Divas Cafe
Divas Cafe ประจำวันที่ 4 กันยายน 2556
ถก(กระโปรง)วงการนางแบบ!!
http://www.dailymotion.com/video/x1460uv_ถก-กระโปรง-วงการนางแบบ
Divas Cafe ประจำวันที่ 3 กันยายน 2556
ข้าวเวียดนาม-ข้าวไทย ใครแน่กว่ากัน?
http://www.dailymotion.com/video/x1442xq_ข-าวเว-ยดนาม-ข-าวไทย-ใครแน-กว-าก
Divas Cafe ประจำวันที่ 2 กันยายน 2556
Divas Cafe ประจำวันที่ 30 สิงหาคม 2556
โสเภณีก็มีหัวใจ
http://www.dailymotion.com/video/x13xyhj_โสเภณ-ก-ม-ห-วใจ
Divas Cafe ประจำวันที่ 29 สิงหาคม 2556
Divas Cafe ประจำวันที่ 28 สิงหาคม 2556
ละคร ไม่ใช่หนังสอนศาสนา
http://www.dailymotion.com/video/x13s9ew_ละคร-ไม-ใช-หน-งสอนศาสนา
คสรท.ปล่อยคลิปรณรงค์รับรองอนุสัญญา ILO 87, 98 เตรียมเคลื่อนใหญ่ 7 ต.ค.นี้
อนุสัญญา ILO 87 & 98
http://www.youtube.com/watch?v=Xl-F7pPptMI#t=149
รายงาน : ทำไมอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 จึงสำคัญต่อแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติ
http://www.prachatai.com/journal/2006/12/11101
“รวมตัวสร้างความเข้มแข็ง รวมแรงเกิดอำนาจต่อรอง”
คสรท.ปล่อยวิดีโอคลิปรณรงค์ผลักดันให้รัฐบาลไทยรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงาน
ระหว่างประเทศฉบับที่ 87 และ 98 เตรียมเคลื่อนใหญ่ 7 ต.ค.นี้
เนื่องในวันจ้างงานที่ดีและมั่นคง
วิดีโอคลิปรณรงค์เรียกร้องให้รัฐบาลรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่าง
ประเทศฉบับที่ 87 ว่าด้วย
“เสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว” และฉบับที่ 98 ว่าด้วย
“การรวมตัวและร่วมเจรจาต่อรอง”
ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.)
และผลิตโดยพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย
โดยจะมีการเคลื่อนไหวชุมนุมขององค์กรแรงงานในวันที่ 7 ต.ค. นี้ เนื่องในวัน
“งานที่ดีและมั่นคง” (Decent Work)
เพื่อผลักดันให้รัฐบาลรับรองอนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับนี้
(อ่านต่อ)
http://www.prachatai.com/journal/2013/09/48554
ประเด็นจากเสวนา"เข้าใจสถานการณ์ความขัดแย้ง ปัตตานี-ไทยใต้” มหาวิทยาลัยลุนด์ สวีเดน 31ส.ค.2013
จัดโดยองค์กร “เวทีสันติภาพสร้างสรรค์เอเซียตะวันออกเฉียงใต้” มหาวิทยาลัยลุนด์ สวีเดน 31ส.ค.2013
รายงานโดย ใจ อึ๊งภากรณ์
เวทีเสวนาครั้งนี้มีวิทยากรที่เป็นนักวิชาการคือ Prof. Mason Hoadley,
Adam John, ใจ อึ๊งภากรณ์ Firdaus Abdulsomad และ Tengku Ismail
นอกจากนี้มีประชาชนมาเลย์มุสลิมจากพื้นที่ ปัตตานี-ไทยใต้ ร่วมแสดงความเห็น
สงครามกลางเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่นี้ดุเดือดมากและมีการล้มตายสูง
รองลงมาจากสงครามในซิเรีย กับ อิรัก
รัฐบาลไทยประจำการทหารในพื้นที่คิดเป็นสัดส่วน 45%
ของกำลังพลทั้งหมดในประเทศ และมีการทุ่มเทงบประมาณเพื่อ
“ปราบกองกำลังต่อต้านรัฐ”
และเพื่อสร้างสาธารณูปโภคโดยหน่วยงานของทหารเองถึง 160 พันล้านบาท
ซึ่งมากกว่ามูลค่าเศรษฐกิจทั้งหมดของสามจังหวัดที่อยู่ในระดับ 120 พันล้าน
แต่งบทั้งหมดนี้ไม่ได้ตกอยู่กับคนในพื้นที่ ไม่ได้สร้างงาน
ไม่ได้พัฒนาความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่แต่อย่างใด
และที่สำคัญคือไม่ได้สร้างความสงบเลย ตรงกันข้าม
มีผลในการยกระดับความรุนแรงเท่านั้น
หลายคนพูดถึงการที่รัฐไทยทำให้พื้นที่สาธารณะ เช่นวัดหรือโรงเรียน
กลายเป็นพื้นที่ทหาร องค์กร “แอมเนสตี้อินเตอร์เนชอนเนล”
คาดว่าวัดบางแห่งถูกใช้เป็นคุกและมีทรมานนักโทษด้วย
ประชาชนธรรมดารู้สึกกลัวตลอดเวลาที่ออกไปข้างนอก ยิ่งเห็นทหารก็ยิ่งกลัว
“กลัวสีเขียว” คือกลัวทหารเอง โดยเฉพาะทหารพราน
และกลัวว่าจะโดนลูกหลงจากฝ่ายกบฏที่โจมตีทหารด้วย
สิ่งเหล่านี้สร้างสภาวะเหมือนกับว่าชาวบ้านติดคุกไม่กล้าออกจากบ้าน
สตรีจำนวนมากต้องรับผิดชอบครอบครัวเพราะฝ่ายชายถูกจับ ถูกฆ่า
หรือต้องไม่ปรากฏตัวในที่สาธารณะ ประมาณ 7000 ครอบครัวได้รับผลกระทบจาก
“คดีความมั่นคง”
เด็กก็มีผลกระทบทางเศรษฐกิจและสภาพจิตใจจากความรุนแรงรอบตัว
แพทย์รายงานว่ากรณีคนไข้ที่มีอาการ “ความผิดปกติทางจิตใจภายหลังภยันตราย
(Post-traumatic stress disorder) มีมากขึ้น
และเยาวชนไม่น้อยเมื่อถูกถามว่า “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” จะตอบว่า
“โตขึ้นอยากฆ่าทหาร”
ผู้เขียน(ใจ อึ๊งภากรณ์) ได้เสนอประเด็นหลักๆ ต่อเรื่องนี้คือ
1. การเรียกร้องให้ยุติความรุนแรง
บ่อยครั้งองค์กรเอ็นจีโอมักจะเรียกร้องให้ “ทั้งสองฝ่ายยุติความรุนแรง”
แต่มันเป็นเพียงคำขอนามธรรมโดยไม่วิเคราะห์ว่าต้นกำเนิดความรุนแรงอยู่กับ
ฝ่ายไหน เพราะความรุนแรงในการเข้ามาครอบครองพื้นที่โดยฝ่ายรัฐไทย
การไม่เคารพ การกดขี่คนในพื้นที่
และการใช้ความรุนแรงในการปรามผู้ประท้วงโดยรัฐไทย
เช่นกรณีตากใบหรือกรณีอื่นๆ เป็นต้นกำเนิดแท้ของปัญหา
และการที่รัฐไทยพยายามเรียกร้องให้ฝ่ายกองกำลังกบฎหยุดจับอาวุธ
เป็นข้อเสนอสองมาตรฐานของฝ่ายที่ถืออาวุธมากที่สุดและก่อเหตุรุนแรงมากที่
สุดแต่แรก ดังนั้นข้อเรียกร้องให้มีการสร้างสันติภาพและยุติความรุนแรง
ต้องพุ่งเป้าไปที่รัฐไทยก่อนอื่น โดยเรียกร้องให้ถอนทหารออกจากพื้นที่ไปเลย
ในขั้นตอนแรกอาจถอนทหารเข้ากรมกองค่ายทหาร แต่ในขั้นตอนต่อไปต้องถอนออกจาก
ปัตตานี-ไทยใต้ ไปเลย
หลายคนที่ไม่เข้าใจสถานการณ์อาจมองว่าการถอนทหารจะทำให้ประชาชน “ไทยพุทธ”
อยู่ในสภาพอันตราย แต่ในความเป็นจริงกองกำลังกบฎต่อรัฐไทย
ไม่ได้รบกับเพื่อนบ้าน “ไทยพุทธ” เขารบกับเจ้าหน้าที่รัฐไทยต่างหาก
มันไม่ใช่สงครามเชื้อชาติหรือสงครามศาสนา และการมีทหารในพื้นที่
และการแจกอาวุธให้ประชาชนจำนวนมาก ยิ่งสร้างบรรยากาศความรุนแรงมากขึ้น
และเพิ่มอันตรายให้พลเมืองทุกคนไม่ว่าจะเชื้อชาติศาสนาอะไร
2. ทหารไทยคือปัญหาหลักและอุสรรคต่อสันติภาพ เพราะทหารไทยมีผลประโยชน์ทางการเมืองจากสงครามนี้
หลายคนเข้าใจเรื่องของทหารที่ “ดึงงบประมาณ” ลงมาในพื้นที่ ปัตตานี-ไทยใต้
ผ่านการคอร์รับชั่นและการสร้างสถานการณ์ด้วยวิธีต่างๆ
แต่ประเด็นนี้เป็นประเด็นรองถ้าพูดถึงผลประโยชน์ของทหาร
เพราะผลประโยชน์หลักของทหารไทยในสงคราม ปัตตานี-ไทยใต้ เป็น
“ผลประโยชน์ทางการเมือง”
กองทัพไทยต้องการแทรกแซงการเมืองและสังคมไทยตลอดเวลา
เช่นผ่านการทำรัฐประหาร ผ่านการคุมสื่อและรัฐวิสาหกิจ
ผ่านการฆ่าประชาชนแล้วลอยนวลไม่โดนคดี
หรือผ่านการที่นายพลอย่างประยุทธ์คิดว่าตนเองมีสิทธิ์ที่จะแสดงความเห็นเท่า
กับนักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งโดยประชาชน
แต่การแทรกแซงการเมืองนี้ของทหารขัดต่อหลักพื้นฐานของประชาธิปไตย
ดังนั้นทหารไทยต้องสร้างและแสวงหาความชอบธรรมจอมปลอมด้วยการอ้างว่าเป็น
หน่วยงานหลักในการปกป้องสถาบันและปกป้องไม่ให้รัฐไทยถูกแบ่งแยกตามความต้อง
การของคนในพื้นที่
นี่คือสาเหตุที่เราต้องลดบทบาทของทหาร
ทั้งในแง่ปริมาณงบประมาณ บทบาทในสื่อหรือรัฐวิสาหกิจ บทบาททางการเมือง
และบทบาทในการเจรจากับ “บีอาร์เอน” หรือกองกำลังกบฎอื่นๆ
ถ้ารัฐไทยจริงใจในการเจรจาสันติภาพและการใช้ “การเมืองนำทหาร”
รัฐไทยต้องให้นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเป็นคนเจรจา
ไม่ใช่ไปยกให้ทหารหรือฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้เจรจา
การให้ทหารหรือฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้เจรจา
แปลว่านักการเมืองกลายเป็นลูกน้องของทหารในการกำหนดนโยบายทางการเมือง
นอกจากนี้การที่พื้นที่ ปัตตานี-ไทยใต้
กลายเป็นแหล่งที่เต็มไปด้วยคนติดอาวุธ
หมายความว่าประชาชนไม่สามารถมีส่วนร่วมในการพูดคุยและกำหนดอนาคตตนเอง
เพราะการมีส่วนร่วมทางการเมืองและการแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างผู้ที่มีมุม
มองที่แตกต่างกันย่อมทำไม่ได้ในสภาพสงคราม หรือในบรรยากาศความกลัว
แน่นอนทหารไทยคงไม่ยอมให้มีการเปลี่ยนรูปแบบพรมแดนหรือการปกครองอย่างง่ายๆ
แต่ทหารไม่ควรมีอำนาจผูกขาดเรื่องนี้
นอกจากนี้นายทหารบางคนเข้าใจดีว่าการเอาชนะทางทหารย่อมทำไม่ได้
เพราะขบวนการกบฏต่อรัฐไทยมีฐานสนับสนุนในหมู่บ้านต่างๆ
ดังนั้นบางครั้งเราจะเห็นว่านายทหารอย่าง ชวลิต ยงใจยุทธ
ออกมาเสนอเรื่องเขตปกครองพิเศษ
3.
ความเกี่ยวโยงระหว่างการขาดสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยในภาคกลาง
ภาคอีสานและภาคเหนือ กับการขาดสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยใน ปัตตานี-ไทยใต้
อุปสรรคหลักของการพัฒนาประชาธิปไตยกับสิทธิเสรีภาพในภาคอื่นๆ
คือทหารที่ทำรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ
ฆ่าประชาชนมือเปล่าที่เรียกร้องประชาธิปไตย ใช้กฏหมายเผด็จการอย่าง 112
แล้วหลังจากนั้นกดดันให้ตัวเองพ้นโทษทุกครั้ง ดังนั้นจะเห็นว่า “ศัตรู”
ของประชาธิปไตยที่ประชาชนภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคเหนือ เผชิญหน้าอยู่
คือศัตรูเดียวกันกับที่ประชาชน ปัตตานี-ไทยใต้ เผชิญหน้า
กฏหมายความมั่นคงที่สร้างความเจ็บปวดให้กับชาวบ้านภาคใต้ ไม่ต่างจากกฏหมาย
112 ที่ปิดปากและจำคุกคนเสื้อแดง คนเสื้อแดง กับชาวบ้าน ปัตตานี-ไทยใต้
มีผลประโยชน์ร่วมในการลดบทบาทและอิทธิพลของทหารในสังคม
นอกจากนี้กรอบคิดชาตินิยมสุดขั้วที่ชนชั้นปกครองไทยพยายามใช้เพื่อฝังหัว
ประชาชนทั่วประเทศ เช่นการเคารพธงชาติ
และการบังคับสอนประวัติศาสตร์เท็จของฝ่ายชาตินิยมไทย
เป็นวิธีการบังคับความจงรักภักดีของประชาชน
และนำไปสู่การดูถูกไม่เคารพคนหลากหลายเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นคนอีสาน
คนบนดอย ชนชาติกลุ่มน้อย แรงงานข้ามชาติ หรือคนมาเลย์มุสลิม
ในกรณีคนมาเลย์มุสลิม
การพับนกกระดาษของทักษิณหลังการเข่นฆ่าประชาชนที่ตากใบ
หรือการที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์อ้างว่า “คืน”
ปืนใหญ่ให้กับปัตตานีโดยส่งปืนจำลองไปแทน
หรือการพูดว่าคนมาเลย์มุสลิมขาดการศึกษา
เป็นตัวอย่างที่ดีของการไม่เคารพคนใน ปัตตานี-ไทยใต้
และการบังคับทำลายวัฒนธรรมกับภาษาของเขาก็ยิ่งซ้ำเติม
ในกรณีการกดขี่และห้ามใช้ภาษายะวีในสถานที่ราชการ มันเป็นนโยบายที่โง่เขลา
เพราะทำลายความสามารถในการติดต่อกับเพื่อนบ้านที่มาเลเซียกับอินโดนีเซียภาย
ใต้ร่มของอาเซี่ยนอีกด้วย
และเป็นการสวนทางกับแนวโน้มในอารยะประเทศที่เริ่มส่งเสริมการใช้หลากหลาย
ภาษา
การที่รัฐบาลเพื่อไทยไปจับมือกับทหาร
พร้อมจะไม่เอาโทษกับทหารมือเปื้อนเลือด หักหลังวีรชนเสื้อแดง
และปล่อยให้นักโทษการเมือง โดยเฉพาะนักโทษ 112 ติดคุกต่อไป
ทำให้การสร้างสันติภาพใน ปัตตานี-ไทยใต้ ยิ่งยากขึ้น
เพราะเป็นการก้มหัวให้ทหาร
4. จุดอ่อนขององค์กร “ภาคประชาชน” ต่อการสร้างสันติภาพ
การ
แก้ปัญหาความรุนแรงใน ปัตตานี-ไทยใต้
เป็นภารกิจของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมและองค์กรทางการเมืองรากหญ้า
เราหวังอะไรไม่ได้จากฝ่ายรัฐหรือทหาร
และเราหวังอะไรไม่ได้จากผู้นำประเทศอื่นหรือสหประชาชาติ
แต่องค์กรที่อ้างว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของ “ภาคประชาชน” ในภาคกลาง
อีสานและเหนือ โดยเฉพาะ เอ็นจีโอ มีปัญหามาก
เพราะองค์กรเหล่านี้ไปทำแนวร่วมกับทหารเผด็จการและฝ่ายเสื้อเหลือง
ที่เป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตยและสันติภาพในสังคมโดยรวม และใน
ปัตตานี-ไทยใต้ อีกด้วย
จุดออ่อนอีกอันหนึ่งคือการเน้นการเคลื่อนไหวประเด็นเดียว
ดังนั้นองค์กรหรือขบวนการที่ไม่ไป “จับ” เรื่องภาคใต้
ก็จะไม่สนใจสงครามกลางเมืองที่กำลังเกิดขึ้น
แม้แต่เสื้อแดงก็ไม่สนใจและบางทีไปสนับสนุนทหารกับตำรวจไทยด้วย
ถ้าจะมีการสร้างสันติภาพใน ปัตตานี-ไทยใต้
ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมและองค์กรทางการเมืองที่ก้าวหน้าในภาคอื่น
ต้องแสดงความสมานฉันท์กับผู้ที่เคลื่อนไหวต่อสู้กับการกดขี่ของรัฐไทยใน
ปัตตานี-ไทยใต้ ต้องมีการเรียกร้องให้ลดบทบาทของทหารในสังคม
และให้คนในพื้นที่ ปัตตานี-ไทยใต้
กำหนดอนาคตของตนเองโดยปราศจากการแทรกแซงของรัฐไทย
นอกจากนี้รัฐธรรมนูญไทยควรแก้ในมาตราที่เน้นว่าแบ่งแยกประเทศไม่ได้
หรือมาตราที่เน้นอำนาจเผด็จการรูปแบบต่างๆ
เพื่อให้รัฐธรรมนูญเปลี่ยนไปเน้นความเป็นประชาธิปไตยโดยอำนาจอยู่ที่ประชาชน
อย่างที่รัฐธรรมนูญแรกสมัยปฏิวัติ ๒๔๗๕ เคยเน้น
5. จุดอ่อนของยุทธศาสตร์การจับอาวุธของฝ่ายกบฏต่อรัฐไทย
ถึงแม้ว่าผู้เขียนเห็นใจและเข้าใจคนที่เลือกแนวทางจับอาวุธ
เพื่อสู้กับการกดขี่ของรัฐไทย แต่ยุทธศาสตร์นี้มีจุดอ่อนด้อยมหาศาล
เพราะเป็นการปิดพื้นที่เคลื่อนไหวสำหรับขบวนการที่ไม่อยากจับอาวุธ
และเป็นการปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนแนวทางสู่สังคมใหม่โดยประชาชนจำนวนมาก
การปิดพื้นที่ดังกล่าวมาจากสภาพสงครามที่เกิดขึ้น
ยิ่งกว่านั้นยุทธวิธีการใช้กองกำลังกระจายที่ดูเหมือนไม่มีศูนย์กลาง
เพื่อให้ทหารและรัฐไทยต้องสู้กับ “ผี” มีข้อเสียทางการเมืองมากมาย
เพราะในสภาพที่มีการยิงกันและวางระเบิด แต่ไม่มีใครออกมาโฆษณารับผิดชอบ
เป็นโอกาสทองสำรับวิธีรบแบบสกปรกของรัฐไทย
เราทราบดีว่ารัฐไทยใช้หน่วยงานสังหารวิสามัญตลอดเวลา
และใช้โจรหรือทหารนอกเครื่องแบบ
แต่เมื่อฝ่ายกองกำลังกบฏต่อรัฐไทยไม่ยอมประกาศอย่างชัดเจนว่าเป้าหมายของเขา
จะเป็นเพียงเจ้าหน้าที่รัฐ
และเมื่อไม่มีการออกมารับผิดชอบต่อปฏิบัติการของกองกำลังแต่ละครั้งอย่าง
ชัดเจน ฝ่ายรัฐไทยสามารถสร้างภาพว่า “โจรไม่ทราบฝ่าย”
ไปเที่ยวฆ่าชาวบ้านอิสลามและพุทธโดยไม่เลือกหน้า วิธีการปิดลับและรบแบบ
“ผี” นี้ ทำให้ประชาชนทุกฝ่ายสับสนและเกรงกลัว มันไม่ช่วยในการสร้างมวลชน
หรือในการเรียกร้องให้ประชาชนภาคอื่นๆ เข้ามาสมานฉันท์แต่อย่างใด
มันมีบทเรียนเรื่องนี้จากการสู้รบของ “ไออาร์เอ” ในไอร์แลนด์
หรือของขบวนการอิสรภาพในอาเจห์กับทีมอร์
6. ขบวนการต้านรัฐไทยใน ปัตตานี-ไทยใต้ ควรสร้างพรรคมวลชนที่ทำงานอย่างเปิดเผย
ทั้งนี้เพื่อสร้างฐานในหมู่ประชาชนในพื้นที่อย่างชัดเจน
เพื่อเสนอนโยบายการเมือง เศรษฐกิจและสังคม
สำหรับประชาชนทุกเชื้อชาติหรือศาสนา
และเพื่อเรียกร้องให้มีการลงประชามติเรื่องการปกครอง
ว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการเขตปกครองพิเศษ หรือต้องการแยกรัฐออกไปเลย
หรือต้องการอยู่ต่อไปโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง
พรรคมวลชนแบบนี้สามารถรณรงค์ขอความสมานฉันท์จากประชาชนในภาคอื่นๆ
ได้อีกด้วย และสามาระทำแนวร่วมกับกลุ่มที่ถูกกดขี่หรือด้อยโอกาสกลุ่มอื่นๆ
ตัวอย่างที่ดีคือพรรคการเมืองถูกกฏหมายของฝ่ายจับอาวุธในไอร์แลนด์ อาเจห์
หรือในแข้วนบาสค์ระหว่างสเปนกับฝรั่งเศส
ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือในทุกกรณีที่มีสงครามกลางเมืองเพื่อแบ่งแยกดิน
แดน ฝ่ายจับอาวุธกับฝ่ายทหารของรัฐไม่สามารถเอาชนะกันได้
และการแก้ปัญหาย่อมอยู่ที่กระบวนการทางการเมืองที่โปร่งใส
สรุป
คน
ที่กบฏต่อรัฐไทย และผู้ที่รักเสรีภาพและความเป็นธรรมในภาคอื่น
ควรเน้นกระบวนการทางการเมืองแบบมวลชน
เพื่อเรียกร้องให้มีการถอนทหารออกไปและลดอิทธิพลของทหารในสังคมทั่วประเทศ
เราต้องร่วมกันเรียกร้องให้มีการจัดประชามติเรื่องรูปแบบการปกครองสำหรับ
ประชาชนในพื้นที่ เราต้องไม่ยึดติดกับกรอบพรมแดนตามความคิดชาตินิยมสุดขั้ว
และเราต้องเน้นว่ารัฐไทยกับกองกำลังรัฐไทยเป็นผู้สร้างความรุนแรงและปัญหา
แต่แรก
(ที่มา)
http://redthaisocialist.com/2011-01-20-12-40-10/439-q--.html
วาทะจุดประกาย: ไม่มีหรอกผู้บริสุทธิ์ จะมีก็แต่ระดับความรับผิดชอบที่แตกต่างกัน
ดาวน์โหลด mp3(คลิกฟัง)
จากงานเขียนซีรี่ย์สืบสวนสอบสวนชุด "Millennium series" ในตอน The Girl Who
Played with Fire ลาร์ซอนเป็น นักเขียนและนักหนังสือพิมพ์ชาวสวีเดน
ผู้โด่งดังจากงานเขียนซีรี่ย์สืบสวนสอบสวนชุดดังกล่าวนี้
สตีก ลาร์ซอน ( Stieg Larsson), 2006
dCode112 แผนชิงประชาธิปไตย คืนสู่มือประชาชน ตอนที่ 1/112

ข้อเสนอจากสุชาติ นาคบางไทรเพื่อที่จะบูรณะระบบการเมืองไทยด้วยวิธีง่ายๆ ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ต้องลงทุน และไม่ต้องใช้เวลามากนัก
(อ่านต่อ)
http://blogazine.in.th/blogs/sam112/post/4321
เล่าข่าวนอกกระแส: ประจำสัปดาห์ 2 กันยายน 2556
- นักวิจัยทีดีอาร์ไอชี้ ราคายางไม่ถือว่าตกต่ำ แนะรัฐทบทวนนโยบายอุ้มภาคเกษตร
- เปิด 10 เหตุผลไม่รับ(ร่าง)ประกาศ กสทช.คุมเนื้อหาสื่อ - 4 องค์กรสื่อประสานเสียงไม่เอาด้วย
- รายงานธนาคารโลกเผย "คนแก่และจน" ของไทยเพิ่มสูง
- คนงานสตาบัคส์ถูกไล่ออกหลังเก็บของเหลือทิ้งจากถังขยะมากิน ผจก.อ้างผิดนโยบาย