หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2555

รายงานความจริงฟังแล้วน่าตกใจ หมอก็ร่วมกับขบวนเผด็จการกะเขาด้วย

รายงานความจริงฟังแล้วน่าตกใจ หมอก็ร่วมกับขบวนเผด็จการกะเขาด้วย

 

เสวนา ความจริงเพื่อความยุติธรรม 1/2

 

ผมมีโอกาสไปเชียงใหม่ติดอุปกรณ์ถ่ายทอดสดและอัดเทปงานเสวนา รายละเอียดและสารบัญ ความจริงเพื่อความยุติธรรม:เหตุการณ์และผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เมษา - พฤษภา 53 ณ.ห้องประชุม คณะสังคมศาสตร์ มช. 01-09-12

มีผู้ร่วมฟังเสวนานี้แค่10กว่าคน แต่เนื้อหารายงานความจริงที่คณะกรรมการ ทำงานค้นคว้าสืบเสาะเป็นปี กว่าจะได้รายงานนี้ ฟังแล้วน่าตกใจ นอกจาก อำมาตย์ ทหาร ตำรวจ รัฐบาล ศาล ในขณะนั้นจะ ทำให้ผู้ชุมนุมตาย แต่ที่น่าตกใจ มีหมอในโรงพยาบาล ที่ไม่ใส่ใจกับผู้ได้รับบาดเจ็บ จนเป็นเหตุให้ผู้ชุมนุมตายโดยหากได้รับการช่วยเหลือจากแพทย์แล้วจะไม่ตายแน่ นอน


ผู้ค้นคว้า วิจัยและรายงานเป็น คณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัย ดังๆชั้นแนวหน้าของประเทศทั้งนั้น จึงการันตีในความแม่นยำของรายงานได้แน่นอน


เสวนา ความจริงเพื่อความยุติธรรม 1/2

เสวนา ความจริงเพื่อความยุติธรรม 2/2

(ที่มา)

รายงานความคืบหน้าอาการป่วยของ xxx (นิยาย Hi s ตอนล่าสุด)

รายงานความคืบหน้าอาการป่วยของ xxx (นิยาย Hi s ตอนล่าสุด)

 

 

เพลง มอญร้องไห้
http://www.youtube.com/watch?v=EOKbPDP7ak8&feature=player_embedded

การกลับมาอีกครั้งของนิยายยอดฮิต เครดิต เขียนโดยคุณ Hi s จากเว็บ คมก.


อาการมาม่ากาก้า(ปากแดง)หนักมาก น่าเป็นห่วง
 
:down: 

'สุชาติ นาคบางไทร' กับทฤษฎีว่าด้วยนักโทษ ม.112 หลังพระราชทานอภัยโทษ

'สุชาติ นาคบางไทร' กับทฤษฎีว่าด้วยนักโทษ ม.112 หลังพระราชทานอภัยโทษ

 

 

สุชาติ ขณะปราศรัยที่ท้องสนามหลวง โดยมีโทรโข่งกับเก้าอี้ 1 ตัว  11 พ.ย. 49 ที่มา เฟสบุ๊ค “สุชาติ นาคบางไทร”


อดีตนักโทษยันไม่มีใครชนะคดี ม.112 เสนอให้เลือกยอมรับ ถึงแม้จะบริสุทธิ์ก็จะได้ลดโทษครึ่งหนึ่งและตัดสินทันที ไม่ต้องยืดเยื้อรอ ย้ำประชาธิปไตยจะต้องมีที่ยืนให้กับคนทุกกลุ่ม

เมื่อวันที่ 29 ส.ค.55 ที่ผ่านมาทางรายการประกายทอล์ค ซึ่งเผยแพร่ทางเวปไซต์ konthaiuk.com ได้สัมภาษณ์ สุชาติ นาคบางไทร หรือนายวราวุธ (สงวนนามสกุล) แกนนำกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ซึ่งได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 24 ส.ค.55 จากการพระราชทานอภัยโทษตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2555  เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม โดยนายวราวุธถูกศาลพิพากษา จำคุก 6 ปี จากความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112  ซึ่งนายวราวุธให้การรับสารภาพ ลดโทษเหลือ 3 ปี แต่รวมเวลาที่อยู่ในเรือนจำก่อนได้การอภัยโทษทั้งสิ้น 1 ปี กับเกือบ 10 เดือน ซึ่งสุชาติ นาคบางไทร ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการดังกล่าวว่า หลังจากได้รับอภัยโทษ ขณะนี้กำลังตั้งหลักปรับตัวหลังจากห่างหายชีวิตอิสรภาพไปนาน 


สภาพในเรือนจำ
สำหรับคนที่ต้องการลดความอ้วนนี่ แนะนำที่นี่เลย เพราะ 2 สัปดาห์แรก ลดไป 11 กิโลกรัม จิตใจสภาพร่างกาย สภาพแวดล้อม ทุกอย่างเอื้ออำนวยให้น้ำหนักลดมาก อาหารการกินไม่ต้องคิดว่าจะอร่อย สิ่งเดียวที่เราได้รับ คืออาหารที่สะอาดและถูกหลักอนามัย แต่เรื่องที่กลัวก่อนจะเข้าไป กลับไม่ได้พบเลย ได้รับการปฏิบัติเหมือนกับนักโทษคนอื่นๆ ไม่ได้พิเศษหรือแย่กว่าใคร 

ความสัมพันธ์กับอากง (SMS) ขณะที่อยู่ในเรือนจำ
ได้มีโอกาสคุยกับอากง ตอนแรกก็ไม่รู้จักกัน แต่คุณธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดม หรือ หนุ่ม แดงนนท์ เขาจะเป็นคนที่รวบรวมนักโทษทางการเมืองและนักโทษ ม.112 ให้มาได้รู้จักกัน อากง เป็นคนพูดน้อยและดูแววตาแล้วจะเศร้าอยู่ตลอดเวลา ส่วนตนเองก็ยังมีอารมณ์อื่นบ้าง อากงยังดูเหนื่อย มีสภาพร่างกายที่แก่กว่าอายุมาก เมื่อเทียบกับพี่สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ซึ่งอายุมากกว่าอากง แต่แข็งแรงและกระฉับกระเฉงมาก ซึ่งตอนที่อยู่ในคุกนั้น ไม่ค่อยได้คุยกับใครมากในเรื่องคดีหรือการเมืองเพราะไม่ทราบว่าแต่ละคนที่ เข้ามา เข้ามาด้วยเหตุผลอะไร หรือมีเหตุผลอื่นแอบแฝงด้วยหรือไม่ ส่วนมากจะคุยในเรื่องทั่วๆไป


(อ่านต่อ)
http://www.prachatai.com/journal/2012/09/42500

นาทีช่างภาพอิตาลีโดนสไนเปอร์ ที่แยกสารสิน

นาทีช่างภาพอิตาลีโดนสไนเปอร์ ที่แยกสารสิน




  














นาทีช่างภาพอิตาลีโดนสไนเปอร์ ที่แยกสารสิน
http://www.youtube.com/watch?v=y66ONZh5k0o&feature=player_embedded#!

น้องสาวช่างภาพอิตาลีหวังความจริงจากศาลไทย
http://www.youtube.com/watch?v=jjYVV3b3Rpo

Who is this man? ตามหาชายนิรนามเก็บกล้องช่างภาพอิตาลี กุญแจไขปริศนาฆาตกรรม19พฤษภา53
http://thaienews.blogspot.dk/2011/10/who-is-this-man-1953.html

ไต่สวน 6 ศพวัดปทุมฯ พยานชี้ชุดพรางพยายามฆ่ายิงลงมาจากรางรถไฟ

ไต่สวน 6 ศพวัดปทุมฯ พยานชี้ชุดพรางพยายามฆ่ายิงลงมาจากรางรถไฟ 

 

ฝากรูป

 

ประจักษ์พยานยัน ผู้ชุมนุมที่มารวมกันอยู่บริเวณวัด ไม่มีใครมีอาวุธหรือต่อสู้ เชื่อชายชุดพรางที่ยิงลงมาจากรางรถไฟฟ้าเป็นเจ้าหน้าที่ และเป็นการพยายามฆ่า


ข่าวสดรายวัน รายงานว่า เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 55 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลไต่สวนคำร้องชันสูตรการเสียชีวิต ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 4 ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนชันสูตรการเสียชีวิตของ นายสุวัน ศรีรักษา อายุ 30 ปี อาชีพเกษตรกร ผู้เสียชีวิตที่ 1, นายอัฐชัย ชุมจันทร์ อายุ 28 ปี บัณฑิตคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้เสียชีวิตที่ 2, นายมงคล เข็มทอง อายุ 36 ปี เจ้าหน้าที่อาสามูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ผู้เสียชีวิตที่ 3, นายรพ สุขสถิต อายุ 66 ปี อาชีพพนักงานขับรถรับจ้างในสนามบิน ผู้เสียชีวิตที่ 4, น.ส.กมนเกด ฮัคอาด อายุ 25 ปี อาชีพพยาบาลอาสา ผู้เสียชีวิตที่ 5, และนายอัครเดช ขันแก้ว อาชีพรับจ้าง ผู้เสียชีวิตที่ 6 โดยทั้ง 6 ศพ ถูกยิงเสียชีวิตภายในวัดปทุมวนาราม เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 ในเหตุการณ์สลายม็อบเสื้อแดง สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

โดยพนักงานอัยการนำประจักษ์พยานเข้าเบิกความรวม 2 ปาก คือ นายเพิ่มสุข ใจเย็น เบิกความสรุปว่า เข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในเดือนพ.ค.2553 ที่แยกราชประสงค์ โดยพักอยู่ที่เต็นท์หน้าโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ ในวันที่ 19 พ.ค.2553 ได้ยินเสียงปืนดังมาจากทางสวนลุมพินี ขณะที่แกนนำประกาศยุติการชุมนุม แล้วบอกให้ทุกคนกลับบ้าน โดยใช้เส้นทางแยกเฉลิมเผ่าไปยังสนามกีฬาแห่งชาติ หรือให้ไปหลบภายในวัดปทุมฯ เพราะเป็นเขตอภัยทาน 

นายเพิ่มสุขเบิกความว่า หลังจากนั้นจึงขับรถมาจอดไว้บริเวณทางเข้าวัดปทุมฯ ตอนนั้นมีมวลชนจำนวนมากเข้ามาหลบในวัด ส่วนตนและมวลชนบางส่วนยืนอยู่หน้าวัด กระทั่งเห็นนายอัฐชัยผู้เสียชีวิตที่ 2 ยืนอยู่บริเวณตอม่อรถไฟฟ้าเตรียมจะวิ่งเข้ามาภายในวัด แต่ขณะนั้นมีเสียงปืนดังขึ้น วิถีกระสุนมาจากที่สูง แต่ไม่เห็นตัวคนยิง จึงตะโกนบอกนายอัฐชัยว่าอย่าเพิ่งวิ่งข้ามมา ไม่นานก็เห็นนายอัฐชัยถูกยิงเข้าที่หน้าอกล้มลง ก่อนจะมีคนเข้าไปช่วยเหลือนำเข้ามาในวัด ขณะนั้นนายอัฐชัยยังไม่เสียชีวิต พยาบาลอาสาปั๊มหัวใจ แต่ก็เสียชีวิตในเวลาต่อมา 

เชิญร่วมงาน "กลุ่มศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมืองมาร์คซิสต์"

เชิญร่วมงาน "กลุ่มศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมืองมาร์คซิสต์"






หัวข้อ ภาระสำคัญของเสื้อแดงสังคมนิยมหนึ่งปีหลังเลือกตั้งคืออะไร
นำเสนอโดย พจนา วลัย
วันเสาร์ที่ ๘ ก.ย. ๕๕ เวลา ๑๘.๐๐ น.
ณ สำนักงานโครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย เลขที่ 149 ซ.ลาดพร้าว 64 แยก 5
สำรองที่นั่ง โทร 085 044 1778
จัดโดย องค์กรเลี้ยวซ้าย

ห้ามเด็ก “เอากัน” ...ทำได้จริงไหม ผู้ใหญ่

ห้ามเด็ก “เอากัน” ...ทำได้จริงไหม ผู้ใหญ่



โดย อลิน จารุอมรจิต


ฉันยืนมองโปสเตอร์รณรงค์ โครงการศึกษาสาธารณสุขร่วมใจเทิดไท้องค์ราชัน ลดโรค เพิ่มสุข วัยรุ่นไทย
ใบหนึ่งเป็นรูปเด็กผู้หญิงในเครื่องแบบนักเรียนกำลังทำหน้าคล้ายจะสิ้นลม ในมือถืออุปกรณ์ที่ใช้ตรวจครรภ์ มีคำโปรยว่า "คิดให้ดีก่อนทำ"

อีกใบเป็นรูปชายในเครื่องแบบนักเรียนกำลังอุ้มทารกตัวน้อย มีคำโปรยว่า "ผู้ชายเป็นต้นเหตุ ให้ผู้หญิงวัยรุ่นคลอดบุตร เฉลี่ย 15 คนต่อชั่วโมง" และ "ผลจากการเช็คเรตติ้ง มีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน เป็นต้นเหตุให้วัยรุ่นคลอดบุตรเฉลี่ย 15 คนต่อชั่วโมง"
ฉันรู้และเข้าใจว่าโปสเตอร์รณรงค์ชิ้นนี้ ชูปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น

แต่อย่างแรกเลยนะ

จากความรู้วิชาชีววิทยาพื้นฐานมากๆ การตั้งครรภ์นั้นเกิดจากอสุจิผสมกับไข่ และไปฝังตัวที่ผนังมดลูก

ดังนั้น หากบอกว่า "ผู้ชาย" และ "การมีเพศสัมพันธ์" เป็นต้นเหตุ สำหรับฉันมันไม่จริงเลย

เราก็เห็นๆ กันอยู่ว่าผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์แล้วไม่ทำให้ผู้หญิงท้องนั้นมีอยู่เป็น ล้านๆ คน และการมีเพศสัมพันธ์กันก็ไม่ได้ทำให้ผู้หญิงทุกคนท้องเสมอไป

ประโยคเหล่านี้กระเทือนจิตใจผู้ชายนะที่ไปหาเขาว่าเป็นเหตุเกิดเรื่อง และทำให้วัยรุ่นขยาดต่อคำว่า "มีเพศสัมพันธ์" เพราะมันเป็น "ตัวการร้าย" พร้อมทั้งสั่งสอนว่า ควรคิดให้ดีก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์

แต่ในความเป็นจริง "เพศสัมพันธ์" มันใช่เรื่องที่ต้องใช้ความคิดด้วยหรือ มีใครมาใช้ความคิดเมื่อ "เข้าด้ายเข้าเข็ม" รึเปล่า

แล้วหากคิดได้ว่าไม่ควร แต่อารมณ์มันวิ่งไปไกลกว่าความคิดแล้ว..จะทำอย่างไร

ไม่ว่าผู้ใหญ่หรือวัยรุ่น เพศสัมพันธ์เป็นเรื่องแสนธรรมดาที่ร่างกายเราเรียกร้อง เหมือนที่ท้องเราหิวข้าว โดยเฉพาะในวัยรุ่น ยิ่งเป็นช่วงวัยที่พร้อมจะสืบพันธุ์

ดังนั้น คำว่า "ยังไม่ถึงวัยอันควร" ย่อมใช้ไม่ได้แน่ๆ

เพราะทั้งร่างกายและอารมณ์ของวัยรุ่นมันแสดงออกแล้วว่า "นี่ล่ะ คือช่วงเวลาอันควรของฉัน"

แต่ปัญหาคือ ในสังคมปัจจุบัน มันยังไม่ใช่เวลาจะเลี้ยงลูก แต่คือเวลาที่วัยรุ่นต้องเรียนหนังสือ ในเมื่อเรารู้แล้วว่าผู้หญิงตั้งครรภ์เพราะอะไร ทำไมจึงไม่ป้องกันจากจุดนั้น เมื่อเทคโนโลยีก็ก้าวไปไกล ทำไมจึงไม่สอนให้มีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย โดยใช้ถุงยางอนามัย หรือวิธีอื่นๆ

ทำไมนะ ผู้รณรงค์ไม่ลองพยายามหาวิธีฝังความคิดใส่สมองวัยรุ่นดูบ้างว่า...ต้องใช้ ถุงยางอนามัย เมื่อมีเพศสัมพันธ์.. และทำให้ความคิดนั้นฝังไปจนถึงบนเตียง เพราะแก้ปัญหาได้ตรงประเด็นกว่าการพยายามฝังความคิดว่า เพศสัมพันธ์นั้นอันตรายทำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์ไม่พร้อมและต้องคลอดลูกเฉลี่ย 15 คนต่อชั่วโมง

บลา..บลา..บลา..

ยังมีโปสเตอร์อีกใบ เป็นภาพเด็กผู้หญิงยืนมั่นใจอยู่หน้ากระดานดำ พร้อมคำโปรยว่า "ฉันไม่พร้อมมีเพศสัมพันธ์" และต่อไปที่ด้านล่างว่า "กล้าประกาศให้รู้ ชีวิตนี้ไม่มีพลาด วัยรุ่นหญิงในวัยเรียน ต้องกล้าปฏิเสธในการมีเพศสัมพันธ์"

ขอบอกหน่อยนะว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในหัวของฉันเมื่อเห็นภาพโปสเตอร์รณรงค์นี้ ซึ่งทำให้การรณรงค์นี้ไม่ได้ผลเลยคือ คำถามว่า "รู้ได้อย่างไรว่าผู้หญิงไม่พร้อมจะมีเพศสัมพันธ์"

ข้อมูลนี้เกิดจากการอนุมานเอาเองของผู้ทำ หรือการสุ่มตัวอย่าง แต่จากประสบการณ์ของฉันคือ

ผู้หญิงบางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยากมีเพศสัมพันธ์ แต่เพราะสังคมแวดล้อมและค่านิยมที่สั่งสอน ว่า "ต้องเป็นคนรักนวลสงวนตัว"

..จะซ่าเรื่องไหนก็ต้องไม่ใช่เรื่องเพศ..

ผู้หญิงที่แสดงออกอย่างชัดแจ้งในเรื่องนี้คือผู้หญิงไม่ดี และมีคำด่าสำหรับผู้ที่แสดงออกเรื่องเพศ

อย่างมากมาย ไม่มีใครอยากจะโดนประณามเช่นนั้น จึง "สั่งสอนตัวเองอีกที" ว่าเราไม่ได้มีความต้องการ ทางเพศ ดังนั้น เมื่อมีผู้ชายมาเอ่ยปากขอมีเพศสัมพันธ์ด้วย ก็พยายามจะปฏิเสธ ซึ่งอาจสำเร็จเพราะบางรายผู้ชายอาจหยุด (แต่ในใจผู้หญิงที่ปฏิเสธกลับรู้สึกว่า "ทำไมไม่ดำเนินการต่อ")

บางรายผู้ชายยังพยายามตื๊อต่อไป และผู้หญิงก็ไม่ได้รู้สึกอย่างจริงจังว่า "ต้องปฏิเสธ" อาจเพราะในใจลึกๆ แล้ว ผู้หญิงเองก็มีความต้องการทางเพศเช่นเดียวกัน ดังนั้น การจะให้พูดอย่างเต็มปากเต็มคำออกมาว่า "ฉันไม่พร้อมมีเพศสัมพันธ์" ก็คงเป็นเรื่องยาก

การพยายาม "สะกดจิตผู้หญิงให้ไม่พร้อมมีเพศสัมพันธ์" เป็นผลร้ายต่อตัวผู้หญิงเอง เพราะเมื่อคิดว่า ยังไงเสีย ตนเองก็จะไม่มี จึงไม่เคยมีความรู้เรื่องการป้องกันการตั้งครรภ์ รวมไปถึงความรู้เรื่องอื่นๆ เช่น โรคต่างๆ ที่จะตามมา การรู้จักนับประจำเดือน

เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้เตรียมพร้อม เช่น โดนบังคับ ข่มขืน อยู่ในอารมณ์มึนเมา หรืออยู่กับคนรักและอารมณ์กำลังพาไปโดยไม่รู้สึกอยากปฏิเสธ จึงเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ได้มากกว่าผู้ที่เตรียมพร้อมเสมอ

การออกมารณรงค์ว่า "มีเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นเป็นเรื่องที่ผิดพลาด กลายเป็นตราบาปในชีวิต" ยิ่งเป็นการตอกย้ำค่านิยมให้สังคมเหยียดวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์ รังเกียจผู้หญิงที่ท้องในวัยเรียน และทำให้คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นรู้สึกเหมือน "โดนทั้งแผ่นดินกดทับ" คิดว่าตัวเองทำความผิดรุนแรงและ..ไม่มีค่าอีกต่อไป ทั้งที่เพศสัมพันธ์ไม่ใช่เรื่องอันตราย และไม่ได้เป็นสิ่งต้องห้าม

สิ่งที่อันตรายคือ การศึกษา สื่อ และสังคม ที่ไม่เคยให้ความรู้เรื่องการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย ป้องกันโรคติดต่อและป้องกันการตั้งครรภ์ ทั้งยังซ้ำเติมคนที่พลาดตั้งครรภ์ในวัยเรียน และไม่เคยมีทางออกให้ นอกจาก...ผู้หญิงต้องก้มหน้าเลี้ยงลูกทั้งที่ไม่พร้อม หากคนไหนไปยุติการตั้งครรภ์และถูกจับได้ ก็โดนประณามว่าเป็น "แม่ใจยักษ์"

ฉันก็ไม่เคยหยุดสงสัยซะทีว่า สังคมเราจะทำเรื่องธรรมชาติให้กลายเป็นความผิดราวก่ออาชญากรรมเพื่ออะไร

เหตุใดผู้ใหญ่จึงเอาแต่ต่อต้าน กดเก็บความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ แม้ว่าเทคโนโลยีและความรู้ เรื่องเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยจะก้าวไปไกลแค่ไหน แต่ค่านิยม การศึกษา และสื่อของสังคมก็ยังคงพูด "เรื่องเดิมๆ" ซึ่งไม่อาจแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างไม่เปลี่ยนแปลงเสียที

อีกอย่างนะ ภาพวัยรุ่นหญิงมัธยมต้นที่นำมาใช้ในโปสเตอร์รณรงค์ชุดนี้ แสดงว่าผู้ทำก็คงรู้แล้วว่า วัยรุ่นเดี๋ยวนี้มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุ 13-14 ปี แต่ลองพลิกเข้าไปดูเนื้อหาการศึกษาระดับมัธยมต้น ในห้องเรียนสิ ยังทำราวกับเด็ก "ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร" ไม่เคยมีการสอนเรื่องเพศศึกษาในเชิงป้องกัน การรู้ทันอารมณ์ทางเพศ และความรู้ในเรื่องเหล่านี้ที่เอาไปใช้ได้จริงๆ ในชีวิตด้วยซ้ำ

มีแต่เนื้อหา "สั่ง ห้าม อย่า" เพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่สามารถยืนยันว่าจะประสบผลสำเร็จได้เลย ฉันขอรับรอง

ก็ขนาดยืนดูภาพวัยรุ่นชายหน้าตาคมเข้มบนโปสเตอร์นี้ ฉันยังอดคิดในใจไม่ได้ว่า

"แหม่ คัดหน้าตามาซะหล่อโดนใจ อยากรู้จักจัง”

(ที่มา) 
http://www.prachatai.com/journal/2012/09/42488