลที่8...? มีอีกหลายสาเหตุนอกจากนั้น

โดย  ใจ อึ๊งภากรณ์
 
นักมาร์คซิสต์อย่างเราใน “องค์กรเลี้ยวซ้าย” คัดค้านโทษประหาร เพราะมันเป็นแค่การฆ่าประชาชนอีกคนหนึ่งเพื่อสำเร็จความใคร่และการแก้แค้น ของสังคม มันเป็นการใช้ความป่าเถื่อนตอบโต้ความป่าเถื่อน แต่การแก้แค้นแบบนั้นเป็นความคิดล้าหลังต่ำช้าที่สุด ที่ชนชั้นปกครองป้อนให้เราเชื่อ การแก้แค้นไม่นำไปสู่การคืนชีพของผู้ถูกฆ่า ไม่ได้แก้ปัญหาการข่มขืนหรือดูแลรักษาจิตใจของเหยื่อ โทษประหารไม่นำไปสู่การลดอาชญากรรมแต่อย่างใด และบ่อยครั้งผู้ถูกประหารเป็นคนบริสุทธิ์ที่ศาลพิพากษาผิดอีกด้วย เราทราบดีว่าศาลเตี้ยไทยมันลำเอียงและแย่แค่ไหน

การใช้กฎหมายในการลงโทษพลเมืองที่ใช้ความรุนแรง ไม่ได้ทำให้อาชญากรรมลดลงแต่อย่างใด เพราะเป็นการพยายามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหลังจากที่มีผู้กระทำความผิดไปแล้ว เราควรดูว่าสาเหตุของอาชญากรรมมาจากอะไร เราควรเข้าใจว่าทำไมผู้ชายบางคนข่มขืนผู้หญิง และเราต้องเข้าใจว่าสภาพแวดล้อมของสังคมเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหา มันไม่ใช่เรื่อง “คนดี” กับ “คนชั่ว” แบบง่ายๆ เพราะไม่มีใครเกิดมาดี หรือเกิดมาชั่ว