หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2556

"ยิ่งลักษณ์" เทงบฯแสนล้าน ซื้อใจทหาร ต้านข่าวปฏิวัติ

"ยิ่งลักษณ์" เทงบฯแสนล้าน ซื้อใจทหาร ต้านข่าวปฏิวัติ







รัฐบาลยิ่งลักษณ์จ่ายค่าไถ่ เพื่อไม่ให้ทหารทำการรัฐประหาร

"กองทัพบก" ได้งบฯกว่า 90,411.74 ล้านบาท มากเป็นอันดับหนึ่ง "กองทัพเรือ" ได้ทั้งสิ้น 35,237.22 ล้านบาท "กองทัพอากาศ" ถูกปรับลดลงจากงบฯปี"56 เหลือ 33,283.94 ล้านบาท กองบัญชาการกองทัพไทย 14,682.51 ล้านบาท ขณะที่สำนักงานปลัดได้งบฯ 6,056.28 ล้านบาท และสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) ได้งบฯ 1,334.73 ล้านบาท

เมื่อรัฐบาลจัดงบฯเสริมเขี้ยวเล็บให้กองทัพเพิ่มขึ้นมโหฬาร โดยเฉพาะ "กองทัพบก" ที่เป็นหน่วยคุมกำลังหลักในการยึดอำนาจ ข่าวคราวการปฏิวัติ-รัฐประหาร ในภาวะที่แรงต้านการยึดอำนาจจากมวลชนเสื้อแดงมีสูง แถมรัฐยังเอาใจประเคนงบฯไปซื้อออาวุธกว่า 9 หมื่นล้านบาท

การรัฐประหารเพื่อโค่นล้มรัฐบาลมีโอกาสเป็นไปได้น้อย !!


(อ่านต่อ)
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1370064805

วันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2556

นิธิ เอียวศรีวงศ์ เตือน"ยิ่งลักษณ์"ก้าวพลาดทางการเมือง

นิธิ เอียวศรีวงศ์ เตือน"ยิ่งลักษณ์"ก้าวพลาดทางการเมือง






"ตลกไหมครับ ที่คุณยิ่งลักษณ์จะฟ้องร้องคุณชัย ราชวัตร เพื่อพิสูจน์ว่าฉันไม่ใช่กะหรี่

หรือ พิสูจน์ว่าไม่ใช่ "คนชั่ว" ก็ไม่จำเป็นเหมือนกัน ดีหรือชั่วเป็นเรื่องของวินิจฉัยนะครับ ในทรรศนะของคุณชัย การแสดงปาฐกถาของคุณยิ่งลักษณ์ในต่างประเทศ เป็นการสาวไส้ให้กากิน จึงเท่ากับขายชาติเพื่อประโยชน์ส่วนตนและครอบครัว ดังนั้น จึงเป็นการกระทำที่ "ชั่ว" สาธารณชนไทยไขว้เขวเพราะวิจารณญาณของคุณชัยหรือครับ ผมคิดว่าไม่ได้ทำให้ไขว้เขวมากไปกว่าที่ไขว้เขวไปแล้ว ฟ้องหรือไม่ฟ้องคุณชัย ก็เท่าเก่า

อัน ที่จริงน่ายินดีด้วยซ้ำ ที่ศัตรูของคุณยิ่งลักษณ์ใช้ความหยาบคายโจมตี (ยิ่งกว่านี้เสียอีกในสังคมออนไลน์) เพราะแสดงว่าพวกเขาเป็นศัตรูที่ไม่น่ากลัวเท่าไร เนื่องจากมีอะไรในสมองไม่มากนัก

ส่วน เรื่อง "ขายชาติ" ก็เป็นวินิจฉัยอีกเหมือนกัน การกระทำของสมเด็จพระราชบิดาของสมเด็จพระนเรศวรนั้น หากใช้มาตรฐาน "ชาติ" ปัจจุบัน ก็ "ขายชาติ" เหมือนกัน ปาฐกถาของคุณยิ่งลักษณ์นั้น หากใช้มาตรฐานของหมู่บ้านโบราณ คือความในไม่ให้ออก ความนอกไม่ให้เข้า ก็เป็นการ "ขายชาติ" แต่จะเป็นไรไปเล่าครับ หากได้แปลปาฐกถานั้นเป็นภาษาไทยและเผยแพร่ให้มากในเมืองไทย มิตรของคุณยิ่งลักษณ์ซึ่งมีทั่วประเทศจะยิ่งรักคุณยิ่งลักษณ์มากขึ้น ส่วนศัตรูของคุณยิ่งลักษณ์ก็ยังมีเท่าเก่าแหละครับ

ฟ้องหมิ่นประมาท เพื่อแก้แค้นที่มึงก่นด่ากูมานานก็มีเหมือนกัน แต่เป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมืองอย่างที่คุณยิ่งลักษณ์เป็นอยู่เวลานี้ เขาไม่ทำกันหรอกครับ ยกเว้นแต่พี่ชายคุณยิ่งลักษณ์เท่านั้น

ฟ้องไป ก็ไม่ได้อะไรทางการเมืองอยู่ดี ที่น่าจะทำกว่าคือตอบโต้พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งทำหนังสือชี้แจงแก้ต่างแก่ต่าง ประเทศ ตอบโต้ด้วยการเผยแพร่ปาฐกถานั้นในเมืองไทย แล้วคอยดูว่าทำอย่างไหนจะได้คะแนนเสียงในการเลือกตั้งมากกว่ากัน



ตอน นี้ยังไม่สายเกินไป ส่งคนไปถอนฟ้องเสียเถิดครับ ในขณะเดียวกันก็เลิกฟังลิ่วล้อที่ยุให้ฟ้องด้วย ไอ้พวกนี้พาพี่ชายคุณยิ่งลักษณ์พังไปคนแล้ว ยังพยายามจะทำอย่างเดียวกันกับคุณยิ่งลักษณ์อยู่อีก"

 

(อ่านต่อ) 

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1370249715&grpid=01&catid=12&subcatid=1200 

วันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2556

กษัตริย์บาห์เรน อาชญากรมือเปื้อนเลือด // นสพ.เลี้ยวซ้าย ปีที่ 8 ฉบับที่ 12 พฤษภาคม 56

กษัตริย์บาห์เรน อาชญากรมือเปื้อนเลือด // นสพ.เลี้ยวซ้าย ปีที่ 8 ฉบับที่ 12 พฤษภาคม 56


  
ดาวน์โหลด อ่าน 

หลังยึด...หลังปราบ! เรื่องใหม่ในการเมืองไทย

หลังยึด...หลังปราบ! เรื่องใหม่ในการเมืองไทย

 


"ประเทศในทางการเมืองก็เหมือนกับป่า เราจำเป็นต้องตัดต้นไม้เก่าออกไป เพื่อเปิดโอกาสให้ต้นไม้ใหม่เติบโตขึ้นทดแทนกัน"


Walter Bagehot

นักเขียนชาวอังกฤษ

(ค.ศ.1826-77)



ไม่ น่าเชื่อว่าการยึดอำนาจในการเมืองไทยครั้งก่อนผ่านไปเกือบจะ 8 ปีแล้ว เช่นเดียวกับการล้อมปราบครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นใจกลางเมืองหลวงผ่านไปครบรอบ 3 ปี... การเมืองไทยหลังเหตุการณ์ใหญ่ทั้งสองครั้งเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และเปลี่ยนแปลงไปจนต้องยอมรับว่า ไม่มีทางที่จะหวนคืนกลับมาเหมือนเก่าอีกต่อไป

หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การเมืองที่เกิดขึ้นหลังจากรัฐประหาร 2549 และหลังจากการปราบปรามใหญ่ที่ทุ่งราชประสงค์ในปี 2553 แล้ว การเมืองไทยเป็น "การเมืองใหม่" ที่ต้องการการพิจารณาด้วยความรอบคอบเป็นอย่างยิ่ง

ความเปลี่ยนแปลงประการแรกที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ อำนาจอันทรงพลังของกองทัพที่มีการรัฐประหารเป็นเครื่องมือนั้น เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

แน่ นอนว่าชนชั้นนำและผู้นำทหารอาจจะยังคงยึดกุมเครื่องมือเหล่านี้ไว้ได้ แต่พลังของเครื่องมือดังกล่าวก็แตกต่างไปจากเดิมอย่างมากจนต้องยอมรับว่า การยึดอำนาจยังเป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้ในการเมืองไทย แต่ผลหลังจากการยึดอำนาจเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้อีกต่อไป

สภาพ เช่นนี้ทำให้ปัญหาทหารกับการเมืองไทยไม่เหมือนเช่นในอดีต เพราะแม้ผู้นำกองทัพจะยังคงมีอำนาจในทางกายภาพที่คุมอาวุธแบบต่างๆ ไว้ในมือ แต่โอกาสการใช้เครื่องมือเช่นนี้กลับมีความจำกัดอย่างไม่เคยมีมาก่อนในการ เมืองไทย

เพราะแม้พวกเขาจะประสบความสำเร็จในการยึดอำนาจ แต่ก็อาจจะต้องเผชิญหน้ากับการต่อต้านจากประชาชนเป็นจำนวนมากได้ไม่ยากนัก

ปรากฏการณ์ เช่นนี้กำลังบอกแก่เราว่า ผู้คนโดยทั่วไปที่ไม่ยอมรับการใช้กำลังของทหารในการเมืองไทยนั้น พร้อมที่จะลุกขึ้นเป็นผู้ประท้วงหรือแสดงออกด้วยการต่อต้านการใช้กำลังทหาร ได้โดยไม่ลังเล

และที่สำคัญก็คือ พวกเขาพร้อมจะต่อต้านอย่างสุดแรงด้วยวิธีการต่างๆ จนทำให้เกิดการคาดคะเนถึงสถานการณ์ของการใช้กำลังทหารในการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการยึดอำนาจโดยตรง หรือจะเป็นการใช้กำลังเข้าปราบปรามผู้ชุมนุมก็ตาม สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาก็คือ การจับอาวุธเข้าต่อสู้กับฝ่ายทหาร

ดัง นั้น จึงไม่แปลกอะไรนักที่นักสังเกตการณ์ระหว่างประเทศหลายคนจะยังคงมีความกังวล ว่า หากชนชั้นนำและผู้นำทหารตัดสินใจใช้กำลังในการแทรกแซงทางการเมืองเช่นที่ ผ่านมาแล้ว ก็อาจจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสถานการณ์สงครามกลางเมืองในไทยได้ไม่ยากนัก

หรือ อย่างน้อยก็มีผู้เชื่อว่า ถ้าเกิดเช่นนี้จริง ก็จะเป็นโอกาสของสถานการณ์ "Thai Spring" ในแบบที่เกิดปรากฏการณ์ในโลกอาหรับ (Arab Spring) มาแล้ว

[ไม่ใช่ Thai Spring ที่กำลังเกิดขึ้นในสื่อสังคมไทยปัจจุบัน]



แรง ต้านทานเช่นนี้มีส่วนอย่างมากที่จะเป็นเครื่องยับยั้งการตัดสินใจของกลุ่ม ดังกล่าวที่ตัดสินใจผลักดันการเมืองไทยให้กลับสู่วิธีการเดิมด้วยการใช้ กำลังทหาร

"รัฐไทยก่อรุนแรง" แกนนำ"บีอาร์เอ็น"แพร่คลิปรอบ3อัดรัฐบาล อ้างทำชาวปาตานีถูกทำร้าย-รังแก

"รัฐไทยก่อรุนแรง" แกนนำ"บีอาร์เอ็น"แพร่คลิปรอบ3อัดรัฐบาล อ้างทำชาวปาตานีถูกทำร้าย-รังแก

  
 
ชัดเจนทุกถ้อยคำ ก่อนหน้าที่เกิดเหตุก็จะโยนว่าโจรใต้อย่างเดียว แต่วันนี้เขาออกประกาศชัดเจนเลย­ว่า หลายๆเหตุการณ์ที่ฆ่าคนบริสุทธิ์นั้น เป็นฝีมือการสร้างสถาการณ์ของฝ่­ายรัฐไทย เช่นล่าสุด ยิงชาวบ้าน 6 ศพที่ปัตตานีและอีกหลายๆเหตุการ­ณ์ก่อนหน้านี้
http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=9vCoPDi80Rc

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ที่ผ่านมา นายฮัสซัน ตอยิบ และนายอับดุลการิม คาลิบ  ซึ่งอ้างตัวว่าเป็นแกนนำขบวนการบีอาร์เอ็น ได้แถลงผ่านคลิปวิดีโอเผยแพร่ทางเว็บไซต์ youtube    ความยาว 4.34 นาที  เนื้อหาโดยสรุประบุว่า หลังจากมีการพูดคุยสันติภาพกับตัวแทนรัฐไทย และบีอาร์เอ็นเรียกร้อง 5 ข้อ ก็มีการก่อความรุนแรงกับชาวปาตานีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเหตุการณ์กราดยิง 6 ศพ   ที่เกิดขึ้นในตัวเมืองปัตตานี เมื่อค่ำวันที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมา    โดยที่แกนนำบีอาร์เอ็นรายนี้ได้มีการพูดพาดพิงถึงการนำเสนอข่าวของสื่อไทย ด้วย


นายอับดุลการิม กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาในรอบหลายปี   เกิดเหตุที่ไอร์ปาแย (กราดยิงในมัสยิด อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส) ที่บองอ (อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เป็นเหตุกราดยิงชาวบ้าน) ที่กาโสด (อ.บันนังสตา จ.ยะลา เป็นเหตุกราดยิงร้านน้ำชา) กราดยิงปอเนาะ เป็นที่รู้กัน อยากฝากให้รัฐไทยเลิกสร้างความรุนแรงต่อชาวปาตานี โดยเฉพาะโต๊ะอิหม่าม กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ครู อุสตาซ อบต. 

"ถ้าเราจะกล่าวถึงความวุ่นวายที่ปัตตานี เราจะต้องศึกษาประวัติศาสตร์ปัตตานี หลังจากสยามเข้ามาปกครองเมื่อปี 1785 ได้มีการกระทำการข่มเหง ทารุณกรรม กดขี่ต่อชาวปัตตานี จึงเกิดกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้าน เพื่อความเป็นอิสระหรือเอกราชและให้หลุดพ้นจากการถูกข่มเหง และกดขี่จากรัฐสยามไปสู่ความสงบสุข"

"หลังจากเจรจาเมื่อ 28 ก.พ. 2556 ได้ขอความยุติธรรมแก่ชาวปัตตานี ให้ลดการข่มเหง การกดขี่ต่อชาวปัตตานี โดยเสนอเงื่อนไข 5 ข้อ ก่อนจะมีการสนทนาระหว่างผู้ปกครองชาวสยามและกลุ่มบีอาร์เอ็น ในวันที่ 29 เม.ย. ได้แก่  1.ผู้ปกครองชาวสยามจะต้องยอมรับบทบาทของรัฐบาลมาเลเซียในฐานะ "ตัวกลาง" ในการสนทนา 2.การสนทนาที่จะเกิดขึ้นจะจำกัดวงเฉพาะตัวแทนชาวมลายู ซึ่งนำโดยกลุ่มบีอาร์เอ็น ร่วมกับคณะผู้ปกครองชาวสยาม  3.จะต้องอนุญาตให้กลุ่มผู้สังเกตการณ์จากกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน องค์การความร่วมมือแห่งศาสนาอิสลาม (โอไอซี) และองค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ (เอ็นจีโอ) เข้าร่วมในการสนทนาด้วย  4.ผู้ปกครองชาวสยาม จะต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาอย่างไม่มีเงื่อนไข และจะต้องระงับการออกหมายจับผู้ต้องสงสัย  และ  5.จะต้องยอมรับสถานะของกลุ่มบีอาร์เอ็นในฐานะองค์กร เพื่อการปลดปล่อยปัตตานี มิใช่กลุ่มแบ่งแยกดินแดน

ลึกแต่ไม่ลับ 3 ทุนใหญ่ เคลียร์ใจ "คนแดนไกล" พูดจาภาษาดอกไม้ !!!

ลึกแต่ไม่ลับ 3 ทุนใหญ่ เคลียร์ใจ "คนแดนไกล" พูดจาภาษาดอกไม้ !!!



"ร.ต.อ .เฉลิม อยู่บำรุง" รองนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 กำกับดูแลฝ่ายความมั่นคง และ "รักษาการนายกฯ" คอนเฟิร์มเสียงดังฟังชัดว่า การเมืองไทย ณ วันนี้ แม้จะมีเงื่อนไขหลายประเด็นก่อตัวเป็นคลื่นใต้น้ำขึ้นมา ก็ไม่มีอะไรน่าห่วง หาก "พ.ร.บ.ปรองดอง" สามารถผ่านสภาไปได้แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ สามารถกลับบ้านได้แน่นอน

"บิ๊กเหลิม" ทิ้งปมก่อนเข้ามุม น่าสนใจยิ่งว่า "หากนักธุรกิจ 3 คน" ประกอบด้วย "นายธนาคาร-พ่อค้าหมูเห็ดเป็ดไก่-คนขายของมึนเมา" ไม่ให้เงินสนับสนุนผู้ชุมนุม ที่ผ่านมา 3 กลุ่มนี้ออกมาสนับสนุนให้โดยเงินจำนวนมาก แล้วรัฐบาลจะอยู่ได้อย่างไร ฝากเตือนว่า ขออย่ามายุ่งเลย เพราะผมไม่ยอม จะประจาน"

แม้จะไม่ระบุ ตัวตน บุคคล ว่าชื่อเสียงเรียงนามใด แต่คอการเมืองส่วนใหญ่พากันอ่านออก บอกถูกว่า "คน 3 กลุ่ม" ที่ ร.ต.อ.เฉลิม แพลมมานั้น เป็นใคร ค่ายไหน อยู่ย่านใด

มีข่าวระดับ "ลึกแต่ไม่ลับ" บอกกล่าวเล่าสู่กันฟังว่า มีนักธุรกิจที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามและเคยลงขันล้ม "เครือข่ายทักษิณ" เดินสายไปเคลียร์กับ "นายใหญ่" ที่สัญจรไพรอยู่แดนไกลมาแล้วหลายกลุ่ม หลังจากพรรคเพื่อไทย ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด และ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกฯ หญิงคนแรก มีเสียงตอบรับค่อยๆ ดีขึ้นมากเป็นลำดับ ทั้งในและต่างประเทศ

คู่แข่งคือ "ประชาธิปัตย์" ดูจะง่อยเปลี้ย คงสภาพ "ทรง-ทรุด" 2 แกนนำขาใหญ่ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ-สุเทพ เทือกสุบรรณ" วันเวลาส่วนใหญ่ สูญสิ้นไปกับการเทียวขึ้นเทียวลง เวียนเทียนอยู่ที่ "ดีเอสไอ-อัยการ-ศาล" คดีเรียงร้อยห้อยเป็นตับๆ หลายกระทงความ

"เสื้อ เหลือง-หลากสี-พธม." ล้า-ท้อแท้ แกนนำจูนกันไม่ติด "ทางเลือกใหม่" มืดมนอนธการ "กลุ่มทุนใหญ่" จึงพากันถอดใจ "แปรพักตร์" กันอุตลุด

มี "3 ทุนใหญ่" เดินทางไปเคลียร์ใจกับ "คนแดนไกล" เรียบร้อยหลายวงการ เริ่มจาก

เปิดคลัง"นิติอาวุธ" พลิก"การเมือง" จับตา"วิกฤต"ก่อตัว

เปิดคลัง"นิติอาวุธ" พลิก"การเมือง" จับตา"วิกฤต"ก่อตัว

 





แม้ฝ่ายค้านจะอ่อนล้าไปไม่น้อย จากการขับเคี่ยวกับรัฐบาล ด้วยคดีความที่ตามมาเช็กบิลย้อนหลัง ด้วยศึกในจากในพรรคที่เห็นว่าควรปฏิรูปใหญ่

แต่ดูจากบทบาทในสภา ระหว่างพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ รายจ่ายปี 2557 ที่ผ่านมา ต้องถือว่า ความตั้งใจในการเขย่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทย ยังเข้มข้น

จะด้วยเหตุใดก็แล้วแต่

ศึกงบประมาณที่ผ่านมา ฝ่ายค้านประสบความสำเร็จในการเปิดประเด็นที่รัฐบาลยังตอบไม่ครบถ้วน

ปัญหาการจำนำข้าว ฝ่ายค้านเปิดตัวละครล่าสุด เลขาฯรมว.พาณิชย์ เป็นตัวเชื่อม เครือข่ายจำนำข้าว


ก่อนจ้วงหมัดเข้าใส่ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและ รมว.คลัง โดยยกเอาตัวเลขขาดทุนร่วม 3 แสนล้านบาท มาทวงสัญญาที่นายกิตติรัตน์สมัยเป็นรมว.พาณิชย์เคยกล่าวว่า หากขาดทุนเกิน 6 หมื่นล้าน จะลาออก
หมัดอีกชุด เมื่อฝ่ายค้านพบว่า งบประมาณจัดซื้อรถตู้รับส่งนักเรียน 12 ที่นั่ง เพื่อรองรับการยุบโรงเรียนเล็ก มีราคาถึงคันละ 2 ล้านกว่าบาท เกินราคาในท้องตลาด   1 พันคัน เป็นเงิน 2.3 พันล้านบาท

ขณะที่ทาง รมช.ศธ.ออกมาชี้แจงอุบอิบว่า เกิดความผิดพลาด พิมพ์เอกสารผิด ได้ส่งเอกสารที่แก้ไขให้กับผู้มีหน้าที่รับผิดชอบไปแล้ว แท้จริง รถราคาคันละ 1.2 ล้านบาท 1 พันคัน เท่ากับ 1.3 พันล้านบาท  เท่ากับพิมพ์ผิดไป 1 พันล้านบาทเศษ

ปัญหาคือ คำชี้แจงที่ว่า ยังหักล้างข้อสงสัยของฝ่ายค้านไม่ได้และหมัดส่งท้าย คือคำถามเรื่อง ส่วนต่างŽ การจัดซื้อแท็บเล็ต 320 ล้านบาท ของกระทรวงศึกษาฯ 

คำถามเหล่านี้จะติดตัวรัฐบาลไปอีกพักใหญ่ จนกว่าจะพิสูจน์ความจริงได้อย่างจะๆ

ข้อได้เปรียบของประชาธิปัตย์ ได้แก่ ความคล่องแคล่วในการใช้เวทีสภา เปิดประเด็นถล่มรัฐบาล ขณะที่รัฐบาลเอง มี ขุนพลŽ ที่มีขีดความสามารถอยู่ไม่กี่คน และเลือกŽเงียบŽแทนที่จะชี้แจงแบบแลกหมัด

การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2557 ผ่านการพิจารณาของสภา ด้วยคะแนนเสียง 292-155 งดออกเสียง 27 เมื่อบ่ายต้นๆ ของวันที่ 31 พฤษภาคม ก่อนที่เลขาธิการสภาจะอ่านพระบรมราชโองการปิดสมัยประชุม

สภาพของรัฐบาลในตอนออกจากสภา สะบักสะบอมไม่น้อย


เกมการเมืองลักษณะนี้ หากยังแก้ไม่ตกอย่างหมดจด จะนำไปสู่ค่ายกล คอร์รัปชั่นŽ 

อันเป็นข้อหาที่เป็น จุดตายŽ ของรัฐบาลมาแล้วหลายชุด 
  
ขณะที่ในด้านของศาล และองค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระต่างๆ สถานการณ์ของรัฐบาลน่าหนักใจ 


ล่าสุด ศาลปกครองมีคำสั่งให้คืนตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ให้อดีตเลขาฯ นายถวิล เปลี่ยนศรี

โดยระบุว่า การปลดและแต่งตั้ง พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ไม่ถูกต้องและรีบร้อนเกินเหตุ 

(อ่านต่อ)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1370137392&grpid=01&catid=&subcatid=