หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2554

ทีใคร ทีมัน ? เกมเสี่ยง "ยิ่งลักษณ์"ขยับขุนพลพี่น้อง-กองทัพ-ตำรวจ ถ่ายเลือด ขรก.ผิดฝาผิดตัวยกแผง !

เกม การเมืองแบบทีใครทีมัน เริ่มต้นที่ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) "พล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี" ที่อาจเด้งไปประจำการเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

แล้วคืนความเป็นธรรมให้กับ "พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์" พี่ชาย "คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพ็ชร์" อดีตภรรยา "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร"

ตำนาน เมื่อครั้งที่ "พล.ต.อ.วิเชียร" เป็นรอง ผบ.ตร. ได้รับมอบหมายให้ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในการทำประชามติและการเลือกตั้ง ปี 2550 มีส่วนจับทุจริต "ยงยุทธ ติยะไพรัช" กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน จนถูกแจกใบแดง ถึงการยุบพรรค "พลังประชาชน" ตกกระดานการเมือง เป็นหอกแทงคืน "พล.ต.อ.วิเชียร"

เปิดทางให้ "พล.ต.อ.เพรียวพันธ์" ได้กลับมานั่งตำแหน่งที่สูงสุดในกรมปทุมวัน ในวันที่ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เป็นผู้บังคับบัญชาสีกากี

อดีต สารวัตรกองปราบฯ "เฉลิม อยู่บำรุง" รองนายกรัฐมนตรี ได้กำหนดสเป็ก ผบ.ตร.คนใหม่ว่า จะต้องเป็น "มือปราบ จับโจรผู้ร้าย จัดการกับยาเสพติด" ซึ่งสอดคล้องกับคุณสมบัติของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์

ไม่เพียงแค่เก้าอี้ ผบ.ตร.เท่านั้นที่สั่นคลอน หากยังเขย่าไปทั้งวงการสีกากี หลัง "เฉลิม" ประกาศลั่นใน "รั้วปทุมวัน" ว่า จะย้ายแบบ "กราวรูด"


แนว โน้มโยกย้ายกราวรูด แตกผลจากยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่มี "สุเทพ เทือกสุบรรณ" เป็นรองนายกฯดูแลความมั่นคง คุมอำนาจฝ่ายตำรวจ แตะมือกับ "เนวิน ชิดชอบ" แกนนำ "ภูมิใจไทย" แท็กทีมโยกย้ายนายตำรวจตั้งแต่ระดับบริหารสู่ระดับผู้บังคับการภาค ยัน ผู้บังคับการจังหวัด-ผู้กำกับการทั่วประเทศ

หลายครั้งบนอาคาร "สิริภิญโญ" ย่านศรีอยุธยา ฐานบัญชาการใหญ่ของ "เนวิน" มีเมสเซนเจอร์วิ่งถือโพย "ขุนตำรวจ" มาแลกเปลี่ยนต่อรองกับตำแหน่ง "นายอำเภอ" ที่ควบคุมโดย "ภูมิใจไทย" เพื่อปูทางต่อยอดจัดทัพข้าราชการไปสู่การเลือกตั้ง พร้อมกับสลาย "ตำรวจมะเขือเทศ" โดยเฉพาะภาคเหนือ อีสาน ที่เมินเฉยต่อคำสั่งกำจัดอำนาจเสื้อแดง

ห้วงขณะที่มีข่าว "พล.ต.อ.วิเชียร" ถูกเด้ง ปรากฏความเคลื่อนไหวของกลุ่มนายตำรวจกลุ่มหนึ่ง เดินทางไปหารือกับ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ถึงนครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถึงการโยกย้ายวางตัวนายตำรวจในระดับ "คุมกำลัง"

เมื่อเข้าสู่เดือน กันยายน ฤดูกาล แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการก็มาถึง "ยิ่งลักษณ์" ที่สวมหมวกประธานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) จึงเรียกบัญชีนักบริหารระดับสูงที่มีกว่า 91 ราย ที่ถึงคิวเกษียณอายุราชการ เตรียมจัดแถวข้าราชการครั้งใหม่

กระทรวงที่นับเป็นขุมกำลังฝ่ายพลเรือน ทำหน้าที่เคียงคู่ตำรวจ "บำบัดทุกข์ บำรุงสุข" ให้แก่ประชาชน หนีไม่พ้น "กระทรวงมหาดไทย"

งวด นี้ต้องจับตาการโยกย้ายระนาบเดียวกันแบบ "บิ๊กลอต" ที่คาดว่ามีกว่า 40-50 ตำแหน่ง เพื่อสลายขั้วอำนาจสีน้ำเงิน "ภูมิใจไทย" ซึ่งวางขุมกำลังไว้ โดยเฉพาะตำแหน่ง อธิบดี-ผู้ว่าราชการ

โฟกัสเจาะจงไปยังจังหวัดอัน เป็นฐานที่มั่นของ "เนวิน" มีแนวโน้มจะสลับสับเปลี่ยนผู้ว่าฯเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น ถิ่นอีสานใต้อย่าง บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ นครราชสีมา

เพราะ ตลอด 2 ปีที่ "เนวิน" ส่ง เครือข่ายลงไปบริหารกระทรวง มีการจับวางข้าราชการแถบอีสานใต้แบบถี่ยิบ บางจังหวัดเปลี่ยนผู้ว่าฯ 3 คนภายใน ปีเดียว

ล่าสุดความเคลื่อนไหวใน "กระทรวงคลองหลอด" ปรากฏชัดขึ้น เมื่อผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯ หลายรายเริ่มเดินสายต่อรองกับผู้มีอำนาจใน "เพื่อไทย" เพื่อขอย้ายไปอยู่ในจังหวัดที่ต้องการ

บางรายนัด ส.ส.เพื่อไทยในพื้นที่มากินข้าวดูใจกันบ่อยขึ้นกว่าปกติ จึงทำให้โผโยกย้ายขณะนี้ยังไม่นิ่ง มีเวลาให้บรรดา "นักวิ่ง" ได้ใช้ความสามารถไปจนถึงวินาทีสุดท้าย

ขณะเดียวกันก็มี "โผ" เล็ดลอดออกมาจาก "เพื่อไทย" ว่า จังหวัดที่จะต้องปรับเปลี่ยนเบื้องต้นมี ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี นครพนม ร้อยเอ็ด

สำหรับ เก้าอี้อธิบดีนั้นต้องจับตาข้าราชการฝ่าย "เพื่อไทย" ที่จะกลับ มาผงาดอีกครั้ง มีชื่อของ "สุกิจ เจริญรัตนกุล" พี่ชายของ "น.พ.สุชัย เจริญรัตนกุล" อดีต รมว.สาธารณสุข ยุคไทยรักไทย กลับมานั่งเก้าอี้สำคัญในคลองหลอดอีกครั้ง

หลังยุครัฐบาลที่แล้วถูก เด้งจากอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมานั่งตบยุงในกรุ เมื่อการเมืองเปลี่ยนขั้ว "สุกิจ" จึงมีโอกาสลุ้นคุมกรมใหญ่อย่าง อธิบดีกรมการปกครอง จนถึงเก้าอี้ปลัดกระทรวง

ในไลน์ของอธิบดีสังกัด กระทรวงมหาดไทยอาจมีการปรับเปลี่ยนบางตำแหน่ง โดยเฉพาะอธิบดีในรายที่ถูกตีตราว่าเป็นเด็กของ "ภูมิใจไทย" และมีลักษณะโตขึ้นพรวดพราด เช่น "สุรชัย ขันอาสา" อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ที่ครองเก้าอี้ผู้ว่าฯเพียง 1 ปี อาจถูกลดชั้นกลับไปเป็นผู้ว่าฯตามเดิม เช่นเดียวกับ "ขวัญชัย วงศ์นิติกร" อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น คุมงบฯแสนล้านบาท

แม้ "ขวัญชัย" มีความอาวุโสของ อายุราชการ และยังเคยเกี่ยวดองกับ "ตระกูลชินวัตร" เพราะเติบโตในแถบภาคเหนือ โดยเฉพาะ จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่ครั้งเป็นนายอำเภอดอยสะเก็ด แต่ครั้นเมื่อหันมารับใช้ "ภูมิใจไทย" ในยุคที่แล้ว ก็อาจจะถึงคราวถูกโยก ลดชั้น ลดตำแหน่ง แล้วดึงคนที่ไว้ใจได้มารับช่วงต่อ เพื่อให้การกดปุ่มงบฯท้องถิ่นไหลลื่นลงไปสู่พื้นที่ของ "เพื่อไทย"

แต่ ยุคนี้เป็นยุค "สิงห์ขาว" ซึ่งเป็นสิงห์สีเดียวกับ "ยิ่งลักษณ์" จึงมีแนวโน้มว่า "อุดม พัวสกุล" อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง อาจขยับขยายย้ายกรมมาคุมกรมที่ใหญ่ขึ้น

ขณะที่เก้าอี้ปลัดกระทรวงของ "วิเชียร ชวลิต" ยังไม่มีสัญญาณว่าได้รับผลอาฟเตอร์ช็อกจากแรงสั่นสะเทือนแต่ก็ประมาทไม่ได้ เพราะ "วิเชียร" ถูกแต่งตั้งในยุค "ภูมิใจไทย" ประกอบกับความอาวุโสยังน้อย อาจเข้าไลน์ถูกย้ายเพราะเหตุผล อำนาจ "ทีใคร ทีมัน"


ที่กระทรวงกลาโหม ในยุคที่ฝ่ายรัฐบาลอยู่คนละขั้วกับฟากกองทัพ

แต่หากแต่งตั้งนายทหารตามอำเภอใจ-ไฟเขียวอาจทำให้รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" ซ้ำรอยรัฐบาล "ทักษิณ" ในเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549

การ แต่งตั้งนายทหารระดับ "คุมกำลัง" ในกองทัพ จึงต้องจัดวางหาคนที่ไว้ใจได้ขึ้นมาสอดแทรกในโผของ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ผบ.ทบ. ที่วางเพื่อน ตท.12 เต็มแผง

ความโชคดีของรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" ที่เข้ารับอำนาจช่วงเดียวกับการถ่ายเลือดข้าราชการ อาจกลายเป็นความโชคร้าย หากเสียบ-ยัดตำแหน่งนายทหาร-ตำรวจ และขุนพลกระทรวงเศรษฐกิจ ผิดฝา-ผิดตัว


(ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่5-7กันยายน 2554)

เอเชีย: มหาอำนาจแห่งศตวรรษที่ 21?


นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศ ร่วมถกในวงสัมมนาวิชาการ “ศตวรรษที่ 21: ศตวรรษแห่งเอเชีย?” ว่าด้วยเรื่องความเป็นมหาอำนาจของภูมิภาคเอเชียในเศรษฐกิจการเมืองโลก พร้อมวิเคราะห์สถานการณ์ ‘บูรพาศึกษา’ ในปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 54 ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานสัมมนาวิชาการประจำปีในหัวข้อ “รัฐ เอเชีย และโลกาภิวัฒน์” โดยมีคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีน อินเดีย และญี่ปุ่น ร่วมอภิปรายถึงแนวโน้มการเป็นมหาอำนาจของภูมิภาคเอเชีย ทางเศรษฐกิจการเมืองโลกในศตวรรษที่ 21

ทิศทางบูรพาศึกษาในศตวรรษที่ 21
ศ. ดร. ไชยวัฒน์ ค้ำชู อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงทิศทางของบูรพาศึกษาในปัจจุบันว่า เนื่องจากนักวิชาการ ผู้สังเกตการณ์ และผู้นำประเทศมหาอำนาจ ต่างตระหนักถึงความสำคัญของเอเชียในฐานะภูมิภาคที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจและการ ทหารสูง ทำให้เราจำเป็นต้องหันมาศึกษา และผลิตผู้เชี่ยวชาญของเราเกี่ยวกับภูมิภาคนี้มากขึ้น

ไชยวัฒน์อธิบายว่า ในขณะนี้ศูนย์กลางโลก กำลังจะเปลี่ยนมาทางตะวันออก เนื่องจากช่วงที่ผ่านมา ชาติตะวันตกได้ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างหนัก และยังคงหาทางออกไม่ได้ ในขณะที่ประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจสูงสุดห้าประเทศในโลก มีสามประเทศตั้งอยู่ในเอเชีย คือ จีน อินเดีย และญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ยังคาดแนวโน้มในอนาคตว่า เอเชียน่าจะขยายตัวเศรษฐกิจสูงและรวดเร็วมาก ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางประชากรและคุณภาพชีวิตอย่างเห็นได้ชัด มีการทำนายว่า หากอัตราเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียคงที่เท่าปัจจุบัน ภายในปี 2050 เอเชียจะมีสัดส่วนปริมาตรการค้าและการลงทุนมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลกรวมกัน และจำนวนชนชั้นกลางในเอเชีย จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

เขามองว่า หากพูดว่าเป็นศตวรรษของเอเชีย อาจะไม่ถูกต้องมากนัก อาจกล่าวได้ว่าเป็นศตวรรษของโลกมากกว่า เนื่องจากในปัจจุบัน การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะสามารถคงความเป็นมหาอำนาจได้ ก็ต้องพึ่งพาอาศัยประเทศอื่นๆ เช่นในกรณีของจีน อินเดีย ที่สามารถมีอำนาจทางเศรษฐกิจได้ ก็เนื่องจากมีตลาดจากตะวันตกมารองรับ

อย่างไรก็ตาม ด้วยวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในฝั่งตะวันตก ทำให้เอเชียต้องหันมาสร้างตลาดและส่งออกในเอเชียด้วยกันเอง และเพิ่มการบริโภคในประเทศให้มากขึ้น เขาเสริมว่า ในขณะนี้ ตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทย คืออาเซียน แต่เรายังมีความรู้เกี่ยวกับเพื่อนบ้านน้อยมาก
ทั้งนี้ ไชยวัฒน์ ชี้ว่า เอเชียได้กลายเป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญทางด้านยุทธศาสตร์ และมีพลวัตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดในโลก ด้วยเหตุนี้ เราจึงจำเป็นจะต้องผลิตบุคลากรที่มีความรู้อย่างถ่องแท้เกี่ยวกับภูมิภาค เอเชีย และเรียนรู้ภาษาซึ่งจะทำให้เราเข้าถึงความรู้เกี่ยวกับภูมิภาคได้อย่าง “ไม่กินน้ำใต้ศอกใคร”

จีน: มหาอำนาจที่แท้จริง?
วรศักดิ์ มหัทธโนบล ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อภิปรายเหตุผลที่จีนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจในโลกปัจจุบันได้ เนื่องจากจีนมีบทเรียนในอดีตตั้งแต่สมัยอาณานิคมว่า ความเย่อหยิ่ง และการไม่ปรับตัวกับโลกภายนอก ทำให้จีนถูกคุกคาม จีนจึงมีนโยบาย “China can say no” คือยึดมั่นในมาตรฐานของตนเอง และไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบ

นอกจากนี้ การที่จีนถือนโยบายไม่เข้าแทรกแซงกิจการภายในประเทศอื่น และไม่ยอมให้ประเทศอื่นเข้าแทรกแซงเรื่องภายใน ยังทำให้จีนสามารถรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการค้าไว้ได้ เช่น ในกรณีของพม่า ที่เป็นพันธมิตรกับจีนอย่างเหนียวแน่น ซึ่งต่างจากสหรัฐฯ และยุโรปที่มีแนวโน้มเข้าแทรกแซงประเทศอื่นมากกว่าโดยเฉพาะในการทำสงคราม

นอกจากนี้ เมื่อเวลาจีนถูกวิจารณ์ว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน และไม่เป็นประชาธิปไตย จีนก็มีคำอธิบายเป็นของตัวเอง โดยจะอธิบายว่า ก่อนที่จะพูดเรื่องสิทธิมนุษยชน ปัญหาอิสรภาพหรือเอกราชต้องมาก่อน ถ้ายังไม่มีอธิปไตย สิทธิมนุษยชนก็ยังมาไม่ถึง และจีนมองว่า การขาดเอกราช ก็เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยในแง่หนึ่ง

อย่างไรก็ตาม วรศักดิ์มองว่า จีนก็ยังมีข้อจำกัดในบางประการต่อการเป็นมหาอำนาจ เนื่องจากในทางเศรษฐกิจแล้ว จีนเป็นตลาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็จริง แต่อยู่บนพื้นฐานที่ว่า จีนไม่มีต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม เขาชี้ว่า ถ้าจีนยังไม่ปรับปรุงเรื่องสิ่งแวดล้อม ในอนาคต สินค้าที่ส่งออกจากจีนจะต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้น แต่หากจีนสามารถพัฒนาคุณภาพของประชากรให้ดีขึ้นพร้อมๆ กับปริมาณได้ จีนจะเป็นมหาอำนาจที่น่ากลัวมากทีเดียว

เขายังเสริมว่า อีกสาเหตุที่หนึ่งทำให้จีนเป็นมหาอำนาจ เป็นเพราะจีนสามารถปรับตัวเข้ากับกระแสโลกาภิวัฒน์ได้ โดยปรกติแล้ว กระแสโลกาภิวัฒน์มักมาคู่กับการเมืองแบบเสรีนิยม ซึ่งมาพร้อมกับคุณค่าเรื่องประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และการค้าเสรี หากแต่จีนเลือกที่จะรับเอาแต่เรื่องการค้าเสรี และยังคงรักษาการปกครองแบบเผด็จการคอมมิวนิสต์ไว้ เขาตั้งข้อสังเกตว่า ถ้ามีการคอร์รัปชั่นเกิดขึ้น จะเป็นปัญหาใหญ่แน่นอน และในขณะนี้ กระแสประชาธิปไตยในจีนก็มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

มหาอำนาจของเอเชีย: สันติภาพหรือความสั่นคลอน
ทางด้านดร. ธีวินทร์ สุพุทธิกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านญี่ปุ่นศึกษา ตั้งคำถามว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จีนจะกลายเป็นประเทศที่มีส่วนสร้างสันติภาพ หรือจะเป็นภัยคุกคามในระเบียบโลก

ทั้งนี้ เขาเสริมว่า การเปลี่ยนผ่านดังกล่าว หมายถึงการที่มีมหาอำนาจในเอเชียที่มาแรง เช่น จีน และอินเดีย และหลักการ “Regionalism” หรือการสร้างสถาบันความร่วมมือในทางระหว่างประเทศ เช่น อาเซียน ที่เริ่มเข้ามาแทนที่อำนาจอธิปไตยของรัฐ ที่อยู่อย่างปัจเจก

ธีวินทร์อธิบายว่า การขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของจีน ขึ้นอยู่กับทฤษฎีว่า จีนต้องการมีส่วนกำหนดในระเบียบโลกหรือไม่ และมากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มเป็นไปได้มากกว่า จีนน่าจะอยากเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับระเบียบโลก และทำให้ตนได้รับประโยชน์จากระบบอำนาจดังกล่าวได้มากกว่า
ทั้งนี้ การที่จะสามารถทำให้จีนเป็นสมาชิกที่รับผิดชอบในระเบียบโลก เป็นเรื่องของประเทศอื่นๆ รอบข้างด้วยว่า จะมีท่าทีต่อการขึ้นมาของจีนอย่างไร

อินเดีย มหาอำนาจทางอารยธรรม
โสรัตน์ โหราชัยกุล ผู้อำนวยการสถาบันอินเดียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ให้เห็นถึงความเป็นมหาอำนาจของอินเดียที่มีมาตั้งแต่ยุคโบราณ โดยเปรียบพระพุทธเจ้า ในฐานะทูตที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อชี้ให้เห็นถึงรากฐานของอินเดีย ในการเป็นมหาอำนาจของโลกที่ยังคงมีอิทธิพลมาถึงปัจจุบัน

เขาอธิบายว่า ในการเป็นมหาอำนาจ ต้องมีองค์ประกอบสี่ด้านที่ครบครัน ได้แก่ เทคโนโลยี ทหาร วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน อาจมองอินเดียได้ว่าเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจ อย่างไรก็ตาม โสรัตน์ชี้ให้เห็นว่า อินเดียก็ยังมีปัญหาภายในอยู่เยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพชีวิตของประชาชน

โสรัตน์ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า มหาอำนาจในสมัยนี้ เน้นแต่การเหยียบคันเร่งด้านเศรษฐกิจและการทหาร เพื่อเน้นจีดีพีให้สูง จึงทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนถูกละเลย พร้อมทั้งตั้งคำถามว่า สุดท้ายแล้ว มหาอำนาจควรจะเป็นอย่างไร

“ประเทศต่างๆ ต้องคิดมากกว่าแค่เรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการทหาร และหันมามองเรื่องในแง่อื่นด้วย เช่น เรื่องความมั่นคงของมนุษย์” โสรัตน์กล่าวทิ้งท้าย

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554


  ก่อนประเทศเกิดปรากฏกบฏกล้า
ใครผู้ดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยาเล่าทหารหาญ ?
ใครอ้างความจงรักฉีกหลักการ ?
ใครโค่นล้มรัฐบาลประชาชน ?
ยกตนเป็นมนุษย์ผู้สุจริต
นั่นก็เลว , โน่นก็ผิด , นี่ฉ้อฉล ฯลฯ
กี่อำนาจกระบอกปืนเข้าปลอมปน
ทำประเทศทุกข์ทนบนกองทุกข์
แถลงการณ์อย่างมักง่าย----ว่าขายชาติ
อ้างชาติ มาปล้นชาติ เสวยอำนาจสนุก
ก่อกบฏในกะลามากี่ยุค
หรือดัชนีความสุขไม่ปลุกเร้า
กี่ยุคสมัยย่ำเวียนวนเข้าปล้นทรัพย์
คนคิดต่างถูกจับไปยิงเป้า
ต้องตอบสนองความใคร่ใต้ร่มเงา
อำนาจอันมัวเมาเพียงเฒ่านี้
แล้วร่างอำนาจนอกระบบขึ้นกลบเกลื่อน
ล้วนข้อมูลบิดเบือนขึ้นป้ายสี
การเติบโตของประชาธิปไตยมันไม่ดี
กระทบกระเทือนความมั่งมีอันยาวนาน
เลิกหลักการ,ปรารถนาโลกาภิวัตน์
ตบเท้าสนองความกำหนัดอันกลัดกร้าน
เร่งสถาปนาเถิดระบอบการหมอบคลาน
สร้างวิวัฒนาการของหลักกู
อีกสักกี่อำนาจอันปลอมปน
ยิ่งบีบบังคับ ประชาชนยิ่งลุกขึ้นสู้
ตาสว่างมองเห็นชัดแล้วศัตรู
ใครคือผู้ทำลายความเป็นอยู่ประชาชน
เร่งสถาปนาเถิดระบอบการหมอบคลาน
สร้างเมืองจากจินตนาการอันฉ้อฉล
ห่ากระสุนปืนจากภาษีประชาชน
จะยิ่งเร่งประชาชนให้รับรู้
อีกสักกี่อำนาจอันปลอมปน
ยิ่งบีบบังคับ ประชาชนยิ่งลุกขึ้นสู้
ตาสว่างมองเห็นชัดแล้วศัตรู
ใครคือผู้ทำลายความเป็นอยู่ประชาชน?