หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2555

"ครูเบนพูดถึงราชาธิปไตยสมัยใหม่ (3): สงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง"

"ครูเบนพูดถึงราชาธิปไตยสมัยใหม่ (3): สงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง"

 


โดยเกษียร เตชะพีระ

 


ชะตากรรมของระบอบราชาธิปไตย: ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่งกับครั้งที่สอง

1931+ราชาธิปไตยสเปน (ราชวงศ์บอร์บอง) ถูกล้มล้างโดยพวกนิยมสาธารณรัฐ, แล้วได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่หลังฟรังโกตาย ในปี ค.ศ.1975

1932+การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของไทยถูกโค่นด้วยรัฐประหาร มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ


(แปล จากปาฐกถานำของศาสตราจารย์ เบเนดิคท์ แอนเดอร์สัน เรื่อง "Modern Monarchies in a Global Comparative Perspective" ในการประชุม Democracy and Crisis in Thailand ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 9 มีนาคมศกนี้ ต่อจากตอนที่สอง)


"ที่นี้เราก็หันไปดูตอนเริ่มต้นของระยะที่สองได้แล้ว.....

"ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งซึ่งนาน 12 ปี ระหว่าง ค.ศ.1911 ถึง 1923 นั้นประสบกับบางอย่างที่ไม่เคยมีใครอาจคาดเดาได้ล่วงหน้ามาก่อน 

"ก่อนอื่นเลยก็คือราชวงศ์ชิงในจีนล้มลงใน ค.ศ.1911 ด้วยน้ำมือพวกชาตินิยม

"ค.ศ.1917 ราชาธิปไตยรัสเซียก็ล่มจมด้วยฝีมือของคนอย่างเลนินและคนอื่นๆ อีกมากหน้าหลายตา

"ค.ศ.1918 เมื่อท้ายที่สุดเยอรมนีปราชัยในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งแล้ว ระบอบจักรพรรดิก็มีอันสลายหายวับไปและองค์จักรพรรดิก็ต้องเสด็จหนีไป ฮอลแลนด์

"ค.ศ.1919 จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีล้มลง

"และใน ค.ศ.1923 ก็ถึงคราวจักรวรรดิออตโตมันล้มลงบ้าง 

"ประเทศ ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ลงเอยกลายเป็นสาธารณรัฐในท้ายที่สุดและหดเล็กลงกว่า เก่าเอามากๆ เมื่อเทียบกับสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ชีวิตผู้คนทุกฝ่ายต้องสูญเสียไปนับล้านๆ ทำให้สงครามโลกครั้งที่หนึ่งน่าจะเป็นสงครามที่ก่อหายนภัยร้ายแรงที่สุดใน ประวัติศาสตร์ มนุษยชาติจวบจนถึงตอนนั้น และบรรดาจักรพรรดิผู้แพ้สงครามทั้งหลายก็ไม่เคยได้อโหสิกรรมจากอาณาประชา ราษฎร์เลย ดังนั้น ประเทศมหาอำนาจราชาธิปไตยที่อยู่รอดมาได้ก็คือพวกที่เป็นฝ่ายชนะสงครามทั้ง นั้น ได้แก่ อังกฤษและญี่ปุ่น

"จาก ความล่มสลายลงของจักรวรรดิเหล่านี้ ก็บังเกิดประดารัฐชาตินิยมขนาดเล็กที่ส่วนใหญ่แล้วปกครองในระบอบสาธารณรัฐ ผุดขึ้นมาเยอะแยะมากมาย ซึ่งการปรากฏขึ้นของรัฐต่างๆ เหล่านี้ก็กลายเป็นสาเหตุสำคัญให้ก่อตั้งสันนิบาตชาติขึ้นในปี ค.ศ.1920 ภายใต้การนำของประธานาธิบดีอเมริกัน วูดโรว์ วิลสัน ความคิดเรื่องสันนิบาตชาตินับว่าแปลกใหม่อย่างน่าประหลาดใจในตอนนั้น ทั้งนี้ ก็เพราะในสมัยก่อนท่านไม่อาจจินตนาการว่าจะมี "สันนิบาตจักรพรรดิ" หรือ "สันนิบาตราชา" ขึ้นมาได้, 


เหมือนที่ทุกวันนี้ ท่านก็ไม่อาจจินตนาการว่าจะมี "สันนิบาตศาสนา" หรือ "สหศาสนา" ได้เช่นกัน 

ชาติเป็นหน่วยชนิดเดียวเท่านั้นที่ทำให้เป็นไปได้ ในอันที่จะมีตัวแทนของหน่วยดังกล่าวในบางแบบจากทั่วโลกมาอยู่ในองค์การหนึ่งเดียว 

และ อันที่จริงการก่อตัวของสหประชาชาติรวมทั้งสันนิบาตชาติก็แสดงให้เห็นชัดยิ่ง ว่าบัดนี้ชาตินิยมเป็นพลังมูลฐานที่สุดและได้เข้าแทนที่ราชาธิปไตยในระดับ รากฐานแล้ว

"จาก นี้เราก็เดินเรื่องต่อในช่วง 20 ปีถัดไประหว่างสิ้นสงครามโลกครั้งที่หนึ่งไปจนเริ่ม สงครามโลกครั้งที่สอง มี 2 เรื่องที่ผมควรกล่าวไว้ตอนนี้ คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสเปนและประเทศไทยนั้นเอาเข้าจริงแสดงให้ท่านเห็น ผลจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและลางร้ายว่าจะเกิดสงครามโลกครั้งที่สองในภาย ภาคหน้า

"ใน สเปนต้นคริสต์ทศวรรษที่ 1930 กษัตริย์อัลฟองโซถูกบังคับให้สละราชสมบัติโดยพวกนิยมสาธารณรัฐ, สังคมนิยม, เสรีนิยม ฯลฯ เนื่องจากพระองค์สัมพันธ์ใกล้ชิดกับจอมเผด็จการทหาร พรีโม เดอ รีเวรา ในปี ค.ศ.1936 พวกอนุรักษนิยมและขวาจัดพยายามก่อรัฐประหารซึ่งในที่สุดนำไปสู่การเริ่ม สงครามกลางเมือง ฝ่ายขวาภายใต้การบังคับบัญชาของจอมพลฟรังโกที่ได้อาวุธและเงินสนับสนุนจาก ผู้นำฟาสซิสต์ของเยอรมนีและอิตาลีเป็นฝ่ายชนะในที่สุด

 
(อ่านต่อ)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1333115675&grpid=&catid=02&subcatid=0200

"ไพร่"เปลี่ยนศักดิ์ "อำมาตย์"เปลี่ยนขั้ว วาทกรรมในวังวนสงคราม

"ไพร่"เปลี่ยนศักดิ์ "อำมาตย์"เปลี่ยนขั้ว วาทกรรมในวังวนสงคราม

 

 

 

5ปีหลังผ่านเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ภาพสะท้อนการเมืองไทยบิด-เบี้ยว สลับฝา-สลับตัวชนิดหลายคนคาดไม่ถึง

แม้ "ตัวละครหลัก" ยังเป็นคนหน้าเก่า

แม้ "วาทกรรม" "2 มาตรฐาน" และสงคราม "ไพร่-อำมาตย์" ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นจากฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อสะท้อนปมคาใจ และเป็นธงนำในการต่อสู้กับ "ขั้วตรงข้าม" จะยังไม่ถูกหักโค่นลง

ทว่า เสียงสาปส่ง "อำมาตย์" ในวันที่ "หัวขบวนไพร่" กลายเป็น "เสนาบดี" กลับแผ่วเบา จนถึงขั้นไม่ได้ยิน

"คู่อาฆาต" ที่เคยถูกขานชื่อ-หมายหัวบนเวทีชุมนุมแม่สีแบบจะจะ แจ้งๆ กลับกลายเป็น "ศัตรูที่คลุมเครือ" เสียดื้อๆ

เมื่อ มีคนสาวเบื้องหลัง "19 กันยาฯ" ด้วยความเชื่อว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบงการ-สั่งการ

ภาพ เบื้องหน้าที่ปรากฏคือ ส.ส. พรรคเพื่อไทย (พท.) และคนเสื้อแดง แห่ให้กำลังใจ-ยืนเคียง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางปรองดองแห่งชาติ และอดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กลางรัฐสภาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม หลังถูก ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) รุมล้อมกรอบ

สวนทางกับ คำพูดในวันวานของ "2 เกลอหัวเกรียน" นาม ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ-จตุพร พรหมพันธุ์ ขณะนำไพร่พลออกมาชุมนุมขับไล่ "รัฐบาลเทพประทาน" และท้าทาย "อำมาตย์" เมื่อปี 2552 ก่อนเกิดเหตุ "สงกรานต์เลือด"

"คนเสื้อแดงเห็นว่า ปัญหาแท้จริงของประเทศนี้ ที่ใหญ่กว่าเรื่องนายอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น) คือเรื่องอำมาตยาธิปไตย หัวหน้าอำมาตย์ที่คอยแทรกแซงและถ่วงรั้งกระบวนการประชาธิปไตย ก็คือ พล.อ.เปรม (ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ) วันนี้คนเสื้อแดงต่อสู้ไปถึงจุดที่ว่า นอกจากนายอภิสิทธิ์แล้ว พล.อ.เปรมต้องไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง ถ้าต้องการยุ่งเกี่ยว ก็ต้องลาออกจากประธานองคมนตรี" จตุพรเปิดฉาก "กามิกาเซ่" ใส่ "หัวหน้าระบอบ

อำมาตย์" ในสายตาของพวกเขา


ขณะ ที่ "ณัฐวุฒิ" เสริมความว่า การขับไล่ "รัฐบาลอภิสิทธิ์" เป็นเพียง "หลักกิโลเมตรที่หนึ่ง" ของการต่อสู้เท่านั้น มันต้องมีการปะทะกันระหว่างอำนาจประชาชน กับอำนาจอำมาตย์ ขุนศึก ขุนนางในประเทศนี้ หลักกิโลเมตรนี้จะเป็นหลักกิโลเมตรที่ทำให้เห็นว่าพอถึงเวลา คนที่ก่อตั้งหลักกิโลเมตรนี้ จะปล่อยให้ต่อสู้กับเราเพียงลำพัง หรือโดดเข้ามาอุ้มเพื่อปกป้องรัฐบาลชุดนี้

อย่างไรก็ตาม "หัวขบวนไพร่" ยืนยันว่า คนเสื้อแดงไม่ได้มีปัญหากับ "สถานะประธานองคมนตรี" หรือ "สถาบันองคมนตรี" แต่มีปัญหากับทุกคนที่ใช้อำนาจ-บารมีอันเกี่ยวเนื่องกับสถาบัน ไปในทางไม่ถูกไม่ควร

 

(อ่านต่อ)  

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1333083521&grpid=01&catid=&subcatid=

วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2555

Wake Up Thailand 29มีค55

Wake Up Thailand 29มีค55

 

 

(คลิกฟัง)http://www.youtube.com/watch?v=F7hpVESLHzQ&feature=relmfu

ห้องเรียนประชาธิปไตย อ.ยิ้ม อ.หวาน 29มีค44

ห้องเรียนประชาธิปไตย อ.ยิ้ม อ.หวาน 29มีค44


 

"ปรองดองบนความอยุติธรรม...ทำเพื่อใคร?"


(คลิกฟัง) 
http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=IvUo7FVG354

The Daily Dose 29มีค55

The Daily Dose 29มีค55


(คลิกฟัง) 

http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=GJ9m-CWeRao#!

การปรองดองต้องให้ได้ความจริงและยุติธรรม

การปรองดองต้องให้ได้ความจริงและยุติธรรม

("การเคลื่อนไหวเรื่อง “ปรองดอง” โดยแกนนำพรรคเพื่อไทยในวันนี้ จึงไม่ใช่การปรองดองแห่งชาติที่แท้จริง แต่เป็นความเพ้อฝันลมๆ แล้งๆ ที่จะประนีประนอม “หย่าศึก” กับเผด็จการจารีตนิยม อีกรอบก็เท่านั้นเอง")

 

โดยรศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์


คำถามของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ถึง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญชุด “ปรองดอง” เมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้วว่า กระทำรัฐประหาร 19 กันยายนไปด้วยตนเองหรือมีผู้อยู่เบื้องหลังสั่งให้ทำนั้น แม้ความสนใจของสื่อมวลชนและประชาชนจะพุ่งไปที่คำตอบของพล.อ.สนธิ และคำตอบโต้กันหลังจากนั้น แต่เหตุผลที่พล.ต.สนั่นอ้างในการถามคำถามดังกล่าวกลับสำคัญยิ่งกว่า

เหตุผลของพล.ต.สนั่นก็คือ ประชาชนต้องการรู้ความจริง กระบวนการปรองดองใดๆ จะไม่เป็นผลทั้งสิ้นหากความจริงทั้งหมดยังไม่ได้ถูกเปิดเผยออกมาว่า ใครเป็นผู้สั่งให้กระทำรัฐประหาร และที่สำคัญคือ ตราบใดที่ยังไม่มีการยอมรับความจริง ความเคียดแค้นในหมู่ประชาชนก็จะยังคงอยู่

นี่คือมาตรฐานที่แท้จริงที่เป็นเครื่องวัดว่า การปรองดองใดๆ จะกระทำได้จริงหรือไม่? จะเป็นการปรองดองแห่งชาติที่แท้จริงหรือเป็นเพียง “การประนีประนอมกันชั่วคราว” ระหว่างพลังจารีตนิยมกับพรรคเพื่อไทย

การปรองดองแห่งชาติที่แท้จริงประกอบด้วยสองส่วนคือ การเปิดเผยความจริงทั้งหมด และการให้ความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย (ซึ่งประกอบด้วยการเยียวยา การลงโทษ และการอภัยโทษ)

เพียงประการแรกคือ การเปิดเผยความจริงทั้งหมด ในปัจจุบันก็มิอาจกระทำได้ วิกฤตการเมืองทั้งหมดตั้งแต่ต้นปี 2549 ถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่าห้าปี มิได้มีเพียง พล.อ.สนธิ กองทัพกับรัฐประหาร 19 กันยายนเท่านั้น แต่ยังมี “เครื่องมือของจารีตนิยมอื่นๆ” ที่เคลื่อนไหวสอดประสานกันคือ พวกอันธพาลบนถนนที่เรียกตัวเองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย องค์กรตุลาการ พรรคประชาธิปัตย์ สื่อกระแสหลักบางค่าย นักวิชาการและนักกฎหมายบางจำพวก เป็นต้น

นัยหนึ่ง รัฐประหาร 19 กันยายน เป็นเพียงตัวแทนหนึ่งของเผด็จการและเป็นแนวรบชี้ขาดในเวลานั้น แต่ต้องพึ่งพาอาศัยแขนขาของจารีตนิยมอื่นๆ ในการตระเตรียมเงื่อนไขก่อนรัฐประหาร และช่วยซ้ำเติมให้ภารกิจเบ็ดเสร็จหลังรัฐประหาร

คำถามจึงไม่ใช่อยู่เพียงว่า ใครหรืออะไรที่บงการให้ พล.อ.สนธิกระทำรัฐประหาร 19 กันยายนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงคำถามว่า ใครหรืออะไรที่บงการบุคคลและกลุ่มองค์กรเหล่านี้ได้ทั้งหมดให้เคลื่อนไหวสอด ประสานกันเป็นแนวรบใหญ่ที่เป็นเอกภาพ ทำลายล้างรัฐบาลไทยรักไทยและรัฐบาลพลังประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งได้ สำเร็จ ต่อเนื่องมาเป็นกรณีเมษาเลือด 2552 และการสังหารหมู่ประชาชนเมื่อเมษายน-พฤษภาคม 2553?

คำถามนี้จะมีคำตอบที่เปิดเผยได้ก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนดุลกำลังทางการ เมืองในอำนาจรัฐอย่างถึงรากเท่านั้น มิใช่ในวลานี้ที่แก่นแกนอำนาจรัฐทั้งหมดยังคงอยู่ในมือของกลุ่มจารีตนิยม อย่างเหนียวแน่น ในขณะที่พรรคฝ่ายประชาธิปไตยยึดกุมได้แต่เพียงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น!

และนี่คืออุปสรรคสำคัญที่สุดของการปรองดอง แม้แต่คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ก็ยังไม่สามารถบรรลุความจริงของเหตุการณ์ทั้งหมดได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการศึกษาของสถาบันพระปกเกล้าที่เสนอต่อคณะกรรมาธิการ วิสามัญชุด “ปรองดอง” ข้างต้น ซึ่งจนกระทั่งบัดนี้ เมื่อพูดถึงสาเหตุความขัดแย้งทั้งหมด ก็ยังคงวนไปเวียนมาที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรอยู่นั่นแหละ! ที่ยังไม่อาจเปิดเผยความจริงได้ทั้งหมดก็เพราะ “อำนาจรัฐยังไม่เปลี่ยนมือ” ก็เท่านั้นเอง

ในเมื่อไม่สามารถเปิดเผยความจริงได้ทั้งหมด การให้ความยุติธรรม ซึ่งเป็นขั้นตอนต่อไปของการปรองดองที่แท้จริง จึงไม่อาจกระทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลงโทษผู้บงการที่แท้จริงและผู้รับคำสั่งระดับบนสุดที่กระทำอาชญากรรมการ เมืองต่างๆ ตลอดหลายปีมานี้ ก่อนที่จะไปอภัยโทษให้กับผู้รับคำสั่งระดับล่างและมวลชนที่เข้าร่วม ตลอดจนเยียวยาชดเชยให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกฝ่าย

  
(อ่านต่อ)
http://www.prachatai.com/journal/2012/03/39865