หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555

รายการ Hot Topic ประจำวันที่ 28 สิงหาคม 2555

รายการ Hot Topic ประจำวันที่ 28 สิงหาคม 2555


ย้ายฟ้าผ่าปลัดกลาโหม รู้แก่อำนาจ หรือ เอกภาพบริหาร 
(คลิกฟัง)  
http://shows.voicetv.co.th/hot-topic/48729.html


การแต่งตั้งโยกย้ายในกองทัพถึงตอนนี้ กลายเป็นรอยร้าวระหว่างกองทัพกับรัฐบาล เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต ได้มีคำสั่งย้ายฟ้าผ่า พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ที่เหลืออายุราชการเพียง 1 เดือนเท่านั้น ให้มาช่วยราชการที่สำนักงานรัฐมนตรีกลาโหม

เนื่องจากมีความเห็นที่ขัดแย้งกันมนการแต่งตั้งปลัดกระทรวงกลาโหมคนใหม่ โดยพล.อ.อ.สุกำพล บอกว่า เพื่อให้การทำงานในกระทรวงมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ขณะที่พล.อ.เสถียร ก็บอกว่ารู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะการเสนอชื่อปลัดกระทรวงคนใหม่นั้น ได้ปฎิบัติถูกต้องตามกฎหมายทุกขั้นตอนแล้ว หากผู้บังคับบัญชาไม่พอใจ ก็ต้องยอมรับสภาพ ซึ่งเรื่องนี้ถูกมองว่า ฝ่ายการเมืองกำลังจะเข้ามาแทรกแซง การโยกย้ายนายทหาร จะทำให้เกิดร้อยราวขึ้นระหว่างกองทัพกับรัฐบาลหรือไม่

 รายการ Hot Topic ร่วมพูดคุยกับรศ.ยุทธพร อิสรชัย คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 28/08/55 WHITE LIE...โกหกสีขาว

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 28/08/55 WHITE LIE...โกหกสีขาว 

 

Posted Image 



บ้านเมืองนี้ เรื่องตอแหล แคร์ด้วยหรือ?
ทั้งโกหก ออกสื่อ ดื้อตาใส

คิดกับพูด คือตัวตน คนทำไป

เสียหรือได้ ต่างเห็นชัด วัดค่าคน....


มีเป้าหมาย เพื่อมุ่งมาด แล้วคาดหวัง

ไม่ถึงฝั่ง ก็ก่นด่า พาสับสน

ต่ำกว่าเป้า ก็แก้ไข ใช่อับจน

เหตุและผล ถก..คุยกัน นั่นแหละงาม....


พวกโกหก แล้วสั่งฆ่า ประชาราษฎร์

ชั่ว อุบาทว์ แค่ไหน มีใครถาม

สไนเปอร์ ซัดหัวคน จนลุกลาม

ยังพูดหยาม ตอแหล ไม่แคร์ใคร....


พูดโกหก ชายชุดดำ ย้ำค่อนขอด

คอยจิกตอด เพ้อพร่ำ หวังยำใหญ่

คำโกหก ปากเหมือนตูด พูดจัญไร

เติมเชื้อไฟ ด้วยสับปลับ นับสารพัน....


จะ WHITE LIE BLACK LIE ใครก็รู้

คอยเฝ้าดู สิ่งลือเลื่อง เมืองสารขันธ์

ใครโกหก ใครซ่อนเร้น เห็นทุกวัน

ที่สำคัญ ความจริงใจ มี..ไม่มี!!.....


๓ บลา / ๒๘ ส.ค.๕๕

http://3blabla.blogspot.com

คณะละครใต้ดิน 'เบลารุส' ศิลปะในประเทศเผด็จการสุดท้ายของยุโรป

คณะละครใต้ดิน 'เบลารุส' ศิลปะในประเทศเผด็จการสุดท้ายของยุโรป


ละครของคณะเบลารุส ฟรี เธียร์เตอร์ เรื่อง Numbers
บอกเล่าถึงสถิติสภาพทางสังคมและการเมืองในเบลารุ
(คลิกดู)

คณะละคร 'เบลารุส ฟรี เธียร์เตอร์' (Belarus Free Theater) เมื่อดูเผินๆ อาจจะดูเหมือนคณะละครบันเทิงทั่วไปที่จัดแสดงละครให้ความบันเทิงกับผู้ชมที่ ชื่นชมการแสดงละครของเช็คสเปียร์และอื่นๆ ตามโรงละครในยุโรป แต่เบื้องหลังคณะละครที่มีกันอยู่ราวสิบชีวิตนี้ กว่า 7 ปีของการก่อตั้งคณะละคร พวกเขาต้องเผชิญการคุกคามในรูปแบบต่างๆ จากรัฐบาลเบลารุส - ประเทศเผด็จการสุดท้ายในยุโรป - มาแล้วนับไม่ถ้วน ตั้งแต่ถูกตำรวจเข้าบุกรุกระหว่างการแสดง ไปจนถึงการถูกประกาศตัวว่าเป็น "ศัตรูของรัฐ" เพียงเพราะละครที่พวกเขาจัดแสดง ทำให้สมาชิกบางส่วนต้องลี้ภัยออกมาอาศัยอยู่ที่ประเทศอังกฤษปีกว่าแล้ว 

ในประเทศเบลารุส การเข้าไปชมละครของพวกเขา ก็ใช่ว่าจะสามารถตีตั๋วและเข้าไปชมได้เช่นเดียวกับที่อื่นๆ แต่ผู้ชมจะต้องแสดงความประสงค์ในการชม หาเบอร์โทรศัพท์ของผู้จัดการคณะ และโทรศัพท์ไปหาเพื่อจะรอนัดหมายสถานที่ และเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนการแสดง ผู้ชมที่ได้รับการติดต่อ จะได้รับการนัดหมายไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง และจากนั้น จะมีรถมารับพาไปยังสถานที่ที่คณะเบลารุส ฟรี เธียร์เตอร์จะมีการแสดง ซึ่งก็มักจะเป็นตึก อพาร์ทเมนท์ หรือบ้านร้างที่ห่างไกลสายตาจากเจ้าหน้าที่รัฐ เนื่องจากคณะละครเบลารุสฯ เป็นคณะละครที่ผิดกฎหมายภายในประเทศ เนื่องจากรัฐอนุญาตให้มีเพียงโรงละครที่ควบคุมโดยรัฐเท่านั้น จึงทำให้พวกเขาต้องแสดงกันแบบ "ใต้ดิน" ผู้ชมมักได้รับคำแนะนำให้นำบัตรประชาชนติดตัวไปด้วยเสมอ เพราะถ้าหากถูกจับกุม จะได้รับการปล่อยตัวได้เร็วขึ้น เนื่องจากสามารถแสดงอัตลักษณ์ของตนเองได้ 

"เพราะฉะนั้น เรามักพูดเสมอว่า ผู้ชมชาวเบลารุสเป็นผู้ชมที่มีความกล้าหาญมากที่สุดในโลก" นาตาเลีย โกเลียดากล่าว เธอและนิโกไล กาเลซิน สามีของเธอที่เป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน ก่อตั้งคณะละครเบลารุส ฟรี เธียร์เตอร์ขึ้นมาในปี 2005 เพื่อแสดงละครเกี่ยวกับเรื่องต้องห้ามต่างๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชนกลุ่มน้อยทางเพศ การลักพาตัว โทษประหารชีวิต ไปจนถึงนักโทษการเมือง พวกเขาได้มาเยือนกรุงเทพฯ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เพื่อมาเก็บข้อมูลเรื่องโทษประหารชีวิตในเมืองไทย ก่อนที่จะเดินทางต่อไปมาเลเซีย ในโอกาสนี้ พวกเขาได้นำเสนอกิจกรรมและผลงานของคณะละครให้กับผู้ที่สนใจในเมืองไทยด้วย

(อ่านต่อ) 
http://www.prachatai.com/journal/2012/08/42340

ขอเชิญร่วมงาน "เงื่อนงำ และคำพิพากษา"

ขอเชิญร่วมงาน "เงื่อนงำ และคำพิพากษา"



สถาบันกษัตริย์ในอุษาคเนย์กับกระแสการเปลี่ยนแปลง

สถาบันกษัตริย์ในอุษาคเนย์กับกระแสการเปลี่ยนแปลง



  
โดย ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ 
นักวิชาการจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยเกียวโต 

 
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ร่วมกับร้านหนังสือ Book Re : public จัดเวทีเสวนา "สถาบันกษัตริย์ในโลกปัจจุบันและอนาคต" นำโดย ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์  นักวิชาการจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยเกียวโต ณ ร้าน Book Re : public มีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจดังนี้ 
ผม อยากพูดถึงสถาบันกษัตริย์ในบ้านใกล้เรือนเคียงเป็นตัวอย่าง ซึ่งจะสะท้อนว่าถ้าสถาบันกษัตริย์ไม่มีการปรับตัว โอกาสจะอยู่รอดจะเหลือน้อย ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศที่ยังคงมีระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หลงเหลืออยู่มี 4 ประเทศ คือประเทศไทย บรูไน มาเลเซีย และกับพูชา เราจะมาดูตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย จะพบว่ามีทั้งประเทศที่สถาบันกษัตริย์มีการปรับตัว  และประเทศที่ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ธรรมชาติ ไม่ยอมปรับตัวจนนำไปสู่ความล่มสลาย

วันนี้ผมอยากพูดถึงปัจจัยที่ทำให้สถาบันกษัตริย์ยังคงอยู่ และดูว่าสถาบันกษัตริย์มีการเปลี่ยนแปลงในสภาพสังคมที่มันเปลี่ยนไปหรือไม่  และจะยังอยู่ร่วมกับประชาธิปไตยได้หรือไม่ 

 อย่าง ที่เราทราบกันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดิมประเทศส่วนใหญ่ก็อยู่กับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ก็มีการยกเลิกไปแล้วในหลายประเทศ เช่น พม่า เวียดนาม ลาว ส่วนที่ยังคงหลงเหลือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มี 4 ประเทศ ซึ่งมีระดับการครอบงำที่ต่างกันไป

กรณีของบรูไน ถือว่าเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์เต็มรูปแบบเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ  ซึ่ง กษัตริย์ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองว่ามีความชอบธรรมหรือไม่ ต้องมองรอบๆ ตัวหมายถึงประเทศอื่นๆ และนานาประเทศด้วยว่ามีการปรับเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง ในส่วนกัมพูชา  สถาบันกษัตริย์ตกอยู่ใต้การครอบงำของพลเรือนคือฮุนเซ็น ฮุนเซ็นถือเป็นผู้นำที่อยู่ในอำนาจมายาวนานที่สุด ซึ่งต่างจากประเทศอื่นๆ

วิวาทะ

วิวาทะ



ทุนสามานย์

ทุนสามานย์ 


โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์


ใครก็ตามที่คิดคำว่า "ทุนสามานย์" ขึ้นมา น่าจะได้ซีไรต์, บัวหลวง, ศิลปินแห่งชาติ, พระเกี้ยวทองคำ และอื่นๆ บรรดามีในเมืองไทยพร้อมกันในปีเดียว

เพราะ คำนี้แทรกซึมเข้าไปเป็นส่วนสำคัญของโลกทรรศน์คนจำนวนไม่น้อย และในนั้นมีทั้งนักวิชาการ, กวี, ศิลปิน, ปัญญาชน, เอ็นจีโอ หรือแม้แต่พระภิกษุ ทั้งเป็นคำที่ให้ความสะใจสำหรับใช้ประณามศัตรูของตน นับตั้งแต่ศัตรูทางการเมืองไปจนถึงศัตรูหัวใจ

แต่ในขณะเดียวกัน เพราะพลังทางภาษาของคำคำนี้ จึงทำให้ผู้หลงใหลลืมความสามานย์ของทุนทั้งระบบ

ปฏิเสธ ไม่ได้ว่า นายทุนที่ใช้เส้นสายและติดสินบนอำนาจรัฐ เพื่อผูกขาดขายบริการโทรศัพท์มือถือ กอบโกยกำไรโดยการเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างหน้าด้านๆ นับตั้งแต่ตั้งราคาตัวโทรศัพท์, ซิม, ไว้สูงเกินจริง และบีบบังคับผู้บริโภคให้ต้องซื้อบริการมากๆ เช่นกำหนดเวลาสั้นๆ ในการใช้บริการแก่ผู้ซื้อบัตรเติมเงิน ฯลฯ คือทุนสามานย์อย่างแน่นอน

ยิ่ง ใช้กำไรมหาศาลที่ได้จากการผูกขาดและการขายบริการอย่างไม่เป็นธรรมนั้น เข้ามากุมอำนาจรัฐอย่างเปิดเผย เพื่อใช้อำนาจนั้นในการเพิ่มพูนทรัพย์สินของตน (ตัวเลขของราคาหุ้นในตลาด) ก็ยิ่งย้ำความเป็นทุนสามานย์อย่างแน่นอน

แต่ทุนผูกขาดในเมืองไทยไม่ได้เริ่มต้นจากการผูกขาดโทรศัพท์มือถือ จะว่าไปก็ไล่ย้อนไปได้ถึงกรุงศรีอยุธยาโน่น พระคลังสินค้าผูกขาดสินค้าส่งออกและนำเข้าอันเป็นที่ต้องการของตลาดมาเกือบ จะโดยตลอด และเป็นแหล่งรายได้สำคัญของราชสำนักไทย ซึ่งใช้ชีวิตอยู่คนละโลกกับประชาชนของตนเอง ซ้ำในเวลาต่อมาก็ยังกินหัวคิวจากการผลิตสินค้าสู่ตลาดทุกชนิดในราชอาณาจักร โดยอาศัยระบบเจ้าภาษีนายอากร ซึ่งยังดำรงอยู่ต่อมา แม้เมื่อฝรั่งบังคับให้ต้องเลิกการผูกขาดสินค้าเข้า-ออกแล้วก็ตาม

ทุน ไทยตอบสนองต่อการเปิดตลาดข้าวอย่างกว้างขวาง ด้วยการจับจองที่ดินสองฝั่งคลองที่ตนลงทุนขุดในภาคกลาง แต่ก็ไม่ได้ลงไปบุกเบิกด้านเกษตรกรรมเอง หากนอนกินค่าเช่าจากชาวนาที่ต้องการปลูกข้าวขายป้อนตลาดต่างประเทศ ที่ดินซึ่งบริษัทคลองคูนาสยาม (อันประกอบด้วยผู้ถือหุ้นที่เป็นราชนิกุลและคนใกล้ชิด) มีชาวนาที่เข้ามาบุกเบิกจับจองไว้ก่อนแล้วจำนวนไม่น้อย เพราะอยู่ใกล้กรุงเทพฯ อันเป็นที่ตั้งของโรงสีและท่าเรือส่งออกข้าว แต่ก็ถูกบริษัทซึ่งมีอำนาจรัฐอยู่เบื้องหลัง ใช้กำลังทั้งเถื่อนและกำลังของรัฐขับไล่ออกไป หลายครั้งด้วยวิธีรุนแรง เช่นเผาบ้านทิ้ง

นี่คือการผูกขาดปัจจัยการผลิตนั่นเอง แต่กระทำโดยกฎหมายที่รัฐออกมาเพื่อเอื้อให้ทุนสามารถผูกขาดได้
 
หลัง 2490 ทั้งนายทหารและนายตำรวจเข้าไปนั่งเป็นประธานและกรรมการบริษัทจำนวนมาก บางคนเป็นกรรมการถึงกว่า 50 บริษัท เพราะทุนเชื้อเชิญเข้าไปเป็นร่มเงาให้แก่การผูกขาดในรูปแบบต่างๆ เช่นหากเป็นธนาคาร ก็ทำให้รัฐสั่งเอาเงินของบางกระทรวงไปฝากไว้กับธนาคารที่ตนนั่งเป็นประธาน การยึดอำนาจของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และยุคพัฒนา ไม่ได้ขจัดความไม่เป็นธรรมในการลงทุนแต่อย่างใด เพียงแต่ขจัดคู่แข่งของตนออกไปจากการกินส่วยของทุน แต่ทำให้การเชื่อมโยงระหว่างทุนและอำนาจรัฐซึ่งตัวยึดมาได้เป็นระบบมากขึ้น เท่านั้น

หากทุนต้องการทำโรงงานน้ำมันละหุ่ง ก็จะมีกฎหมายห้ามส่งออกเมล็ดละหุ่งดิบ เพื่อทำให้ราคาวัตถุดิบในประเทศต่ำ โรงงานทอผ้าทั้งหมดทำกำไรได้มโหฬารจากกฎหมายที่รอนสิทธินานาประการของฝ่าย แรงงาน เราผลิตผ้าได้หลายร้อยล้านหลาต่อปี ด้วยแรงงานที่ไม่เคยได้ค่าแรงเพิ่มขึ้นเป็นสิบปี และทำงานในโรงงานที่มีสภาพย่ำแย่อย่างต่อเนื่อง

การ "ผูกขาด" เพิ่มความซับซ้อนขึ้น เช่นเราอาจเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าเพื่อขายผ้าให้แก่เวียดนาม เพราะตระกูลของตนลงทุนในอุตสาหกรรมผ้าไว้มาก แม้ไม่มีบริษัทก่อสร้างปลอมๆ ที่ตั้งขึ้นเพื่อกินหัวคิวการก่อสร้างภาครัฐแล้ว แต่โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ในภาครัฐก็ยังวนเวียนกันอยู่กับบริษัทใหญ่เพียง ไม่กี่บริษัท และทุกบริษัทต่างมีเส้นอยู่กับภาครัฐ ไม่โดยตรงก็โดยอ้อมทั้งสิ้น

(อ่านต่อ)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1346044936&grpid=&catid=02&subcatid=0207