หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554




เสื้อแดงกับ ครม. ใหม่
ใจ อึ๊งภากรณ์
นักการเมืองพรรคเพื่อไทยจำนวนมากคงมองว่าการแต่งตั้งแกนนำเสื้อแดงเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่ “จะสร้างภาพไม่ดี” ก็คงจริงถ้าคิดว่า “ภาพที่ดีของ ครม.” คือภาพของผู้ที่จะไม่ทำอะไรเลยเพื่อพัฒนาสิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตย และความเป็นธรรม

     การทื่ ครม. ใหม่มีคนอย่าง เฉลิม อยู่บำรุง ซึ่งเป็นนักการเมืองรูปแบบเก่าที่มีภาพเป็นนักเลง เป็นต้นตำรับการสร้างสองมาตรฐานทางกฏหมายในกรณีลูกชายอันธพาล และหลายคนมองว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด สร้างภาพอะไร? 

     ผมไม่รู้จัก พล อ. ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ซึ่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม เขาอาจเป็นคนดีที่รักประชาธิปไตยก็ได้ ผมไม่ทราบและไม่วิจารณ์เขาเป็นส่วนตัว แต่คำถามคือ เมื่อไรประเทศไทยจะสร้างวัฒนธรรมที่รัฐมนตรีกลาโหมต้องเป็นพลเรือน? เมื่อไรจะต้องมีการลาออกจากตำแหน่งทางทหารหรือตำรวจ ก่อนที่จะมาเป็น สส. หรือรัฐมนตรีได้? เรื่องนี้สำคัญเพราะถ้าเราจะมีประชาธิปไตย และประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินจริง ทหารต้องถูกบังคับให้ยุติบทบาททางการเมืองโดยสิ้นเชิง และกองทัพต้องรับใช้ประชาชนผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ไม่ใช่ว่ากองทัพรับใช้ผลประโยชน์ตนเองแล้วมาอ้างว่าทำ “เพื่อกษัตริย์” โดยปิดปากคนที่คัดค้านด้วยกฏหมาย 112

     การสร้างภาพของ ครม. และรัฐบาลใหม่ นอกจากจะมีเรื่องบุคคลที่นั่งเก้าอี้แล้ว ยังมีภาพประธานสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ที่ต้องคลานเข้าไปหาคนที่ไม่เคยได้รับการเลือกตั้ง ในประเทศอังกฤษ เวลาราชินีเปิดสภา ราชินีถูกบังคับให้อ่านนโยบายของรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง
                                                     

     อีกภาพหนึ่งที่เราเห็นกันคือการไว้ทุกข์ของ ครม. ผมอยากถามว่าเมื่อไรจะมีการไว้ทุกข์ให้คนเสื้อแดงที่เสียสละชีวิตเพื่อประชาธิปไตย และต้องตายจากมือทหาร? ถ้าไว้ทุกข์ให้เสื้อแดงไม่ได้ อย่าไปหวังว่าจะนำคนที่สั่งฆ่าประชาชนมาขึ้นศาล

     ถ้าถาพ “ที่ดี” ของ ครม. ปัจจุบัน เป็นภาพเน่าๆ แบบนี้ ผมขอฟันธงว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ไม่มีแกนนำเสื้อแดงใน ครม. เพราะเดี๋ยวก็จะเปรอะเปื้อนไปด้วย

     แต่มันมีสาเหตุสำคัญกว่านี้ที่แกนนำเสื้อแดงไม่ควรรับตำแหน่งใน ครม. เพราะประวัติศาสตร์การเมืองสากลมีตัวอย่างของรัฐบาลที่นำคนก้าวหน้าเข้ามาใน ครม. เพื่อสร้างภาพ ปิดปาก คุม และนำมาเป็นพวก คนก้าวหน้าดังกล่าวจะโดนกดดันจากนักการเมืองล้าหลัง ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ใน ครม. ให้คล้อยตามคนส่วนใหญ่ ตัวอย่างที่ดีคือการนำ สส. ฝ่ายซ้ายมาเป็นรัฐมนตรีแรงงานใน ฟิลิปปินส์ และอังกฤษ ในไทยกรณีที่อันตรายที่สุดคือการเอาแกนนำเสื้อแดงมาเป็นรัฐมนตรียุติธรรม แล้วพอรัฐบาลไม่ทำอะไรเพื่อแก้ไขปัญหานักโทษหรือการฆ่าประชาชนโดยทหาร ก็โยนความรับผิดชอบให้รัฐมนตรีคนนั้น ดีแล้วครับที่แกนนำเสื้อแดงไม่อยู่ในสถานะแบบนั้น

     การที่แกนนำเสื้อแดงไม่ได้มีตำแหน่งในรัฐบาลใหม่ เป็นโอกาสทองสำหรับขบวนการเสื้อแดงที่จะพิสูจน์ความอิสระจากพรรคเพื่อไทย และออกมาชุมนุมและรณรงค์ให้ ปล่อยนักโทษการเมือง ลงโทษผู้สั่งฆ่าประชาชน ยกเลิกการเซ็นเซอร์สื่อและกฏหมาย 112 ปฏิรูปกองทัพ และเรื่องสำคัญๆ อื่นๆ ที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตยและเสรีภาพ เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะรับประกันว่าวีรชนจะไม่ตายเปล่า และเสื้อแดงในคุกจะไม่ถูกขังลืม 

     คำถามสำคัญคือ แกนนำเสื้อแดงพร้อมที่จะรับภาระนี้หรือไม่ หรือจะมีส่วนร่วมในการสลายเสื้อแดงเพื่อยอมจำนน?

     บางคนอาจบอกให้เรา “ใจเย็น” แต่ช่วงหลังการเลือกตั้ง ซึ่งพิสูจน์ว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศต่อต้านเผด็จการทหารและการฆ่าประชาชน เป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดที่จะรุกสู้และลดบทบาทอำมาตย์ อย่างที่ อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง เสนอ “ไม่ควร(มีใคร)ที่จะบอกให้พี่น้องเสื้อแดงถอย ท่านควรจะนำทวงความยุติธรรมให้กับพี่น้องที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ถ้าเราไม่ใช้เวลานี้รุกสะสางเรื่องนี้ จะรอให้รุกเวลาไหน จะรอเวลาที่อำมาตย์เข็มแข็งอย่างนั้นหรือ เราควรกำหนดเวลา 1 เดือน  เอาพี่น้องของเราออกจากเรือนจำ  3 เดือนต้องสะสางคดีการสังหารหมู่ประชาชน และชดเชยชดใช้เยียวยาวีรชน.... ถ้าถอยหมายถึงสลาย ... รอให้อำมาตย์แข็งแรง กลับมาสังหารพี่น้องเสื้อแดงอีก”

     การเลือกตั้งที่ผ่านมามีความสำคัญในประเด็นเดียวเท่านั้น คือการพิสูจน์ว่าคนส่วนใหญ่ไม่เอาทหารเผด็จการและอภิสิทธิ์มือเปื้อนเลือด การมีรัฐบาลใหม่ของพรรคเพื่อไทยจะมีความหมายเป็นสูญ ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ดังนั้นเราเลิกเกรงใจพรรคเพื่อไทยได้แล้ว ถ้าจำเป็นต้องค้านรัฐบาลหรือกดดันรัฐบาล เสื้อแดงต้องทำ เพราะเราไม่ใช่พวกเดียวกันถ้าทอดทิ้งเพื่อนได้ง่ายแบบนี้
จลาจลที่อังกฤษมีผลจากนโยบายทางการเมืองในยุควิกฤต
กองบรรณาธิการ นสพ เลี้ยวซ้าย

การจลาจลเมื่อเดือนสิงหาคมนี้ในเมืองต่างๆ ของอังกฤษ เป็นผลของนโยบายรัฐบาลแนวร่วมพรรคอนุรักษ์นิยม-เสรีนิยม ที่ใช้กลไกตลาดเสรีสุดขั้ว เพื่อตัดงบประมาณรัฐ โดยอ้างว่า “ต้อง” ลดหนี้สาธารณะเพื่อรักษา “วินัยทางการคลัง” คำพูดเรื่องวินัยทางการลังนี้ เรามักได้ยินออกมาจากปากนักการเมืองเสรีนิยมอย่างอภิสิทธิ์และกรณ์โดยเฉพาะเวลารัฐบาลไทยรักไทยใช้งบประมาณเพื่อพัฒนาสถานภาพคนจน แต่เมื่อมีการเพิ่มงบประมาณทหารสองเท่าหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา ไม่มีใครพูดอะไร

ในกรณีอังกฤษหนี้สาธารณะไม่ได้สูงเป็นประวัติศาสตร์ตามที่รัฐบาลอ้าง เพราะหลังสงครามโลกครั้งที่สองสูงกว่านี้สองเท่า และเขายังสร้างรัฐสวัสดิการได้ และที่สำคัญหนี้สาธารณะที่ขยายตัวตอนนี้มาจากการเอาเงินประชาชนไปอุ้มธนาคารที่เต็มไปด้วยหนี้เสียจากการปั่นหุ้น แต่ไม่มีรัฐมนตรีหรือนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักคนไหนที่เสนอว่าต้องไปเก็บคืนจากนายธนาคารและคนรวยที่เคยได้ดิบได้ดีจากการเล่นหุ้น

รัฐบาล แนวร่วมพรรคอนุรักษ์นิยม-เสรีนิยมอังกฤษ ตัดการบริการสาธารณะ ตัดตำแหน่งงาน ตัดรัฐสวัสดิการ ทำลายชีวิตและอนาคตของเยาวช​น มีการตัดทุนเพื่อการศึกษาของวัยรุ่นและตัดศูนย์วัยรุ่นอีกด้วย หลายคนคาดว่าคงจะเกิดเหตุจลาจลในไม่ช้า แต่นักการเมืองตอนนี้ทำเป็น "ตกใจ"

สิ่งที่จุดไฟให้ระเบิดขึ้นครั้งนี้คือท่าทีก้าวร้าวของตำรวจที่รังแกเยาวชนและคนผิวดำอย่างต่อเนื่อง จนตำรวจยิงปืนฆ่าชายคนหนึ่งตาย โดยอ้างว่าเป็นโจร ทั้งๆที่ไม่มีหลักฐานอะไร จะเห็นว่าคนจน โดยเฉพาะเยาวชน ถูกกดดันจากนโยบายรัฐบาล และจากตำรวจ

ตอนนี้ระดับว่างงานของเยาวชนสูงมาก บัณทิตที่จบมหาวิทยาลัยตกงานถึง 14% แต่สำหรับบัณทิตชายสูงถึง 18% สำหรับเยาวชนทั่วไประดับการว่างงานสูงเกิน 20% ถ้าพูดถึงคนจนในเมืองระดับการว่างงานสูงกว่านี้อีกมาก โดยเฉพาะในหมู่คนผิวดำ ย่านทอดแนม ซึ่งเป็นย่านเกิดเหตุแรก มีระดับการว่างงานของเยาวชนสูงที่สุดในลอนดอน การที่เยาวชนจำนวนมากที่กำลังเรียนระดับ ม.6 ต้องพึ่งเงินทุนเพื่อการศึกษาที่รัฐบาลกำลังตัด เป็นเหตุให้นักเรียนออกมาประท้วงร่วมกับนักศึกษามหาวิทยาลัยเมื่อปลายปีที่แล้ว มีการบุกเข้าไปในที่ทำการพรรคอนุรักษ์นิยมด้วย

สภาพเศรษฐกิจที่มีผลจากวิกฤตโลก และทำให้คนหนุ่มสาวตกงานและขาดอนาคต เป็นสาเหตุสำคัญของการลุกฮือล้มเผด็จการในอียิปต์กับตูนิเซีย และเป็นสิ่งที่ทำให้เยาวชนสเปนออกมาสร้างค่ายประท้วงตามเมืองต่างๆ อีกด้วย แม้แต่ในชิลี ซึ่งเป็นประเทศลาตินอเมริกัน ก็มีการประท้วงของนักศึกษาในประเด็นคล้ายๆ กัน

นอกจากการจลาจลแล้ว ที่อังกฤษมีการ “ร่วมกันกระจายทรัพย์สู่คนจน” โดยการบุกร้านค้า เพื่อยึดเอาของใช้ประจำวันและสินค้าราคาแพงที่คนจนไม่มีวันซื้อได้ การจลาจลครั้งนี้ทำให้หลายคนมองย้อนหลังสู่การจลาจลในปี 1981 สมัยรัฐบาลพรรคอนุรักษ์นิยมขวาสุดขั้วของนางแทชเชอร์ เพราะสถานการณ์คล้ายกันมาก คือมีการตัดงบประมาณในสภาพวิกฤตเศรษฐกิจ ทำลายตำแหน่งงาน ทำลายอนาคตคนธรรมดา และตำรวจมีท่าทีก้าวร้าวเหยี่ยดสีผิวจนฆ่าผู้หญิงผิวดำตายสองคน หลังการจลาจลครั้งนั้น นักมาร์คซิสต์อังกฤษชื่อ คริส ฮาร์แมน เขียนไว้ว่า

“สำหรับหลายคนที่มีส่วนร่วมในการจลาจล มันเป็นประสบการณ์ยิ่งใหญ่ของชีวิต เพราะการร่วมจลาจลทำให้รู้สึกว่าได้โอกาสที่จะลุกขึ้นสู้ร่วมกับคนอื่น และมีผลต่อสังคม" แทนที่จะมีชีวิตแบบโดดเดี่ยวที่ซ้ำซากน่าเบื่อ และแทนที่จะเป็นเหยื่ออย่างเดียว ดังนั้นหลังการจลาจล คนที่เข้าร่วมไม่เคยรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเลย ทั้งๆ ที่การจลาจลเป็นการต่อสู้ราคาแพงสำหรับเขา เพราะฝ่ายประชาชนบาดเจ็บมากกว่าตำรวจ และถูกจับจำนวนมาก

แต่การจลาจลมีจุดอ่อนมหาศาลถ้าเทียบกับการนัดหยุดงาน เพราะเวลากรรมาชีพนัดหยุดงานเขาจะมีประสบการณ์ร่วมที่เพิ่มความรู้สึกในความสมานฉันท์ และที่สำคัญสามารถท้าทายโครงสร้างระบบทุนนิยมได้ โดยการปิดท่อส่ง “มูลค่า” และทำให้ระบบเศรษฐกิจอัมพาต มันมีผลระยะยาวมากกว่าการก่อจลาจล และมันนำไปสู่การจัดตั้งและเรียนรู้ทางการเมืองได้ดีกว่า "http://www.marxists.org/archive/harman/1981/xx/riots.html"

เมื่อต้นปีนี้มีการเดินขบวนครั้งยิ่งใหญ่ของนักสหภาพแรงงานอังกฤษเพื่อต้านนโยบายรัฐบาล และเมื่อปลายเดือนมิถุนายนมีการนัดหยุดงานร่วมกันของสี่สหภาพแรงงานในภาครัฐ ในช่วงนี้นักสังคมนิยมและนักสหภาพแรงงานรากหญ้ากำลังรณรงค์กดดันสภาแรงงานอังกฤษให้จัดการนัดหยุดงานทั่วไปอย่างที่เราเห็นในกรีซ 

หลายคนในอังกฤษที่เกลียดชังนโยบายของรัฐบาลเศรษฐีอังกฤษ กำลังคิดในใจว่า “สมน้ำหน้ารัฐบาล”และในไทยเราไม่ควรลืมว่าพวกเศรษฐีชั้นสูงของอังกฤษในพรรค อนุรักษ์นิยมเป็นเพื่อนหรือจบจากสถานที่ศึกษาเดียวกับคนอย่างอภิสิทธิ์

วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2554


เจ็บแล้วเสือกทนให้เขาทำให้เจ็บซ้ำซาก ชาวบ้านเรียก “ควาย” ครับ

สวัสดีครับ พี่น้องทุกท่าน ผมไปจัดรายการเสียนาน เลยไม่ค่อยติดนิสัยขีดเขียนมาก
เพราะพอพูดได้เร็วกว่า ก็เลยไม่ค่อยสะใจเวลาเขียน แค่เขียนสั้น ๆ แถวเฟสบุ๊ค
ของมดแดงล้มช้าง แบบว่างทีกระโดดไปหน้าจอที เขียนแบบสั้น ๆ ไม่มีอะไรลึกซึ้ง
เมื่อวานผมให้ข้อคิดในเงาเสียงคุณคฑาวุธหน้าเฟสบุ๊คมดแดงล้มช้างไป
ว่าเสียดาย เสียของ และเสียโอกาส ที่เรารุกหนักมาจนชนะแล้ว
เรากลับเอาอาวุธสำคัญเก็บเสีย  ซึ่งหากจะเถียงกันในแนวนั้น ผมก็เถียงได้ยาว
แต่เวลานี้ มันสายเกินไปแล้ว ดังนั้น เรามามองไปข้างหน้าแล้วหาทาง
เตือนสติผู้เกี่ยวข้องกันดีกว่านะครับ

เรื่องตัวรัฐมนตรีไร้แกนนำ นปช. หากมองในแง่ดี….
ก็ถือได้ว่า เป็นการปิดจุดอ่อนไม่ให้สมุนเหี้ยโจมตีรายวันหรือพุ่งเป้าล้มล้าง
และเป็นการลดภาพว่ามีการแก้แค้นหรือ ปูนบำเหน็จ และถือเสียว่าณ
เป็นการเสียคืบเพื่อเอาศอก… และจะทำให้แกนนำนปช. มีเวลาว่าง และทำงาน
ทั้งในและนอกสภาได้เต็มที่ มีอิสระ และมีความแหลมคมมากยิ่งขึ้น
นี่คือการคิดแบบปลอบใจพวกเรากันเองนะครับ เพราะมันคงไม่ง่ายสำหรับเพื่อไทย
ในการจะทะลุด่านบอดอำมหิตโดยไม่เสียอะไรเลย การไม่ได้ นปช. ไปทำงาน
เป็นรัฐมนตรี ไม่ได้แปลว่า งานนโยบายหลัก ๆ จะทำไม่ได้ และไม่น่าจะแปลว่า
เราจะทำการปฏิวัติผ่านรัฐสภาและผ่านงานของกระทรวงต่าง ๆ ไม่ได้เลย
ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ อำนาจตอนนี้ ไม่ใช่อำนาจถาวร  ใครเป็นก็คงทำให้ประชาชน
ถึงแม่สายไม่ได้อยู่ดี แต่ก็หวังว่าจะเลยโค้งแถวงาวไปสู่พะเยาให้ได้ในเวลาอันไกล้
ไม่ใช่พาถอยหลังไปแถวโค้งเด่นชัยอีก

และในคณะรัฐมนตรีเอง ทางด้านฝีมือและประวัติการทำงาน หรือประสบการณ์
ถือว่าไม่มียี้ (มีบ้าง แต่คงเป็นปัญหาเรื่องโควต้าอำนาจและการตอบแทน) และ
ตำแหน่งสำคัญ ๆ ถือว่ามีคนที่สนิทแน่นกับคุณทักษิณ และจะคอยดูแลคุณปูได้
เช่น หัวหน้าพรรค คุณเฉลิม คุณปลอดประสพ และคนเก่งเคียงข้าง ดร. ทักษิณ
อีกหลายคน พวกนี้น่าจะช่วยพยุงคุณปูและดูแลพรรคให้ทำงานตามนโยบายได้
แต่ยังไงก็ตาม ผมก็ยังสงสัยว่า คุณมิ่งขวัญ ดร. สุชาติ และดร. อภิวันท์
ถึงกับหลุดโผเลย แสดงว่าต้องมีอะไรลึก ๆ ภายในแน่ ๆ จะรอฟังการวิเคราะห์
ของวงในดูนะครับ  สองรายแรกแสดงตนขัดเจนมากว่า พร้อมจะวัดรอยเท้า
ท่านทักษิณได้ด้วยซ้ำ  (ในเชิงเศรษฐศาสตร์)  แม้คนแรกจะยังมีข้อสงสัย
ในเรื่องเส้นสนกลในกับเจ้า แต่ฝ่ายหลังนี่จะด้วยแดงเกินไปหรือไม่
ส่วนดร. อภิวันท์ นั้น ท่านคงแดงเกินร้อย ชัดเจนว่า เอาไว้ใช้ในอนาคตได้
และคงมีบทบาทสำคัญหลายเรื่องในพรรค โดยเฉพาะในเชิงประสานกับ
แดงทั่วแผ่นดิน (ผมหวังเช่นนั้น)

ความหวังของคนเสื้อแดงตอนนี้ ก็คือ หวังว่าเรายอมแล้ว แกนนำยอมแล้ว
ยอมอย่างไม่ได้ขัดใจมากมาย เพราะพอจะเข้าใจคำอธิบายถึงความจำเป็น
และแรงกดดันรอดตัวได้ แต่ในเชิงปฏิบัติแล้ว เราจะยอมรับไม่ได้เลย
หากสิ่งเหล่านี้ไม่เกิดขึ้น

หนึ่ง การชำระสะสางคดีการเมืองและคดีหมิ่น และฆาตกรรมประชาชนมือเปล่า
ลบภาพแดงเผาเมืองและก่อการร้าย แล้วต้องเอาผู้ก่อการร้ายที่ทำผิดชัดเจนเข้าสู่ขบวนการศาลโดยเร็ว

สอง การให้ประกันตัวนักโทษการเมืองนับจากการรัฐประหารเป็นต้นมา ทันที

สาม การชดเชยให้ผู้เสียชีวิต และลงโทษผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเป็นธรรมและเด็ดขาด

สี่ การจัดการกับสื่อสารมวลชนที่เป็นพิษเป็นภัยกับระบอบเสรีประชาธิปไตย
โดยเฉพาะส่วนที่เป็นข้าราชการหรือใช้สถานีอันเป็นเงินภาษีประชาชน พร้อมทั้งตั้งมาตรฐาน
การพิจารณาพฤติกรรมสื่อ (เช่น เสนอข่าวหลายด้าน อย่าใส่ความเห็นนักข่าวเอง อย่าสรุปเอง
อย่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มผลประโยชน์ อย่าเอาเวลาราชการไปให้ราชวงศ์แบบฟรี ๆ หรือลด
รายการไร้สาระ พาตามืดบอด หรือสร้างวัฒนธรรมร้าย อันเป็นมะเร็งของชาติ

ห้า ดำเนินการปฎิวัติกองทัพทันที เริ่มต้นด้วยการให้ทหารที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าประชาชน
ออกพ้นจากตำแหน่งอันเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินคดีทันที และอย่าให้โผโยกย้ายทหาร
ถูกต่อรองและได้ผลออกมาในลักษณะย่ำยีหัวใจพี่น้องเสื้อแดงเด็ดขาด  พร้อมกับเดินหน้า
ทำการศึกษาแผนปฎิวัติกองทัพในทุก ๆ ด้าน ตั้งแต่เรื่องงบประมาณ จำนวน เงินเดือน
สวัสดิการ ที่มาที่ไปหรือการแต่งตั้ง อำนาจและการขึ้นตรงต่อรัฐบาลของประชาชน

หก ดำเนินการประชาพิจารณ์และแก้ไขรัฐธรรมนูญทันที  โดยให้มีมติยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 50
และให้นำรัฐธรรมนูญปี 40 มาใช่ก่อนในช่วงร่างรัฐธรรมนูญใหม่ พร้อมกับลงโทษผู้ฝืน
กฎหมายรัฐธรรมนูญ 40 และยกเลิกองค์กรที่ไม่เป็นประชาธิปไตยทั้งหมดทันทีที่ทำได้
จากนั้น ให้ทำประชาพิจารณ์ร่างฉบับใหม่ และให้ประชาชนทุกภาคส่วนเสนอร่างของตนให้คณะทำงาน
พอได้ร่างแล้ว จึงให้ประชาชนเลือก อาจจะมีสองร่างให้เลือก (เช่น แบบปรองดองมีเจ้าแปลงตน และแบบไม่มีเจ้า)

เอาแค่หกข้อนี้ก่อน วัดใจเพื่อไทยและพรรคร่วมไปเลย ว่ากล้ารับใช้ประชาชนเสื้อแดงขนาดไหน
ทำได้มากน้อย มันจะวัดค่าของนักการเมือง และมีผลต่อการเลือกตั้งคราวหน้า จะช้าหรือเร็วก็แล้วแต่
หากทำไม่ได้ หรือแสดงอาการว่าทรยศต่อเลือดเนื้อและเหงื่อไคลของประชาชน ผลมันจะรุนแรง
มหาศาลในเชิงร้ายต่ออนาคตพรรคเพื่อไทยอย่างยิ่ง เพราะประชาชนยอมสิ่งเหล่านี้ไม่ได้
อาการตาสว่าง หมายถึงการมองปัญหาของชาติในวงจรอุบาทว์ ที่มาจากตัวแปรพิษในระบอบเดิม
ที่กล่าวมาคร่าว ๆ ข้างต้น ดังนั้น ความจริงใจและผลงานของเพื่อไทยนั้น แค่ที่อยู่ในนโยบาย
เรื่องปากท้องและการพัฒนาทางวัตถุมันไม่พออีกต่อไปแล้ว สำหรับพลเมืองไทยตาสว่างแบบเสรีชน
หากละเลยสิ่งเหล่านี้ เราคงจะกังวลไปว่า เพื่อไทยจะอ่อนแอลงแล้วขบวนการประชาธิปไตยจะถูก
เขาทำให้อ่อนลง แยกแล้วทำลายพวกเรา  แต่ขอให้สบายใจ เพราะหากเพื่อไทยเลือกที่ยืนตรงข้าม
หรือห่างกับประชาชนแล้ว ชะตากรรมของเพื่อไทยก็จะไม่ต่างจากสถาบันกษัตริย์ไทย ที่ได้หลุดออกไป
จากหัวใจปวงชนตาสว่างจนเกือบสมบูรณ์แล้วหรือโดยสิ้นเชิงไปแล้วสำหรับบางกลุ่มที่นับวันจะขยาย
ตัวยิ่งขึ้น  และอย่าได้กังวลเลยว่า เพื่อไทยอ่อนลงหรือคุณทักษิณหรือคณปูเสื่อมไปแล้วจะไม่มี
พรรคใหม่ก่อตัวมาแทน  หากการณ์เป็นดังที่เรากลัว คือ เพื่อไทยเล่นในกรอบหน่อมแน้ม
และทรยศประชาชน ดึงเกมแบบนักเลือกตั้งแล้วนำบ้านเมืองไปสู่การลุกฮือ และพี่น้องเราถูกทำร้ายอีก
เมื่อประชาชนชนะแล้ว เพื่อไทยจะถูกพิพากษาด้วย และวันนั้น เราอาจจะได้เห็นพรรคปฏิวัติแดง
อันเป็นของประชาชน โดยตัวแทนนักปฎิวัติประชาชน และมีตัวแทนจากพรรคเพื่อไทยหัวก้าวหน้าแค่
บางส่วนเท่านั้น ที่ติดเที่ยวบินสำคัญไปด้วย

นำให้เด่นชัด และตามมวลชนให้ทันเถิด เพื่อไทยและนักการเมืองเอ๋ย วันนี้ งานของท่านหนักยิ่งนัก
แต่อย่าทำงานหนักเหมือนงัวเหมือนควาย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เพราะต่อให้ทำดีสิบเท่าของ ดร. ทักษิณ

หากท่านไม่ยกประชาชนมาเหนืออำนาจอื่นใด ท่านและครอบครัวก็อาจมีชะตากรรมไม่ต่างจากที่ผ่านมา
เจ็บแล้วจำ เขาเรียก “คน” แต่เจ็บแล้วเสือกทนให้เขาทำให้เจ็บซ้ำซาก เขาเรียก “ควาย” ครับ

This World, BBC Documentary - Thailand - Justice Under Fire

In Thailand a charismatic woman leader has just won a general election promising justice for the victims of army violence. Last year more than ninety people were killed in bloody clashes between demonstrators and the army in central Bangkok.

Award-winning correspondent Fergal Keane investigates the struggle of victims' families as they seek the truth about what happened to their loved ones. He explores claims of cover-up and impunity for the powerful.







This World, BBC Documentary
Thailand - Justice Under Fire
From: mictcircumventor


รูปภาพ  
ฟังวิทยุออนไลน์