หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2555

การจัดตั้งพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายของชนชั้นกรรมาชีพ

การจัดตั้งพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายของชนชั้นกรรมาชีพ 


 

พรรคจะต้องเป็นแหล่งรวมของประสบการณ์และทฤษฎีการ ต่อสู้ แหล่งรวมของนักเคลื่อนไหวไฟแรง และเป็นเครื่องมือในการประสานงานและปลุกระดมการต่อสู้ในหมู่กรรมาชีพและคนจน พรรคเปรียบเสมือน “ลูกสูบ” ไอน้ำ และ “คลังความรู้ของกรรมาชีพ”

เรียบเรียงโดย  เรด ชิป(Red ship)


หากถามว่าพรรคการเมืองปัจจุบันเป็นตัวแทนของชนชั้นใด คำตอบคือ “พรรคนายทุน” ไม่มีพรรคใดเลยที่ต่อสู้บนจุดยืนผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง บางนโยบายอาจจะเอื้อต่อการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ก็เป็นเพียงการสร้างภาพ หรือผลประโยชน์เฉพาะหน้าเพียงช่วงสั้นๆ นั่นหมายความว่าเรามีแต่พรรคฝ่ายขวาที่เสนอแนวทางทุนนิยมเสรี และฝ่ายขวาจัดที่เป็นเครือข่ายอำมาตยาธิปไตย  หลักใหญ่ 3 ประการในการสร้างพรรคสังคมนิยมของกรรมาชีพ ซึ่งต่างกับพรรคแบบนายทุนอย่างสิ้นเชิง คือ

พรรคของกรรมาชีพต้องยึดถือผลประโยชน์ทางชนชั้น โดยยึดกรรมาชีพและคนจนเป็นหลัก ต้องไม่เสนอให้มีการสร้างแนวร่วมระหว่างกรรมาชีพกับศัตรูอย่างนายทุนอย่าง ที่ พ.ค.ท. (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) เคยเสนอไว้ และพ่ายแพ้ไปในที่สุด หรืออย่างพรรคเพื่อไทยที่เสนอแนวนโยบายประชานิยม

พรรคสังคมนิยมต้องไม่หลงคล้อยตามกระแส “เพื่อชาติ” ซึ่งในรูปธรรมแปลว่า “เพื่อนายทุนและอนุรักษ์ระบบเดิมๆ” พรรคจึงต้องเป็นตัวแทนผู้ใช้แรงงานทั้งมวลในการเรียกร้องอัตราค่าจ้างขั้น ต่ำที่สูงกว่าปัจจุบัน การที่พรรคเพื่อไทยกำหนดให้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท แต่ประวิงเวลาหลังจากเป็นรัฐบาลเกือบปีครึ่ง ถือเป็นการหลอกลวง เพราะค่าครองชีพสูงขึ้นตลอด ค่าเงินบาทก็ลดลงโดยตลอด

ประการที่สองพรรคจะต้องมีประชาธิปไตยภายใน ไม่ใช่เป็นพรรคของ “ผู้ใหญ่” คนใดคนหนึ่ง ดังนั้นต้องมีโครงสร้างและระเบียบที่ชัดเจนเพื่อให้สมาชิกธรรมดาร่วมกันเป็น ผู้ควบคุมนโยบาย ควบคุมผู้นำ และกำกับการทำงานของผู้แทนพรรคในสภาได้ตลอดเวลา ตรงนี้นอกจากจะต่างกับพรรคนายทุนแล้วจะต่างกับพรรคเผด็จการสตาลิน-เหมาแบบ  พ.ค.ท. ด้วย

เราควรเข้าใจว่าขั้นตอนของการตั้งพรรคไม่เกี่ยวอะไรเลยกับ “การไปเชิญผู้มีชื่อเสียงคนโน้นคนนี้มาเป็นหัวหน้า”

ประการที่สามพรรคสังคมนิยมของกรรมาชีพต้องอาศัยเงินทุนที่เก็บจากสมาชิกใน อัตราก้าวหน้า คือสมาชิกที่มีเงินเดือนสูงจ่ายมาก ส่วนสมาชิกที่มีรายได้น้อยจ่ายน้อย แต่ทุกคนต้องจ่ายค่าสมาชิกเพื่อให้พรรคเป็นพรรคแท้ของคนจน ไม่ใช่ไปพึ่งเงินทุนจากที่อื่น หรือจากกลุ่มทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และตกเป็นเครื่องมือของใครคนใดคนหนึ่ง

ถึงแม้ว่าพรรคจะมีทุนน้อย แต่สิ่งที่ทำให้ได้เปรียบพรรคนายทุนคือการเป็นพรรคของมวลชนจริง การดึงคนมาสนับสนุนพรรคจึงทำภายใต้นโยบายที่ชัดเจน ผู้สนับสนุนพรรค นอกจากเข้าร่วมภายใต้นโยบายของพรรคแล้ว ยังได้รับการส่งเสริมให้นำตนเอง และมีส่วนร่วมในการเสนอนโยบายด้วย

เผย"คนไร้ศาสนา"เพิ่มมากขึ้น ครองอันดับ 3 ของโลก"คริสต์"ครองแชมป์คนนับถือมากที่สุด

เผย"คนไร้ศาสนา"เพิ่มมากขึ้น ครองอันดับ 3 ของโลก"คริสต์"ครองแชมป์คนนับถือมากที่สุด



สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานผลการจัยในชื่อ “ภูมิทัศน์ในการนับถือศาสนาของคนทั่ว โลก” โดย “พิว” (The Pew Forum on Religion & Public Life) รวบรวมข้อมูลจากสถิติในปี พ.ศ.2553 พบว่า ประชากรโลกที่ระบุว่าตัวเองเป็นคน “ไร้ศาสนา” หรือ “ไม่ผูกพันกับศาสนาใด” มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจนติดอันดับ 3 ในขณะที่ศาสนาอิสลามและฮินดูมีแนวโน้มว่าคนจะนับถือมากที่สุดในโลก ส่วนศาสนายิวเป็นศาสนาที่มีแนวโน้มลดลงมากที่สุด 

(อ่านต่อ)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1356778841&grpid=&catid=06&subcatid=0600

Wake Up Thailand

Wake Up Thailand
 

จากราชวงศ์ชิงถึงกษัตริย์เบลเยียม

Wake Up Thailand ประจำวันที่ 28 ธันวาคม 2555 ตอน 2  
จากราชวงศ์ชิงถึงกษัตริย์เบลเยียม
http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded& v=spwG6JzDExo 
 
แตกต่างอย่างเป็นมิตร ในเวอร์ชั่น 'ป๋า' 
 
Wake Up Thailand ประจำวันที่ 28 ธันวาคม 2555 ตอน 1 
แตกต่างอย่างเป็นมิตร ในเวอร์ชั่น 'ป๋า'
http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=LNGPwq93DBs     

The Daily Dose ประจำวันที่ 28 ธันวาคม 2555

The Daily Dose ประจำวันที่ 28 ธันวาคม 2555



รัฐบาลอัฟกานิสถานระงับโครงการที่ทำลายโบราณสถาน 
 
รัฐบาลอัฟกานิสถานระงับโครงการที่ทำลายโบราณสถาน
http://www.dailymotion.com/video/xw9p1q_ 

Divas Café ประจำวันที่ 28 ธันวาคม 2555

Divas Café ประจำวันที่ 28 ธันวาคม 2555


Unfortunately he was born   

Unfortunately he was born
http://www.dailymotion.com/video/xw9dk6_unfortunately-he-was-born_news#.UN-zAKxhUlU 

พลวัต ตัวเลข คะแนน ความนิยม "ประชามติ"

พลวัต ตัวเลข คะแนน ความนิยม "ประชามติ"


 
 


ไม่ว่าความเห็นต่อการทำประชามติว่าเหมือนเข็นครกขึ้นภูเขา ไม่ว่าความเห็นต่อการทำประชามติว่าเหมือนกับเดินลงเหว

ในที่สุด ก็เท่ากับเป็นการยอมรับ

ยอมรับว่ายากลำบากเป็นอย่างยิ่งในการที่จะขยายจำนวนเสียงจาก 15 ล้านเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 ให้ทะยานไปยัง 24.6 ล้านนั้น

เพราะเป็นจำนวนที่มากกว่า 9 ล้าน

แม้ว่าเมื่อผนวกรวมเสียงของ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรคพลังชล เข้ามาจะอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านเศษๆ

กระนั้น 8 ล้านที่เหลืออยู่ก็หืดขึ้นคอ

การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กล่าวผ่านโฟนอิน ณ โบนันซ่า เขาใหญ่ นครราชสีมา เมื่อกลางดึกของวันที่ 22 ธันวาคม ว่า

"หมูมาก"

จึงขัดกับอุปมาของบางท่านที่ว่าเหมือนกำลังเดินลงเหว ขัดกับอุปมาของบางท่านที่ว่าเหมือนเข็นครกขึ้นภูเขา

8 ล้านเสียงหมูจริงละหรือ

ส่งท้ายปีเก่า 2555 ส่องบทบาท "สื่อไทย" "พิษ" จากรัฐประหาร 2549

ส่งท้ายปีเก่า 2555 ส่องบทบาท "สื่อไทย" "พิษ" จากรัฐประหาร 2549



แวดวงสื่อประเทศไทย ปี พ.ศ.2555 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป หากมองในเชิงสรุป ถือเป็นอีกปีหนึ่งของความขัดแย้งภายในวงการ

เป็นความขัดแย้งในเรื่องแนวคิด และมาตรฐานการทำหน้าที่สื่อ

ขณะที่องค์กรสื่อเอง ยังไม่สามารถกำหนดจุดยืนและท่าทีที่เหมาะสมได้ในสถานการณ์ต่างๆ

ปัญหาสำคัญของวงการสื่อ ได้แก่ การถูกแทรกแซงจากอำนาจภายนอก

ข้อ เขียนของนักวิชาการอิสระทางด้านสื่อ ตลอดจนคอลัมนิสต์-นักเขียนที่จับตามองบทบาทสื่อ วิเคราะห์คล้ายๆ กันอยู่ประเด็นหนึ่งว่า ต้นเหตุของความ "เป๋" ของสื่อไทยบางส่วน เป็นผลจากการถูกครอบงำโดยกลุ่มอำนาจที่มีบทบาททางการตั้งแต่หลังการรัฐ ประหารเมื่อปี 2549

นักวิชาการอย่าง พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ถึงกับชี้ว่า สื่อไทยนั้นมือเปื้อนเลือดไม่แพ้ฝ่ายอื่นๆ ในวิกฤตการเมืองที่มีประชาชนล้มตายมากมาย

รัฐประหารปี 2549 อาจจะดูผิดที่ผิดทาง และไม่ช่วยให้ผู้นำรัฐประหารได้ดีทางการเมืองอย่างจีรังยั่งยืน

แต่ ความสำเร็จของการรัฐประหารหากมองจากมุมของผู้ก่อการรัฐประหาร คือการสร้าง "เครือข่ายอำนาจ" ผ่านทางรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ยังทำหน้าที่ต่อต้าน "ทักษิณ" อย่างแข็งขันมาจนปัจจุบัน

แม้ผู้นำรัฐประหาร อย่าง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน จะเกิดอาการ "ตาสว่าง" และพยายามจะล้มรัฐธรรมนูญที่ตัวเองสร้างขึ้นมาเองแท้ๆ ก็ยังทำไม่สำเร็จ

หนึ่งใน "เครือข่าย" ที่คณะรัฐประหารและรัฐธรรมนูญ 2550 สร้างขึ้น ก็คือเครือข่ายของสื่อมวลชนนี่เอง

ตอนรัฐประหาร 2549 สื่อไทยจำนวนมากรับไม่ได้กับท่าทีผู้นำที่แข็งกร้าวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้น

แต่การรัฐประหาร 2549 ทำให้สถานการณ์พลิกไปอีก เนื่องจากสื่อจำนวนหนึ่ง เห็นว่าประเทศไทยกำลังก้าวเดินผิดทาง

แม้จะไม่ชอบทักษิณ แต่ก็รับไม่ได้ที่จะโค่นล้มกันด้วยวิธีการนอกระบบ

สื่อ หลายสำนัก พยายามตีปี๊บโหมชื่นชมรัฐประหาร เสนอข่าวความน่ารักกุ๊กกิ๊กของการยึดอำนาจ มีเด็กนักเรียนไปถ่ายรูปกับรถถัง ประชาชนนำดอกไม้ไปให้ นำโคโยตี้ไปเต้นให้ทหารชม

แต่ไม่ช่วยให้การรัฐประหารกลายเป็นความถูกต้องขึ้นมาได้

การ แจกจ่ายตำแหน่งทางการเมือง ในสภานิติบัญญัติบ้าง ในสภาร่างรัฐธรรมนูญบ้าง ให้กับบุคคลจากวงการสื่อ แม้กระทั่งคนระดับ "ประธานสภาหนังสือพิมพ์" และนายกสมาคมนักข่าวฯ ขณะนั้น ก็ยังเข้าไปอยู่ในวงจรนี้

ทำให้สื่อบางส่วนเทใจให้กับภารกิจต่อต้านทักษิณ และสนับสนุนรัฐบาลหลังการรัฐประหารที่นำโดย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

และสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้เป็นรัฐบาลด้วยการสนับสนุนของกองทัพ แม้ไม่ได้เป็นพรรคอันดับ 1 จากการเลือกตั้งก็ตาม

กรณี ดังกล่าว เป็นสาเหตุของวิกฤตการเมืองใหญ่ในเวลาต่อมา เมื่อคนเสื้อแดงที่เป็นฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยและ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลุกขึ้นมาขับไล่รัฐบาล

ด้วยการชุมนุมใหญ่ในเดือนเมษายน 2552 แต่ถูกสลาย และชุมนุมอีกครั้งในปี 2553 ถูกสลายด้วยกำลังทหาร มีผู้เสียชีวิต 99-100 ศพ บาดเจ็บ 2,000 ราย

ก่อนสลายม็อบในเดือนเมษายน 2553 มีคอลัมนิสต์จากสื่อบางฉบับเขียนเชียร์ให้รัฐบาลใช้มาตรการรุนแรง โดยให้นายกฯ ยอมมือเปื้อนเลือด
 
(อ่านต่อ)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1356769335&grpid=01&catid=&subcatid=