อัพเดทสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจและการเมืองในสหภาพยุโรป (1)

มาร์คซ์
อธิบายว่าระบบการแข่งขันในระบบทุนนิยมจะนำไปสู่การลงทุนและผลิตล้นเกินและ
ก่อให้เกิดแนวโน้มการลดลงของอัตรากำไรซึ่งเป็นสาเหตุของวิกฤติ
นายทุนเลือกแนวทางที่จะรักษาอัตรากำไรไว้
โดยการส่งเสริมให้บริษัทใหญ่กินบริษัทที่อ่อนแอกว่าแล้วตัดระดับการผลิตและ
การจ้างงาน และอีกหนทางหนึ่งคือการตัดค่าแรงอย่างโหด
โดย นุ่มนวล ยัพราช
เบื้องหลังวิกฤติเศรษฐกิจ
วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในยุโรปปัจจุบันเป็นผลพวงโดยตรงจากวิกฤตทางการ
เงินโลกในปี 2007 ที่มีจุดกำเนิดมาจากวิกฤติบ้านและอสังหาริมทรัพย์
(subprime mortgages) ในสหรัฐอเมริกา ที่มีการปั่นหุ้น สร้างฟองสบู่ และ
ค้ากำไรทางการเงินของพวกกลุ่มทุนธนาคาร สำหรับตัวอย่างคล้ายๆ
กันที่พอนึกภาพได้ง่ายๆ ในไทยก็คือ วิกฤติต้มยำกุ้งในช่วงปี พ.ศ.2540
สหภาพยุโรป (European Union = EU)
เป็นการวมตัวกันขึ้นมาของกลุ่มประเทศในยุโรปเพื่อเป็นหนึ่งในมหาอำนาจทั้ง
ทางการค้า และทางการเมืองในเวทีระดับโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
ซึ่งเพิ่มอำนาจการแข่งกับมหาอำนาจอื่นๆ เช่น สหรัฐ จีน รัสเซีย หรือ
ต่อมากลุ่มประเทศ BRIC (Brazil, Russia, India and china)
ที่เป็นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีอัตตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงมาก
อย่างไรก็ตามกลุ่มประเทศ บริค (BRIC) ตลาดส่งออกโดยส่วนใหญ่จะอยู่
สหรัฐอเมริกาและสหาภาพยุโรปเป็นหลัก
ฉะนั้นวิกฤติที่กำลังเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็วจะมีผลกระทบต่อประเทศเหล่านี้
ซึ่งตอนนี้อัตราเศรษฐกิจก็เริ่มชะลอตัวลงจากตัวเลขสองหลักเหลือแค่หลักเดียว
และมีแนวโน้มว่าจะลดลงเรื่อยๆ
จุดเด่นของประเทศบริคคือต้นทุนการผลิตต่ำและมีการกดค่าแรงอย่างโหดเหี้ยม
ซึ่งทำให้ตลาดภายในมีปัญหาเพราะคนไม่มีกำลังซื้อ
หรือคนที่มีกำลังซื้อก็จะเป็นคนส่วนน้อย
วกกลับเข้ามาที่วิกฤติของสหภาพยุโรป
จุดเด่นที่สุดของสหภาพยุโรปคือ
เป็นการสร้างสหภาพบนพื้นฐานผลประโยชน์นายทุนเป็นหลัก
มีการเคลื่อนไหวของทุนอย่างเสรี
ลดพรมแดนระหว่างประเทศสมาชิกสำหรับการค้าขายและธุรกิจ เพื่อสร้างตลาดเดียว
และใช้สกุลเงินเดียวกัน เพื่อความสะดวกสำหรับกลุ่มทุนต่างๆ มากไปกว่านั้น
สหภาพยุโรปต้องการสถาปนาสกุลเงินยูโร(€)
ขึ้นมาเป็นสกุลเงินระหว่างประเทศเหมือนดอลล่าสหรัฐ
สหภาพยุโรปได้ใช้แนวทางเสรีนิยมอย่างสุดขั้ว
เพราะในธรรมนูญของสหภาพเขียนไว้เพื่อให้ผลประโยชน์กับกลุ่มทุนทางการเงินและ
กลุ่มทุนขนาดใหญ่โดยเฉพาะ
มีการกดดันให้ประเทศต่างๆ มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ อย่างเป็นระบบ
ลดการควบคุมโดยรัฐ โดยการอ้างว่ามันเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน
และมีกฎบังคับไม่ให้รัฐกู้เงินจนขาดดุลเกิน 3% ของผลิตผลมวลรวม (GDP)
พูดง่ายๆ สหภาพยุโรปจะหันไปใช้รูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจแบบอเมริกา
คือรัฐเข้ามาปกป้องผลประโยชน์ของคนธรรมดาน้อยที่สุด ยุโรปเคยมีชื่อเสียงว่า
รัฐจะมีบทบาทสูงมากในการพัฒนาเศรษฐกิจ
โดยเฉลี่ยคุณภาพชีวิตของคนจนที่อยู่ในยุโรปจะดีกว่าคนอเมริกัน
สมาชิกของ EU มีอยู่ทั้งสิ้น 27 ประเทศ
แต่กลางปี 2013 จะเพิ่มเป็น 28 ประเทศ สมาชิกใหม่รายที่ 28 คือ โครเอเชีย
ซึ่งลักษณะสมาชิกสามารถแบ่งได้เป็นสองชนิด คือ
พวกที่กำลังพัฒนา(ซึ่งสามารถเรียกได้หลายชื่อ เช่น พวกทางใต้, periphery
counties = ค่อนข้างยากจน ) สมาชิกใหม่ๆ
จะมาจากยุโรปตะวันออกอดีตประเทศเผด็จการคอมมิวนิสต์แนวสตาลิน และ
พวกที่พัฒนาแล้ว (ประเทศร่ำรวย พวกทางเหนือ , core counties)
ปัจจุบัน EU ถูกควบคุมโดย “troika” (แปลว่า 3 องค์กร)
ซึ่งประกอบไปด้วย คณะบริหาร European Union, ธนาคารกลาง European Central
Bank (ECB) และ ไอเอ็มเอฟ International Monetary Fund (IMF)
พวกข้าราชการและนายธนาคารเหล่านี้จะมีบทบาทในการกดดันให้ประเทศที่กำลัง
พัฒนาใน EU ตัดสวัสดิการและแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่างเป็นระบบหรือที่เรียกว่า “โปรแกรมปฏิรูปจาก troika” เพื่อหาเงินไปใช้หนี้ที่ธนาคารต่างๆ ก่อขึ้นแต่แรกในวิกฤติทางการเงิน ประเทศที่ได้ประโยชน์จากนโยบายของ “troika” คือ ธนาคารของประเทศใหญ่ๆ อย่างเยอรมัน ฝรั่งเศษ เบลเยี่ยม หรือ ของกลุ่มประเทศ core
สื่อกระแสหลักตั้งต้นอธิบายว่าวิกฤติครั้งนี้เกิดขึ้นจากประเทศกรีซ คำอธิบายที่ปฏิกิริยาที่สุดคือ
“ชาวกรีกเป็นคนขี้เกียจ ทำงานหนักไม่พอและใช้ชีวิตแบบฟุ่ยเฟือย ไม่จ่ายภาษี”
เป็นต้น คำอธิบายของฝ่ายขวาดังกล่าวได้เพิ่มความเกลียดชังระหว่างเชื้อชาติ
และหลีกเลี่ยงที่จะแตะตัวปัญหาแท้คือปัญหาทางโครงสร้างของระบบทุนนิยม
แล้วคำอธิบายสำหรับชาวมาร์คซิสต์คืออะไร
ระบบทุนนิยมเป็นระบบที่มีปัญหาในตัวของมันเองคือเศรษฐกิจมันจะไม่ขยายตัว
ตลอดเวลา มันจะมีวิกฤติอยู่เป็นระยะ เช่น หลังสงครามโลกครั้งที่สอง
จะมีช่วงที่เศรษฐกิจบูมเต็มที่ในยุค 1960 แต่พอเข้าสู่ยุค 1970 (พ.ศ.2513)
เศรษฐกิจเริ่มมีวิกฤติ
จากนั้นเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่สภาวะที่เกิดฟองสบู่แล้วก็แตกเป็นวงจรอุบาทว์
มาร์คซ์
อธิบายว่าระบบการแข่งขันในระบบทุนนิยมจะนำไปสู่การลงทุนและผลิตล้นเกินและ
ก่อให้เกิดแนวโน้มการลดลงของอัตรากำไรซึ่งเป็นสาเหตุของวิกฤติ
นายทุนเลือกแนวทางที่จะรักษาอัตรากำไรไว้
โดยการส่งเสริมให้บริษัทใหญ่กินบริษัทที่อ่อนแอกว่าแล้วตัดระดับการผลิตและ
การจ้างงาน และอีกหนทางหนึ่งคือการตัดค่าแรงอย่างโหด
ซึ่งเกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา
(รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้สามารถอ่านได้ในเลี้ยวซ้ายฉบับอื่นๆ
ซึ่งมีการอธิบายไว้อย่างเป็นระบบ)
ทีนี้ถ้าค่าแรงน้อยพลังการบริโภคก็จะอ่อนแอ แล้วจะทำอย่างไร?
เพราะจะทำให้วิกฤติหนักขึ้นและคนตกงานมากขึ้น
แนวเสรีนิยมเลือกที่จะไม่เพิ่มค่าแรงให้สอดคล้องกับความต้องการของคนส่วน
ใหญ่ และไม่เห็นด้วยกับการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มกำลังซื้อ
แต่บ่อยครั้งจะเลือกส่งเสริมให้คนบริโภคผ่านการเป็นหนี้แทน
สหรัฐอเมริกา คือ ตัวอย่างอันยอดเยี่ยมในกรณีนี้
รัฐบาลสหรัฐในอดีตไม่เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำมากว่า 30 ปี
และเลือกที่จะปล่อยเงินกู้ราคาถูกเข้าสู่ระบบแทนที่จะเพิ่มค่าแรงเพื่อเพิ่ม
ประสิทธิภาพของกำลังจ่าย เช่น
การเปิดโอกาสให้คนจนอเมริกามีสิทธิกู้เงินราคาถูกเพื่อมาซื้อบ้าน
จากนั้นเกิดการเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์ เกิดฟองสบู่
และจากนั้นฟองสบู่ก็แตกเพราะคนจนใช้หนี้ไม่ได้
เรื่องมันไปกันใหญ่เมื่อนายทุนธนาคารพยายามสร้างกำไรในการเก็งกำไรจากหนี้
เสีย จนทุนธนาคารขนาดใหญ่ของอเมริกาล้มในปี 2008 (Lehman Brothers)[1]
ธนาคารขนาดใหญ่ของยุโรปโดยเฉพาะจากเยอรมันและฝรั่งเศษได้รับผลกระทบ
อย่างมหาศาลเพราะไปซื้อหนี้เน่าจากอเมริกา โดยมีความหวังว่าจะสร้างกำไรได้
ธนาคารเหล่านั้นเกือบจะล้มซึ่งทำให้รัฐบาลต่างๆ
ในยุโรปต้องเข้าไปอุ้มและเอาใจเพื่อนนายทุนด้วยกันโดยปัดหนี้เสียเหล่านั้น
ให้กลายเป็นหนี้สาธารณะ
หลังจากนั้นอ้างว่าต้องตัดบริการสาธารณะชนิดต่างๆ ลงอย่างเป็นระบบ
รวมถึงเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มอีกด้วย เพื่อเอาเงินไปจ่ายหนี้ให้กับนายธนาคาร
เพื่อดึงยอดหนี้ลงมา ในวิกฤติทางการเงินปัจจุบัน
คนใช้หนี้กลายเป็นคนธรรมดาๆ ที่ไม่ได้สร้างปัญหาแต่อย่างใด
ในขณะที่ตัวปัญหาแท้คือพวกนายธนาคาร หรือ พวกนักเก็งกำไร (hedge funds)
ซึ่งสื่อกระแสหลักที่ยุโรปจะเรียกตลาดหุ้นของนายทุนว่า
“เดอะ มาเก็ท” เหมือน
กับว่ามีตัวตนอิสระจากมนุษย์และผลประโยชน์ชนชั้น พวกนักเก็งกำไร
ไม่เคยถูกลงโทษ และพวกนี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อนักการเมืองกระแสหลักในยุโรป
หนี้สาธารณะมหาศาลของกลุ่มประเทศในสหาภาพยุโรป
ทางใต้ เช่น กรีส สเปน อิตาลี่ ไอร์แลนด์ หรือโปรตุเกส
มาจากการที่หลายฝ่ายต้องการหาเงินมาพัฒนาประเทศเพราะถูกกดดันให้เร่งพัฒนา
เศรษฐกิจให้ได้มาตรฐานของกลุ่ม EU
ทั้งรัฐและเอกชนกู้เงินจากธนาคารในเยอรมันและฝรั่งเศส
แต่พอระบบธนาคารพังและรัฐต่างๆ เข้าไปอุ้มจนเกิดหนี้สาธารณะ
พวกปล่อยกู้เอกชนที่คุมตลาด จะมองว่ารัฐขาดประสิทธิภาพที่จะจ่ายหนี้
เลยมีการเพิ่มอัตราดอกเบี้ย ซึ่งมีผลพวงคือหนี้สาธารณะยิ่งเพิ่มขึ้นอีก
ในอดีตลักษณะการขยายตัวของเศรษฐในกลุ่มประเทศเหล่านี้เป็นการขยายตัวที่
สร้างฟองสบู่โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์
การที่ประเทศยากจนใน EU ใช้เงินสกุลยูโร
ทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับกลุ่มประเทศเหนือ เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศษ
เพราะไม่สามารถลดค่าเงินเพื่อลดราคาสินค้าและเพิ่มการส่งออกได้
ฉะนั้นความสัมพันธ์ของกลุ่มประเทศใน EU
จะมีลักษณะความสัมพันธ์ที่ไม่เสมอภาคกัน
ประเทศที่ยากจนมีการพึ่งพาประเทศที่ร่ำรวยมากขึ้นเรื่อยๆ
โดยเฉพาะเรื่องของเงินทุน
ยิ่งประเทศยากจนขาดดุลและเป็นหนี้มากเท่าไหร่
ประเทศเยอรมันและฝรั่งเศษก็กังวลเรื่องความมั่นคงของธนาคารของตนเองและ
เศรษฐกิจของตนเองด้วย
เลยมีการพยายามสร้างอำนาจเหนือรัฐบาลและนโยบายเศรษฐกิจของประเทศยากจนมาก
ขึ้นเรื่อยๆ แต่คนธรรมดาในกรีซหรือสเปนไม่ได้ได้รับประโยชน์แต่อย่างใด
ตรงกันข้ามมีการทำลายชีวิตคนธรรมดาด้วยการตัดเงินเดือน สวัสดิการ
และระดับการทำงาน
นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมที่กรีซ โปรตุเกส และ สเปน
มีการต่อสู้กับการตัดงบประมาณอย่างดุเดือด ข้อถกเถียงที่ตามมาในขณะนี้คือ
กลุ่มประเทศยากจนถ้าใช้หนี้ไม่ได้จะทำอย่างไร?
ข้อเสนอจาก troika คือ
ให้ลบหนี้ทิ้งส่วนหนึ่งและให้คงจำนวนหนี้ที่ดูเหมือนว่ากรีซจะใช้คืนได้
แต่ในความเป็นจริง
มันกลายเป็นเรื่องที่ไร้ความหมายเพราะการปั่นราคาหุ้นและการซื้อขายบอนด์
ล่วงหน้าทำให้ปริมาณหนี้เพิ่มขึ้นอย่างเดียว
ยิ่งกว่านั้นทุกเม็ดเงินที่กรีซกู้มาใหม่
จะเข้ากระเป๋าธนาคารเยอรมันและฝรั่งเศสทันที
โดยที่ประชาชนไม่ได้รับอะไรเลยเพื่อเพิ่มสภาพชีวิตประจำวัน
เนื่องด้วยความอยุติธรรมที่ทวีขึ้นเรื่อยๆ
มันก็มาสู่คำถามว่าอยู่ไปก็ฉิบหาย ออกไปจากสกุลเงินยูโรจะไม่ดีกว่าหรือ?
ถ้าจะออกจะออกอย่างไร? แนวที่หนึ่งของกระแสหลักและนายทุน
เสนอให้รับใบสั่งจาก Troika แล้ว
“อดทน”
แต่แนวที่สองของฝ่ายซ้ายเสนอให้ออกไปโดยอาศัยกระแสกดดันจากมวลชนข้างล่างงด
จ่ายหนี้ ชักดาบและใช้เงินที่มีอยู่เพื่อจ่ายค่าจ้างและบริการประชาชน
แทนที่จะยกให้ธนาคาร เราเรียกว่า “การล้มละลายจากข้างล่าง” (กรณีใกล้เคียงที่ประสบความสำเร็จ คือ กรณีของประเทศอาเจนตินาในปี 2001 ชักดาบต่อ IMF)
กลุ่มประเทศ EU กาลครั้งหนึ่งเคยมีชื่อเสียงเรื่องของความเป็นประชาธิปไตย
แต่ในภาวะวิกฤติที่กลุ่มนายธนาคารมีอิทธิพลเหนือนักการเมือง
เราเห็นการทำลายประชาธิปไตยชนิดที่ยอมรับไม่ได้ คือ
การถอดถอนนายกที่มาจากการเลือกตั้งในประเทศ กรีซ กับ อิตาลี
และการแต่งตั้งนักเทคโนแครตนายธนาคารขึ้นมาบริหารประเทศแทน
ซึ่งนักเทคโนแครตเหล่านั้นต้องการทำลายมาตราฐานการจ้างงานและตัดสวัสดิการ
ทุกชนิดเพื่อหาเงินใช้หนี้ให้ธนาคาร
ประเด็นดังกลาวนำมาสู่ข้อถกเถียงเรื่องการขาดดุลทางประชาธิปไตย
สื่อกระแสหลักยักษ์ใหญ่เช่น Financial Times เรียก
ประเทศกรีซว่าเป็นอาณานิคมแรกของสหภาพยุโรป ซึ่งมีแนวโน้มว่าประเทศอื่นๆ
ที่กำลังมีปัญหา เช่น สเปน ไอร์แลนด์ โปรตุเกส จะมีชะตากรรมเหมือนกรีซ
วิกฤตทางเศรษฐกิจก็จะนำมาสู่วิกฤติทางเมืองในที่สุด
(ฉบับหน้าจะลงรายละเอียดเกี่ยวกับวิกฤติทางเมืองในยุโรป) บทความชิ้นนี้
อาศัย 3 บทความหลักคือ
Kotz, D.M. 2009. The Financial and Economic Crisis of 2008: A Systemic
Crisis of Neoliberal Capitalism. Review of Radical Political Economics
C. Lapavistas, A Kaltenbrunner, D. Lindo, J. Michell, J.P. Painceira, E.
Pires, J. Powell, A. Stenfors, N. Teles,(2010) Eurozone Crisis: Beggar
Thyself and Thy Neighbour, RME occasional report March 2010, Research on
Money and Finance
C. Lapavistas and team, 2011, Breaking up? A route out of the Eurozone
crisis, Occasional Report 3, Research on Money and Finance
เชิงอรรถ
[1]มันมีประเด็นถกเถียงต่อเนื่องในเรื่องนี้คือ
ประเด็น การเติบโตทางธุรกรรมทางการเงิน (Financialisation)
ที่กลายเป็นแหล่งของการสร้างกำไรระยะสั้น
ในขณะที่ภาคการผลิตจริงสร้างกำไรได้น้อยและช้า
ฉะนั้นทุนใหญ่จะหันมาลงทุนค้าทางด้านการเงิน เพื่อหากำไรระยะสั้น
ทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจเทียมที่ไร้ฐานการผลิตรองรับ ขาดความสมดุล
ในช่วงวิกฤติ 1930 มีการค้าทางการเงินในลักษณะที่คล้ายๆ กัน
จนเกิดวิกฤติทำให้คุณค่าของเงินมีปัญหา จนต้องหาทองคำมาเป็นหลักประกัน
....ผู้เขียนจะไม่ลงรายละเอียดมาก
เพราะจะทำให้บทความยาวและซับซ้อนจนเกินความจำเป็น
(ที่มา)
http://turnleftthai.blogspot.dk/2012/06/1.html