หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

รัฐสวัสดิการสแกนดิเนเวีย กับ ขบวนการแรงงาน

รัฐสวัสดิการสแกนดิเนเวีย กับ ขบวนการแรงงาน

 


ประเทศ ในย่านสแกนดิเนเวีย  หรือที่บางคนเรียกว่าประเทศ “นอร์ดิก” ประกอบไปด้วย สวีเดน เดนมาร์ค นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และฟินแลนด์  ถึงแม้ว่ารูปแบบรัฐสวัสดิการของสแกนดิเนเวียจะมีความแตกต่างตามประเทศต่างๆ อยู่บ้าง  แต่จุดร่วมสำคัญคือบทบาทของขบวนการแรงงานและแนวคิดสังคมนิยมประชาธิปไตย (Social Democrat) ในการต่อสู้เพื่อก่อตั้งรัฐสวัสดิการหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เนื่องจากระบบรัฐสวัสดิการและบทบาทของขบวนการแรงงานแยกออกจากกันไม่ได้ สิ่งที่เรามักจะเห็นในสังคมสแกนดิเนเวียคือ

  • สัดส่วนคนงานที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานมักจะสูง (70-80% โดยเฉลี่ย) และ สภาแรงงานต่างๆไม่ได้แบ่งแยกตามแนวการเมืองหรือศาสนา  อย่างที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศษ หรือ อิตาลี่
  • รัฐ ส่งเสริมระบบไตรภาคี ระหว่างสหภาพแรงงาน นายจ้าง และ รัฐ หรือระบบทวิภาคีระหว่างสหภาพแรงงานกับนายจ้าง ภายใต้การกำกับของรัฐ เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับระบบเศรษฐกิจทุนนิยม และเพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพลเมือง
  • ข้อตกลงระหว่างนายทุนกับสหภาพแรงงาน นำไปสู่ระดับค่าจ้างและสวัสดิการที่เป็นมาตราฐานระดับชาติหรือระดับอุตสาหกรรม
  • รัฐ มีบทบาทสำคัญในการควบคุมตลาดแรงงานและปกป้องสภาพการจ้าง โดยที่ความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ที่ได้รับเงินเดือนสูงสุดกับผู้ที่ได้รับ เงินเดือนต่ำสุดในสังคมน้อยกว่าในประเทศอังกฤษ สเปน เยอรมัน และ ฝรั่งเศษ
  • รัฐ สวัสดิการเป็นระบบถ้วนหน้าที่ใช้งบประมาณจากการเก็บภาษี ต่างจากระบบประกันสังคมที่อาศัยเงินสมทบจากคนงานและนายจ้าง และในระบบรัฐสวัสิการนี้ การบริการสาธารณะ อย่างเช่น การศึกษา หรือ ระบบสาธารณูปโภค ทั้งบริการพลเมืองและสร้างงานให้พลเมือง โดยที่ชายและหญิงมีส่วนร่วมในการทำงานค่อนข้างจะเท่าเทียมกัน  เพราะมีระบบเลี้ยงเด็กและคนชราที่สนับสนุนโดยรัฐ และนโยบายที่ช่วยครอบครัว
  • รัฐ สวัสดิการแบบ “ถ้วนหน้า” นี้ ที่ครอบคลุมชนชั้นกลางด้วย สามารถหลีกเลี่ยงการตั้งบางกลุ่มให้เป็นเป้าหมายเฉพาะในการรับสวัสดิการได้ เพราะการตั้งเป้าหมายแบบนั้นจะทำลายศักดิ์ศรีของคนจน และทำให้ระบบขาดประสิทธิภาพด้วย เนื่องจากอาจเกิดหลายโครงการซ้อนกัน
  • นโยบาย เศรษฐกิจมักจะเน้นค่าจ้างสูงเพื่อบังคับให้บริษัทที่ไม่มีประสิทธิภาพล้ม ละลายไป และย้ายแรงงานกับการลงทุนไปสู่บริษัทที่มีประสิทธิภาพสูง
  • ไม่ มีการออกกฎหมายเพื่อระบุอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ  เพราะค่าจ้างโดยทั่วไปถูกกำหนดโดยการเจรจาระหว่างสภาพแรงงานและนายทุนเป็น หลัก โดยที่รัฐคอยปกป้องคุณภาพการทำงาน
  • รัฐสวัสดิการพัฒนาพร้อมๆ กับการพัฒนาประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของพลเมือง


ถ้าพิจารณาข้อแตกต่างระหว่างประเทศต่างๆ ของสแกนดิเนเวีย ในเรื่องนโยบายต่างประเทศ จะเห็นว่าในปี 1949 เมื่อสงครามเย็นเกิดขึ้น เดนมาร์ค และนอร์เวย ตัดสินใจเข้าร่วมกับสหรัฐอเมริกาในแนวร่วมทหาร NATO และ เดนมาร์คก็ให้สหรัฐสร้างฐานทัพบนเกาะกรีนแลนด์ และล่าสุดส่งทหารไปช่วยสหรัฐรบในอัฟกานิสถาน แต่สวีเดนกับฟินแลนด์รักษาความอิสระ เป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายใดในยุคสงครามเย็น

(อ่านต่อ)
http://redthaisocialist.com/2011-05-20-06-58-02/321-2012-02-04-18-54-02.html

End Slave - เลิกทาส

End Slave - เลิกทาส


"กรรมกรทั้งผองล้วนเป็นพี่น้องกัน"

 รูปภาพ


Thai Labour Campaign

"Union is not needed in hotel and service sectors. No one cannot change employers' mind that they don't like union. It is the same when people do not like cockroaches, they will not like cockroaches all their lives. It is the matter of the cockroaches stay in one places and we (employers) in another places".

สหภาพไม่เหมาะสมในธุรกิจการบริการและการโรงแรม ใครก็ตามไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของนายจ้าง ที่บอกว่าไม่เห็นด้วยกับสหภาพ คุณเปลี่ยนเขาไม่ได้ คุณไม่ชอบแมลงสาบ คุณก็จะไม่ชอบแมลงสาบตลอดไป เพียงจะทำอย่างไรให้แมลงสาบอยู่ที่หนึ่ง คุณอยู่ที่หนึ่ง แล้วอยู่กันได้"  

ชวนดูสารคดีเรื่องนี้ ที่ตอนฉากเปิดตัวที่โรงแรมบางกอกบาเลส เมื่อ 25 สิงหาคม 2550 ทำเอาคนงานน้ำตาไหลกันเป็นแถว
ชีวิตจริงของกรรมกรพี่น้องเมืองไทย!!! 
(คลิกดู)
http://vimeo.com/14319568
ขอเชิญร่วมงานพบปะสังสรรค์สนับสนุนคณะนิติราษฎร์




(คลิกดู)
http://supportnitirat.blogspot.com/ 

ชาวเซอร์เบียกว่าหมื่นคนติดหิมะสูง 5 เมตร ยุโรปหนาวตายยอดพุ่ง 150 คน

ชาวเซอร์เบียกว่าหมื่นคนติดหิมะสูง 5 เมตร ยุโรปหนาวตายยอดพุ่ง 150 คน









หิมะ ตกหนักส่งผลให้ประชาชนเซอร์เบียอย่างน้อย 11,000 คน ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวจัดในหลายพื้นที่ของยุโรป คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 150 คน ขณะที่หลายประเทศอุณหภูมิยังคงลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์




ที่เซอร์เบีย พบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 6 ราย โดยหน่วยฉุกเฉินแสดงความกังวลต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยและผู้สูงอายุ โดยเฉพาะบริเวณพรมแดนที่คิดกับโคโซโวและมอนเตเนโกร หิมะตกหนาถึง 5 เมตร เจ้าหน้าที่ต้องส่งเฮลิคอปเตอร์เพื่อหย่อนสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้แก่ประชาชน ในกว่า 14 หมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบ รายงานระบุว่า หิมะตกในเซอร์เบียตั้งแต่วันที่ 7 ม.ค.ที่ผ่านมา และแทบจะไม่หยุดตกเลยนับตั้งแต่นั้น  ขณะที่ในบางส่วนของยุโรป อุณหภูมิลดต่ำลงกว่า -30 องศาเซลเซียส โดยพบผู้เสียชีวิตถึง 63 รายแล้วเฉพาะในยูเครนเพียงแห่งเดียว

ขณะที่ยูเครน กลายเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตมากที่สุด ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ไร้ที่อยู่อาศัย ขณะที่ใน 24 ชม. ที่ผ่านมา พบผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 20 ราย ขณะที่ในกรุงเคียฟ เริ่มเกิดภาวะขาดแคลนอาหารบ้างแล้ว เนื่องจากการขนส่งทุกประเภทแทบจะเป็นไปไม่ได้

ในรัสเซียและคาซัคสถาน สถานการณ์อากาศหนาวเข้าขั้นเลวร้าย โดยในเขตเทือกเขาอูรัลและไซบีเรียของรัสเซีย อุณหภูมิดิ่งลงแตะระดับ -40 องศาเซลเซียส ขณะที่กรุงแอสตานา เมืองหลวงของคาซัคสถาน เจ้าหน้าที่สำนักพยากรณ์อากาศกล่าวว่า ปัจจัยเรื่องมวลอากาศเย็นจะทำให้อุณหภูมิที่แท้จริงอยู่ที่ -52 องศาฯ แม้ว่าปัจจุบันจะอยู่ที่ -35 องศาฯก็ตาม

ที่โปแลนด์มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 9 คน จากสภาพอากาศหนาวจัดอุณหภูมิลดลงถึง -29 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 29 คน นับตั้งแต่สภาพอากาศเริ่มหนาวจัดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ส่วนที่ยูเครนชาวบ้านโดยเฉพาะคนไร้บ้านหลายพันคนเข้าไปอยู่ตามเต็นท์ที่ทาง การจัดไว้เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวเหน็บถึงลบ 33 องศาเซลเซียส จนมีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 63 คน

ส่วนโรมาเนียมีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 22 คน โรงเรียนหลายแห่งยังคงปิดการเรียนการสอน บัลแกเรียและลัตเวียมีผู้เสียชีวิตประเทศละ 10 คน ที่อิตาลีสภาพอากาศหนาวจัดและหิมะตกหนัก ทำให้รถไฟโดยสารหลายขบวนขัดข้อง มีผู้โดยสารติดค้างนับพันคน คาดว่าหลายพื้นที่ของยุโรปยังจะหนาวเย็นต่อไปอีกหลายวัน


(ที่มา)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1328236264&grpid=&catid=06&subcatid=0600 

ชาวรัสเซียร่วมแสนเดินขบวนต่อต้าน "ปูติน" รีเทิร์นปธน. - ขอเลือกตั้งที่เป็นธรรม

ชาวรัสเซียร่วมแสนเดินขบวนต่อต้าน "ปูติน" รีเทิร์นปธน. - ขอเลือกตั้งที่เป็นธรรม



 


ชาว รัสเซียจำนวนมากออกมารวมกลุ่มเดินขบวนประท้วงต่อต้านนายกรัฐมนตรีวลาดีมีร์ ปูติน ที่กรุงมอสโก โดยการเดินขบวนครั้งนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาดูมาเมื่อเดือนธันวาคม ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีกระบวนการโกงการเลือกตั้ง

ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้สนับสนุนนายปูติน ซึ่งจะกลับไปลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้งในเดือนมีนาคม ก็จัดการชุมนุมกันในอีกสถานที่แห่งหนึ่ง

ผู้จัดการชุมนุมต่อต้านนายปูติน ระบุว่ามีประชาชนมาร่วมชุมนุมคัดค้านพฤติกรรมไม่ยอมลงจากอำนาจของนายกฯ และอดีตประธานาธิบดี 2 สมัย เป็นจำนวน 120,000 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจประเมินจำนวนผู้ชุมนุมไว้แค่ 23,000 คน

แต่ตำรวจรัสเซียกลับประมาณตัวเลขผู้มาชุมนุมสนับสนุนนายปูตินไว้สูง ถึง 90,000 ราย สวนทางกับผู้สังเกตการณ์อื่นๆ ที่ชี้ว่าจำนวนคนที่มารวมตัวกันให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีมีน้อยกว่านั้น

ผู้จัดการชุมนุมต่อต้านนายวลาดีมีร์ ปูติน ซึ่งใช้ชื่อกลุ่มว่า "กลุ่มการเลือกตั้งที่เป็นธรรม" มีข้อเสนอในการรณรงค์ 2 ประเด็น คือ 1.ขอให้มีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาดูมาครั้งใหม่ และ 2.เรียกร้องให้ประชาชนไม่ลงคะแนนเลือกนายปูตินเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 3

(ที่มา)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1328364653&grpid=&catid=06&subcatid=0600 

ที่นี่ความจริง 30-1-55

ที่นี่ความจริง 30-1-55

 

Miniature

Miniature

(คลิกฟัง)
http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=oNkCPGG16xo#!

ปัจจัยเสี่ยงการเมือง ล้มรัฐบาล-ควบคุมได้?

ปัจจัยเสี่ยงการเมือง ล้มรัฐบาล-ควบคุมได้?



 

ปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจของประเทศไทย อาจมีเพียงไม่กี่ด้าน นายกรัฐมนตรีประเมินว่า ที่สำคัญมีอยู่ 3 เรื่อง 1.ความเปราะบางของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป อันกระทบต่อทุกประเทศทั่วโลก ทางออกต้องหันหัวเรือกลับมาพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ 2.ค่าเงินบาทผันผวน เนื่องจากการย้ายกระแสเงินทุนของหลายประเทศ และ 3.ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นปัญหาของทุกประเทศ

ปัจจัย เสี่ยง 3 เรื่อง ที่นายกรัฐมนตรีหยิบยกมากล่าวถึง เชื่อมโยงกับการคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงอยู่นอกเหนือการควบคุมทั้งสิ้น

มีเพียง มาตรการรับมือที่ดีและอย่างเป็นระบบเพียงพอเท่านั้น จะเป็นกำแพงแกร่งป้องกันผลกระทบมิให้แผ่อิทธิพลถึง หรืออย่างน้อยช่วยลดทอนความรุนแรง ลดความเสียหายให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด จนถึงไม่เกิดขึ้นเลยได้ก็ยิ่งวิเศษสุด
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจยังพอมองเห็น และเตรียมการรับมือได้ ปัจจัยเสี่ยงในทางการเมืองที่จะเอื้ออำนวยต่อบรรยากาศการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ นี่สิ มีทั้งที่มองเห็นคาดการณ์ได้ และปัจจัยตัวแปรพิเศษมากมาย มิหนำซ้ำยังอยู่นอกเหนือการควบคุม และเมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว ยังอาจแก้ไขได้ยากยิ่งกว่า

ระหว่างทางเดินจึงอาจสะดุดล้มเมื่อใดก็ได้ หากแต่ละย่างก้าวไม่ละเอียด รอบคอบพอ
การ เมืองและเศรษฐกิจนั้นแยกออกจากกันยาก ทั้งสองภาคมีส่วนหนุนส่ง และฉุดรั้งซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ตาม ความล้มเหลวในการบริหารจัดการปัญหาเศรษฐกิจ ส่งผลเสียต่อรัฐบาลก็จริงแต่มิใช่ต้องหลุดจากฝ่ายบริหารทันทีทันใด บางครั้งยังสามารถลากเวลา ยืดลมหายใจไปได้อีกระยะ แล้วไปวัดกันใหม่ในสนามเลือกตั้ง
  

 

(อ่านต่อ) 

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1328349392&grpid=&catid=02&subcatid=0207