หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2555

สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่คณะนิติศาสตร์ มธ. ธรรมศาสตร์ต้องเป็นสถานที่ให้ความรู้ ไม่ใช่ปิดกั้น

สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่คณะนิติศาสตร์ มธ. ธรรมศาสตร์ต้องเป็นสถานที่ให้ความรู้ ไม่ใช่ปิดกั้น

 

http://www.prachatai.com/sites/default/files/imagecache/300x150pixel_news_picture/files/picturebig/20120302-interview.jpg

http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=6iVfUnSa3sg 


ช่วงบ่ายของวันที่ 29 ก.พ.55 เกิดเหตุการณ์ชายสองคนปรี่เข้าทำร้าย รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลางลานจอดรถของคณะ

เช้าวันเดียวกันนั้นเอง ประชาไทได้ไปสัมภาษณ์ บุญสุข กานโน และปรีชา แก้วดวงตา เจ้าหน้าคณะนิติศาสตร์ บุญสุข เป็นเจ้าหน้าที่อาคารสถานที่มานานถึง 34 ปี ส่วนปรีชา เป็นพนักงานขับรถของคณะมานานกว่า 22 ปี

ด้วยหน้าที่การงานที่ต้องสัมพันธ์กับฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มการเมืองที่เป็นคู่ขัดแย้งกันซึ่งเข้ามาใช้พื้นที่ของธรรม ศาสตร์ พวกเขารับรู้ ได้ยินได้ฟัง และเห็นความเคลื่อนไหวและเหตุการณ์ทางการเมืองของไทยที่เคลื่อนผ่านธรรม ศาสตร์มาโดยตลอด

พวกเขาเห็นว่าวันนี้ธรรมศาสตร์ยังคงมีเสรีภาพทางวิชาการ และเห็นว่ากฎหมายอาญามาตรา 112 ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือกำจัดศัตรูทางการเมืองและถูกนำมากลั่นแกล้งผู้อื่น จึงเห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ที่เสนอให้มีการแก้ไข และเห็นว่ากลุ่มที่มีความเห็นต่างกันทางการเมืองควรมาคุยกัน และเสนอว่าธรรมศาสตร์ควรเป็นพื้นที่เปิดเสรีในการแสดงความคิดเห็นทางการ เมืองของกลุ่มต่างๆ เพื่อให้ความรู้แก่คนทั่วไป มากกว่าจะจะปิดกั้นไม่ให้ใช้พื้นที่
  
(อ่านต่อ)
http://www.prachatai.com/journal/2012/03/39490

เม้าท์มอย เฉพาะกิจ: ภารโรงภิวัฒน์

เม้าท์มอย เฉพาะกิจ: ภารโรงภิวัฒน์

 




สัปดาห์นี้ หลิ่มหลีบุกเดี่ยวมาถึงคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ มาเม้าท์มอยกับพี่ๆ เจ้าหน้าที่อาคารสถานที่ ผู้ผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญๆ ร่วมกับมหาวิทยาลัยมาหลายครั้ง และยังมีประสบการณ์ดูแลความสะดวกให้กับบุคลากรคณะนิติศาสตร์มานานนับสิบปี ลองมาฟังมุมมอง ทัศนะ และความคิดของคนที่มีชีวิตการทำงานในมหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อว่า มีส่วนสำคัญกับการเมืองไทยกัน

(ที่มา)
http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=_mqvHQYe7z0#!

วันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2555

เผด็จการของเสรีนิยม

แดงสังคมนิยม


เผด็จการของเสรีนิยม 


ใคร ในไทยที่ยังหลงเชื่อว่าลัทธิเสรีนิยมจะนำไปสู่ประชาธิปไตย ควรศึกษาสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในยุโรป เพราะในรอบเดือนที่ผ่านมามีการทำ “รัฐประหารเงียบ” ในอิตาลี่และกรีส เพื่อให้มีการแต่งตั้งรัฐบาลเทคโนแครทที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลในสองประเทศนี้จะต้องทำตามคำสั่งนายธนาคารในการทำลายมาตรฐานชีวิต ประชาชน โดยการตัดสวัสดิการ ทำลายการจ้างงาน และตัดการบริการของภาครัฐ ทั้งหมดเพื่อปกป้องธนาคารต่างๆ ของยุโรป และองค์กรหลักที่ทำรัฐประหารคือ ไอเอ็มเอฟ ธนาคารกลางของอียู และองค์กรบริหารอียูซึ่งอยู่ภายใต้รัฐบาลฝ่ายขวาของเยอรมันและฝรั่งเศส


ล่าสุดนายกรัฐมนตรี แองกาลา เมอร์คัล ของเยอรมัน และประธานาธิบดี นิโคลัส ซาโคซี ก็เสนอว่าทุกประเทศในสหภาพยุโรป จะต้องตกลงกันอย่างเคร่งครัดที่จะ “รักษาวินัยทางการคลัง” ซึ่งเป็นคำสวยหรูที่มีความหมายสกปรกโหดร้าย เพราะไม่ว่าจะออกมาจากปากนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ในไทย หรือออกมาจากปากนักการเมืองฝ่ายขวาในยุโรป มันมีความหมายเดียวคือ ต้องตัดงบประมาณรัฐที่บริการประชาชนส่วนใหญ่ ต้องตัดสวัสดิการ และทำลายการจ้างงาน ในขณะที่เอาใจนายทุนใหญ่และคนรวย

ในกรณียุโรปมีการเสนอว่า “ศาลกลางยุโรป”จะต้องลงโทษรัฐบาลที่ไม่ทำตามข้อตกลงนี้ ซึ่งแปลว่าประชาชนในแต่ละประเทศจะไม่มีสิทธิเสรีภาพทางประชาธิปไตย ในการเลือกรัฐบาลที่มีนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และจะไม่สามารถใช้กลไกประชาธิปไตยในการปกป้องรัฐสวัสดิการหรือเสนอนโยบาย เศรษฐกิจที่ไม่ใช่แนวเสรีนิยม

นี่ละครับคือเผด็จการเสรีนิยมของนายธนาคารและนายทุน เผด็จการของตลาด

ไม่ว่าจะเป็นเสรีนิยมกลไกตลาดทางเศรษฐกิจ หรือ เสรีนิยมทางการเมือง เราแยกออกจากกันไม่ได้ เพราพรรคเสรีนิยมในยุโรปสนับสนุนเผด็จการเสรีนิยมทางเศรษฐกิจแบนี้ และในไทยนักวิชาการเสรีนิยมทั้งหลายล้วนแต่เคยสนับสนุนรัฐประหาร ๑๙ กันยา

บางคนที่ไม่เข้าใจเศรษฐศาสตร์การเมืองเพียงพอ จะพูดว่าความขัดแย้งในสังคมไทยที่นำไปสู่วิกฤต คือความขัดแย้งระหว่างนโยบาย โลกาภิวัตน์กลไกตลาดเสรีของทักษิณและไทยรักไทย ในฐานะที่เป็น กลุ่มนายทุนสมัยใหม่กับนโยบาย ปิดประเทศต้านโลกาภิวัตน์ต้านเสรีนิยมของอำมาตย์หัวเก่า ทั้งหมดนี้ไม่เป็นความจริงเลย

ในความเป็นจริง นโยบายของรัฐบาลทหารหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา และนโยบายของรัฐบาลพรรคทหารของอภิสิทธิ์ ล้วนแต่ใช้แนวเสรีนิยมกลไกตลาดสุดขั้ว ที่คัดค้านการใช้รัฐและงบประมาณรัฐในการพัฒนาสภาพคนจน ส่วนนโยบายของไทยรักไทยเป็นนโยบาย “คู่ขนาน” ที่ใช้รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าตามแนวเคนส์ (Keynes)ในระดับหมู่บ้านและชุมชนภายในประเทศ ร่วมกับแนวกลไกตลาดเสรีในเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

แต่อย่าพึ่งหลงเชื่อว่าประชาชนยุโรปจะยอมรับเผด็จการเสรีนิยมง่ายๆ ตอนนี้คลื่นการนัดหยุดงานของสหภาพแรงงานและการประท้วงชุมนุมของคนหนุ่มสาว “ผู้โกรธแค้น” หรือขบวนการ “เราคือ 99%” กำลังมาแรงในทุกประเทศ

ประเด็นคือ... ทางออกในการแก้วิกฤตคืออะไร?

ถ้าเป็นฝ่ายทุน หรือฝ่ายเสรีนิยม เขาต้องการจะกดค่าแรงและสวัสดิการของ “ประชาชน99%” เพื่อปกป้องกำไรของกลุ่มทุนและธนาคาร และปกป้องผลประโยชน์ทางชนชั้นของเขา โดยไม่สนใจว่าคนหนุ่มสาวรุ่นหนึ่งจะหมดอนาคตไป ไม่สนใจความยากลำบากของคนจน และไม่สนใจว่าในระยะยาวสังคมจะเป็นอย่างไร จะถอยหลังลงคลองแค่ไหน เขาสนใจเรื่องเดียวคือการปกป้องผลประโยชน์ระยะสั้นของกลุ่มทุนเท่านั้น นี่คือตรรกะของทุนนิยม

ถ้าเป็นฝ่ายเรา แน่นอนเราต้องขัดขืนการตัดสวัสดิการ การกดค่าแรง และการทำลายชีวิตประชาชน เราต้องออกมานัดหยุดงานและประท้วง เพื่อล้มรัฐบาล และล้มเผด็จการเสรีนิยม แต่แค่นั้นไม่พอ เพราะต้องมีข้อเสนอว่าจะเอาอะไรมาแทนที่ ในระยะสั้นต้องยึดธนาคารเอกชนมาเป็นของส่วนรวมภายใต้การบริหารของสหภาพแรงงาน เพื่อที่จะนำเงินทองมหาศาลที่กองอยู่ มาใช้ในการสร้างงานและฟื้นฟูสังคม ไม่ใช่เพื่อให้ทรัพยากรของสังคมถูกใช้เพื่อจ่ายดอกเบี้ยให้นายธนาคาร ในขณะเดียวกันต้องรื้อถอนสกุลเงินยุโร และต้องให้ประชาชนตัดสินใจเองเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจ แต่นั้นเป็นเพียงวิธีแก้ปัญหาระยะสั้นเท่านั้น

วิกฤตทุนนิยมครั้งนี้ และครั้งก่อนๆ ทุกครั้ง เกิดจากแนวโน้มการลดลงของอัตรากำไร และการหันไปสร้างเศรษฐกิจฟองสบู่ อย่างที่คาร์ล มาร์คซ์ เคยอธิบายในหนังสือ “ว่าด้วยทุน” วิธีแก้ปัญหาการลดลงของอัตรากำไรมีแค่สองวิธีเองคือ

วิธีของนายทุน ซึ่งหมายถึงการกดค่าแรงและสวัสดิการ และการทำลายบริษัทและโรงงานจำนวนหนึ่ง เพื่อลดพลังการผลิตล้นเกิน มันนำไปสู่นรกสำหรับประชาชน 99% และคราวที่แล้วที่มีวิกฤตโลกที่หนักแบบนี้ มันนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่สอง

วิธีของนักสังคมนิยม ซึ่งหมายถึงการยึดอำนาจการเมืองและเศรษฐกิจมาเป็นของกรรมาชีพ และการสร้างเศรษฐกิจใหม่ภายใต้การวางแผนด้วยกลไกประชาธิปไตยที่ไม่อาศัยกลไก ตลาด พูดง่ายๆ ต้องยกเลิกทุนนิยม เพราะแค่การเพิ่มงบประมาณรัฐและการสร้างงานในระบบทุนนิยมตามสูตรเคนส์ จะไม่นำไปสู่การฟื้นตัวของอัตรากำไรแต่อย่างใด จะเป็นเพียงการซื้อเวลาระยะสั้นเท่านั้น

ถ้าเราเข้าใจประเด็นเหล่านี้เราจะต้องปรับใช้กับสังคมไทยหลังน้ำลง เพราะเราต้องสร้างข้อถกเถียงว่าจะมีการฟื้นฟูชีวิตของประชาชนไทย 99% ด้วยนโยบายแบบไหน

(ที่มา) 
http://redthaisocialist.com/2011-02-22-09-46-04/303-2011-12-06-13-23-22.html 

นักวิเคราะห์ ฟันธง ปูติน ไม่สามารถอ้างความชอบธรรม แม้ได้รับเลือกกลับเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง

นักวิเคราะห์ ฟันธง ปูติน ไม่สามารถอ้างความชอบธรรม แม้ได้รับเลือกกลับเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง



โดย Washington, D.C./จำเริญ ตัณฑ์สมบุญ | Andre de Nesnera/กรุงวอชิงตัน / voa thai


การเลือกตั้งประธานาธิบดีของรัสเซียจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ ที่ 4 มีนาคมนี้ และถึงแม้จะมีผู้สมัครทั้งสิ้นรวมห้าคน แต่ก็คาดว่านายกรัฐมนตรีวลาดิเมียร์ ปูตินจะได้รับเลือกกลับมาเป็นประธานาธิบดีเป็นครั้งที่สาม โดยคาดว่าเขาจะสลับให้นายดมิทริ เมดเดรเดฟ ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในปัจจุบันให้กลับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก ครั้งในรัฐบาลชุดหน้า


อย่างไรก็ตาม นาย Robert Legvold นักวิเคราะห์ชาวรัสเซียชี้ว่า ชาวรัสเซียได้เริ่มประท้วงต่อต้านอำนาจการปกครองของนายกรัฐมนตรีปูตินตาม เมืองใหญ่ต่างๆ ของรัสเซียมาตั้งแต่หลังการเลือกตั้งรัฐสภาเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วจาก ข้อกล่าวหาเรื่องการโกงเลือกตั้ง และนาย Sergei Glebov ผู้เชี่ยวชาญด้านรัสเซียที่ Smith College ในสหรัฐฯ เชื่อว่า ถึงแม้นายกรัฐมนตรีปูตินอาจจะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้ แต่เขาก็จะไม่สามารถอ้างความชอบธรรมจากผลการเลือกตั้งได้เหมือนในครั้งปี 2547 ซึ่งเขาได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนรัสเซียถึง 71 % เพราะในขณะนี้คะแนนนิยมในตัวนายกรัฐมนตรีปูตินอยู่ที่ระดับประมาณ 40 % เท่านั้นเอง
 

(ที่มา)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1330592552&grpid=&catid=06&subcatid=0600

Wake up Thailand 01-03-55

Wake up Thailand 01-03-55


Posted Image

(คลิกฟัง)
http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=qZMRzJUxIRU#!

รวมปฏิกิริยาจากนักวิชาการ-ปัญญาชน หลัง "วรเจตน์ ภาคีรัตน์" ถูกลอบชก (ภาคสอง)

รวมปฏิกิริยาจากนักวิชาการ-ปัญญาชน หลัง "วรเจตน์ ภาคีรัตน์" ถูกลอบชก (ภาคสอง)

 


 

นักวิชาการ-ปัญญาชนหลายรายยังคงแสดงความเห็นต่อกรณี นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการคณะนิติราษฎร์ ถูกลอบทำร้ายอย่างต่อเนื่อง ผ่านทางเครือข่ายสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ก มติชนออนไลน์ขออนุญาตนำความเห็นบางส่วนเหล่านั้นมานำเสนอ ดังนี้

พวงทอง ภวัครพันธุ์
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ครก.112


เขาต้องการสร้างความกลัวให้นิติราษฎร์และ ครก.112 ยุติการผลักดันแก้ไข ม.112 แต่ขอบอกว่าวิธีการป่าเถื่อนไร้สติแบบนี้ ไม่สามารถเปลี่ยนเราได้ เมื่อวาน ระหว่างที่รอ อ.วรเจตน์ กลับจากโรงพยาบาล พวกเรายังนั่งประชุมงานของ ครก.112 ต่อไป ไม่มีใครในหมู่พวกเราแม้แต่คนเดียว ที่ถามว่าเราควรจะทำต่อไปไหม ไม่มีแม้แต่วินาทีเดียวที่พวกเราคิดว่าควรยุติการผลักดันนี้ เราจะเดินหน้าต่อไป แรงสนับสนุนของประชาชนจะทำให้เราเดินหน้าต่อไปอย่างเข้มแข็ง

กิตติศักดิ์ ปรกติ
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


การทำร้ายอาจารย์วรเจตน์ มุ่งข่มเหงความกล้าแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ คือการทำร้ายเสรีภาพขั้นพื้นฐานของสังคม

การประทุษร้ายอาจารย์มหาวิทยาลัย มุ่งเหยียบย่ำทำลายการให้เหตุผลที่กำลังแพร่หลายไปในสังคม ก็คือการมุ่งใช้กำลังปิดหูปิดตาผู้อื่นจากความรู้และเหตุผลทั้งปวง

การใช้กำลังประทุษร้ายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อย่างอุกอาจ มุ่งทำลายความไว้วางใจในสังคม การบั่นทอนความเชื่อว่าคนเราเห็นต่างกันก็ไว้ใจกันได้ ก็คือการมุ่งทำลายการอยู่ร่วมกันอย่างผู้เจริญ

การเพิกเฉยต่อการละเมิดเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่เกิดขึ้นแม้เพียงกรณีเดียว คือการยอมรับการทำลายเสรีภาพของเราทุกคน

(อ่านต่อ)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1330601304&grpid=&catid=01&subcatid=0100

ค่าแรง 300 บาททั่วประเทศ ทันที (ค่ะ)..วันนี้กลายเป็น"ป้ายล่อฟ้า"

ค่าแรง 300 บาททั่วประเทศ ทันที (ค่ะ)..วันนี้กลายเป็น"ป้ายล่อฟ้า"