หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Wake Up Thailand 08มิย55

Wake Up Thailand 08มิย55

 

(อ่านต่อ)

http://www.youtube.com/watch?v=k6EUb6MpoLU&feature=related

The Daily Dose 08มิย55

The Daily Dose 08มิย55 

 

(อ่านต่อ)
http://www.youtube.com/watch?v=SqZH-WzgUbE&feature=share

เม้าท์มอย : พระศุกร์เข้า คณะตลกแทรก

เม้าท์มอย : พระศุกร์เข้า คณะตลกแทรก

 


(คลิกฟัง)
http://www.youtube.com/watch?v=yX7FbhtkKIs&feature=player_embedded

เกาะติดการข่าว"มั่นคง" เจาะแผน2"ม็อบชนม็อบ" วัดใจ"ดัน-ถอย"กม.ปรองดอง

เกาะติดการข่าว"มั่นคง" เจาะแผน2"ม็อบชนม็อบ" วัดใจ"ดัน-ถอย"กม.ปรองดอง

 

 

ความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมือง 2 กรณีที่เชื่อมโยงกันอย่างปฏิเสธมิได้ คือกรณี การขวางการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ล่าสุดปิดทางขวางประตูรัฐสภาจนการประชุมวาระดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด

โดยกลุ่มพันธมิตรประกาศพร้อมรวมพลทุกเมื่อถ้ามีการพยายามบรรจุวาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ เข้าสภา

กับ อีกกรณี ศาลรัฐธรรมนูญให้ชะลอการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3 ซึ่งฝ่ายหนุนคือ พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มพันธมิตร ส่วนฝ่ายต้านคือพรรคเพื่อไทยแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งกลุ่ม นปช.นำโดยนางธิดา ถาวรเศรษฐ เริ่มตั้งโต๊ะล่ารายชื่อถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 8 คน ในวันนี้ (7 มิ.ย.) ที่หน้ารัฐสภา

ความเคลื่อนไหวเดินเกมการเมืองของ 2 ฝ่าย ทำให้หน่วยงานด้านความมั่นคงต้องเกาะติดด้านการข่าวอย่างต่อเนื่องทุกวัน

โดย หน่วยงานด้านความมั่นคงประเมินการตั้งโต๊ะล่ารายชื่อถอดถอนตุลาการศาลรัฐ ธรรมนูญ 8 คนของกลุ่ม นปช.ในวันนี้ว่า จากข้อมูลด้านการข่าว วิเคราะห์ว่ากลุ่ม นปช.จะมาประมาณ 20,000 คน โดยรถบัสและรถตู้มาจากหลายภูมิภาค อาทิ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3,000 คน ภาคตะวันออกและภาคกลาง 5,000 คน กรุงเทพฯ 2,000 คน ภาคใต้ 500 คน ภาคตะวันตก 200 คน และอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง โดยมีกำหนดกลับในเย็นวันเดียวกัน

ขณะ ที่วันเดียวกันกลุ่มพันธมิตรซึ่งหลักๆ คือสันติอโศก ปักหลักอยู่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้ามียอด 350 คน จะไม่เคลื่อนมาหน้ารัฐสภา โดยกลุ่มสันติอโศกมีกำหนดยุติการชุมนุมเบื้องต้นในวันที่ 10 มิถุนายน

ซึ่ง หน่วยงานด้านความมั่นคงประเมินว่าหากไม่มีปัจจัยแทรกซ้อนใดๆ ความรุนแรงก็ไม่น่าจะเกิด โดยปัจจัยแทรกซ้อนหลักที่กังวล คือ การบรรจุวาระการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ แต่เมื่อยังไม่มีการบรรจุวาระ จึงแน่นอนว่าไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรง

ส่วน การประชุมร่วมรัฐสภาในวันที่ 8 มิถุนายน ที่บรรจุวาระเรื่องประธานแจ้งที่ประชุมทราบคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ กรณีรับคำร้องให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 และให้รัฐสภาชะลอการดำเนินการเกี่ยวกับการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ...) พ.ศ.... ในวาระที่ 3 เอาไว้ก่อนจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยนั้น หน่วยงานด้านความมั่นคงวิเคราะห์ว่า น่าจะมี ส.ส.ลุกขึ้นอภิปรายการปฏิบัติหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญอย่างกว้างขวาง อาทิ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และไม่น่าจะมีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ ด้านนอกรัฐสภา

รวม ถึงการประชุมรัฐสภา ในวันที่ 12-14 มิถุนายน เพื่อพิจารณากฎหมายฟอกเงินและการก่อการร้าย ก็ไม่น่าจะมีเหตุการณ์ความรุนแรงใดๆ เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานด้านความมั่นคงประเมินว่า หากยังมีการดึงดันที่จะพิจารณาดันร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติเข้าสภา การข่าวแจ้งว่ากลุ่มการเมืองอาจมีการขยับแผน 2 หลังจากแผนแรก "ฟาวล์" โดยการให้กลุ่มผู้ชุมนุมฟากรัฐบาลล้อมกรอบรัฐสภาไว้ เพื่อปิดกั้นขัดขวางการปิดล้อม

ประตูรัฐสภาของกลุ่มพันธมิตร และเปิดทางให้ขบวนรถ ส.ส.เข้าประชุมสภาได้สำเร็จ

 

(อ่านต่อ)http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1339135237&grpid=&catid=03&subcatid=0305

แดงกลุ่มย่อยนำเก้าอี้มอบ ส.ส.รังสิมา หวังไม่แย้ง ปธ.สภาฯอีก

แดงกลุ่มย่อยนำเก้าอี้มอบ ส.ส.รังสิมา หวังไม่แย้ง ปธ.สภาฯอีก

 

 

นักกิจกรรมกลุ่มสหายสีแดงยื่นจดหมายและรายชื่อร้านเก้าอี้ในเขต กทม. พร้อมเก้าอี้ให้ ส.ส.รังสิมา หวังไม่เกิดเหตุการณ์แย้งเก้าอี้ประธานสภาอีก


 เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 55 เวลาราว 12.00 น. บริเวณหน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ถนนพระราม 6 นักกิจกรรมในนามกลุ่มสหายสีแดง 10 คน ได้เดินทางมายื่นจดหมายมอบเก้าอี้ 13 ตัว ให้ ส.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จ.สมุทรสงคราม เพื่อประท้วงพฤติกรรมการแย่งเก้าอี้ ประธานสภาฯ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา

โดยจดหมายของทางกลุ่มสหายสีแดงระบุว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในสภานั้นเป็นการ ทำลายภาพลักษณ์การดำรงอยู่ของสภา ที่เป็นตัวแทนของอำนาจประชาชน เพื่อเปิดทางให้เกิดการรัฐประหาร และในจดหมายฉบับดังกล่าวยังได้แนบรายชื่อร้านขายเก้าอี้กว่า 10 แห่งในกรุงเทพมาด้วย โดยระบุว่าเพื่อให้มีโอกาสเลือกซื้อตามต้องการจะได้ไม่เกิดเหตุการณ์แย่ง เก้าอี้ประธานสภาอีก

(อ่านต่อ)
http://www.prachatai.com/journal/2012/06/40927

วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2555

คดีตากใบยังไม่จบ ศาลนัดพิพากษาอุทธรณ์ ไม่เพิกถอนคำสั่ง ‘ขาดอากาศหายใจ’

คดีตากใบยังไม่จบ ศาลนัดพิพากษาอุทธรณ์ ไม่เพิกถอนคำสั่ง ‘ขาดอากาศหายใจ’

 

 

ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ กรณีญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ตากใบ อุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งคดีไต่สวนการตายของศาลจังหวัด สงขลา 8 มิถุนายน 2555


มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แจ้งว่า เวลา 09.00 น. วันที่ 8 มิถุนายน 2555 ศาลอาญา กรุงเทพมหานคร นัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ในคดีหมายเลขดำที่ ษ 43/2552 หมายเลขแดงที่ ษ 42/2552 กรณีญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ตากใบ จังหวัดนราธิวาส จำนวน 34 คน ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งไต่สวนการตายของศาลจังหวัดสงขลา เนื่องจากเห็นว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย โดยมอบอำนาจให้นางแยน๊ะ สะแลแม เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา

คดีนี้ เกิดขึ้นสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2552 ศาลจังหวัดสงขลา ได้มีคำสั่งในคดีไต่สวนชันสูตรพลิกศพหรือคดีไต่สวนการตายกรณีผู้เสียชีวิตใน ระหว่างการขนย้ายผู้ชุมนุมบริเวณหน้าสถานีตำรวจภูธรตากใบ จังหวัดนราธิวาส ไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี  เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 78  คน  โดยศาลจังหวัดสงขลา มีคำสั่งว่า ผู้ตายทั้ง  78  คน  เสียชีวิตเนื่องจากขาดอากาศหายใจ ในระหว่างอยู่ในความควบคุมตัวของเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติราชการตามหน้าที่

(อ่านต่อ)http://www.prachatai.com/journal/2012/06/40918

 

อาชญากรรมรัฐที่ตากใบ

ในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๗ กองกำลังติดอาวุธของรัฐไทยได้สลายการชุมนุมอย่างสันติของชาวบ้านที่ตากใบ จังหวัดนราธิวาส ชาวบ้านที่มาประท้วงหน้า ส.น.ตำรวจในวันนั้นประกอบไปด้วย ชาย หญิง และเด็ก สาเหตุที่มาประท้วงก็เพื่อให้ตำรวจปล่อยตัวชาวบ้านที่ถูกจับในข้อหานำอาวุธ ไปให้พวกที่กบฏต่อรัฐอำมาตย์

อาวุธดังกล่าวเดิมมาจากภาครัฐที่บังคับให้ชาวบ้านถือไว้ และเขามอบอาวุธให้คนอื่นเพราะถูกข่มขู่ ชาวบ้านกลัวว่าผู้ที่ถูกตำรวจจับจะหายตัวไปหรือถูกซ้อมตามเคย จึงมาประท้วงเพื่อให้ปล่อยเพื่อนบ้าน ในวันนั้นมีการใช้รถดับเพลิงฉีดน้ำใส่ผู้ประท้วงและใช้ก๊าซน้ำตาแล้ว มีการยิงกระสุนปืนใส่ชาวบ้านจนตาย 6 คน บาดเจ็บอีกมากมาย หนึ่งในผู้บาดเจ็บจากกระสุนปืนของรัฐไทยเป็นเด็กอายุ 14 ขวบ ในขณะที่ฝ่ายชาวบ้านไม่มีอาวุธแต่อย่างใด


หลังจากที่สลายการชุมนุมดังกล่าว ทหารและตำรวจบังคับให้ชายทุกคนนอนลงกับพื้น ถูกถอดเสื้อ ถูกเตะตี แล้วมีการมัดมือไว้ข้างหลัง ต่อมาทหารก็โยนชายเหล่านั้นขึ้นรถทหารที่ไม่มีหลังคา มีการบังคับให้นอนทับกันหลายชั้น ใครร้องเรียนประท้วงหรือไม่พอใจ จะโดนทุบตีและเหยียบและถูกทหารปรามว่า
“เดี๋ยวจะรู้ว่านรกจริงเป็นอย่างไร”

ชายเหล่านั้นไม่ได้กระทำความผิดอะไรทั้งสิ้น แค่มาประท้วงตามสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นเราต้องเข้าใจว่ารัฐไทยมองว่าเขาเป็น “เชลยศึก” ที่จะถูกลงโทษ ไม่ใช่ “ผู้ต้องหา” ที่มีสิทธิ

เชลยศึกดังกล่าวถูกนำไปส่งที่ค่ายอิงคยุทธิ์ จ.ปัตตานี ซึ่งใช้เวลาเดินทางกลางแดดหลายชั่วโมง พอรถทหารคันแรกถึงค่ายอิงคยุทธิ์ปรากฏว่ามีคนตายที่นอนอยู่ข้างล่างหลายคน 6 ชั่วโมงหลังจากนั้นรถคันสุดท้ายมาถึงค่ายทหารและมีคนตายทั้งหมด 78 ศพ ในหกชั่วโมงที่ทหารทราบว่าการขนส่งมนุษย์แบบนี้มีปัญหา ไม่มีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีขนคนแต่อย่างใด ดังนั้นเราต้องสรุปว่าเป็นการ “จงใจฆ่าประชาชน”

พล.ท.พิศาล วัฒนวงศ์คีรี แม่ทัพภาคที่ 4 ในยุคนั้น กล่าวต่อหน้ากล้องโทรทัศน์ของสื่อมวลชนขณะที่เกิดเหตุการณ์ว่า “เราจะทำอย่างนี้อีกทุกครั้ง”

นอกจากแม่ทัพภาคที่ 4 แล้วผู้ที่ต้องรับผิดชอบกับอาชญากรรมของรัฐครั้งนี้คือ ผู้บัญชาการตำรวจในพื้นที่ และที่สำคัญที่สุดคือนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร รัฐมนตรีกลาโหม และผู้บัญชาการทหารและตำรวจระดับชาติ นอกจากนี้รัฐบาลทักษิณต้องรับผิดชอบกับการที่ทนาย สมชาย นีละไพจิตร ถูกตำรวจฆ่าก่อนหน้านั้นอีกด้วย

หลังเหตุการณ์ที่ตากใบนายกรัฐมนตรีทักษิณออกมาชมทหารและตำรวจ และรัฐบาลอ้างว่าคนที่เสียชีวิตไป ตายเพราะ
"อุบัติเหตุ" สี่ปีหลังเหตุการณ์ นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวศ โกหกกับนักข่าวโทรทัศน์ช่อง Al Jazeera ว่าคนตายที่ตากใบตายเพราะ “ล้มทับกันเอง”

อย่าลืม“กรือแซะ”


ในยุครัฐบาลทักษิณมีเหตุการณ์นองเลือดในภาคใต้อีกเหตุการณ์หนึ่ง คือการนองเลือดที่
“กรือแซะ” ใน เดือนเมษายน ๒๕๔๗ ในกรณีนี้มีชายหนุ่มโพกผ้าศักดิ์สิทธิ์และเข้าโจมตีป้อมตำรวจด้วยดาบโบราณ การโจมตีป้อมตำรวจที่มีอาวุธทันสมัยครบมือด้วยดาบโบราณ มีลักษณะของการพลีชีพในเชิงสัญลักษณ์ เพราะชายหนุ่มเหล่านั้นคงทราบดีว่าต้องตายแน่ แต่บางคนที่ไม่ตายท่ามกลางเหตุการณ์และถูกจับคุม ก็โดนวิสามัญฆ่าตกรรมโดยรัฐ มีหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่รัฐไทยจับผู้ต้องหามามัดมือและประหารชีวิตอย่าง เลือดเย็นที่ สะบ้าย้อย

นายทหารที่เป็นผู้บังคับบัญชาที่ กรือแซะ ชื่อ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี นายทหารคนนี้เคยแจ้งกับหนังสือพิมพ์ว่าในอดีต
สมัย รบกับคอมมิวนิสต์ กองทัพบกจะเข้าไปในหมู่บ้านและยิงทิ้งใครที่สงสัยว่ากบฏต่อรัฐ แต่ตอนนี้ต้องแนบเนียนกว่านี้ ต้องไปขู่เมียแทน ซึ่งสะท้อนวัฒนธรรมอันเลวทรามในการละเมิดสิทธิมนุษยชนของทหารไทย

แต่อย่าเข้าใจผิดว่าประชาธิปัตย์รักสงบมากกว่าไทยรักไทย ภายใต้รัฐบาลอภิสิทธิ์มีการเข่นฆ่าทรมาณประชาชน มีการปกป้องฆาตกรที่ฆ่าทนายสมชาย และประชาธิปัตย์พูดแต่เรื่องการ
“ประสานงานการปกครองที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น” ไม่ได้พูดถึงการแก้ไขรากฐานของปัญหาทางการเมืองเลย สาเหตุหนึ่งก็เพราะประชาธิปัตย์กับทหารมือเปื้อนเลือดทำงานด้วยกัน

 

(อ่านต่อ)http://turnleftthai.blogspot.dk/search?updated-max=2011-12-02T13:48:00%2B07:00&max-results=12&start=59&by-date=false 

จดหมายเปิดผนึก 'RED USA' ถึงคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฯ ขอให้ลาออกทั้งคณะ

จดหมายเปิดผนึก 'RED USA' ถึงคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฯ ขอให้ลาออกทั้งคณะ

 

 

เรื่อง
ขอให้ลาออกทันทีทั้งคณะ
ก่อนที่ประเทศชาติจะเสียหายเพราะพวกท่านไปมากกว่านี้

 

ดังเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญส่วน ใหญ่ก่อกำเนิดมาจากคณะรัฐประหาร จึงนับว่ามีที่มาที่ไม่ชอบธรรม แต่กำเนิดมาเพียงเพราะขบวนการยุติธรรมไทยขลาดกลัว ลนลาน ก้มหัวยอมรับให้คณะรัฐประหารเป็นรัฐาธิปัตย์ มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน  เมื่อก่อเกิดมาแล้วก็มัวเมาอยู่ในอำนาจและผลประโยชน์ที่คณะรัฐประหารปรนเปรอ ให้ ซึ่งอำนาจและผลประโยชน์น่าจะสิ้นสุดไปพร้อมๆ กับการสลายตัวของคณะรัฐประหารหลังจากที่มีการเลือกตั้งแล้ว แต่ก็ยังด้านชาอยู่ในตำแหน่ง ท่ามกลางกระแสการประนามหยามเหยียดจากประชาชน  การคงอยู่ของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่เพียงแต่ทำให้ประเทศเป็นตัวตลก แต่ ยังฉุดรั้งการพัฒนาประเทศในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การลงทุน และการเมืองระหว่างประเทศ นอกเหนือจากเป็นองค์กรคอยสุมไฟแล้ว  ยังช่วยโหมกระหน่ำกระพือไฟแห่งความแตกแยกของคนในชาติให้ร้าวลึกยิ่งขึ้น เพียงเพื่อการดำรงอยู่ของตนเอง พวกพ้องและเจ้านายที่ถือปลายโซ่ดึงปลอกคอของพวกท่านอยู่ด้านหลังโดยไม่คำนึง ถึงผลเสียที่เกิดกับประเทศชาติและประชาชนว่ามากมายเพียงใด

คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทำตัวเป็นตัวตลกในสายตาประชาคมโลก การตัดสินให้อดีตนายกรัฐมนตรี สมัคร  สุนทรเวช พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยโดยใช้เพียงพจนานุกรมอ้างอิงในกรณีทำ รายการอาหารออกโทรทัศน์ สร้างความขบขันให้คนทั้งโลกพร้อม ๆกับความขบขันและเสียงหัวเราะเยาะใส่หน้า ผลเสียที่ติดตามมายังใหญ่หลวงนัก นั่นคือความไม่เชื่อมั่นในขบวนการยุติธรรมของไทย ส่งผลต่อการลงทุนและการทำนิติกรรมระหว่างประเทศเพราะต่างชาติไม่มั่นใจว่า เมื่อไรขบวนการยุติธรรมของไทยจะเล่นตลกที่ขำไม่ออก แต่ส่งผลกระทบต่อความ เป็นความตายของการลงทุนระหว่างประเทศ แต่ส่วนหนึ่งของคณะตุลาการที่กระชากนายสมัคร  สุนทรเวช ลงจากบัลลังก์นายกรัฐมนตรีด้วยข้อหารับจ้างตามพจนานุกรมนั้น  กลับไม่มองดูตัวเอง ที่ทำตัวเป็นลูกจ้าง มีรายได้จากการรับจ้างที่มากกว่าเสียอีก

(อ่านต่อ)
http://www.prachatai.com/journal/2012/06/40917