หน้าเว็บ

วันพุธที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ข้อดีข้อเสียของหนังสือ "โฉมหน้าศักดินาไทย" โดยจิตร ภูมิศักดิ์

ข้อดีข้อเสียของหนังสือ "โฉมหน้าศักดินาไทย" โดยจิตร ภูมิศักดิ์ 

 


หนังสือ "โฉมหน้าศักดินาไทย" ของจิตรภูมิศักดิ์ เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ปลุกใจการต่อสู้ของคนหนุ่มสาวในยุคหลัง ๑๔ ตุลา เพราะเป็นหนังสือที่กล้าประณามความป่าเถื่อน การกดขี่ และความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย โดยที่ไม่ติดกรอบนิยายรักผู้นำชั้นสูงของชนชั้นปกครอง นอกจากนี้หนังสือเล่มนี้เป็นความพยายามของจิตรที่จะวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ สังคมไทยอย่างเป็นระบบจากมุมมองของผู้ถูกกดขี่ขูดรีด ก่อนหน้านั้นหนังสือประวัติศาสตร์ไทยส่วนใหญ่เป็นแนวของชนชั้นปกครอง ในขณะที่ฝ่ายซ้ายไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือปัญญาชนไม่สังกัดพรรค อย่างเช่นสุภา ศิริมานนท์ สมัคร บุราวาศ หรือกุหลาบ สายประดิษฐ์ ยังไม่ได้มีการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ไทยจากมุมมองมาร์คซิสต์แต่อย่างใด ดังนั้นงานของจิตรชิ้นนี้และชิ้นอื่นๆ ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ภูมิภาคนี้เป็นงานบุกเบิกที่สำคัญอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม เราต้องกล้าฟันธงไปว่า ด้วยเหตุที่จิตรมีข้อจำกัดหลายประการ หนังสือ "โฉมหน้าศักดินาไทย" เป็นหนังสือที่วิเคราะห์ระบบศักดินาไทยอย่างผิดพลาด และไม่สามารถนำมาใช้ในการพัฒนาความเข้าใจของเราในยุคนี้ได้ 

จิตร ภูมิศักดิ์ วิเคราะห์ระบบศักดินาไทย หรือระบบก่อนทุนนิยมในไทย ว่าเป็นระบบ "อำนาจในการครอบครองที่ดินอันเป็นปัจจัยการผลิต" (จิตร ๒๕๓๙; หน้า 362) จิตรมองว่าระบบศักดินาเริ่มจากระบบกระจายอำนาจทางการเมืองและลงเอยด้วยการรวบอำนาจ (จิตร ๒๕๓๙; หน้า 371) โดยที่พระเจ้าแผ่นดินกลายเป็นเจ้าของที่ดินทั้งปวงและปกครองในลักษณะ "สมบูรณาญาสิทธิราชย์" (จิตร ๒๕๓๙; หน้า 369)
 
ในความเป็นจริง ระบบศักดินาไทยเป็นระบบที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเลย เพราะการครอบครองที่ดินไม่มีความหมายสำหรับการควบคุมปัจจัยการผลิตในเมื่อ เมืองสยามมีที่ดินล้นฟ้า ถ้าดูตัวเลขความหนาแน่นของประชากรแล้วจะเข้าใจ  เพราะในค.ศ. 1904 คาดว่ามีประชาชนแค่ 11 คนต่อ 1 ตารางกิโลเมตรในไทย ซึ่งเทียบกับ 73 คนในอินเดีย และ 21 คนในอินโดนีเซีย (ฉัตรทิพย์ ๒๕๒๘; หน้า 28) การ เกณฑ์แรงงานบังคับในลักษณะทาสและไพร่และการทำสงครามเพื่อกวาดต้อนเชลยศึกจึง เป็นวิธีการหลักในการควบคุมปัจจัยการผลิตแทนการถือครองที่ดิน (แล ๒๕๒๒, คึกฤทธิ์ ๒๕๑๖, ศุภรัตน์ ๒๕๒๗, ชัยอนันต์ ๒๕๑๙, ฉัตรทิพย์ ๒๕๒๘, ใจ ๒๕๔๓; หน้า 13) นอก จากนี้กฏหมายเกี่ยวกับการครอบครองกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่เคยมีในสมัยศักดินา และรัชกาลที่ ๕ ต้องร่างกฏหมายนี้ขึ้นมาเป็นครั้งแรกเมื่อยกเลิกระบบไพร่และระบบทาส (Rajchagool 1994) ดัง นั้นการที่พระเจ้าแผ่นดินประกาศว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินทั้งหมดในยุคศักดินา ไม่มีความหมายไปมากกว่าเชิงสัญญลักษณ์ เพราะไม่สามารถใช้การครอบครองที่ดินเพื่อสร้างผลประโยชน์ได้ เช่นขายให้คนอื่น หรือกู้เงินโดยเอาที่ดินเป็นหลักประกัน และยศศักดิ์ในระบบศักดินา ที่กำหนดขั้นของบุคคลในสังคมตามการถือครองที่ดิน (จิตร ๒๕๓๙; หน้า 423) น่า จะไม่มีความหมายที่เกี่ยวกับที่ดินโดยตรง เพราะแม้แต่ขอทานและทาสก็มียศที่ดิน ๕ ไร่ตามยศศักดิ์ และคนที่มีที่ดินจริงๆ ๕ ไร่ ไม่น่าจะเป็นขอทานหรือทาส

ระบบศักดินาไม่ใช่ระบบเดียวกับระบบฟิวเดอล และไม่ใช่ระบบเดียวกับระบบทาสของยุโรปด้วย แต่เป็นระบบก่อนทุนนิยมในสังคมส่วนหนึ่งของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ สาระสำคัญคือมีการปกครองแบบกระจายอำนาจ มีการควบคุมแรงงานบังคับ และมีการใช้ทาส (ใจ ๒๕๔๓; หน้า 13) นอกจากนี้ศักดินาไม่ใช่ระบบเดียวกับสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพราะระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่๕ (Rajchagool 1994) และเป็นระบบการปกครองรวมศูนย์ภายในกรอบรัฐชาติ ที่เริ่มใช้แรงงานรับจ้าง เพื่อตอบสนองการสะสมทุน (ใจ ๒๕๔๓; หน้า 29) พูดง่ายๆ สมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นรูปแบบรัฐทุนนิยมรูปแบบแรกของไทย

รากฐานของปัญหาในการวิเคราะห์ระบบศักดินาของ จิตร คือเขานำขั้นตอนทางประวัติศาสตร์ก่อนทุนนิยมที่มาร์คซ์เคยเสนอสำหรับยุโรป ตะวันตก มาสวมกระบวนการประวัติศาสตร์ของไทยในลักษณะกฏเหล็กอย่างกลไก ดังนั้นสำหรับ จิตร ระบบศักดินาคือระบบเดียวกันกับระบบฟิวเดอล์ในยุโรป และเป็นระบบที่วิวัฒนาการมาจาก "ยุคทาส"  (จิตร ๒๕๓๙; หน้า 381 และ 396) แต่ ระบบศักดินาใช้ทาสกับไพร่ และ มาร์คซ์ ไม่เคยเสนอเลยว่าขั้นตอนของประวัติศาสตร์ก่อนทุนนิยมจะเหมือนกันทั่วโลก เพราะระบบทุนนิยมเป็นระบบแรกที่มีการสร้างมาตรฐานร่วมแบบโลกาภิวัฒน์ คือเป็นระบบแรกในประวัติศาสตร์มนุษย์ที่ทำให้ทุกส่วนของโลกคล้ายคลึงกันไป หมดในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม
 
การที่ผมสามารถวิจารณ์หนังสือของ จิตร ได้ มาจากการที่ผมได้เปรียบเพราะเกิดภายหลังเขาและมีนักวิชาการอื่นๆ ไปค้นพบข้อมูลมาเพิ่ม ดังนั้นเราสามารถเคารพความพยายามและความกล้าหาญของจิตร และวิจารณ์ข้อผิดพลาดไปพร้อมๆ กันได้ ผมเชื่อว่า จิตร คงอยากให้เราทำแบบนั้น
 
อ้างอิง

คึกฤทธิ์
 ปราโมช (๒๕๑๖) สังคมสมัยอยุธยาประวัติศาสตร์และการเมือง สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

จิตร ภูมิศักดิ์ หรือ สมสมัย ศรีศูทรพรรณ (๒๕๓๙) "โฉมหน้าศักดินาไทย" สำนักพิมพ์นกฮูก
ใจ อึ๊งภากรณ์ และคณะ (๒๕๔๓) "การเมืองไทยในทัศนะลัทธิมาร์คซ์" ชมรมหนังสือประชาธิปไตยแรงงาน กรุงเทพฯ

ฉัตรทิพย์ นาถสุภา (๒๕๒๘) เศรษฐศาสตร์หมู่บ้านไทยในอดีตสำนักพิมพ์สร้างสรรค์

ชัยอนันต์ สมุทวณิช (๒๕๑๙) ศักดินากับการพัฒนาการของสังคมไทยนำอักษรการพิมพ์ 

แล ดิลกวิทยรัตน์ (๒๕๒๒) วิถีการผลิตแบบเอเซียกับเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์แห่งความด้อยพัฒนาของสังคมไทย วารสารธรรมศาสตร์ ปีที่ ๙ (๑), ๘๗-๙๘

ศุภรัตน์ เลิศพาณิชย์กุล (๒๕๒๗) ระบบศักดินา ใน ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยจนถึง พ.ศ. ๒๔๘๔
ฉัตร ทิพย์ นาถสุภา กับ สมภพ มานะรังสรรค์ (บรรณาธิการ) สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

Rajchagool, Chaiyan (1994) The rise and fall of the absolute monarchy. White Lotus, Bangkok.

จากหนังสือ รื้อฟื้นการต่อสู้  ซ้ายเก่าสู่ซ้ายใหม่ไทยใจ อึ๊งภากรณ์ และนุ่มนวล ยัพราช บรรณาธิก สำนักพิมพ์ประชาธิปไตยแรงงาน (๒๕๔๗) ISBN 974-91967-5-9

(อ่านต่อ)

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ชี้ "เสื้อแดงบางส่วน-นปช.-รบ.-ทักษิณ" ควร "ทบทวนตัวเองให้หนัก" กรณี "อากง"

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ชี้ "เสื้อแดงบางส่วน-นปช.-รบ.-ทักษิณ" ควร "ทบทวนตัวเองให้หนัก" กรณี "อากง"

 

นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กระตุ้นให้คนเสื้อแดงบางส่วน รัฐบาลเพื่อไทย และนปช. "ทบทวนตัวเอง" ภายหลังการเสียชีวิตของนายอำพล ตั้งนพกุล หรือ "อากง" ซึ่งถูกพิพากษาจำคุกฐานกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

ผมไม่อยากเริ่มโพสต์ด้วยเรื่องนี้ แต่บอกตรงๆ ว่า ในระหว่างวันนี้ ที่อ่านการเขียนของหลายคนที่ได้ชื่อว่า เป็น "เสื้อแดง" แล้ว รู้สึกทนไม่ได้จริงๆ

ผมจะยกมาเฉพาะข้อความที่เขียน ไม่ยกชื่อมา เพราะไม่ต้องการจะทะเลาะเป็นตัวบุคคล (แต่ละข้อความ ที่ยกมา คนเขียนคนละคน ไม่ซ้ำกัน ความจริง มีมากกว่านี้ ผมเอามาให้เห็นเป็นตัวอย่างเท่านั้น)

"ก็ตามฟอร์มละครับ หาแดกกับศพแบบหน้าด้านๆ เหมือนเคย เอาครอบครัวเขามาเป็นเครื่องมือเสี้ยมให้ชนกันอีก รู้สึกละอายบ้างไหมครับ"

"นิยายเรื่องอากง ใครบรรจงสร้าง ใครเขียนบท แล้วใครกำกับ ... อากงยิ่งมาตายก่อนการรวมตัวของคนเสื้อแดงประมาณสิบวันอีก อะไรมันช่างจะเหมาะเจาะขนาดน้าน"

"อากงซวยโคตร...ทนายที่ว่าความให้ เป็นแดงเต็มตัวชื่อ อานนท์ นำภา มีฉายาว่า ′ทนายดราม่า′ ไม่รู้ว่าอากงรู้ว่าโดนหลอกหรือเปล่า แต่ทนายคนนี้กะสังเวยอากงเพื่อเอาไปปลุกกระแสเหยื่อ ม.112 แน่"

"การจากไปของอากง ทุกคนเสียใจ และอาจจะมีมวลชนกลุ่มหนึ่งออกมาเคลื่อนไหว.....ถ้าการเคลื่อนไหวนำไปสู่ความรุนแรง มันจะเข้าทางกลุ่มอำนาจเก่าทันที นั่นคือรัฐประหาร จะด้วยรูปแบบใด เราต้องเอามาคิดและวิเคราะห์ครับ เพราะฉะนั้นทุกการแสดงออกสามารถทำได้ แต่ต้องอย่าทำให้เข้าทางโจรครับ ฝากไว้ให้คิดครับ....."

"ถ้าอากง ล้มตาย มีหวังเป็น / ดั่งเฉกเช่น แผนการ มันสมใจ / หากต้องเสีย อากง ในยามนี้ / มีสิทธิ์ที่ เสื้อแดง แตกแยกได้ / และอาจทำ บ้านเมือง ลุกเป็นไฟ / โอกาสให้ รปห. ก่อนกันยา"

............

บอกตรงๆ ผมผ่าน และศึกษาขบวนการประชาธิปไตยในประเทศต่างๆ มาเยอะ ไม่เคยเห็น ขบวนการไหน จะมี "สมาชิก" ที่ในสถานการณ์แบบนี้ ถ้าพูดแบบ "เบาๆ" ที่สุด จะ insensitive ขนาดนี้ (ขออภัย นึกคำไทย เหมาะๆ ไม่ได้) หรือถ้าพูดแบบแรงๆ คือ เห็นแก่ตัว มักง่าย เห็นแก่การอยู่ในตำแหน่งของรัฐบาลที่ตัวเองเชียร์ จนลืม แม้แต่มนุษยธรรม หรือความ decency (ขออภัยอีกครั้ง ไม่มีคำไทย) พื้นๆ ไม่ได้

ไม่เคยเห็นเลยจริงๆ
 
(อ่านต่อ)

คลิปตั้งศพประจานกน้าศาลอาญา

คลิปตั้งศพประจานกน้าศาลอาญา
 
 
 

 
กิ๊บเก๋พาเที่ยว เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2555 ทางครอบครัวของอากง หรือ นายอำพล ตั้งนพคุณ ได้ไปรับศพที่สถาบันนิติเวช รพ ตำรวจ แล้วนำไปตั้งที่หน้าศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เพื่อทำพิธีรดน้ำศพ และสวดอภิธรรมศพ มีประชาชนไปร่วมจำนวนมาก (คนเสื้อแดงไม่ง้อฟรีทีวีโว๊ย)
 
(คลิกดู)

‘อากง’ ชั่วร้ายกว่าเป๊าะ วัฒนา และ...ทักษิณ?

‘อากง’ ชั่วร้ายกว่าเป๊าะ วัฒนา และ...ทักษิณ?

 

โดยใบตองแห้ง

 

“..... สำหรับบุคคลที่เจนโลก โชกโชน สันดานเป็นโจรผู้ร้าย มีเจตนาทำร้ายสังคมสถาบันหลักของประเทศชาติและองค์พระประมุข อันเป็นที่เคารพสักการะของคนในชาติให้เกิดความหลงผิดก่อให้เกิดความเสีย หายอย่างใหญ่หลวง  ผู้เขียนเชื่อว่า ไม่มีใครอยากให้คนเช่นนี้ลอยนวลอยู่ในสังคมเพื่อสร้างความเสียหายต่อเนื่อง หรือแก่ผู้อื่นอีก เพราะสักวันคนใกล้ตัวของคนเหล่านี้อาจตกเป็นเหยื่อด้วยก็ได้ มาตรการที่เหมาะสมจึงควรตัดโอกาสในการกระทำผิด ลงโทษให้หลาบจำสาสมไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ที่กระทำความผิดคิดวางแผนไตร่ตรองในการกระทำความผิด อย่างแยบยลแนบเนียนด้วยแล้ว ก็ยิ่งสมควรใช้วิธีการที่เหมาะสมในการคุ้มครองรักษาความสงบสุขของประเทศชาติ และประชาชนด้วย จึงไม่แน่แท้เสมอไปว่าชราชน ที่กระทำความผิดจะต้องได้รับการลดโทษ ลงโทษน้อย หรือปล่อยตัวไปเสมอไป....”

บทความ "อากงปลงไม่ตก"
โดยโฆษกศาลยุติธรรม
14 ธ.ค.2554


อากงจบชีวิตลงแล้ว ระหว่างอยู่ในเงื้อมมือของกระบวนการยุติธรรม โดยสังคมยังไม่สิ้นสงสัยว่า อากงทำความผิดจริงหรือไม่ เป็นความผิดที่สมควรลงโทษจำคุก 20 ปี รุนแรงยิ่งกว่าคนร้ายฆ่าคนตายขนาดนั้นหรือไม่ เพราะอากงไม่มีโอกาสยื่นอุทธรณ์ ฎีกา

ก่อนจบชีวิต อากงตัดสินใจไม่ยื่นอุทธรณ์ เช่นเดียวกับจำเลยคดี 112 คนอื่นๆ เพราะหากยื่นอุทธรณ์ ฎีกา ก็อาจต้องถูกจองจำอีกยาวนาน กว่าจะมีคำพิพากษาที่เป็นบรรทัดฐานว่าผิด หรือไม่ผิด หนทางเดียวที่จะได้อิสระ คือยอมรับสารภาพ หรือยอมให้คดีสิ้นสุด เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ
นี่คือความโหดร้ายของมาตรา 112 ที่ทำให้จำเลยต้องพึ่งพระมหากรุณาธิคุณทางเดียวเท่านั้น หลายสิบปีที่ผ่านมา จึงไม่เคยมีคดีใดขึ้นถึงฎีกา จนมีคำพิพากษาที่เป็นบรรทัดฐาน

แน่ละ บางคนอาจเถียงได้ว่า สุขภาพของอากงย่ำแย่มานาน ถ้าได้รับการประกันตัวตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ อากงก็อาจเสียชีวิตที่บ้าน หรือต่อให้ไม่ถูกดำเนินคดีอะไรเลย อากงก็คงเสียชีวิตด้วยโรคร้ายอยู่ดี แต่ป่วยการที่จะโต้แย้ง เพราะความตายของอากงครั้งนี้อยู่ในความรับผิดชอบของกระบวนการยุติธรรมเต็มๆ ไม่ใช่เรื่องอ้าง “ถ้า” (เพราะเราก็อ้างได้ว่าถ้าอากงได้อยู่บ้านกับลูกหลาน มีกำลังใจมีความสุขตามอัตภาพ ก็อาจสู้โรคร้ายได้อีกหลายปี)

ทำไมอากงจึงไม่ได้ประกันตัวระหว่างสู้คดี ขณะที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีฆ่าคน ทุจริต ฉ้อฉล ยังได้ประกันตัวกันเกร่อ

ยกตัวอย่างผู้กว้างขวางระดับชาติ “กำนันเป๊าะ” สมชาย คุณปลื้ม ต้องคดีจ้างวานฆ่า “กำนันยูร” นายประยูร สิทธิโชติ ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 25 ปี พร้อม สท.เหี่ยว เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2547 ให้จำคุก 25 ปี โดยก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2547 ศาลอุทธรณ์ก็พิพากษายืนคดีทุจริตที่ดินทิ้งขยะเขาไม้แก้ว จำคุก 5 ปี 4 เดือน ศาลให้นับโทษต่อกันเป็นจำคุก 30 ปี 4 เดือน แต่ก็ยังให้ประกันตัวในวงเงิน 10 ล้านบาท

โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยเป็นบุคคลมีชื่อเสียง ไม่มีเจตนาหลบหนี ทั้งยังไม่มีพฤติการณ์ที่จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน

วันที่ 12 ตุลาคม 2548 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนคดีฆ่ากำนันยูร วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 ศาลฎีกานัดอ่านคำพิพากษาคดีทุจริตที่ดินทิ้งขยะ กำนันเป๊าะอ้างว่าป่วย ขอเลื่อน เลื่อนไปเรื่อยๆ จนหนีไปในที่สุด เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2549 ศาลฎีกาจึงอ่านคำพิพากษาลับหลัง ว่ากำนันเป๊าะผิดจริง แต่ให้ลดโทษเป็น 3 ปี 5 เดือน

ส่วนคดีฆ่ากำนันยูร ศาลฎีกานัดอ่านคำพิพากษาเมื่อ 29 พ.ย.2554 แต่อย่างที่รู้กัน กำนันเป๊าะหายแซบหายสอยไปแล้ว ศาลจึงสั่งปรับนายประกันคือลูกสาว 15 ล้านบาท ส่วน สท.เหี่ยวมีหนังสือขอเลื่อน อ้างว่าติดภารกิจช่วยเหลือน้ำท่วมที่ปทุมธานี (?) ศาลมาอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2555 นี่เอง ให้จำคุกทั้งคู่ 25 ปี โดยจำเลยหนีไปเรียบร้อย

วัฒนา อัศวเหม “เจ้าพ่อปากน้ำ” ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินจำคุก 10 ปี ตามมาตรา 148 ฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจ หรือ จูงใจ ให้บุคคลอื่นมอบให้ซึ่งทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่น คือใช้อำนาจข่มขู่หรือจูงใจ ให้เจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง และกรมที่ดิน ร่วมกันออกโฉนดที่ดิน ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ เนื้อที่ 1,900 ไร่ ซึ่งทับที่คลองสาธารณประโยชน์ และที่เทขยะมูลฝอย ซึ่งเป็นที่สงวนหวงห้าม ต่อมาได้มีการนำที่ดินแปลงดังกล่าวไปสร้างสนามกอล์ฟ และนำไปขายให้กับกรมควบคุมมลพิษ เพื่อใช้ก่อสร้างโครงการบ่อบำบัดน้ำเสีย ต.คลองด่าน จ.สมุทรปราการ

คดีนี้ ปปช.ชี้มูลความผิดตั้งแต่วันที่ 14 มิ.ย.2550 และมาตัดสินในวันที่ 18 สิงหาคม 2551 โดยศาลนัดอ่านคำพิพากษาครั้งแรกวันที่ 9 กรกฎาคม 2551 แต่นายวัฒนาหลบหนี ศาลสั่งปรับนายประกัน 2.2 ล้านบาทตามที่จำเลยยื่นบัญชีเงินฝากเป็นหลักทรัพย์ประกันตัว (ศูนย์ข่าวอิศราเคยประเมินทรัพย์สินวัฒนาว่า มีสินทรัพย์ 9,760 ล้านบาท กำนันเป๊าะ 1,254 ล้านบาท)

“เจ้าพ่อปากน้ำ” ไปเบิกความที่ศาลครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ยืนยันความบริสุทธิ์ของตน ถ้าทำผิดจริงให้ลงโทษประหารชีวิต และยังให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าจะไม่หนีไปไหน จะไปฟังคำพิพากษาแน่นอน แต่ถึงวันที่ 18 สิงหาคม วัฒนาก็ไม่ไป โดยก่อนหน้านั้น 3 วันยังคุยโทรศัพท์กับทนายว่า จะไปฟังคำพิพากษา แต่ไม่ทราบว่ารู้อะไรมาจึงเปลี่ยนใจ


(อ่านต่อ)
http://www.prachatai.com/journal/2012/05/40426

สมาพันธ์สิทธิสากล-กรรมการสิทธิเอเชียร้องการชันสูตรศพ “อากง” ต้องโปร่งใส

สมาพันธ์สิทธิสากล-กรรมการสิทธิเอเชียร้องการชันสูตรศพ “อากง” ต้องโปร่งใส

 

 

สมาพันธ์สิทธิ มนุษยชนสากลและสมาคมสิทธิเสรีภาพไทย เรียกร้องทำการชันสูตรศพ “อากง” อย่างอิสระ พร้อมเปิดเผยต่อสาธารณะเพื่อความโปร่งใส ในขณะที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเอเชียชี้ไทยต้องยกเลิกมาตรา 112

9 พ.ค. 55 - สมาพันธ์สิทธิมนุษยชนสากล (The International Federation for Human Rights –FIDH) ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ร่วมกับสมาคมส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (Union for Civil Liberty- UCL) ออกแถลงการณ์กรณีการเสียชีวิตของนายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) หรือ “อากง” ผู้ต้องขังคดีหมิ่นที่เสียชีวิตเมื่อเช้าวานนี้ (8 พ.ค.) ในเรือนจำ เนื่องจากอาการเจ็บปวดในช่องท้อง โดยเรียกร้องให้ทำการชันสูตรศพของนายอำพลอย่างเป็นอิสระ พร้อมทั้งเปิดเผยผลการตรวจสอบ พร้อมชี้ว่า สภาพเรือนจำไทยต่ำกว่ามาตรฐานขั้นต่ำสากลที่สหประชาชาติได้กำหนดไว้อย่างมาก

สมาพันธ์สิทธิมนุษยชนสากล ระบุว่า การจำคุกของนักโทษที่มีอายุมากและมีสุขภาพที่ย่ำแย่ในเรือนจำของไทย เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง นอกจากนี้ ยังชี้ด้วยว่า การรักษาพยาบาลในเรือนจำของไทยมักเป็นไปอย่างจำกัด (primitive)

“การเสียชีวิตของนายอำพลเป็นเครื่องเตือนใจแก่ทางการไทย ถึงผลกระทบที่น่าเศร้าและโหดร้ายของการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ รวมถึงการปฏิเสธการให้ประกันอย่างเป็นระบบ” Souhayr Belhassen ประธานองค์กร FIDH กล่าว “รัฐบาลไทยควรให้ความสนใจแก่การเรียกร้องที่มากขึ้นของประชาชนไทยและประชาคม นานาชาติ เพื่อการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล หรือยกเลิกไป”

 

(อ่านต่อ) 

http://www.prachatai.com/journal/2012/05/40424

ขบวนแห่ "อากง sms" เดินทางจากนิติเวชถึงหน้าศาลอาญาแล้ว [ประมวลภาพ]

ขบวนแห่ "อากง sms" เดินทางจากนิติเวชถึงหน้าศาลอาญาแล้ว [ประมวลภาพ]

 
 

(คลิกดู)
http://www.prachatai.com/journal/2012/05/40419

กลับบ้านเรานะ

กลับบ้านเรานะ
 

กลับบ้านเรานะ
ตอนนี้เขาปล่อยตัวลื้อแล้ว"
พลเมืองปลายแถว
ตายแล้วถึงได้สูดกลิ่นฝัน
เสรีภาพของคนจน
ยากเหลือทนต้องกัดฟัน
หรือต้องใช้ความตายเท่านั้น
เข้าแลกมันจึงจะได้มา


ถามคนใจดำ

หัวใจคุณทำด้วยอะไร
ถ้อยคำนั้นบาดเนื้อใคร
เจ็บตรงไหนหรือคุณเจ้าขา
หรือเอสเอ็มเอสคือดาบคม
เสียบจมหัวใจให้นองน้ำตา
เลือดไหลตกกี่หยดเจ้าคะ
ถึงต้องฆ่าต้องแกงกัน

ประเทศด้อยพัฒนา

เสรีภาพเดินทางล่าช้ากว่ามัจจุร
าช
ความตายลอยอยู่ในอากาศ
อยู่หลังภาพวาดที่มีทุกบ้าน
ประตูคุกเปิดรอ
ไว้สูบกินคนอยู่ทุกวัน
บ้านเมืองวิปริตนี้ไม่ต้องการ
เห็นไพร่ข้ามผ่านเป็นประชาชน

อากงตายแล้ว

เขาตายอย่างชายชรา
ราษฎรธรรมดา
ทำมาหากินเดินถนน
ก้มหัวให้กติกา
ที่เขียนความเป็นคนต่ำกว่ามาตรฐ
านสากล
ไหนหอกดาบปืนอันขื่นข้น
ยินเพียงเสียงแห่งดนตรีกาล

อากงตายแล้ว

เขาตายในคุก
นี่ไม่ใช่ยุค
ประชาธิปไตยที่ใฝ่ฝัน
รัฐบาลเนรคุณ
เอาเลือดประชาชนรองใส่พาน
แล้วเข้าคุกเข่าสาบาน
ให้เผด็จการได้ดื่มกิน


เพียงคำ ประดับความ