หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2555

คอมมิวนิสต์ปะทะทุนนิยม ชาวเยอรมันฝั่งตอ.โหยหาอดีต แห่ทำบัตรเครดิตรูป "คาร์ล มาร์กซ์"

คอมมิวนิสต์ปะทะทุนนิยม ชาวเยอรมันฝั่งตอ.โหยหาอดีต แห่ทำบัตรเครดิตรูป "คาร์ล มาร์กซ์" 

 

 
สองทศวรรษหลังจากการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน ชาวเยอรมันตะวันออกบางคนได้กลับมาใกล้ชิดกับภาพลักษณ์ของ "คาร์ล มาร์กซ์" อีกคราหนึ่ง เพียงแต่คราวนี้ ใบหน้าของมาร์กซ์ ผู้ทำนายถึงจุดจบของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและชัยชนะของคอมมิวนิสม์ กำลังปรากฏอยู่บนเครดิตการ์ดในกระเป๋าสตางค์ของประชาชนเหล่านั้น

รอยเตอร์สรายงานว่าลูกค้าจำนวนมากกว่า1 ใน 3 ของธนาคารชปาร์คัสเซอร์ ในเมืองเคมนิทซ์ ต่างพากันมาทำบัตรเครดิตการ์ดที่มีใบหน้าของคาร์ล มาร์กซ์ ปรากฏอยู่ โดยสายตาของมาร์กซ์บนบัตรเดรดิตคล้ายกำลังจ้องมองไปยังโลโก้มาสเตอร์การ์ด ซึ่งดำรงอยู่เคียงข้างกัน

ก่อนหน้าการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน ชาวเมืองเคมนิทซ์ ซึ่งขณะนั้นใช้ชื่อเมืองว่า คาร์ล มาร์กซ์ สตัดท์ และประชากรทั่วประเทศเยอรมนีตะวันออก จะได้พบกับใบหน้าของมาร์กซ์บนธนบัตรมูลค่า 100 มาร์ค

ย้อนไปไกลกว่านั้นหลังช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เคมนิทซ์ได้ถูกบูรณะปรับปรุงให้เป็นเมืองต้นแบบของลัทธิสังคมนิยม โดยมีอนุสาวรีย์คาร์ล มาร์กซ์ ที่สูงถึง 7 เมตร ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมือง ภายหลังจุดจบของลัทธิคอมมิวนิสม์ เมืองเคมนิทซ์ก็ประสบกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ กระทั่งประชากรในเมืองต้องอพยพย้ายถิ่นฐานออกไปราว 20 เปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชาวเยอรมันฝั่งตะวันออก ได้เริ่มมีอารมณ์ความรู้สึกโหยหาอดีต ซึ่งแม้พลเมืองในยุคกำแพงเบอร์ลินจะมีเสรีภาพน้อยกว่าในปัจจุบัน แต่พวกเขาก็ได้รับประกันสิทธิในการมีงานทำและสิทธิประกันสังคมจากรัฐ

กระแสความคิดเช่นนั้นยังลามไปถึงเพื่อนร่วมชาติในอีกฟากฝั่งเมื่อมี ลูกค้าจากฝั่งตะวันตกของประเทศจำนวนไม่น้อยได้ติดต่อเพื่อขอเปิดบัญชีใน เมืองเคมนิทซ์กับธนาคารชปาร์คัสเซอร์เพราะต้องการจะได้รับบัตรเครดิตรูปคา ร์ล มาร์กซ์

จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเมื่อปี ค.ศ.2008 ชาวเยอรมันฝั่งตะวันออกราว 52 เปอร์เซ็นต์ เชื่อว่าระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีไม่เหมาะสมกับพวกตน และ 43 เปอร์เซ็นต์ของพวกเขาต้องการได้ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมกลับคืนมา
 

(อ่านต่อ) 

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1339848246&grpid=03&catid=06&subcatid=0600

ประจำสถานีรบ! สถานการณ์การต่อสู้ในการเมืองไทย

ประจำสถานีรบ! สถานการณ์การต่อสู้ในการเมืองไทย

 

 
โดยสุรชาติ บำรุงสุข 

 

"สังคม ไทยในปัจจุบันเป็นสังคมที่ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล เนื่องจากการเป็นฝักเป็นฝ่ายทางการเมือง ไม่สามารถจะพูดคุยกันแบบผู้ดีบนหลักของวิชาการโดยมีข้อมูลและหลักฐานเพื่อ ให้เกิดภูมิปัญญา เมื่อต่างฝ่ายต่างมีนโนทัศน์ที่ไม่เหมือนกัน แม้จะใช้ภาษาเดียวกันคือภาษาไทยในการสื่อสาร ก็ไม่สามารถที่จะตกลงกันได้ และมักจะลงเอยด้วยการถกเถียงโดยใช้อารมณ์อย่างรุนแรง"

ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน

ราชบัณฑิต

29 กันยายน 2554



ท่าน ทั้งหลายที่ติดตามและสนใจการเมืองไทย คงพอคาดเดาได้ไม่ยากนักว่า ความพยายามในการก่อให้เกิดการปรองดองขึ้นในการเมืองไทยนั้น ดูจะเป็นสิ่งที่ไม่สัมฤทธิผลเท่าใดนัก

ยิ่งเมื่อเกิดเหตุในรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายปรองดองก็ยิ่งเห็นได้ชัดเจนว่า ความพยายามที่จะทำให้การเมืองไทยกลับสู่ "ภาวะปกติ" หลังจากการรัฐประหาร 2549 และหลังความขัดแย้งใหญ่ในการเมืองไทย เป็นสิ่งที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้แต่อย่างใด

หรือบางทีเราอาจจะต้องยอมรับความเป็นจริงอันเจ็บปวดประการสำคัญว่า ความขัดแย้งในการเมืองไทยได้เดินผ่านโอกาสของความปรองดองไปแล้ว

และ จากปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ "เปิดเกม" การเมืองในรัฐสภาแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนของพรรคฝ่ายค้านนั้น ดูจะให้คำตอบอย่างชัดเจนว่า โอกาสของการปรองดองน่าจะจบสิ้นแล้วในสังคมการเมืองไทย!

ถ้าข้อสังเกต ดังกล่าวข้างต้นเป็นสมมติฐานที่ถูกต้องแล้ว สิ่งที่รออยู่ข้างหน้าในการเมืองไทยก็คงจะหนีไม่พ้น "ความขัดแย้งใหญ่" ในสังคมไทย

ถ้าแนวโน้มเช่นนี้เป็นจริง เราก็คงกล่าวได้ว่า การเมืองไทยกำลังเดินเข้าสู่ "สถานการณ์สู้รบ" นั่นเอง



การ ต่อสู้ทางการเมืองในรัฐสภา แม้จะเป็นไปในลักษณะของการสร้างเกมการต่อสู้ในลักษณะของการชิงไหวชิงพริบ จนถึงมาตรการสำคัญของฝ่ายค้านในการบุก "ยื้อยุดจับตัว" ประธานรัฐสภาในวันแรก และตามมาในวันที่สองด้วยการ "ปา" เอกสารใส่ประธานรัฐสภา

แต่อย่างน้อยเราก็คงพอคาดหวังได้ในระดับหนึ่ง ว่า ถ้าการต่อสู้นี้ยังคงถูกจำกัดอยู่ในกรอบของรัฐสภาแต่เพียงอย่างเดียว สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างมากที่สุดก็เป็นเพียงการทะเลาะวิวาทของบรรดา สมาชิกผู้ทรงเกียรติในรัฐสภา ซึ่งก็อาจจะไม่แตกต่างกับสิ่งที่เราเคยพบเห็นได้จากภาพข่าวในกรณีของปัญหา ความขัดแย้งในรัฐสภาไต้หวันหรือเกาหลีใต้ เป็นต้น

และอย่างน้อยเราก็ อาจจะพอเบาใจได้อยู่บ้างว่า ตราบเท่าที่ ส.ส. วิวาทกันในรัฐสภา ก็ยังดีกว่าพวกเขาลากเกมให้ปัญหาความขัดแย้งนี้ไปสู่การเมืองบนถนน และอาจจะจบลงด้วยการปิดเกมแบบ "รถถัง"

ดังนั้น ไม่ว่าการเมืองจะขัดแย้งกันเท่าใดก็ตาม แต่ตราบเท่าที่เรื่องทั้งหมดถูกตีกรอบไว้ด้วยกระบวนการทางรัฐสภา แม้จะมีการยื้อยุดหรือขว้างปากันบ้าง ก็อาจจะต้องยอมรับว่าเรื่องราวทั้งหมดก็ยังอยู่ในรัฐสภา แม้จะต้องเสียภาพลักษณ์แห่ง "สถาบันอันทรงเกียรติ" ของบรรดาสมาชิกผู้แทนราษฎรไป ผู้คนอาจจะรู้สึกแย่กับภาพลบที่พวกเขากระทำกันในรัฐสภา

แต่ทั้งหลายทั้งปวงก็ยังอยู่ในรัฐสภาเท่านั้นเอง

สิ่งที่น่ากังวลใจก็คือ การต่อสู้ของพรรคฝ่ายค้านในรัฐสภาอาจจะไม่ได้มุ่งประสงค์ให้ปัญหาอยู่ในสภาเท่านั้น

หาก แต่การกระทำที่เกิดขึ้นเป็นเสมือนการเปิดการรุกทางการเมืองใน "แนวรบรัฐสภา" ด้วยการใช้วิธีการต่างๆ เพื่อก่อให้เกิดความชะงักงันของกระบวนการทางรัฐสภา

เพราะ กลุ่มการเมืองปีกอนุรักษนิยม-จารีตนิยมที่ใช้พรรคฝ่ายค้านเป็นกลไกของการขับ เคลื่อนในรัฐสภาต่างก็ตระหนักดีว่า หากปล่อยให้รัฐสภาเดินไปตามครรลองที่ใช้วิธีการลงเสียงแล้ว พวกเขาก็ต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน

ดังจะเห็นชัดเจนถึงคะแนนเสียง ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้านที่แตกต่างกัน จนมองไม่เห็นว่า กลุ่มอนุรักษนิยมจะชนะการลงเสียงในรัฐสภาได้อย่างไร

ในอีกด้านหนึ่งก็เห็นได้ชัดเจนเช่นกันว่า แม้การกระทำดังกล่าวจะก่อให้เกิดความเสียหายทางการเมืองแก่พรรคฝ่ายค้านเอง

แต่ พวกเขาก็ดูจะประเมินแล้วว่า ความเสียหายดังกล่าวสามารถแก้ไขได้ด้วยการสร้างวาทกรรมเพื่อสื่อสารออกไปสู่ กลุ่มผู้สนับสนุนและกลุ่มเป็นกลาง
 

 

(อ่านต่อ)

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1339855527&grpid=03&catid=&subcatid= 

"แปลกดี ที่ปชช.คนเดินดิน แต่เป็นเสื้อแดง ...เห็นความสำคัญของการแก้ กติกากลางให้เป็นประชาธิปไตย"

"แปลกดี ที่ปชช.คนเดินดิน แต่เป็นเสื้อแดง ...เห็นความสำคัญของการแก้ กติกากลางให้เป็นประชาธิปไตย"


เจาะข่าวตื้น 60 : ตำรวจไทยจอดับ

เจาะข่าวตื้น 60 : ตำรวจไทยจอดับ



เจาะข่าวตื้น 51 : เจาะข้าวแพงแกงร้อน

(คลิกฟัง) 
http://www.youtube.com/watch?v=vspGiYdyrsA

Status: เหวง โตจิราการ แฉขบวนการหากินกับผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย

Status: เหวง โตจิราการ แฉขบวนการหากินกับผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย

 




แกนนำ นปช. สส.พรรคเพื่อไทย อดีตกรรมการสำรอง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย บอกเล่าถึงที่มาของการออกเคลื่อนไหวปกป้องตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ของกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย

เพื่อนๆครับ ผมขอพูดอะไรหน่อยเกี่ยวกับ ผรท.นะครับ ที่จริง ผรท.(ผู้ร่วมพัฒนาชาติ ไทย)เป็นตราบาปของพคท.(พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) ที่พวกชนชั้่นปกครองปฏิกิริยามอบให้  กล่าวคือในภาวะที่ พคท.เพลี่ยงพล้ำอย่างรุนแรง ชนชั้นปฏิกิริยาฉลาดพอที่จะใช้่นโยบายหลอกลวงเพื่อแยกสลายกองกำลังของพคท. โดยให้คำมั่นสัญญาในการตอบแทนผลประโยชน์ทางวัตถุให้กับ ผรท.เพียงแค่พอมีชีวิตอยู่ได้ คือ ให้ควาย5ตัวที่ดิน5ไร่บ้านเล็กๆหนึ่งหลัง(อาจจะมีเงินจำนวนหนึ่งไม่เกินสอง หมื่น)

แต่พวกปกครองปฏิกิริยาไม่จริงใจใน"การให้"ดังกล่าว พวกมันจึงให้ผรท.จำนวนน้อยมาก ส่วนที่เหลือ ปล่อยปละละเลยทิ้งๆขว้างๆมาโดยตลอด และอาศัยบางส่วนงานของกองทัพภาค2มาดำเนินการหลอกลวงด้วยคำมั่นสัญญาลมๆแล้งๆ มาโดยตลอด อาจจะให้บ้างคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ไม่ถึง10%ของจำนวนที่ให้ตามสัญญาและจำนวนคน ที่ได้ 

จากนั้ืนก็ปล่อยทิ้งไว้อย่างเหี้ยมโหด เพราะพวกเขา"เป็นฝ่ายชนะขาด ให้พวกคุณมีชีวิตอยู่โดยไม่จับติดคุกก็ดีเท่าไรแล้ว"พอมีความขัดแย้งทางการ เมืองแหลมคม พวกมันก็เอาเหยื่อมาล่อ ผรท.อีก อย่างเช่น พลเอก.สุรยุทธ์ จุฬานนท์ สิ่งแรกที่ทำหลังรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็คือไปหา ผรท.ที่อิสานเหนือก่อนแล้วค่อยไปหาที่อิสานใต้และภาคเหนือ เพื่อให้คำมั่นสัญญาลมๆแล้งๆอีกเช่นเคย อาจจะให้ผลประโยชน์ทางเงินทองสิ่งของบ้างแต่ก็เล็กน้อยมาก เพื่อแยกสลายผรท.ไม่ให้เป็นพวก"เสื้อแดง"

(อ่านต่อ)
http://www.prachatai.com/journal/2012/06/41097 

[คลิป] สัมภาษณ์ดุลยภาค ปรีชารัชช: จับตารัฐยะไข่ จุดวาบไฟการเมืองโลก

[คลิป] สัมภาษณ์ดุลยภาค ปรีชารัชช: จับตารัฐยะไข่ จุดวาบไฟการเมืองโลก

 

หนุ่มมุสลิมโรฮิงยาผู้อพยพหนีภัยศึกศาสนาจากรัฐยะไข่ของพม่า ยกมือไหว้ร่ำไห้
ขณะพาล...
 

จับตารัฐยะไข่ จุดวาบไฟการเมืองโลก

http://www.youtube.com/watch?v=2A7CNaPekn0&feature=player_embedded 


เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ที่ผ่านมา ประชาไท สัมภาษณ์ อ.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และพิธีกรรายการ ASEAN Weekly ทางเว็บไซต์ประชาไท ต่อกรณีสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างชาวโรฮิงยาและชาวอาระกัน ในรัฐอาระกัน ทางตะวันตกของพม่า 

นอกจากการกล่าวถึงปัจจัยที่สำคัญของรัฐอาระกันที่ทำให้ความขัดแย้งดำรง ทั้งเรื่องความแตกต่างทางเชื่อชาติ สภาพพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ที่เป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติส่งไปยังจีนและอินเดีย รวมทั้งเป็นพื้นที่ล่อแหลมต่อความมั่นคงในสายตาของกองทัพพม่า โดยก่อนหน้านี้มีการย้ายที่ตั้งกองบัญชาการทางทหารภาคตะวันตก ที่อยู่ในรัฐอาระกัน จากเมืองชายทะเลซิตตเหว่ เข้าไปยังเมืองอานที่อยู่ตอนในแผ่นดิน

(อ่านค่อ)
http://www.prachatai.com/journal/2012/06/41095 


รายงานเสวนา: รัฐไทย-ชายแดนใต้ ภายใต้ พรก.ฉุกเฉิน ในมุมมองฝ่ายประชาธิปไตย

รายงานเสวนา: รัฐไทย-ชายแดนใต้ ภายใต้ พรก.ฉุกเฉิน ในมุมมองฝ่ายประชาธิปไตย

 



เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.55 ที่ผ่านมา ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถนนราชดำเนิน  สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.) และสหพันธ์นิสิตนักศึกษาชายแดนใต้(สนนตชต.) ได้จัดเสวนาหัวข้อ "รัฐไทย-ชายแดนใต้ ภายใต้พรก.ฉุกเฉิน ในมุมมองฝ่าย ประชาธิปไตย" โดยมีวิทยากรประกอบด้วย รศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะอักษร ศาสตร์ จุฬาฯ นายศราวุฒิ ประทุมราช นักสิทธิมนุษยชน จามาล กีไร ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนนิสิตนักศึกษา พิทักษ์ประชาชน (คพช.) นางสาวจิตรา คชเดช นักเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อความ เป็นธรรมและประชาธิปไตย และนายพรชัย ยวนยี เลขาธิการ สนนท. ดำเนินรายการโดย นายศุภชัย เมืองรัก นศ.กลุ่มกล้าคิด ม.รามคำแหง

 
“..มัน สะท้อนความไม่เข้าในระดับกรอบความคิด มันสะท้อในการไม่รู้จักวิธีการจัดการความแตกต่าง คุณคิดไม่เหมือนผลบังคับให้คุณคิด คุณต้องคิดเหมือนผม ถ้าคุณไม่นับถือเหมือนผมไปอยู่ประเทศอื่น หรือถ้าคุณไม่นับถือเหมือนผมติดคุก กรอบความคิดของชนชั้นนำที่มีความคิดแบบนี้จะไปจัดการปัญหาอะไร 3 จว.ชายแดนภาคใต้ รัฐไทยจัดการไม่เป็น จัดการเป็นคือปราบ อันนี้คือที่มาของการประกาศภาวะฉุกเฉินใน 3 จว.ชายแดนภาคใต้ อันนี้คือที่มาของการเอากองกำลังทหารไปตั้งเต็มไปหมด..”

รศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะอักษร ศาสตร์ จุฬาฯ 

(อ่านต่อ)
http://www.prachatai.com/journal/2012/06/41085