หน้าเว็บ

วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2554

"พ่อน้องเฌอ"จี้หาคนสั่งสไนเปอร์ฆ่าเด็ก
http://www.youtube.com/watch?v=AwDWVCvGE5I&feature=player_embedded
รูปภาพ
พ่อน้องเฌอ หนุ่มวัย17เหยื่อกระสุนกระชับพื้นที่ ที่ซอยรางน้ำ

ไม่เห็นด้วยนิรโทษกรรม จี้รัฐบาลเร่งหาตัวคนสั่งฆ่ามาลงโทษ ทำความจริงให้ชัด ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก ไม่งั้นปรองดองไม่ได้

แนะรัฐบาลล้มคอป.เพราะไม่เป็นกลาง ไม่ได้รับความร่วมมือจากเสื้อแดง แถมตรวจสอบศอฉ.ก็ไม่ได้ เพราะเป็นกรรมการชุดของรัฐบาลที่แล้ว

เสนอให้สภาเป็นเจ้าภาพตั้งกมธ.วิสามัญทำความจริงให้ปรากฏ

พร้อมเดินหน้าฟ้องดีเอสไอละเว้นตาม ป.อาญา 157 ฐานคดีไม่คืบ



วันที่ 5 ก.ย. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปพบนายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 130 หมู่ 2 ต.โสนลอย อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี บิดาของ นายสมาพันธ์ หรือน้องเฌอ อายุ 17 ปี หนึ่งในเหยื่อสไนเปอร์เสียชีวิตจากเหตุ การณ์กระชับพื้นที่บริเวณซอยรางน้ำ ย่านดินแดง เมื่อวันที่ 15 พ.ค.53 โดยนายพันธ์ศักดิ์ กล่าวว่า ตนพยายามติดตามความคืบหน้าของคดี เพื่อทวงความยุติธรรมให้น้องเฌอตลอดมา โดยพยายามรวบรวมกลุ่มญาติผู้เสียชีวิตเพื่อต่อสู้ร่วมกันในนามคณะ กรรมการกลุ่มญาติวีรชน เม.ย.-พ.ค.53 โดยมีนายบรรเจิด ฟุ้งกลิ่นจันทร์ พ่อของนายเทิดศักดิ์ ที่เสียชีวิตในวันที่ 10 เม.ย. ที่สี่แยกคอกวัวเป็นประธาน ซึ่งจะเดินหน้าทวงความยุติธรรมต่อไป แม้ว่าจะมีกลุ่มญาติผู้เสียชีวิตคนอื่นไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่าไม่สะดวกและล่าช้า ก็ขอให้แต่ละกลุ่มดำเนินไปตามแนวทางของตัวเองต่อไป

"กลุ่มญาติผู้ เสียชีวิตได้ออกแถลงการณ์ไปแล้ว ว่า ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลก็ต้องทำความจริงให้ปรากฏ และแม้ว่านายกฯ คนใหม่เห็นว่าควรให้เป็นหน้าที่ของคอป. แต่เราเห็นว่าคอป. ทำหน้าที่ไม่ได้อีกแล้ว เพราะเป็นกรรมการที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งเป็นต้นเรื่อง และคอป.ก็ไม่ได้รับความร่วมมือจากคนเสื้อแดงเท่าที่ควร ที่สำคัญเวลาจะขอเอกสารอะไรจากศอฉ.ก็ไม่เคยได้รับความร่วมมือ จึงควรตั้งกรรมการชุดใหม่ขึ้นมา โดยมีที่มาจากสภา ที่ประกอบไปด้วยรัฐบาลและฝ่ายค้าน ในรูปของกรรมาธิการวิสามัญ ส่วนเรื่องคดีอาญาก็ต้อง เร่งให้เป็นไปตามกระบวนการ เพราะที่ผ่านมาล่าช้าเหลือเกิน" นายพันธ์ศักดิ์กล่าว

นายพันธ์ศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าด้านของคดีต่างๆ ก็มีเรื่องฟ้องแพ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาที่ศาล และอาจารย์ด้านกฎหมาย จากกลุ่มนิติราษฎร์ เสนอว่าควรจะฟ้องกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 เพราะถือว่าเรื่องผ่านมานานแล้ว คดีน่าจะขึ้นสู่ศาล แต่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ยังเก็บเรื่องไว้อยู่ อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาว่าญาติบางส่วนไม่ทราบว่าคดีอยู่ในความดูแลของสน.ท้องที่ หรือดีเอสไอ ทำให้เกิดความสับสน

นาย พันธ์ศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องการเยียวยา ขณะนี้ญาติของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต บางคนยังไม่ได้รับการเยียวยาจากภาครัฐ บางคนก็ มองถึงเงิน 10 ล้านบาท อย่างที่แกนนำระบุไป เพราะเขาถือว่าต่อสู้มากับเสื้อแดง แต่ครอบครัวของตนคิดว่ามันไม่เกี่ยวกับเรื่องเงิน เพียงแต่ต้องการให้ ไม่ว่ารัฐบาลใดเข้ามาก็ต้องเร่งรัดคดีไม่มีการนิรโทษกรรม ไม่มีการปรองดอง ถ้าคนสั่งฆ่ายังลอยนวลอยู่ได้ เพราะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าใครสั่งฆ่าเด็กอายุ 17 กลางถนนในเมืองหลวง ทั้งที่พูดกันว่าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ แต่ก็เกิดเรื่องพรรค์นี้ขึ้นมาได้ จึงต้องทำให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ในอนาคตเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก คนที่สั่งฆ่าจะได้รู้ว่าทำไม่ได้อีกง่ายๆ ต่อไปแล้ว

น.ส.พ ข่าวสด 6 กย. 54

http://www.khaosod.co.th/view_news.php? ... zB3Tmc9PQ=
วิกิลีกส์ เคเบิลส์: คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ รัฐบาลสหรัฐฯ ควร “เงียบเอาไว้”
 
วิกิลีกส์ เคเบิลส์: คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ รัฐบาลสหรัฐฯ ควร “เงียบเอาไว้”

การจับกุม และตามมาด้วยการพระราชทานอภัยโทษให้แก่ชาวสวิสคนหนึ่งที่ถูกข้อหากระทำการดู หมิ่นพระบรมเดชานุภาพต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช นั้น เป็นบทเรียนของการพระราชทานอภัยโทษอย่างรวดเร็วในคดีหมิ่นฯ ที่ทำโดยชาวต่างชาติ รายละเอียดตามที่เคเบิ้ลทางการทูตของสหรัฐฯที่ถูกปล่อยออกมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ เขียนโดยทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2550 ราล์ฟ บอยส์ มีข้อความว่า ข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นอาจเรียกได้ว่าถูกใช้เป็น “เครื่องมือทางการเมือง” เช่นนั้นแล้ว ในกรณีที่ประชาชนชาวอเมริกันเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีนี้ รัฐบาลสหรัฐฯจึงควรจะ “เงียบเอาไว้”


ในเคเบิ้ลที่ให้ชื่อว่า “คู่มือของการรอดพ้นจากคดีหมิ่นพระบรมฯ จากกรณีของชาวสวิสฯ” นั้น สะท้อนให้เห็นถึงเคเบิ้ลทางการทูตเมื่อปี 2550 เกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของ โอลิเวอร์ จูเฟอร์ (Oliver Jufer) ชาวสวิสฯ คนหนึ่งที่ถูกข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและต้องโทษจำคุกมากถึง 75 ปี จากการยอมรับสารภาพว่า จะไม่แสดงความเห็นในทางที่ต่อต้านสถาบันกษัตริย์ และจะได้รับการลดโทษลงเหลือจำคุกเพียง 10 ปี เขาถูกปล่อยตัวจากการพระราชทานอภัยโทษหลังจากที่ถูกจำคุกอยู่เพียงแค่ 13 วัน
ระยะเวลาที่ใช้ในการวิ่งเต้นเพื่อแก้ปัญหาในคดีที่เป็นไปอย่างรวดเร็วนี้ เป็นที่ “ตื่นตกใจแก่ชาวสวิสฯ” ตามที่ทูตบอยส์เขียน “ประสบการณ์ของชาวสวิสฯ กับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น บอกถึงของการตอบสนองอันเป็นไปได้ของ (รัฐบาลสหรัฐฯ) ในกรณีที่ (ชาวอเมริกัน) ถูกกล่าวหาว่า ทำผิดข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ท่านทูตได้เขียนไว้ว่า:



ในกรณีฉุกเฉินนั้นให้เงียบเอาไว้:

รัฐมนตรีลอเออร์ (Lauer) (ของสวิสเซอร์แลนด์) ให้เครดิตเกี่ยวกับคดีที่จูเฟอร์ (Jufer) ได้รับพระราชทานอภัยโทษอย่างรวดเร็วว่า มาจากการที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ไม่ได้แสดงความเป็นปฏิปักษ์ต่อเจ้าหน้าที่ ของไทยโดยการออกมาให้ความเห็นแก่สาธารณะ เพราะว่ากระทำเช่นนั้นอาจจะนำไปสู่การยั่วยุให้สาธารณชนเกิดความโกรธเนื่อง จากพระมหากษัตริย์นั้นเป็นที่เทิดทูนมาก

ลอเออร์ (Lauer) อ้างว่า การให้ความสนใจมากเป็นพิเศษของสื่อ และการร้องแรกแหกกระเชอของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ต่อการปล่อยตัวของจูเฟอร์ (Jufer) จะทำให้มีความยากลำบากต่อการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับตัวแทนการเจรจาของทาง การไทย ในขณะเดียวกันก็ต้องแสดงให้เห็นต่อสายตาของสาธารชนชาวสวิสฯ ว่าทางการได้ทำงานเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหานี้

ที่ผ่านมาชาวต่างชาติที่ถูกข้อหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมีค่อนข้างน้อย ลอเออร์ (Lauer) ได้เตือนว่า หากมี (ชาวอเมริกัน) ที่ถูกจองจำด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การวิพากษ์วิจารณ์ในที่สาธารณะ หรือความพยายามอุทธรณ์ของเจ้าหน้าที่ (รัฐบาล) สหรัฐฯ จะเท่ากับเป็นการ “ราดน้ำมันใส่ในกองไฟ”
เห็นได้ชัดว่ามันเป็นจริงตามที่กล่าวไว้ ในคดีที่มีการเอาเรื่องนี้ออกสู่สาธารณะของนายโจ กอร์ดอน ชาวอเมริกัน อายุ 54 ปีที่ถูกข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในเดือนพฤษภาคม กรณีที่ให้ลิ้งค์เพื่อดาวน์โหลดบทแปลของ “The King Never Smiles” ซึ่งเป็นหนังสือต้องห้ามในประเทศไทย เขาอาจจะถูกจองจำโดยที่ยังไม่มีการส่งฟ้องต่อศาลเป็นระยะเวลา 84 วัน ขณะนี้นายกอร์ดอนยังอยู่ในช่วงการจำคุกเพื่อรอวันไต่สวน


ในคดีของนายกอร์ดอน เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ได้ทำการกดดันผ่านสาธารณะ เพื่อให้มีการปล่อยตัว และให้มีการดำเนินการส่งผู้ร้ายข้ามแดนอย่างรวดเร็ว ในขณะนี้ตัวแทนของสถานทูตสหรัฐฯ นั้นไม่ใช่ทูตบอยส์แล้ว แต่คือทูตคริสตี้ เคนนี่ย์ ซึ่งได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับคดีนี้ โดยเรียกร้องให้ “เจ้าหน้าที่รัฐไทยเคารพต่อสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก”


เล่นเกมการเมือง
ตามที่ระบุในเคเบิ้ล ประสบการณ์ของชาวสวิสฯ ต่อคดีหมิ่นพระบรมเดชนุภาพฯ ยังได้ชี้ให้เห็นถึง “ปฏิกิริยาของสำนักพระราชวัง อันเป็นที่เห็นได้ยากต่อกรณีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”

“พระราชวังนั้นอ่อนไหวต่อความเป็นไปได้ของการใช้กฎหมายหมิ่นฯ ไปในทางที่ผิดเพื่อจุดมุ่งหมายทางการเมือง” ทูตบอยส์กล่าว “การกล่าวหาผู้อื่นโดยใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เห็นได้ชัดว่าเป็นอาวุธที่น่าเกรงขามอันหนึ่งในทางการเมือง (...) พระราชดำรัสของในหลวงที่ว่า จะพระราชทานอภัยโทษแก่ทุกคนที่ทำผิดข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และในกรณีการปล่อยตัวของจูเฟอร์ (Jufer) ที่รวดเร็วกว่าที่คาดไว้ ดูเหมือนจะชี้ให้เห็นท่าทีของพระราชวังที่มีความอึดอัดต่อเข้มงวดของกฎหมาย ตัวนี้”
เคเบิ้ลยังกล่าวถึง “การยกเลิกข้อหาที่คล้ายกันต่ออดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร” โดยบอกว่า “ผู้นำประเทศของไทยที่ถูกชิงอำนาจโดยการทำรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายนในปี 2549 ด้วยเหตุผลที่ว่า...ทักษิณ ชินวัตรนั้นดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์”


“อัยการได้ยกฟ้องข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพต่อทักษิณเพียงแค่หนึ่งวัน ก่อนที่จะมีการพระราชทานอภัยโทษให้แก่จูเฟอร์ (Jufer) ถึงแม้ว่ายังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ทั้งสองเหตุการณ์นี้มีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่ แต่เป็นไปได้มากทีเดียวที่ทางพระราชวังไม่ต้องการให้การกล่าวหากันโดยใช้ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือขัดต่อความสัมพันธ์กับประเทศอื่น
เคเบิ้ลทั้งหลายที่ถูกปล่อยออกมาเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ได้ถูกจัดให้เป็นข้อมูลลับ แต่ถูกจัดให้เป็น ‘สำหรับใช้ในทางการเท่านั้น’ และเป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลที่เป็นที่ถกเถียงกันมาก ด้วยเหตุที่วิกิลีกส์ได้ปล่อยข้อมูลโดยไม่เซ็นเซอร์ชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องออก มาจำนวน 251,287 เคเบิ้ล


วิกิลีกส์ยังคงมีผลกระทบต่อความอ่อนไหวในประเทศไทย เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ของไทยได้ “ใช้อำนาจฉุกเฉินในการปิดกั้นการเข้าถึงของเว็บไซต์วิกิลีกส์ ด้วยเหตุผลที่ขัดต่อความมั่นคง”

ในเดือนมิถุนายน มีการปิดกั้นการเข้าถึงงานวิเคราะห์ประวัติศาสตร์อันยาวเหยียดที่ใช้ข้อมูล ส่วนใหญ่จากวิกิลีกส์ ‘Thai Story: A Secret History of 21st Century Siam’ เขียนโดยอดีตนักข่าวจากสำนักข่าวรอยเตอร์ แอนดรูว์ แม็คเกรเกอร์ มาร์แชล เป็นที่กล่าวกันว่า เนื้อหานั้นถูกเขียนขึ้นโดยใช้ข้อมูลจากวิกิลีกส์เคเบิ้ล และงานทางวิชาการที่มีเนื้อหาออกไปทางหมิ่นเหม่สถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นผลให้นายมาร์แชลไม่สามารถกลับเข้าไปในประเทศไทย ด้วยเหตุที่เขาอาจจะถูกหลายข้อหาเกี่ยวกับกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ


“เนื้อหาในเคเบิ้ลบอกว่า ชาวต่างชาติที่ถูกตัดสินให้โทษในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น ทางสถานทูตของแต่ละประเทศ ควรจะทำงานอย่างเงียบเชียบอยู่เบื้องหลัง, หลีกเลี่ยงการร้องแรกแหกกระเชอในสื่อต่างๆ, เคารพในกฎหมาย, และคาดหวังสิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งก็คือการพระราชทานอภัยโทษ” มาร์แชลกล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา


“ในขณะที่ยุทธวิธีนี้อาจจะได้ผลบ้างในบางกรณี แต่มันก็ไม่ถือว่าเป็นประโยชน์ในระยะยาว ด้วยเหตุที่ว่ามันยังเป็นการยอมให้กฎหมายที่ล้าหลังและกดขี่นี้ยังมีอยู่ต่อ ไปโดยไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ หรือตั้งคำถามในระดับนานาชาติในยุคศตวรรษที่ 21 นี้

ถึงเวลาแล้วที่นานาชาติจะมองภาพใหญ่ที่ชี้ว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น ‘ผิด’ ชาวไทยและต่างชาติทุกคนจะต้องไม่เจอกับโทษจำคุก เพียงเพราะว่าพวกเขาแค่แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่ประเทศไทยควรจะมีการ ปกครองอย่างไร ประเทศไทยควรถูกประณามเรื่องการใช้กฎหมายนี้จนกว่ามันจะถูกยกเลิกไป”
.............................
หมายเหตุ: ลิซ่า การ์ดเนอร์เป็นนักข่าวอิสระ และนักเขียนประจำอยู่ในกรุงเทพฯ, ประเทศไทย ติดตามเธอบนทวิตเตอร์ได้ที่ @leesebkk

วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2554

การประกันราคาข้าวเป็นเรื่องที่ดี
ใจ อึ๊งภากรณ์

บางคนที่ไม่เข้าใจเศรษฐศาสตร์การเมืองเพียงพอ จะพูดง่ายๆ ว่าความขัดแย้งในสังคมไทยที่นำไปสู่วิกฤต คือความขัดแย้งระหว่างนโยบาย โลกาภิวัตน์กลไกตลาดเสรีของทักษิณและไทยรักไทย ในฐานะที่เป็น กลุ่มนายทุนสมัยใหม่กับนโยบาย ปิดประเทศต้านโลกาภิวัตน์ต้านเสรีนิยมของอำมาตย์หัวเก่า ทั้งหมดนี้ไม่เป็นความจริงเลย ในความเป็นจริง นโยบายของรัฐบาลทหารหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา และนโยบายของรัฐบาลทหารของอภิสิทธิ์ ล้วนแต่ใช้แนวเสรีนิยมกลไกตลาดสุดขั้ว ที่คัดค้านการใช้รัฐและงบประมาณรัฐในการพัฒนาสภาพคนจน และนอกจากนี้มีการส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ที่คัดค้านการกระจายรายได้ แช่แข็งความเหลื่อมล้ำ และเรียกร้องให้คนจนเจียมตัวปรับตัวกับความยากจน ซึ่งเป็นลัทธิที่เข้ากับเสรีนิยมกลไกตลาดได้ดี

     รัฐบาลไทยตั้งแต่ยุคสฤษดิ์ใช้กลไกตลาดเสรี มือใครยาวสาวได้สาวเอา หันหลังให้กับประชาชนคนจน ใช้รัฐเพื่อประโยชน์อำมาตย์อย่างเดียว พอถึงรัฐบาลทหาร รสช. ที่มีนาย อานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี มีการเปิดเสรีทางการเงินมากขึ้นซึ่งทำให้เกิดเศรษฐกิจฟองสบู่ในขณะที่อัตรากำไรกำลังลดลง และในที่สุดก็เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งตามมา ไทยรักไทยจึงนำนโยบายเศรษฐกิจคู่ขนานเข้ามา เพื่อใช้รัฐพัฒนาชีวิตคนจน

     วิโรจน์ ณ ระนอง และอัมมาร สยามวาลา จาก ทีดีอาร์ไอ เป็นพวกคลั่งกลไกตลาดเสรีตามสูตรอำมาตย์มานาน เขาคัดค้านการใช้รัฐเป็นเครื่องมือเพื่อช่วยคนจนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ คัดค้านไม่ให้ไทยเป็นรัฐสวัสดิการด้วย แต่ไม่เคยคัดค้านการเพิ่มงบประมาณทหาร ไม่เคยวิจารณ์รัฐประหาร ดังนั้นเวลาเขาวิจารณ์นโยบายประกันราคาข้าวของรัฐบาลเพื่อไทยเราไม่ควรแปลกใจหรือตื่นเต้น เขาไม่ใช่ "ผู้รู้" เขาเป็นแค่นักวิชาการฝ่ายที่เข้าข้างคนรวย นายทุน และอำมาตย์เท่านั้นเอง

 ในสังคมไทย คือความขัดแย้งระหว่าง โลกาภิวัตน์กลไกตลาดเสรีของทักษิณที่เป็น กลุ่มนายทุนสมัยใหม่กับนโยบาย ปิดประเทศต้านโลกาภิวัตน์ต้านเสรีนิยมของอำมาตย์หัวเก่า แต่ในความเป็นจริง รัฐบาลทหารหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา รัฐบาลทหารของอภิสิทธิ์ ใช้แนวเสรีนิยมกลไกตลาดสุดขั้ว ที่คัดค้านการใช้รัฐในการพัฒนาสภาพคนจน และมีการส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ที่แช่แข็งความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นลัทธิที่เข้ากับเสรีนิยมกลไกตลาดได้ดี

     นี่คือสาเหตุที่คนเสื้อแดงควรคัดค้านเสรีนิยมกลไกตลาด และควรสนับสนุนการใช้รัฐและเก็บภาษีเพื่อประโยชน์คนจน

     การใช้รัฐฝืนตลาดเพื่อประกันราคาข้าวให้กับเกษตรกรเป็นเรื่องดี ควรจะนำข้าวนั้นมาขายให้ประชาชนในราคาถูก ส่งออกในราคาถูก และรัฐควรใช้เงินที่มาจากการเก็บภาษีจากคนรวย และการตัดงบประมาณทหาร เพื่อทำโครงการนี้ นอกจากนี้ถ้าโอนสื่อทหารให้รัฐบาล ก็จะได้รายได้เข้าคลังเพิ่มขึ้น แทนที่จะตกอยู่ในมือนายพลมือเปื้อนเลือด

     นอกจากการประกันราคาข้าวแล้ว รัฐบาลควรมีนโยบายเพิ่มค่าจ้างให้เกิน 300 บาทต่อวันทั่วประเทศ และนโยบายเพื่อเริ่มสร้างรัฐสวัสดิการแบบ “ถ้วนหน้า-ครบวงจร-จากภาษีก้าวหน้าที่เก็บจากคนรวย” อีกด้วย

คดี ผ.อ.ประชาไท ศาลนัดสืบเจ้าของสำนวน พยานโจทก์ปากสุดท้าย

วันนี้ (6 กันยายน) ศาลอาญาได้ทำการสืบพยานฝ่ายโจทก์เป็นวันที่แปด ในคดีที่จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท ตกเป็นจำเลยตามความผิดอาญามาตราที่ 14 และ 15 พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 โดยในระหว่างวันที่ 1, 2 และ 6 กันยายนที่ผ่านมา มีผู้แทนจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะทูต คณะผู้แทนสหภาพยุโรป องค์การระหว่างประเทศ สื่อมวลชนและผู้สนใจเข้าร่วมสังเกตการณ์การสืบพยานกว่า 50 ท่าน

หลังจากการสืบพยานเสร็จสิ้นในช่วงเช้า ศาลมีความเห็นให้เลื่อนการสืบพยานฝ่ายโจทก์ปากสุดท้ายออกไปเป็นวันที่ 9 กันยายน 2554 เวลา 9.30 น.เป็นต้นไป ณ ห้อง 910 ศาลอาญากรุงเทพ และได้ยกเลิกการสืบพยานในวันที่ 7 และ 8 กันยายน ซึ่งเป็นกำหนดเดิม ทั้งนี้ พยานฝ่ายโจทก์ที่จะแสดงตนต่อศาลในวันดังกล่าว คือ พ.ต.ท.บุญเลิศ กัลยาณมิตร ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวน

สำหรับการสืบพยานฝ่ายจำเลย ศาลได้กำหนดให้มีขึ้นระหว่างวันที่ 20 - 21 กันยายน และวันที่ 11 - 14 ตุลาคม 2554 เวลา 09.30-16.00 น. ในเบื้องต้นนายจอน อึ๊งภากรณ์ ผู้ก่อตั้งเวบไซต์ประชาไท และนายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ จะเข้าให้การต่อศาลในช่วงเช้าและบ่ายของวันที่ 20 กันยายนตามลำดับ ส่วนนางสาวจีรนุช เปรมชัยพร จะให้การต่อศาลในวันที่ 21 กันยายน
 
 
ปชป. คลอด“ครม.เงา ”อภิสิทธิ์”ควบ“กลาโหม”ส่วน“สุเทพ”นั่ง “มหาดไทย”จุติ รั้งรมว.คลัง
http://bit.ly/pu3d2e

....อย่าลืมไปถวายสัตย์ปฏิญาณต่อxxxxเงาก่อนทำหน้าที่ด้วยนะ...แล้วต้องแถลงนโยบายต่อเงารัฐสภาด้วย... 
  
ถึงม๊ากจะสถาปนาตัวเองเป็นนายกเงา แต่ตำแหน่งฆาตรกรนี่ของจริง!!!   

รูปภาพ


ประกาศลวงโลก จาก บันทึกเอ็มโอยู 2544 ถึง "มรดกโลก"


เรื่อง ของบันทึกความตกลงร่วมกันไทย-กัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล หรือเอ็มโอยู 2544 ก็อีหรอบเดียวกันกับคำประกาศถอนตัวจากภาคีอนุสัญญาว่าด้วยมรดกโลกนั่นแหละ
คือ เสมอเป็นเพียงการประกาศ

เอ็มโอยู 2544 เป็นการประกาศเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2552
เรื่องภาคีอนุสัญญาว่าด้วยมรดกโลก เป็นการประกาศเมื่อเดือนมิถุนายน 2554

แต่แล้วก็เสมือนกับเป็นเรื่องลวงโลก ลวงประชาชน

คำประกาศถอนตัวจากการเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยมรดกโลก
อัน มาจาก นายสุวิทย์ คุณกิตติ และได้รับความเห็นชอบโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อเดือนมิถุนายน 2554 ได้รับการพิพากษาไปแล้วโดยประชาชน

นั่นก็คือ พรรคกิจสังคมไม่ได้รับเลือกแม้แต่คนเดียว
กระทั่ง นายสุวิทย์ คุณกิตติ ต้องสอบตก
นั่นก็คือ พรรคประชาธิปัตย์ ต้องพ่ายแพ้ให้แก่พรรคเพื่อไทยอย่างยับเยิน

ความว่าด้วยคำประกาศถอนตัวจากภาคีอนุสัญญาว่าด้วยมรดกโลกยังไม่จบ
กรณีของเอ็มโอยู 2544 ก็ปรากฏขึ้นว่า กำลังกลายเป็นคำประกาศในลักษณะลวงโลกอีกเรื่องหนึ่ง

เป็นการลวงโลกจากรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ถามว่ารายละเอียดอย่างไรหรือ อันถือได้ว่า
การประกาศยกเลิกเอ็มโอยู 2544 การประกาศถอนตัวจากภาคีมรดกโลก
เป็นเรื่องลวงโลก

คำตอบ 1 ก็คือ เสมือนเป็นเพียงการประกาศ
แต่มิได้มีการปฏิบัติอย่างเป็นจริง

คำประกาศยกเลิกเอ็มโอยู 2544 เกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2552
แต่ ต่อมากลับปรากฏว่า ได้มีการเจรจาระหว่าง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับ นายซก อาน ในเรื่องอันเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2553
แสดงว่า บทบาทและความหมายของเอ็มโอยู 2544 ยังดำรงอยู่

ที่ยังดำรงอยู่เพราะว่า บันทึกความเข้าใจร่วมกัน หรือเอ็มโอยูนั้น
ในทางกฎหมาย เมื่อมีมติออกมาแล้ว ต้องเสนอผ่านความเห็นชอบผ่านรัฐสภา จึงจะครบถ้วนสมบูรณ์

เช่นเดียวกับการเป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญาว่าด้วยมรดกโลก
เมื่อ แสดงท่าทีในที่ประชุมอย่างเป็นที่แจ้งชัดแล้ว ภาคีสมาชิกจักต้องทำหนังสือยืนยันไปทางองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติอย่างเป็นทางการ
คำประกาศลาออกนั้นจึงจะมีผลอย่างครบถ้วนและสมบูรณ์

จากเดือนพฤศจิกายน 2552 หลังการประกาศของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ไม่เคยมีปฏิบัติการอะไรเลยต่อเอ็มโอยู 2544

นี่ก็เช่นเดียวกับการทำหนังสือแจ้งต่อภาคีอนุสัญญาว่าด้วยมรดกโลก

เมื่อทั้งเรื่องเอ็มโอยู 2544 และทั้งเรื่องภาคีอนุสัญญามรดกโลก
มิได้มีผลเหมือนเช่นกับคำประกาศแล้ว
รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำไปทำไม

คำตอบที่เด่นชัดยิ่ง ก็คือ ต้องการผลทางการเมือง

นั่นก็คือ อาศัยเอ็มโอยู 2544 เป็นเครื่องมือในการโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ให้เสียหายในทางสังคม ในทางการเมือง
เลเพ-ลาดพาด-จากเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน แล้วเลอะเทอะไปจนถึงทำให้เสียดินแดน

นี่ ก็ทำนองเดียวกับการออกข่าวว่าด้วยหมายจับแดง เรด-โนติซ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในองค์การตำรวจสากล อินเตอร์โพล ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยในทางเป็นจริง

นั่นก็คือ อาศัยคำประกาศถอนตัวจากภาคีอนุสัญญาว่าด้วยมรดกโลก เพื่อประท้วงต่อคณะกรรมการมรดกโลก ต่อองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชน
เพื่อหวังจะได้คะแนนจากพวกหลงชาติจำนวนหนึ่


เป็นการเล่นเกมทางการเมือง
เป็นการหลอกลวงทางการเมืองเพื่อประโยชน์เฉพาะหน้า
เป็นการอาศัยเกมทางการเมืองจากความขัดแย้งภายในประเทศ ขยายไปสู่การเมืองระหว่างประเทศ

คิดแต่เพียงประโยชน์เฉพาะหน้า โดยไม่คำนึงถึงผลสะเทือนที่จะติดตามมา

เป็นการเล่นเกมสไตล์พรรคประชาธิปัตย์

ท่านอาจโกหกประชาชนได้ครั้งหนึ่ง แต่มิอาจโกหกได้ตลอด
อับราฮัม ลินคอล์น สรุปได้ถูกต้อง

กระนั้น นักการเมืองบางคน ก็โกหกซ้ำซาก
จากหมายจับแดง ไปยังเอ็มโอยู 2544 ไปยังการถอนตัวจากภาคีอนุสัญญาว่าด้วยมรดกโลก

น่าสงสัยว่า ยังมีเรื่องอื่นอีกหรือไม่?
ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ โกหกประชาชน



http://www.matichon.co.th/news_detail.p ... d&subcatid