ความสับสนซับซ้อนของเรื่อง “เสรีนิยม” ในโลกปัจจุบัน
โดยใจ อึ๊งภากรณ์
เมื่อไม่นานมานี้มีคนตั้งคำถามสำคัญท้าทายกับผมว่า
“ทำไมถึงเสนอว่าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคอำมาตย์ เป็นพรรคเสรีนิยม?”
ผมจะพยายามตอบในบทความนี้
แนวคิดเสรีนิยม (Liberalism)
เป็นทั้งแนวคิดทางการเมืองและเศรษฐศาสตร์พร้อมกัน แยกออกจากกันไม่ได้
จุดเริ่มต้นของแนวนี้คือการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างชนชั้นนายทุน
กับชนชั้นขุนนางอนุรักษ์นิยมในยุโรป ในสมัยปฏิวัติ อังกฤษ อเมริกา
และฝรั่งเศส เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 17-18
ในยุคนั้นพวกขุนนางอนุรักษ์นิยมสามารถผูกขาดอำนาจเศรษฐกิจ
ผ่านการถือตำแหน่งในรัฐ และสามารถควบคุมอำนาจทางการเมืองผ่านเผด็จการ
ดังนั้นแนวคิดของชนชั้นนายทุน
ซึ่งเป็นชนชั้นใหม่ที่เติบโตขึ้นมาและท้าทายขุนนางอนุรักษ์นิยม
จะเสนอว่าต้องมีประชาธิปไตย และสิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียมกัน
และต้องทำลายการผูกขาดระบบเศรษฐกิจของรัฐโดยการใช้กลไกตลาดเสรีและการค้า
เสรี
นักคิดสำคัญๆ ของแนวเสรีนิยมนี้มีอย่างเช่น John Locke, de Tocqueville,
James Mill และเขามักจะเน้นเรื่อง “ประชาธิปไตย”
เสรีภาพปัจเจกกับสิทธิในทรัพย์สินปัจเจก
เพื่อเผชิญหน้ากับรัฐเผด็จการของขุนนาง ส่วน Adam Smith
จะเน้นเรื่องความสำคัญของกลไกตลาดเสรีเพื่อต้านการผูกขาด แต่ “ประชาธิปไตย”
ของเขาไม่ใช่ประชาธิปไตยที่พลเมืองชายหญิงทุกชนชั้นจะมีสิทธิเท่าเทียมกัน
อย่างที่เราเข้าใจในยุคนี้
มันเป็นการเน้นสิทธิเสรีภาพของนักธุรกิจและชนชั้นกลางเพศชายมากกว่า
สิทธิในทรัพย์สินคือสิทธิของนายทุนที่จะจ้าง (และขูดรีด) แรงงาน และสำหรับ
Smith การใช้กลไกตลาดมีเป้าหมายในการทำลายอำนาจผูกขาดของขุนนาง
ในขณะเดียวกัน Smith เน้นว่าระบบเศรษฐกิจที่พึงปรารถนา
จะมีความเป็นธรรมสำหรับคนจนด้วย ไม่ใช่ระบบ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา”
แต่ลูกศิษย์ Smith ในยุคนี้มักจะลืมประเด็นสำคัญอันนี้
เราต้องเข้าใจว่าคนที่ยึดถือแนวเสรีนิยมในยุคนั้นคือคนสมัยใหม่ก้าวหน้า
ที่กำลังสู้กับระบบเก่า แต่พอชนชั้นนายทุนสถาปนาตนเองเป็นชนชั้นปกครอง
และระบบทุนนิยมครอบงำโลกได้
กระแสคิดหลักของนายทุนก็เปลี่ยนไปเป็นการปกป้องอำนาจและผลประโยชน์ของเขา
คือเขากลายเป็นคนอนุรักษ์นิยมนั้นเอง
ในปัจจุบัน แนวคิดเสรีนิยมกลายเป็นแนวที่ต่อต้านการใช้รัฐ
เพื่อสร้างสวัสดิการและความเป็นธรรมสำหรับส่วนรวม
ซึ่งเป็นกระแสหลักในยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
เสรีนิยมที่รื้อฟื้นขึ้นมานี้เป็นแนวคิดที่เน้นสิทธิปัจเจกของคนรวยและนาย
ทุน เหนือสิทธิของคนธรรมดาที่มาจากการเน้นผลประโยชน์ส่วนรวม “เสรีนิยมใหม่”
หรือ Neo-liberalism คือลัทธิของคนที่เน้นการค้าเสรี
การขายรัฐวิสาหกิจให้เอกชน และการยกเลิกรัฐสวัสดิการ
เช่นพรรคอนุรักษ์นิยมในอังกฤษและส่วนอื่นของยุโรปและในสหรัฐ ในทศวรรษ 1980
(ยุค Thatcher กับ Reagan) พวกนี้นอกจากจะเน้นความ
“ศักดิ์สิทธิ์ของกลไกตลาด” และความ “จำเป็น” ที่จะลดบทบาทรัฐแล้ว
เขาพร้อมจะรับแนวคิด “มือใครยาวสาวได้สาวเอา”
แล้วยังอ้างว่าการลดบทบาทรัฐในระบบเศรษฐกิจ จะทำให้มี “ประชาธิปไตย”
มากขึ้น
แต่ในความเป็นจริงมันเป็นการทำลายสิทธิเสรีภาพของคนทำงานซึ่งต้องการให้รัฐ
ปกป้องความเสมอภาคในสังคม
พวกเสรีนิยมใหม่ มักจะวิจารณ์สวัสดิการรัฐว่าเป็นการสร้าง
“ระบบอุปถัมภ์” และ “ทำลายวินัยทางการคลัง”
เพราะรัฐเก็บภาษีสูงและกู้เงินมาเพื่อสร้างสวัสดิการ
แทนที่จะลดภาษีให้คนรวยและหลีกทางให้บริษัทเอกชนเป็นคนกู้เงินในตลาดการเงิน
ทุกวันนี้พรรคการเมือง “เสรีนิยม” ในญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อังกฤษ
และส่วนอื่นของยุโรป เป็นแค่พรรคอนุรักษ์นิยมชนิดหนึ่งของนายทุนเท่านั้น
กรณีพรรคประชาธิปัตย์ในไทยก็ไม่ต่างออกไป และพรรคนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
“สากลเสรีนิยม” อีกด้วย
ที่น่าสนใจคือ พรรคประชาธิปัตย์ และนักวิชาการเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมในไทย
มักจะโจมตีการที่รัฐบาล ไทยรักไทย ใช้รัฐในการสร้างสวัสดิการว่าเป็นการ
“ทำลายวินัยทางการคลัง” และการสร้างวัฒนธรรมพึ่งพาอุปถัมภ์
และนักวิชาการรัฐศาสตร์เสรีนิยมในไทย ที่อ้างนักคิดเสรีนิยมต่างๆ
เพื่ออธิบายประชาธิปไตย ก็หันไปต้อนรับรัฐประหาร 19 กันยา
นี่คือสาเหตุที่ผมเรียกพวกนี้ว่า “เสรีนิยมรถถัง”
ประเด็นถกเถียงระหว่างพวกเสรีนิยมกับพวกสังคมนิยมในเรื่องประชาธิปไตย
ตะวันตกคือ สิทธิเสรีภาพของปัจเจก และระบบประชาธิปไตยแบบตะวันตก
จะถูกพัฒนาผ่านการปล่อยวางให้กลไกตลาดดำเนินไปโดยไร้อุปสรรค์
หรือจะถูกพัฒนาผ่านการใช้รัฐในการเพิ่มคุณภาพชีวิตของพลเมือง
ในไทย ทั้งรัฐบาลไทยรักไทย และรัฐบาลอำมาตย์อนุรักษ์นิยมของ คมช.
กับประชาธิปัตย์ ชื่นชมในนโยบายเสรีนิยมกลไกตลาด เช่นการเซ็นสัญญาค้าเสรี
การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ถ้าศึกษารัฐธรรมนูญปี
2550 จะเห็นว่าอำมาตย์ส่งเสริมทั้งกลไกตลาดเสรี แบบเสรีนิยมโลกาภิวัตน์
กับเศรษฐกิจพอเพียงควบคู่กัน
และมีการเน้นว่าทั้งสองไปด้วยกันได้และไม่ขัดแย้งกัน
เราเข้าใจได้เพราะทั้งสองปฏิเสธการใช้รัฐเพื่อการกระจายรายได้และสร้าง
สวัสดิการ
ไทยรักไทย ต่างจากอำมาตย์อนุรักษ์นิยมและพรรคประชาธิปัตย์
ตรงที่มีการใช้เศรษฐกิจคู่ขนาน
คือใช้เสรีนิยมกลไกตลาดในระดับชาติกับโลกาภิวัตน์
และงบประมาณรัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าในระดับหมู่บ้านตามแนวเคนส์
(Keynesian) ไทยรักไทย ต่างจากพวกนั้นอีกในเรื่องการพัฒนาสวัสดิการ
และการเชื่อมโยงเรื่องนี้กับชัยชนะในการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย
สรุปแล้วความขัดแย้งในวิกฤตการเมืองปัจจุบัน
ไม่ใช่ระหว่างกลุ่มชนชั้นนำที่ใช้เสรีนิยม
กับกลุ่มชนชั้นนำที่อยากปิดประเทศและหมุนนาฬิกากลับไปสู่ยุคก่อนโลกาภิวัตน์
แต่อย่างใด
แต่เป็นความขัดแย้งระหว่างอำมาตย์อนุรักษ์นิยมที่ต้องการปกครองประชาชน
โดยที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วมอะไรเลย ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ
กับนักการเมืองนายทุนที่ทำแนวร่วมประชาธิปไตยกับพลเมืองส่วนใหญ่ผ่านการ
พัฒนาสังคม
พรรคประชาธิปัตย์ จึงเป็นทั้งพรรคเสรีนิยม และพรรคอนุรักษ์นิยมได้ และนักวิชาการเสรีนิยมในไทยเป็นพวกที่สนับสนุนอำมาตย์กับเผด็จการ
แต่ที่เขียนมาทั้งหมดนี้เป็น “นิยามทางวิชาการ”
เพราะถ้าคุณใบตองแห้งและคนอื่นจะเรียกตัวเองด้วยภาษาชาวบ้านว่าเป็น
“เสรีนิยม” ในความหมายที่ชื่นชมสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย
เขาก็มีสิทธิ์ที่จะเรียกตัวเองแบบนั้น
และผมก็จะสนับสนุนความรักในเสรีภาพของเขาเต็มที่
ส่วนผมจะขอเรียกตัวเองว่าเป็น “เสื้อแดงสังคมนิยม”
ที่ต้องการเห็นประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยและรัฐสวัสดิการ
ผ่านการทำลายเผด็จการของอำมาตย์
และเผด็จการทางเศรษฐกิจของทุนนิยมกลไกตลาดเสรี
(ที่มา)
http://prachatai.com/journal/2010/10/31488