เวทีเสวนา “1 เดือนผ่านไป รณรงค์แก้ไข ม.112 ไปถึงไหนแล้ว”
บก.ฟ้าเดียวกันถาม “อานันท์” หรือบิ๊กเนมที่เคยบอกให้แก้ไขทำไมไม่ลงชื่อ หรือแค่ตีกินให้ภาพดูดี ดีเจหนึ่งชี้การล่าชื่อในเชียงใหม่อุปสรรคอัพเลเวลเสื้อแดงคือก้าวไม่พ้น เพื่อไทย นปช. หลังรัฐบาล นักการเมือง แกนนำติดเบรคห้ามแตะ ม.112 ประสบการณ์ล้มกฎหมายจากแอฟริกาใต้ระบุต้องขยายเครือข่ายหาจุดร่วมเคลื่อน
เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 54 ที่ผ่านมาที่ร้านเร้ดคอฟฟี่ จ.เชียงใหม่ ได้มีการจัดเสวนา “1 เดือนผ่านไป รณรงค์แก้ไข ม.112 ไปถึงไหนแล้ว” โดยมีวิทยากรคือ ธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการวารสารฟ้าเดียวกัน จักรพันธ์ บริรักษ์ (ดีเจหนึ่ง วิทยุสร้างสรรค์สังคมเชียงใหม่) เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร กลุ่มทุนนิยาม ดำเนินรายการโดย ธีระพล คุ้มทรัพย์
ธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการวารสารฟ้าเดียวกัน เริ่มต้นด้วยการยกส่วนหนึ่งในบทความของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนไว้ในปี พ.ศ. 2550 ที่ว่าแม้จะเห็นว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพน่าจะยกเลิกไปเลย ซึ่งหมายความว่าสถาบันกษัตริย์ก็จะถูกตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่ อ.นิธิก็ยังบอกในบทความนั้นว่าแต่ก็ทำได้ยากเพราะกฎหมายนี้วางอยู่บนความ สัมพันธ์กับเงื่อนไขอื่นๆ ที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์อีกด้วย
(อ่านต่อ)
จำเป็นหรือเปล่า ที่การเป็นคนไทยที่ดี ต้อง(แสร้ง)โง่!?!
(ความเป็นมนุษย์ของพวกคุณอยู่ตรงไหน)

(คลิกฟัง)
หยุดคุกคามเสรีภาพทางวิชาการได้แล้ว
โดยสุรศักดิ์ อมรรัตนศักดิ์
รู้สึกเห็นใจคณะนิติราษฎร์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เป็นอย่างมากที่ถูกรุมกระหน่ำจากทุกสารทิศ ไม่ยกเว้นแม้กระทั่งกลุ่มคนที่เคยคาดว่าน่าจะเป็นพวกเดียวกันอย่างพรรคเพื่อไทย
คณะนิติราษฎร์มองเห็นว่าประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มีความไม่เหมาะสมทั้งในแง่โครงสร้างของบทบัญญัติ อัตราโทษ และการบังคับใช้
อีก ทั้งยังเห็นว่ากฎหมายดังกล่าวเปิดช่องให้บุคคลนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการ เมือง หรือนำไปใช้โดยไม่สุจริต และไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย
ด้วย เหตุผลดังกล่าวคณะนิติราษฎร์จึงได้ออกมาจุดประกายความคิดด้วยการเสนอขอแก้ไข ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งมีเสียงตอบรับอย่างท่วมท้นจากสังคมไทย ในขณะเดียวกันก็มีกลุ่มที่ออกมาคัดค้านการแก้กฎหมายอาญามาตรา 112 จำนวนไม่น้อย
สิ่งนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย แต่สิ่งที่ไม่ปกติก็คือกลุ่มที่ออกมาคัดค้านการแก้ไขมาตรา 112 ไม่เคยออกมาโต้แย้งในเชิงเหตุผลกับคณะนิติราษฎร์เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็น ผบ.ทบ. (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) หรือ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์
คน กลุ่มนี้มีแต่ออกมาข่มขู่ และกล่าวหาคณะนิติราษฎร์ว่าเป็นพวกล้มเจ้า ไล่ให้ไปอยู่เมืองนอก และล่าสุดบอกว่าจะส่งหน่วยข่าวตรวจสอบคณะนิติราษฎร์
(อ่านต่อ)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1329739829&grpid=&catid=02&subcatid=0207
นักวิชาการพร้อมใจยื่นหลักทรัพย์ประกัน "อากง" ภรรยาหวังได้รับความเป็นธรรมเร็วๆ นี้
(20 ก.พ.55) เวลา 13.00 น. กลุ่มนักวิชาการจำนวน 7 คน อาทิ ผศ.บุญส่ง ชัยสิงห์กานนท์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นต้น ได้เดินทางมายื่นหลักทรัพย์ประกันตัวนายอำพล หรือที่รู้จักกันในนาม "อากง" ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก โดยวันเดียวกันนี้ นางสาวพูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความของนายอำพล ได้ยื่นขออุทธรณ์คดีนายอำพลด้วย
นางสาวพูนสุข พูนสุขเจริญ กล่าวว่า ได้ยื่นหลักทรัพย์ประกันตัว แบ่งเป็นตำแหน่งนักวิชาการจำนวน 7 คนและเงินสดจากกองทุนยุติธรรม กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพจำนวน 1 ล้านบาท รวมหลักทรัพย์ 2 ล้านบาทเมื่อยื่นประกันตัวแล้ว
"สำหรับคดีนี้ก็มีความหวังว่าจะได้ประกันตัวเพราะมีปฏิกิริยาต่างจากคดี ทั่วไป เช่น ไม่เคยมีกรณีใดที่โฆษกศาลออกมาโต้แย้งแสดงทัศนะมาก่อน ซึ่งถือว่าเป็นความพยายามในการอธิบายตัวเอง โดยคาดว่าจะรอคำสั่งจากศาลอุทธรณ์ประมาณ 2-3 วันจึงจะทราบผล"
(อ่านต่อ)
คดีฟ้อง 10 นักกิจกรรม-นักสหภาพแรงงานกรณีปีนรัฐสภา เริ่มสืบพยาน 21 ก.พ. นี้
อ้างยุยงให้ประชาชนล้มล้างกฎหมาย มั่วสุมเกิน 10 คน กรณีจอน อึ๊งภากรณ์กับพวกรวม 10 คนเป็นแกนนำชุมนุมต้านการออกกฎหมาย สนช. สมัยคณะรัฐประหารและมีผู้ปีนสภา โดย "มีชัย-ครูหยุย" ร่วมเป็นจำเลยฝ่ายโจกท์
กลุ่มทนายความและนักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผยวันนี้ (20 ก.พ.) ว่ากรณีที่พนักงานอัยการฟ้อง นายจอน อึ้งภากรณ์ กับพวกรวม 10 คน เป็นจำเลยกรณีปีนเข้าไปนั่งชุมนุมบริเวณหน้าห้องประชุมภายในอาคารรัฐสภา เพื่อคัดค้านการออกกฎหมายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จะเริ่มการสืบพยานนัดแรกในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา 09.00 น. นี้ ณ ห้องพิจารณาคดี 801 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก
ทั้งนี้ศาลอาญานัดสืบพยานโจทก์และจำเลยรวม 48 นัด เริ่มตั้งแต่วันที่ 21 ก.พ. 55 เป็นต้นไป โดยพนักงานอัยการโจทก์ นำพยานที่ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่มาจากการรัฐประหารปี 2549 จำนวน 4 ปาก เข้าเบิกความต่อศาลเป็นกลุ่มแรกในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 55 นี้ ได้แก่ 1.นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน สนช. 2.นางสาวพจนีย์ ธนาวรานิช 3. นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ 4.นางเตือนใจ ดีเทศน์
ในวันสืบพยานครั้งแรกนี้จำเลยทั้งสิบจะยื่นคำร้องต่อศาลขออนุญาตให้มีการ พิจารณาคดีและสืบพยานลับหลังจำเลย เนื่องจากเป็นการสืบพยานต่อเนื่องเป็นเวลานาน ประกอบกับจำเลยทั้งสิบต้องปฏิบัติงานเต็มเวลาและบางคนภูมิลำเนาอยู่ต่าง จังหวัดจึงไม่สามารถเข้าร่วมฟังการพิจารณาคดีได้ทุกนัด ประกอบกับจำเลยทั้งสิบมีทนายความอยู่แล้ว ทั้งนี้ เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปโดยไม่ชักช้า
(อ่านต่อ)
เล็งยื่นอุทธรณ์คดีอากง-เตรียม 7 นักวิชาการประกันตัว
ในวันพรุ่งนี้ (20 ก.พ.55) เวลา 13.00 น. ณ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ทนายความจะยื่นอุทธรณ์ในคดีที่นายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) หรือที่รู้จักในชื่อ “อากง” ซึ่งถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 20 ปี ในข้อหาส่งข้อความสั้น 4 ข้อความไปยังโทรศัพท์มือถือของนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขานุการส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นข้อความที่เข้าข่ายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ และพระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
คดีดังกล่าวมีคำพิพากษาเมื่อวัน ที่ 23 พฤศจิกายน 2554 ที่ผ่านมา เป็นเลขคดีแดงที่ อ.4726/2554 คำพิพากษาศาลชั้นต้นชี้ว่า ข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ที่ได้จาก บริษัท โทเทิลแอ็คเซส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) (ดีแทค) และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) นั้น มีความน่าเชื่อถือเพราะหากจัดเก็บไม่ถูกต้องจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือและ อาจเสียประโยชน์ทางธุรกิจ และชี้ว่าประเด็นต่อสู้ของจำเลยที่ว่า เลขอีมี่เปลี่ยนแปลงได้ แต่จำเลยกลับไม่สามารถหาตัวผู้เชี่ยวชาญมายืนยันได้ ศาลยังชี้ว่านายอำพลรับว่าใช้โทรศัพท์เครื่องนี้อยู่ผู้เดียว และเชื่อว่าผู้กระทำผิดใช้ซิมการ์ดสองเลขหมาย เลขหมายหนึ่งเป็นของนายอำพล อีกเลขหมายหนึ่งเป็นหมายเลขที่ปรากฏว่าส่งข้อความไปยังโทรศัพท์ของนายสม เกียรติ ทั้งนี้ ประวัติการใช้งานชี้ว่าซิมการ์ดทั้งสองถูกใช้งานเวลาใกล้เคียงกัน แต่ไม่เคยถูกใช้งานเวลาที่ซ้ำกัน ทั้งยังส่งจากย่านที่จำเลยพักอาศัย นอกจากนี้ ศาลยังระบุว่าแม้โจทก์ไม่สามารถสืบพยานให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าจำเลยเป็นผู้ ส่งข้อความจริง แต่เพราะเป็นการยากที่จะสามารถนำสืบได้ด้วยประจักษ์พยาน เนื่องจากจำเลยเป็นผู้กระทำผิดจึงย่อมปกปิดการกระทำของตน การพิพากษาคดีจึงจำต้องอาศัยประจักษ์พยานแวดล้อมที่โจทก์นำสืบเพื่อชี้ให้ เห็นเจตนาที่อยู่ภายใน
(อ่านต่อ)
http://www.prachatai.com/journal/2012/02/39310