หน้าเว็บ

วันพุธที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

17 พ.ค. “วันนี้มีใครตาย”

17 พ.ค. “วันนี้มีใครตาย”

 

 


นายเยื้อน โพธิ์ทองคำ   
อายุ 61 ปี ถูกยิงเสียชีวิตเวลาประมาณ 21.00 น. บริเวณปากซอยรางน้ำ บาดแผลกระสุนปืนลูกโดดทะลุผ่านลำไส้

นายสมพาน หลวงชม 
อายุ  35 ปี  ถูกยิงเวลาประมาณ 22.00 น. บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง เสียชีวิตขณะนำส่งโรงพยาบาลทหารผ่านศึก บาดแผลกระสุนปืนลูกโดดบริเวณปีกจมูกซ้ายทิศจากซ้ายไปขวา บนลงล่าง หน้าไปหลัง ทะลุผ่านคอและช่องอกข้างขวาพบหัวกระสุนปืนชนิดมีทองแดงหุ้มขนาดเส้นผ่านศก. 0.5 ซม. ค้างในช่องออกขวา สันนิษฐานว่าเกิดจากปืนความเร็วสูง

ที่มา: ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เม.ย.-พ.ค.53 ( ศปช.)
มายเหตุ ประชาไทนำเสนอซีรี่ส์ “วันนี้มีใครตาย” นำเสนอเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม ปี 2553 (หลังเหตุการณ์ 10 เมษา) โดยจะทยอยนำเสนอความสูญเสียที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เพื่อเป็นการรำลึกและย้ำเตือนถึงบาดแผลความรุนแรงที่อีกสองปีให้หลังสังคม ไทยก็ยังไม่มีทางออกว่าจะจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร

(คลิกดูรายละเอียด)


(ที่มา)  
http://www.prachatai.com/journal/2012/05/40562

ญาติมาเอง ยื่น จม.นายกจี้ปล่อยนักโทษการเมือง-พัฒนาคุกทั่วประเทศ

ญาติมาเอง ยื่น จม.นายกจี้ปล่อยนักโทษการเมือง-พัฒนาคุกทั่วประเทศ

 

 

ร้องนายกฯทบทวนแก้ม.112

http://www.youtube.com/watch?v=bzJooZ4S858&feature=player_embedded 



เมื่อวันที่ 15 พ.ค.55 เวลา 10.00 น. เครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย ญาตินักโทษทางการเมือง นักโทษ ม.112 หรือคดีหมิ่นพระบรมเดชนุภาพ เช่น นางปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ ภรรยาของนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน) และ แม่นายสุรภักดิ์ (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ต้องขังคดีหมิ่นฯ เป็นต้น ได้รวมตัวกันประมาณ 50 คน บริเวณประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นจดหมายเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองและนักโทษที่โดนคดีอาญา มาตรา 112 ทันที โดยให้รวมนักโทษที่โดนคดีอาญามาตรา 112 เป็นนักโทษการเมือง ทบทวนการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์และข้อเสนอของและคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหา ความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)  รวมทั้งพัฒนาความเป็นอยู่คุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังในเรือนจำทั่วประเทศ โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขัง

โดยมีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมารับจดหมายดังกล่าวแทนนายกรัฐมนตรี พร้อมกับพูดคุยกับผู้ชุมนุม และยืนยันว่า "จะต้องไม่มีใครเป็นเหมือนอากงอีก" (ทั้งนี้ อากงหรือ นายอำพล หรือเป็นที่รู้จักในทางสาธารณะในนามว่า "อากง SMS" ผู้ต้องขังคดี ม.112 ที่ได้เสียชีวิตในเรือนจำเมื่อวันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมา)

 

(อ่านต่อ) 

http://www.prachatai.com/journal/2012/05/40559

ศาลต้องพิจารณาตัวเอง

ศาลต้องพิจารณาตัวเอง

 

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

 





โดยชำนาญ จันทร์เรือง

 

ไม่น่าเชื่อว่าศาลไทยจะไม่มีใครออกมาปกป้องเลย ไม่ว่าจากสื่อหรือประชาชนทั่วไปจากกรณี “อากง” ที่เสียชีวิตในเรือนจำอันเนื่องมาจากการต้องคำพิพากษาศาลชั้นต้นถึง 20 ปีจากกรณีต้องสงสัยว่าส่งเอสเอ็มเอส หมิ่นเบื้องสูง และไม่ได้ประกันตัวในชั้นศาล ทั้งๆที่ได้รับการอนุญาตให้ประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน เพราะโดยปกติแล้ว หากมีการวิจารณ์ศาลเกิดขึ้น มักจะมีการออกมาปรามทั้งหนักและเบาว่าระวังจะเข้าข่ายหมิ่นศาลหรือละเมิด อำนาจศาลอยู่เสมอ แต่ในคดีนี้กลับเงียบกริบ มีเพียงโฆษกศาลยุติธรรมและอธิบดีศาลอาญาออกมาพยายามอธิบายบ้าง แต่ก็ถูกระหน่ำจนเละในโซเชียลเน็ตเวิร์กหรือเครือข่ายสังคม

ผมคงไม่กล่าวถึงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายในคดีนี้เพราะมีผู้เขียนถึงเยอะ มากแล้ว เช่น โทษหนักไปหรือไม่ เหตุใดจึงไม่ได้ประกันตัว หรือแม้กระทั่งเชื่อหรือไม่เชื่อว่าอากงเป็นคนส่งเอสเอ็มเอสเพราะอากงบอกกับ ผู้เกี่ยวข้องมาตลอดว่าตนเองส่งเอสเอ็มเอสไม่เป็น ฯลฯ แต่จะกล่าวถึงการสูญเสียความเชื่อมั่นในศาลไทยจากประชาชนไทยและต่างประเทศ

ลำดับความน่าเชื่อถือของศาลไทยอยู่เป็นอันดับหนึ่งในบรรดาองค์กรของรัฐ ไทยมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นด้วยความรู้ความสามารถในการสอบแข่งขันเข้าสู่ตำแหน่ง การดำรงตนอย่างสมถะของผู้พิพากษาตุลาการ ความเป็นกลางทางการเมือง ฯลฯ แต่ภายหลังจากเหตุการณ์ที่คนพยายามเรียกว่า “ตุลาการภิวัตน์” เกิดขึ้นโดยศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองต่างวินิจฉัยยกเลิกการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อปี 2548 ด้วยเหตุผลว่าตั้งคูหาลงคะแนนหันหลังให้ประชาชน ซึ่งเป็นการผิดปกติเป็นอย่างยิ่งที่ศาลสองศาลจะพิจารณาคดีเดียวกัน

ความเคลือบแคลงสงสัยต่อศาลไทยเพิ่มขึ้นมาโดยตลอดภายหลังการรัฐประหาร 2549 เมื่อคณะตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทยและพรรคอื่นอีกสองพรรค แม้จะแก้ว่าคณะตุลาการรัฐธรรมนูญไม่ใช่ศาลจึงไม่ได้สวมเสื้อครุยศาลก็ตาม แต่คณะตุลาการก็มาจากศาลยุติธรรมและศาลปกครองอยู่ดี และต่อมาศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัย (อย่างเร่งด่วนนอกที่ตั้งศาลรัฐธรรมนูญ แต่ไปวินิจฉัยที่ศาลปกครองแทน) ยุบพรรคพลังประชาชนและพรรคชาติไทยอีกระลอกหนึ่ง แต่ที่ตลกจนหัวเราะก็ไม่ออกร้องไห้ก็ไม่ได้คือ กรณีไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งๆที่ต่อสู้กันมาจนปิดคดีแล้ว โดยให้เหตุผลว่า ส่งฟ้องเกินระยะเวลา หรือพูดง่ายๆว่า ขาดอายุความ ซึ่งก็เป็นเหมือนปล่อยให้นักมวยต่อยกันจนครบยกแล้วกรรมการบอกไม่ตัดสินล่ะ เพราะอีกฝ่ายน้ำหนักเกิน เรียกเสียงครางฮือๆกันทั่วประเทศ

 

(อ่านต่อ) 

http://www.prachatai.com/journal/2012/05/40514

รัฐบาล "ต้อง" จัดการเรื่อง ม.112

รัฐบาล "ต้อง" จัดการเรื่อง ม.112






ใบตองแห้งออนแอร์ ชี้ว่ารัฐบาลต้องแสดงความกล้าหาญ และยอมรับว่า ม.112 มีปัญหา พร้อมหาคนกลาง เช่น คอป. มาเป็นเจ้าภาพหารือกับทุกฝ่ายว่าควรแก้ไขแก้อย่างไร โดยในตอนหนึ่ง ใบตองแห้งระบุว่า:

"ผมคิดว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ควร ทำเท่านั้น แต่มันเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่รับผิดชอบประเทศ คุณรับผิดชอบเนี่ย รับผิดชอบ สองด้านเลย หนึ่ง ก็คือว่า ต้องรับผิดชอบในการพิทักษ์จุดยืนประชาธิปไตย รักษาความเป็นประชาธิปไตย และอันสองก็คือ รับผิดชอบในการปกป้องสถาบัน และก็ทำให้สถาบันพ้นไปจากความขัดแย้ง ทั้งสองด้านเนี่ยจะต้องมาบรรจบกันที่ว่า คุณจะทำอย่างไรในการยุติปัญหา 112 ถ้ารัฐบาลไม่ทำเรื่องนี้ ก็บอกได้ สองคำว่า หนึ่ง 'โง่' สอง 'ขี้ขลาด' ครับ"





"ปฎิรูป ม.112 คือ การปลดเงื่อนไขการนองเลือด"

คำให้สัมภาษณ์ของ ศ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ผู้เชี่ยวชาญในด้านประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับ ม.112 ตอนหนึ่งระบุว่า:


"ก็ต้องปฏิรูปออกมาสักทาง ต้องเข้าใจว่ามาตรา 112 มีวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ แต่ก่อนโทษมันไม่ห
นัก ขนาดนี้ แต่มันมาเพิ่มโทษให้หนักขึ้นในช่วงที่มีการปกครองด้วยอำนาจทั้งเผด็จการทหาร และพลเรือนตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ธานินทร์ กรัยวิเชียร มันต้องปลดล็อก ถ้าเราปลดไม่ได้ มันจะยิ่งไปกันใหญ่ ... น่าห่วงมาก แต่ยอมรับว่าการแก้กฎหมายนี้จะเกิดขึ้นยาก เพราะแรงต้านทานมีสูง คนจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในสังคมชั้นสูง ผมได้พบปะเป็นการส่วนตัว บอกกับผมว่าเห็นด้วยกับผม แต่พอที่แจ้งจะไม่ออกมาพูด ผมจึงเป็นห่วงว่าถ้าเป็นกันแบบนี้โอกาสที่สังคมนี้จะแตกหัก นองเลือดกันเหมือน พฤษภา 2553 หรือพฤษภา 2535 ถ้ามองตามหลักวิชาประวัติศาสตร์ที่ผมเรียนมา มันก็มีโอกาส วันนี้สังคมไทยต้องช่วยปลดเงื่อนไขการนองเลือด ต้องการคนที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรมสูงมากในการทำภารกิจนี้ และการเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ก็ใช้คนไม่มาก ใช้คนจำนวนหนึ่งที่เป็นตัวนำ แต่ต้องได้รับแรงสนับสนุนจากสังคมพอสมควร"

วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เสียงเพรียกหาจาก"แม่น้องเกด" ใครฆ่าลูกสาว 2ปีที่ฆาตกรยังลอยนวล (ชมคลิป)

เสียงเพรียกหาจาก"แม่น้องเกด" ใครฆ่าลูกสาว 2ปีที่ฆาตกรยังลอยนวล (ชมคลิป)

 


แม่น้องเกด 2 ปี พ.ค. 53

http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=o8auok1Y7Es 



ครบรอบ 2 ปี สำหรับการจากไปของ "น้องเกด" กมลเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาวัย 25 ปี ซึ่งเสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุม บริเวณวัดปทุมวนาราม เมื่อวันที่ 19 พฤษาคม 2553

"พะเยาว์ อัคฮาด" แม่ค้าดอกไม้ผู้สูญเสียลูกสาวคนเดียวในเหตุการณ์ครั้งนี้ ยอมรับว่าชีวิตของเธอมีการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงในช่วง 2 ปีมานี้ เพื่อเดินหน้าเรียกร้องความยุติธรรมและข้อเท็จจริง ซึ่งเธอเชื่อว่ารัฐบาลปกปิดเอาไว้

พร้อมย้อนรอยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด ทำไมต้องเดินหน้าเรียกร้องต่

(ที่มา)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1337075762&grpid=01&catid=&subcatid=

รัฐไทยต้องรับผิดชอบต่อการตายของอากง เหยื่อกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

รัฐไทยต้องรับผิดชอบต่อการตายของอากง เหยื่อกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

 

 

 


 

 

 

 

โดยพัชณีย์ คำหนัก
โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย

 

ก่อนอื่น ผู้เขียนขอแสดงความเสียใจและอาลัยต่อการจากไปของนายอำพล (ไม่ขอเปิดเผยนามสกุล) หรือ “อากง” ที่เสียชีวิตที่โรงพยาบาลประจำเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2555 อากงผู้ต้องโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและกฎหมายว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยว กับคอมพิวเตอร์  ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 20 ปี ข้อหาส่งข้อความทางโทรศัพท์ไปยังเลขานุการส่วนตัวของอดีตนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สี่ข้อความที่ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายสถาบันกษัตริย์

การตัดสินจำคุกกรณีนี้สร้างความสะเทือนใจต่อผู้รักความเป็นธรรม เนื่องจากอากงอายุ 61 ปีแล้ว ต้องจำคุกจนถึงอายุ 81 ปี ทั้งอากงไม่ใช่คนเสื้อแดง เป็นคนสามัญธรรมดา ดูแลภรรยา ลูก 3 คน หลาน 4 คน มีฐานะยากจน สุขภาพทรุดโทรมลง เคยป่วยเป็นมะเร็งช่องปาก อีกทั้งการตัดสินพิพากษาของระบบศาลไทยก่อให้เกิดความเสื่อมศรัทธาอย่างมาก เพราะด้วยความไร้มาตรฐานไร้มนุษยธรรม คือ

1. ด้วยความอ่อนแอของจำเลย (อากง) ที่อายุมาก ขาดความรู้ด้านเทคโนโลยีและโอกาสในการเตรียมสู้คดี เพราะไม่ได้รับการประกันตัว  ศาลเห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยที่กล่าวอ้างว่า ส่ง SMS ไม่เป็น และไม่รู้จักเบอร์โทรศัพท์ของนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขานุการส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์นั้น มีแต่จำเลยเท่านั้นที่รู้เห็น เป็นการง่ายที่จะกล่าวอ้าง1] อีกทั้งการอ้างของจำเลยไม่น่าเชื่อถือเพราะจำผิดบ้าง จำไม่ได้บ้าง

2. ใช้พยานแวดล้อมของโจทก์ เพราะจำเลยไม่รู้จักนายสมเกียรติ ไม่รู้หมายเลขโทรศัพท์ แต่ศาลเห็นว่า แม้โจทก์จะไม่สามารถนำสืบพยานให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าจำเลยเป็นผู้ที่ส่ง ข้อความตามฟ้องจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนาย สมเกียรติ แต่ก็เพราะเป็นการยากที่โจทก์จะสามารถนำสืบได้ด้วยประจักษ์พยาน เนื่องจากจำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดดังกล่าวย่อมจะต้องปกปิดการกระทำของ ตน มิให้บุคคลอื่นได้ล่วงรู้ จึงจำเป็นต้องอาศัยเหตุผลประจักษ์พยานแวดล้อมที่โจทก์นำสืบเพื่อชี้วัดให้ เห็นเจตนาที่อยู่ภายใน

3. ใช้ข้อมูลจากเสาสัญญาณ หลักฐานเพียงโทรศัพท์มือถือ ที่อีมี่หรือรหัสประจำเครื่องสามารถปลอมแปลงกันได้ มัดตัวจำเลย  แต่จำเลยไม่สามารถหาผู้เชี่ยวชาญมายืนยันข้อเท็จจริงนี้ ซึ่งหมายความว่าการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตกเป็นภาระของจำเลย ในขณะที่ไม่มีโอกาสต่อสู้

4. ปฏิเสธสิทธิการประกันตัว  ทนายความของอากงได้ยื่นขอประกันตัว 8 ครั้ง วางหลักทรัพย์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะการยื่นขอประกันตัว 2 ครั้งหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา โดยยื่นขอประกันต่อศาลอุทธรณ์ วางหลักทรัพย์ 1.4 ล้านบาท มีอาจารย์ 7 คน ใช้ตำแหน่งค้ำประกัน และยื่นครั้งสุดท้ายต่อศาลฎีกา มีอาจารย์กลุ่มเดิม พร้อมเงิน 1 ล้านบาทเป็นหลักประกัน แต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว [2] เพราะเห็นเป็นคดีโทษร้ายแรง เกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี และจะสร้างความเสียหายให้แก่สถาบันอีก จึงต้องกักขังและลงโทษให้หลาบจำ [3]


5. วางโทษสาหัสกว่าโทษฆาตรกรรม ในขณะที่ระบบการพิจารณาคดีของไทยใช้ระบบกล่าวหา ไม่ให้สิทธิประกันตัว ใช้พยานแวดล้อม ไม่ให้โอกาสจำเลยต่อสู้คดี จำเลยถูกสังคมตีตราว่าผิดก่อนที่คดีจะถูกตัดสินจนถึงที่สุด และหมดสิทธิ์ที่จะได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพใดๆ เพราะไม่จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์

แม้ล่าสุด โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย สหภาพแรงาน นักพัฒนาเอกชน องค์กรสังคมนิยมจำนวนหนึ่งทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะในวันกรรมกรสากล 1 พฤษภาคม 2555 ร่วมกันรณรงค์เรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุขและนักโทษการเมืองทุกคน ไม่ว่าจะด้วยการออกจดหมายเปิดผนึก แถลงการณ์ ยื่นหนังสือหน้าสถานทูตไทย รณรงค์ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ท   แต่เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องและรัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และปัจจุบันนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลับเพิกเฉยต่อปัญหาความไม่เป็นธรรมดังกล่าว   กระทั่งเกิดกรณีอากงเสียชีวิตในเรือนจำ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรก็ยังคงยืนยันคำเดิมว่าจะไม่แก้กฎหมายอาญามาตรา 112   ทั้งไม่เอ่ยถึงการประกันตัว การปล่อยตัวชั่วคราวอีกด้วย


การเสียชีวิตของอากงในขณะติดคุกจึงเป็นผลพวงของการที่เจ้าหน้าที่รัฐ ปฏิบัติต่อเขาอย่างไร้มนุษยธรรม ไร้หลักมนุษยชนมาโดยตลอด อันเป็นการบั่นทอนร่างกายและจิตใจของอากง ส่งผลสะเทือนต่อนักโทษคนอื่นๆ และต่อสังคมในวงกว้าง  ทั้งเป็นผลพวงของการที่รัฐเมินเฉยข้อเรียกร้อง “ปล่อยตัวนักโทษการเมืองทุกคน” ของกลุ่มนักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยที่เรียกร้องมาตั้งแต่หลังปราบปรามผู้ ชุมนุมที่ ถ.ราชดำเนินและราชประสงค์ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน

สิ่งที่ต้องการย้ำ ณ ที่นี้ คือ ปัญหาความไม่ยุติธรรมมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่บีบคั้นให้คนไม่ผิดกลายเป็น คนผิด และรัฐไทยจึงควรต้องรับผิดชอบต่อเหยื่อทั้งหลาย

คุกมีไว้ขังคนจน พูดกันมานานเป็นสิบๆ ปี แต่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เพราะอะไร?

คุกไทยเลวร้ายยิ่งกว่าโรงงานนรก เพราะ ผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นผู้ที่ต่ำต้อยที่สุดของสังคมอยู่ในสภาพที่เลวยิ่งกว่าความผิดของตัว เอง  ผู้เขียนต้องการเป็นปากเสียงให้แก่เหยื่อของเผด็จการที่นำกฎหมายหมิ่นพระ บรมเดชานุภาพมาใช้เป็นเครื่องมือปิดหู ปิดตา ปิดปากประชาชนที่คัดค้านการทำรัฐประหาร  ดังเห็นได้จากจำนวนคดีที่เพิ่มขึ้นมากมายเป็นร้อยๆ คดี พร้อมกับโทษที่หนัก   ตัวอย่างกรณีดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ถูกจำคุกมาแล้วร่วม 3 ปีก่อนถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 18 ปี แต่คดียังไม่สิ้นสุด กรณีของสมยศ พฤกษาเกษมสุข นักรณรงค์สิทธิแรงงาน ไม่ได้รับการประกันตัวใดๆ และคดียังไม่ถูกตัดสิน  หรือกรณีสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ และคนอื่นๆ  คนเหล่านี้คือคนที่คิดต่างแต่มีชีวิตอยู่เยี่ยงอาชญากรฆ่าคน  สภาพเช่นนี้สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมไทย  คือ


1. วาทกรรมของผู้มีอำนาจรัฐมักพูดว่า "ถ้าไม่อยากติดคุก ก็อย่าทำผิดสิ"  เป็นทัศนะที่ผิดเพราะคนที่พูดแบบนี้จะไม่มีวัน "ปฏิรูป" "แก้ไข" กฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและระบบสังคม  คนแบบนี้จะเรียกร้องให้ประชาชนเคารพกฎหมาย แต่จะไม่ยอมให้ประชาชนเข้าไปแก้กฎหมาย ซึ่งเป็นการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ ปิดกั้นการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย แต่กลับเป็นการสร้างรัฐแบบอำนาจนิยม ฟาสซิสต์ นาซี คอมมิวนิสต์เช่นจีน (ที่ปัจจุบันผู้นำไทยนิยมเดินทางไปกันมาก ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนประณามหยามเหยียด)

2. คนไม่ผิดแต่ถูกทำให้ผิด กรณีสมยศ พฤกษาเกษมสุข เป็นเพียงผู้ต้องหา แต่ถูกล่ามโซ่ก่อนตัดสินคดี ต้องแต่งชุดนักโทษ อันเป็นการละเมิดมาตรฐานยุติธรรมพื้นฐาน เพราะเขาควรได้รับการพิจารณาว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ก่อนการตัดสินคดี  การที่ผู้ต้องหาต้องเข้าไปในห้องศาลในสภาพเช่นนั้น แทนที่จะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าของตนเองและปราศจากโซ่ เป็นการสร้างภาพในห้องศาลว่าคนนี้เป็น “ผู้ร้าย” ซึ่งมักมีผลต่อการตัดสินคดีในอนาคต และสมยศอาจประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับนักโทษคดีหมิ่นฯ คนอื่นๆ

จากนั้นเมื่อถูกพิพากษาว่าทำผิดก็เข้าไปอยู่ในคุก พบกับสภาพที่เลวร้ายยิ่งกว่าความผิดของตัวเอง ดังกรณีดา ตอปิโด และนักโทษการเมืองเสื้อแดงที่ถูกขังฟรีด้วยข้อหาก่อการร้าย ละเมิดพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ กฎหมายหมิ่นฯ  ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่เลือกปฏิบัติ ไม่มีทนาย ไม่ติดต่อญาติ ถูกซ้อมทรมาน ไม่ได้รับการรักษาพยาบาลที่ดีเมื่อเจ็บป่วย อยู่กันอัดแน่นในห้องขัง พลิกตัวไม่ได้ อาหารด้อยคุณภาพ ต่อแถวยาว การขังแบบเหมารวม ผู้ต้องขังด้วยข้อหาลักเล็กขโมยน้อย มีโทษจำคุกไม่กี่ปี แต่ถูกนำไปขังรวมกับนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ ถูกนักโทษด้วยกันกลั่นแกล้ง  อันเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ต้องขัง  คุกไทยจึงเป็นสภาพที่ก่อให้เกิดแรงกดดัน ความเครียด นำไปสู่การฆ่าตัวตาย หรือฆาตกรรมภายในคุก

เบื้องต้นนี้ต้องการบอกว่า การทำผิดของคนไม่ใช่เรื่องปัจเจกบุคคล แต่ระบบสังคมก็เป็นปัจจัยที่บีบคั้นให้คนไม่ผิดกลายเป็นคนผิด เราจึงต้องเข้าไปตรวจสอบโครงสร้างสังคมไทยที่มีลักษณะชนชั้น ใช้เส้นสาย เลือกปฏิบัติ กีดกันคนจนให้ด้อยโอกาส ปิดกั้น ทำลายผู้ที่เห็นต่างจากผู้มีอำนาจ ไม่ให้ได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ จนถึงขั้นใช้ความรุนแรงกับประชาชน (ที่เรียกว่าอาชญากรรมโดยรัฐ) 

กระนั้น เจ้าหน้าที่รัฐไทยไม่เคยรับผิดชอบต่อประชาชน ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงจากเจ้าหน้าที่รัฐเอง ตกเป็นเหยื่อของกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ลอยแพคนเหล่านี้ ซึ่งเป็นการทำลายความมั่นคงของประชาชน  แต่ไปสร้างเสริมความมั่นคงของผู้มีอำนาจรัฐแทน ให้สามารถกดขี่ข่มเหงประชาชนคนยากจน คนด้อยโอกาสให้ไร้อำนาจต่อไป

สำหรับโครงสร้างสังคมแบบชนชั้นประกอบด้วยใครกันบ้างที่เกี่ยวข้องกับ เหตุการณ์ปัญหาดังที่กล่าวมาทั้งหมด  เริ่มต้น ผู้ที่ต้องรับผิดชอบคือ ผู้นำรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ถูกเลือกมาจากอำนาจของประชาชน เนื่องจากมีอำนาจบริหารที่สามารถออกพระราชกฤษฎีกาปล่อยตัวนักโทษการเมือง ชั่วคราวได้ รวมไปจนถึงหาวิธีการนำอดีตผู้นำรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ทหารที่เกี่ยวข้องกับการใช้กำลังทหาร อาวุธสงครามเข้าสลายการชุมนุมของประชาชนเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและลงโทษได้  แต่กลับเพิกเฉย และเลือกที่จะหาหนทางช่วยเหลือเฉพาะกรณี เช่น กรณีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 

รัฐบาลคือองค์ประกอบหนึ่งของรัฐไทยที่กำลังตอกย้ำความขัดแย้งที่ ยังดำรงอยู่ และค้ำยันโครงสร้างสังคมชนชั้นแห่งนี้ หากไม่รีบดำเนินการปล่อยตัวนักโทษการ เมืองทุกคน โดยไม่มีเงื่อนไข แก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 ปัญหาความขัดแย้งจะบานปลายดังกรณีของอากง ซึ่งเกือบจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายแล้วว่า หากรัฐบาลไม่ดำเนินการใดๆ จะมีความชอบธรรมเหลืออยู่อีกหรือไม่ ที่จะบริหารประเทศนี้ต่อไป


(ที่มา) 
http://www.prachatai.com/journal/2012/05/40488

Wake Up Thailand 15พค55

Wake Up Thailand 15พค55


Posted Image

(คลิกฟัง)

http://www.youtube.com/watch?v=SSbj5UBgPnI&feature=related