หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555

กัมพูชาเนรเทศผู้ร่วมก่อตั้ง 'ไพเรตเบย์' แล้ว ปลายทางสวีเดน-เพื่อนเชื่อเอี่ยววิกิลีกส์

กัมพูชาเนรเทศผู้ร่วมก่อตั้ง 'ไพเรตเบย์' แล้ว ปลายทางสวีเดน-เพื่อนเชื่อเอี่ยววิกิลีกส์





กัมพูชาเนรเทศผู้ร่วมก่อตั้งไพเรตเบย์มากรุงเทพฯ แล้ว ก่อนส่งตัวต่อไปยังสวีเดน ขณะที่เพื่อนผู้ร่วมก่อตั้งเว็บ เชื่อว่าการจับกุมตัวครั้งนี้เกี่ยวข้องกับการที่วิกิลีกส์ เว็บจอมแฉชื่อดังเคยใช้โฮสต์ของบริษัทเพื่อนเป็นที่เก็บข้อมูล

(10 ก.ย.55) สำนักข่าวนิวสกายส์ รายงานว่า ประเทศกัมพูชาได้เนรเทศ Gottfrid Svartholm Warg หรือที่ชาวเน็ตรู้จักกันในชื่อ Anakata หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งเดอะไพเรตเบย์ เว็บไซต์แชร์ไฟล์สัญชาติสวีเดน ออกนอกประเทศแล้ว

โดยผู้บังคับการตำรวจประจำสนามบินนานาชาติพนมเปญ ระบุว่า Warg ถูกนำตัวขึ้นเครื่องบินมายังกรุงเทพฯ และจะต่อเครื่องไปยังกรุงสต็อกโฮล์ม สวีเดน ในเช้าวันอังคาร

แม้ว่า กัมพูชาจะไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับสวีเดน แต่โฆษกแห่งชาติของกัมพูชาเคยออกมาให้ข่าวว่า จะเนรเทศ Warg ออกนอกประเทศ โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายคนเข้าเมือง ส่วนปลายทางจะเป็นที่ใดนั้นขึ้นอยู่กับทางสวีเดน

ทั้งนี้ มีรายงานด้วยว่า หลังการจับกุม Warg ในกัมพูชา สวีเดนได้ลงนามในข้อตกลงให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาแก่ประเทศกัมพูชา เป็นเงินเกือบ 18.6 ล้านบาท

ด้าน Peter Sunde หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งเว็บเดอะไพเรตเบย์ ทวีตถึงการจับกุมตัวดังกล่าวว่า ไม่เกี่ยวกับเว็บเดอะไพเรตเบย์ โดย Warg ถูกควบคุมตัวไว้ที่สำนักงานต่อต้านการก่อการร้าย กระทรวงมหาดไทย ตามคำสั่งของสวีเดน และว่า เว็บไซต์วิกิลีกส์เคยใช้โฮสต์ของบริษัทของ Warg





อนึ่ง Warg ถูกจับกุมตัวเมื่อวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา ในกรุงพนมเปญ ก่อนหน้านั้น ศาลสวีเดนตัดสินว่าเดอะไพเรตเบย์มีความผิดฐานละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์ และให้จำคุกและปรับ Warg และเพื่อนผู้ร่วมก่อตั้งรวม 4 คน ในวันที่ศาลอุทธรณ์ตัดสิน เขาไม่ได้ศาลโดยให้เหตุผลว่าป่วย ศาลจึงตัดสินจำคุกเขาเป็นเวลา 1 ปีและปรับเป็นเงินราว 34.3 ล้านบาท แต่ในวันที่ต้องมารับโทษเมื่อช่วงต้นปีนี้ เขาไม่ได้ปรากฏตัว

(ที่มา)
http://www.prachatai.com/journal/2012/09/42568

ฮ่องกงเลิกบังคับเรียนวิชาชาตินิยมจีน หลังมีผู้ชุมนุมประท้วง

ฮ่องกงเลิกบังคับเรียนวิชาชาตินิยมจีน หลังมีผู้ชุมนุมประท้วง

 
A man holding a placard reading "we don't need no thought control" attends an anti Chinese patriotism classes protest outside of the government headquarters in Hong Kong on September 1, 2012. (AFP Photo/Antony Dickson) 
image 
 
รัฐบาลฮ่องกงประกาศยกเลิกให้วิชาชาตินิยมจีน ซึ่งมีเนื้อหาเชิดชูระบบพรรคการเมืองเดียว ให้เป็นวิชาบังคับ และให้เป็นวิชาเลือกแทน หลังจากมีผู้ประท้วงกว่า 100,000 คน และมีโพลล์สำรวจว่ามีผู้ไม่เห็นด้วยถึงร้อยละ 69
 
8 ก.ย. 2012 - สำนักข่าว BBC ของอังกฤษรายงานว่ารัฐบาลฮ่องกงประกาศยกเลิกแผนการให้นักเรียนต้องเรียนวิชา ชาตินิยมจีน (Chinese patriotism) เป็นวิชาบังคับ หนึ่งสัปดาห์หลังการประท้วง
 
ผู้บริหารสูงสุดฮ่องกง เหลียง ชุน หยิง กล่าวว่าวิชาดังกล่าวจะกลายเป็นวิชาเลือกแทน
 
"โรงเรียนจะมีอำนาจในการตัดสินใจว่า พวกเขาจะให้การศึกษาด้านจริยธรรมและเรื่องราวของชาติตนเองในเวลาไหน และอย่างไร" เหลียงกล่าว
 
นักวิจารณ์กล่าวว่าการบังคับเรียนวิชาดังกล่าวเป็นการพยายามล้างสมองเด็กๆ ของฮ่องกงโดยรัฐบาลจีน
 
ทางด้านรัฐบาลจีนกล่าวว่า วิชานี้มีความสำคัญในการค้ำชูความรู้สึกเป็นเจ้าของประเทศและอัตลักษณ์ของ ชาติ ความรู้สึกต่อต้านจีนแผนดินใหญ่เริ่มมีมากขึ้นในเขตปกครองตนเองฮ่องกง ที่มีประชากรอยู่ราว 7 ล้านคน
 
การตัดสินใจในครั้งนี้มีขึ้นก่อนหน้าการเลือกตั้งในวันอาทิคย์ (9 ก.ย.) นี้ เมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะทำการเลือกส.ส. จำนวนเกินครึ่งของทั้งหมด ซึ่งก็คือราว 60-70 ที่นั่ง

(อ่านต่อ)
http://www.prachatai.com/journal/2012/09/42537


ชาวฮ่องกงกว่าหมื่นประท้วงไม่เอา "หลักสูตรล้างสมอง"
http://www.prachatai.com/journal/2012/09/42442

ทำไมต้องมาพูดเรื่องการต้านรัฐประหารอีกครั้ง?

ทำไมต้องมาพูดเรื่องการต้านรัฐประหารอีกครั้ง?




โดย เจษฎา โชติกิจภิวาทย์
        วิทยากร บุญเรือง


เรา จะด่วนสรุปว่า “การเลือกตั้งไม่สำคัญ” ไม่ได้เป็นอันขาด เพราะ “ไม่มีประชาธิปไตยที่ไร้การเลือกตั้ง” การเลือกตั้งเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นที่จะขาดเสียมิได้ในระบอบประชาธิปไตย
                                              Yoshifumi Tamada


รัฐ ประหารครั้งใหม่ก็จะให้ ผลอย่างเดียวกัน และอาจเลวร้ายกว่า เช่นความแตกร้าวในกองทัพซึ่งแสดงออกให้เห็นได้แต่เพียงระเบิดไม่กี่ลูก ก็จะกลายเป็นระเบิดกันทุกวัน และวันละหลายครั้ง อำนาจรัฐอาจไม่ถูกท้าทายที่ราชประสงค์ แต่อาจถูกท้าทายไปทั่วทุกตารางนิ้วของประเทศ
นิธิ เอียวศรีวงศ์
“การเลือกตั้ง” เป็นพื้นฐานสำคัญยิ่งในระบอบประชาธิปไตยและการพัฒนาประชาธิปไตย รัฐบาลที่มาจากการการเลือกตั้งจากประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย ขึ้นสู่อำนาจในการบริหารประเทศผ่านความชอบธรรมจากประชาชนผู้เลือกตั้ง ตามหลักการ “หนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง” “คนเท่ากัน” ผู้ปกครองมิใช่มาจากชาติกำเนิดและ ฐานันดรศักดิ์ ตลอดทั้ง ระบอบประชาธิปไตย ยังได้เปิดพื้นที่ด้านสิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร สิทธิเสรีภาพในการรวมกลุ่มของประชาชนสาขาอาชีพต่างๆ ได้อย่างเสรี มากกว่าระบอบการปกครองแบบอื่นๆเมื่อเปรียบเทียบกัน

สำหรับสังคมการเมืองไทย นอกจากการปฏิวัติ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็น ระบอบประชาธิปไตยแล้ว ยังมีการ “รัฐประหาร” เกิดขึ้น

รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมักถูกขัดขวางด้วยการรัฐประหารอยู่ตลอดเวลา ในแต่ละช่วงของประวัติศาสตร์การเมืองไทย หรือที่เรียกกันว่า “วงจรอุบาทว์” ทางการเมืองไทย และข้ออ้างในการรัฐประหาร มักอ้างเรื่องเกี่ยวกับ “ความจงรักภักดี” “การคอรัปชั่นของนักการเมือง” “การใช้อำนาจการเมืองแทรกแซงข้าราชการประจำ” เป็นต้น แต่บางครั้งก็เป็นการรัฐประหารในแวดวงกองทัพ เผด็จการอำนาจนิยม กลุ่มอนุรักษ์นิยม เพื่อกระชับอำนาจและหรือแย่งชิงอำนาจกันเองก็มีปรากฏ

ประวัติศาสตร์การรัฐประหารในสังคมการเมืองไทย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ได้เขียนบทความขึ้นในหนังสือเล่มนี้ ชี้ให้เห็นถึง ตัวละคร บทบาท ข้ออ้าง ความสลับซับซ้อน ความเหมือนและความต่างในแต่ละเงื่อนไขของเหตุการณ์ของการรัฐประหารในประวัติ ศาสตร์ที่เกิดขึ้น หรือ “ประวัติศาสตร์การรัฐประหารในประเทศไทย” และการรัฐประหาร ๑๙  กันยายน ๒๕๔๙ ได้สะท้อนถึงการต่อสู้ระหว่าง “ฝ่ายประชาธิปไตย” กับ “ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย” ระหว่าง “ไพร่” กับ “อำมาตย์” ที่ต่อเนื่องมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

ขณะที่ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ก็ได้ชี้ให้เห็นบริบทการเมืองไทยในช่วงเหตุการณ์พฤษภา ๒๕๓๔ และได้ตั้งประเด็นคำถามส่วนหนึ่งของบทความในหนังสือเล่มนี้ ถึงความย้อนแย้งของคนชั้นกลาง ผู้เอาการเอางานในการต่อสู้กับเผด็จการทหารคณะผู้รักษาความสงบเรียบร้อยแห่ง ชาติ (รสช.) ที่ก่อการรัฐประหาร เมื่อวันที่ ๒๓ กุมพาพันธ์ ๒๕๓๔ และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง 

ซึ่งต่อมาก็มีกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ที่ประชาชนทุกกลุ่มสาขาอาชีพ มีส่วนร่วมมากที่สุดในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ แต่คนชั้นกลางเหล่านี้ส่วนมากกลับผันผวนสลับข้างหันมาสนับสนุนการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ล่าสุด ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม

กระนั้นก็ตามเมื่อมีการรัฐประหาร ก็มีการต่อต้านรัฐประหารควบคู่กัน ทั้งในระดับปัจเจกบุคคล และระดับองค์กร ดั่งบทสัมภาษณ์บุคคลในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งได้กล่าวถึงบทบาทการเคลื่อนไหวต้านรัฐประหาร ทัศนคติและวิธีการต้านรัฐประหารในอนาคตถ้าหากมีขึ้น เช่น อุทัย พิมพ์ใจชน นักการเมืองและอดีตประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ, สิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ อดีตนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง และ สมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง, สมบัติ บุญงามอนงค์ เอ็นจีโอ นักกิจกรรม ตลอดทั้ง นวมทอง ไพรวัลย์ ที่ วัฒน์ วรรลยางกูร ได้เขียนถึงเรื่องราวของเขา รวมทั้งได้ย้อนชวนสนทนาถึงแนวคิดข้อถกเถียงประชาธิปไตยของ กบฏ ร.ศ. ๑๓๐

(อ่านต่อ)
http://www.prachatai.com/journal/2012/09/42548 

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555

ว่าด้วยทุน: เล่ม 2 ภาคที่ 1 การเปลี่ยนรูปของทุนและวงจรของมัน(บทที่2-4)

ว่าด้วยทุน: เล่ม 2 ภาคที่ 1 การเปลี่ยนรูปของทุนและวงจรของมัน(บทที่2-4)

 
บทที่ 2: การหมุนเวียนของ “ทุนการผลิต”

เราสามารถมองการหมุนเวียนของทุนซึ่งเป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ไม่มีจุดจบ โดยเริ่มที่ “ทุนการผลิต” (P)

P...... C’  => M’ => C.....P


เวลาเราพิจารณาส่วนนี้ เราต้องทราบว่าทุนเงินเดิม M กับทุนเงินส่วนเกิน m (ที่รวมกันเป็น M’) ถูกลงทุนใหม่อีกรอบพร้อมกันหรือไม่ เพราะอาจถูกใช้ในการบริโภคโดยนายทุน หรืออาจถูกนำมาลงทุนในที่อื่นก็ได้


• สินค้าที่ถูกบริโภค ต่างจากสินค้าที่เป็นทุนในการหมุนเวียนของทุน


• เศรษฐศาสตร์กระแสหลักมองว่าทุนนิยมเป็นแค่ระบบการผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการ แต่ทุนนิยมผลิตเพื่อสะสมและเป็นระบบหมุนเวียน


• ปริมาณสินค้าที่ถูกผลิตขึ้น ถูกกำหนดจากอัตราการขยายของกระบวนการผลิต ไม่ได้ถูกกำหนดจากอุปสงค์(ความต้องการ)ในตลาด ในขั้นตอนแรกการที่สินค้าจะถูกบริโภคหรือไม่ มิได้เกี่ยวกับกระบวนการหมุนเวียน เพราะประเด็นหลักคือการขาย


• สถานการณ์นี้นำไปสู่ การผลิตล้นเกิน การตัดราคา การล้มละลาย และวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตเศรษฐกิจไม่ได้มาจากการลดลงของอุปสงค์ในขั้นตอนแรก แต่มันมาจากการที่สินค้าขายไม่ออก ซึ่งไม่เหมือนกัน


• การที่สินค้าจากการผลิตจะตกอยู่ในมือพ่อค้าคนกลาง ไม่มีผลอะไรต่อการหมุนเวียนของทุนในเบื้องต้น เพราะนายทุนไม่สนใจว่าสินค้าจะถูกบริโภคหรือไม่ แค่ให้ความสำคัญตรงที่มันถูกขายหรือไม่


• ทุนเงินหรือเงิน ไม่ใช่จุดเริ่มต้นและจุดจบของการหมุนเวียน


• ทุนเงินที่จ่ายเป็นค่าจ้างให้กรรมาชีพ เป็นทุนที่นำมาแลกเปลี่ยนจากสินค้าที่กรรมาชีพเคยผลิตเองแต่แรก ไม่ใช่เงินของนายทุน แต่มันอยู่ในมือนายทุน


• ทุนที่เกิดจากระบบการผลิต แปรรูปจากสินค้าที่ถูกผลิต และเป็นตัวแทนของการทำงานในอดีต


• ในขณะเดียวกัน ทุนเงินที่เป็นตัวแทนของการทำงานในอดีต เป็นตัวแทนของสินค้าที่จะผลิตในอนาคตด้วย (ภาพรวมแบบวิภาษวิธีคือ: อดีต ปัจจุบัน อนาคต)


• ค่าจ้างเป็นเงินจากการทำงานของคนงานในอดีต และ เป็นตัวแทนของสินค้าที่คนงานจะซื้อในอนาคตเพื่อเลี้ยงชีพ


• ทุนเงินมีหน้าที่ในการเปลี่ยนแปลงสินค้า ให้เป็นปัจจัยการผลิตใหม่ และแรงงานรับจ้างใหม่


• อย่าลืมว่ามูลค่าของปัจจัยการผลิตเปลี่ยนแปลงตามประสิทธิภาพการผลิตด้วย มันไม่คงที่


• ถ้า
“ทุนเงิน” ค้างอยู่ในสภาพเงิน หรือถูกใช้ในการบริโภค โดยไม่หมุนเวียนเปลี่ยนแปลง มันถือว่าเป็น “ทุน” ไม่ได้ มันเป็นแค่ “เงิน” หรือในกรณีที่ยังไม่นำมาใช้ เป็น “ทุนเงินที่จะใช้ในอนาคต”

• ถ้านายทุนใช้ทุนเงินทีละนิดทีละหน่อยในกระบวนการผลิต จะมีการสะสมเงิน นี่คือบทบาทของทุนเงิน คือเป็นทุนที่ออมไว้ได้ บทบาทอีกอันคือใช้ซื้อปัจจัยการผลิตและพลังการทำงาน(สินค้า)


• เราไม่สามารถเห็น ทุนเงิน ทุนสินค้า และทุนการผลิต แบบแยกส่วนโดดเดี่ยวได้


• เราจะเห็นปรากฏการณ์ของ
“ทุนเงิน” เมื่อมีการหยุดพัก ชะลอ กระบวนการผลิต ไม่ว่าการหยุดนี้จะเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี หรือจะมาจากเจตนาของนายทุนหรือไม่

• ทุนเงินอาจใช้ในรูปแบบ “สัญญาที่จะจ่ายในอนาคต” ผ่านการกู้ยืม แต่สัญญาดังกล่าวไม่ใช่ทุนเงินจนกว่ามันจะเข้าไปในกระบวนการผลิต


• เวลามีการลงทุนรอบต่อไป 
                                                                                        
 

สัดส่วน L : mp จะมีแนวโน้มลดลง ไม่คงที่


• มูลค่าส่วนเกินที่แปรไปเป็นทุนเงิน อาจไม่นำมาลงทุนใหม่ทันที อาจต้องรอเพื่อสะสมให้เพียงพอก่อน ดังนั้นอาจถูกนำมาฝากในธนาคาร หรือนำไปซื้อหุ้น ซึ่งไม่เกี่ยวกับระบบการผลิตเดิม


• เงินออมบางส่วน ที่เก็บไว้ใช้ในยามลำบากของธุรกิจ ไม่เหมือนทุนเงินที่รอการสะสมเพื่อลงทุนต่อ เพราะมันจะไม่นำไปสู่การขยายการผลิต



บทที่ 3: การหมุนเวียนของ “ทุนสินค้า”


C’ => M’ => C .....P ....C’


• เวลาเราพิจารณาการหมุนเวียนของ
“ทุนสินค้า” จะเห็นว่าทุนสินค้าที่นายทุนคนหนึ่งผลิต กลายเป็น “ต้นทุนสินค้า” ของนายทุนอีกคน เช่นเครื่องจักร

• ซึ่งแปลว่าเราต้องมองการหมุนเวียนของทุนสินค้าในระดับสังคมโดยรวม มองแค่ในระบบหมุนเวียนของนายทุนหนึ่งคนไม่ได้



บทที่ 4: สามวงจรของทุน


สามวงจรของทุน คือการหมุนเวียนของ
“ทุนอุตสาหกรรม” คือ ทุนเงิน-ทุนการผลิต-ทุนสินค้า ในกระบวนการเพิ่มมูลค่า ซึ่งแรงผลักดันหลักคือการพยายามเพิ่มมูลค่า ไม่ใช่การตอบสนองความต้องการของมนุษย์

• ทุนอุตสาหกรรมประกอบไปด้วยสามวงจรที่พูดถึงในบทที่ 1-3 และในสังคมโดยรวมทุนอุตสาหกรรมปรากฏในรูปแบบสามวงจรดังกล่าวในขั้นตอนต่างๆ ตลอดเวลา


• ทุนแยกเป็นส่วนต่างๆ ตามขั้นตอนดังกล่าว แต่ในขณะเดียวกันเป็นองค์รวมของสามวงจรเสมอ


• ระบบทุนนิยมไม่ใช่ภาพนิ่ง มันอธิบายด้วยภาพนิ่งไม่ได้ ต้องมองเป็นภาพเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนแปลงเสมอ ส่วนต่างๆเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบอื่นเสมออย่างต่อเนื่อง


• ต้องมองทั้งส่วนแยกและองค์รวมพร้อมกัน เช่นนายทุนในฐานะปัจเจก และนายทุนทั้งหมดพร้อมกัน


• การหมุนเวียนนี้ดำเนินต่อได้ต่อเมื่อมีการเพิ่มมูลค่าของทุน แต่ถ้ามีปัญหาตรงนี้ จะเริ่มขาดเสถียรภาพ


• เนื่องจากการเพิ่มมูลค่าเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
“อัตรากำไร” ของนายทุนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการเพิ่มกำไรเป็นเป้าหมาย.... และสัดส่วนทุนแปรผันที่ใช้จ้างงานจะลดลง เมื่อเทียบกับทุนคงที่


“ระบบทุนนิยมดำรงอยู่ไม่ได้ ถ้าการบริโภคเสพสุขส่วนตัวของนายทุนเป็นเป้าหมายในการผลิต”

• ระบบทุนนิยมเป็นระบบโลก มีตลาดโลก มีเงินโลก

• ในยุคเริ่มต้น สินค้าบางอย่างที่ใช้ในระบบทุนนิยม ผลิตในระบบอื่น(เช่นจากทวีปอื่น) แต่มันกลายเป็น “ทุนสินค้า” เมื่อเข้ามาในระบบการผลิตทุนนิยม

• เงินให้กู้ กับเงินจริง ไม่ต่างกัน เพียงแต่ใช้โดยนายทุนในระยะเวลาต่างกันของวงจรการผลิตเท่านั้น
 
• “เงิน” เกิดขึ้นแต่แรกในระบบพาณิชย์ ก่อนทุนนิยม แต่ทุนนิยมพิเศษตรงที่นำ “แรงงาน” มาเป็นสินค้า เพื่อพัฒนาระบบการผลิตอย่างรวดเร็ว

• ถ้าวงจรการหมุนเวียนของทุนเร็วขึ้น เงินจำนวนหนึ่งสามารถขับเคลื่อนการหมุนเวียนของทุนในปริมาณที่มากขึ้น
 
• ถ้าในการผลิต เครื่องจักรใช้ได้ 10 ปี มูลค่ามันจะค่อยๆถูกทำลายผ่านความสึกหรอปีละ 10%

(ที่มา)
http://turnleftthai.blogspot.dk/2012/08/2-1-2-4.html 

เมื่อ"คำ ผกา"เขียนเรื่องข้อดีของการทำรัฐประหาร ปี 2549 ???

เมื่อ"คำ ผกา"เขียนเรื่องข้อดีของการทำรัฐประหาร ปี 2549 ???


 
อาทิตย์นี้จะเขียนเรื่องข้อดีของการทำรัฐประหาร
 
เชื่อไหมว่าหากไม่มีการรัฐประหารปี 2549 ฉันจะต้องเป็นหนึ่งในผู้เอาดอกกุหลาบไปไว้อาลัยเรือนแถวไม้ที่กำลังจะถูกรื้อที่อัมพวาแน่นอน

และหากไม่มีการรัฐประหารปี 2549 ฉันจะทำอะไรอีก ฉันจะเชื่ออย่างที่ ว. วชิรเมธี เขียนว่า "อย่างมงายในวิทยาศาสตร์" นั่นเป็นเพราะคนในเจเนอเรชั่นของฉันเติบโตมาในยุคของปลายของกระแสนิวเอจของสังคมไทย

"นิวเอจ" เหล่านี้ทำอะไรบ้าง

พวกเขาอยากกลับไปหาภูมิปัญญาของท้องถิ่น รื้อฟื้นประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ฟื้นความเข้มแข็งของชุมชน

กลับไปค้นหาปัญญาญาณที่มีอยู่ในศาสนา ความเชื่อของท้องถิ่นที่ถูกกดทับด้วยวิธีคิดและองค์ความรู้ ระบบเหตุผลแบบวิทยาศาสตร์

รังเกียจชาตินิยมที่ไปทำลายความหลากหลายของความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรม ชาติพันธุ์ ภาษา

ชิง ชังทุนนิยมที่ไปเปลี่ยนวิถีชีวิตชนบทหรือท้องถิ่นที่เคยพึ่งตนเองได้ให้ต้อง ตกเป็นทาสของ บริโภคนิยม จากที่เคยเพาะปลูกแบบไม่ต้องใช้ปุ๋ยใช้ยาก็ต้องพึ่งปุ๋ย พึ่งยาฆ่าแมลงจากนายทุน จากที่เคยปลูกพืชผัก ข้าวหลากหลายก็หันไปปลูกพืชเชิงเดี่ยว เมื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยวก็ต้องใช้เงินซื้อ เช่น เลิกปลูกข้าวหันมาปลูกมันสำปะหลังก็ต้องใช้เงินซื้อข้าวกิน แทนที่จะปลูกข้าวกินเองได้เหมือนสมัยก่อน

จากที่เคยรักษาโรคภัยไข้ เจ็บด้วยองค์ความรู้ภูมิปัญญาดั้งเดิมด้วยการใช้สมุนไพรก็ต้องหันมาพึ่งการ แพทย์สมัยใหม่ ราคาแพง ชาวบ้านจึงแปรสภาพจาก มนุษย์ที่เคยอุดมไปด้วยปัญญา ความรู้ สมบูรณ์ ร่ำรวยไปด้วยมรดกทางวัฒนธรรม จึงถูกกัดกร่อนทำลายให้หมดศักดิ์ศรี แปรสภาพมาเป็น ชาวบ้านผู้ยากจน โง่เขลา และหมดปัญญาจะพึ่งตนเอง ทั้งเป็นเหยื่อนายทุนและนักการเมือง

กระแส นิวเอจยังเฝ้าประณามระบบการศึกษาของรัฐว่ามุ่งสร้างอำนาจครอบงำ อันมีความจริง แต่ทางออกของบรรดานิวเอจคือการออกไปสร้างโรงเรียนทางเลือก อันท้ายที่สุดก็มีแต่บุตรหลานของผู้มีทางเลือกเท่านั้นที่ได้เรียนโรงเรียน ทางเลือก บรรดาบุตรหลานผู้ไม่มีทางเลือกจึงถูก "ครอบงำ" จากระบบการศึกษาต่อไป

อนาคตข้างหน้า บุตรหลานผู้ไม่มีทางเลือกก็ต้องกลายเป็น "ขี้ข้า" ของบุตรหลานผู้มีทางเลือกต่อไปอย่างไม่มีที่สุด

8 ปี 'Munir', ความตายและความท้าทายของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในอาเซียน


8 ปี 'Munir', ความตายและความท้าทายของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในอาเซียน

 

 

"You chose to be Human Rights Defender by your choice. When you chose it, be it. It's your country and your duty to defend. Also be sure that you will be attacked. There's fear and risk to be HRDs. People die every day but those die during their struggle will be remembered. If you couldn't confront fear, then leave."
Maina Kiai,
UNSR on the rights to freedom of peaceful assembly and of association 
[1]

“คุณเลือกที่จะเป็นนักปกป้อง สิทธิมนุษยชน เพราะคุณตัดสินใจที่จะเป็น เมื่อคุณเลือกแล้ว มันคือประเทศของคุณ, คือหน้าที่ของคุณ แน่นอนว่าคุณจะถูกข่มขู่ คุกคาม หรือแม้กระทั่งถูกทำร้าย การเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนนั้นมีทั้งความเสี่ยงและความหวาดกลัว มีคนเสียชีวิตทุกวันจากการยืนหยัดปกป้องสิทธิมนุษยชน, แต่การตายของเขาหรือเธอระหว่างการต่อสู้จะถูกจดจำ ถ้าคุณไม่สามารถเผชิญหน้ากับความหวาดกลัวเหล่านั้น, อย่าเลือกเส้นทางนี้

คำพูดข้างบนนั้นเป็นของ Maina Kiai ผู้ตรวจการพิเศษสหประชาชาติด้านเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบและเสรีภาพในการ สมาคม, กล่าวไว้ในงานประชุมนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเอเชียครั้งที่ 5 ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 3-5 กันยายน 2555 ที่กรุงเทพฯ หากพูดกันในเชิงหลักการ, ไม่ควรมีใครต้องเสียชีวิตหรือแม้กระทั่งสูญเสียอิสรภาพจากการปกป้องสิทธิ มนุษยชน แต่ในความเป็นจริง, นักปกป้องสิทธิมนุษยชนคนแล้วคนเล่าถูกข่มขู่, คุกคาม, ทำร้ายจนบางครั้งถึงแก่ชีวิต เพียงเพราะเขาหรือเธอเหล่านั้นเชื่อว่า ทุกคนมีสิทธิในความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน

7 กันยายน 2012 เป็นวันครบรอบ 8 ปีแห่งการจากไปของ Munir Said Thalib นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและนักกิจกรรมต่อต้านการทุจริตที่โดดเด่นที่สุดคน หนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มูเนียร์เป็นผู้ก่อตั้ง Kontras องค์กรที่มีพันธกิจส่งเสริมและปกป้องผู้ที่ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนใน อินโดนีเซีย แปดปีที่แล้ว, มูเนียร์ถูกวางยาพิษจนถึงแก่ความตายบนเครื่องบินของสายการบิน Garuda ซึ่งเป็นสายการบินของรัฐบาลอินโดนีเซีย ขณะกำลังเดินทางไปประเทศเนเธอร์แลนด์เพื่อศึกษาต่อในสาขากฎหมายระหว่าง ประเทศและสิทธิมนุษยชนที่มหาวิทยาลัย Utrecht ผลการชันสูตรศพบ่งชี้ว่ามูเนียร์น่าจะถูกวางยาด้วยสารหนูขณะเปลี่ยนเครื่อง ที่สนามบินชางงี ประเทศสิงคโปร์ เพราะมูเนียร์เปิดโปงการละเมิดสิทธิมนุษยชนของกองทัพอินโดนีเซียในติมอร์ ตะวันออก, อาเจะห์ และปาปัวตะวันตก รวมถึงการลักพาตัวนักกิจกรรม 13 คนในช่วงปลายทศวรรษที่ 90

หลังการเสียชีวิตของมูเนียร์, Polycarpus  Priyanto นักบินของสายการบินการูดาที่ไม่ได้มีตารางการบินในวันที่ 7 กันยายน 2004 และใช้เอกสารปลอมในการขึ้นเครื่อง ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ใส่สารหนูลงในน้ำส้มของมูเนียร์ระหว่างรอเปลี่ยน เครื่องที่สิงคโปร์ ในปี 2008 ศาลฎีกาตัดสินจำคุก Priyanto 20 ปีในข้อหาฆาตกรรม รวมถึงอดีตสองผู้บริหารของสายการบินการูดา Indra Setiawan และ Rohainil Aini ที่ถูกลงโทษจำคุกคนละหนึ่งปีในข้อหาช่วยเหลือและสนับสนุนการฆาตกรรมมูเนียร์ แต่ภรรยาม่ายและกลุ่มนักรณรงค์เชื่อว่า นายทหารยศพลตรี Muchdi Purwopranjono อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองอินโดนีเซีย (Indonesia’s Intelligence Agency) ในเวลานั้นเป็นคนบงการสังหารนักปกป้องสิทธิมนุษยชนผู้ท้าทายอำนาจรัฐอย่างมู เนียร์ เพราะมีหลักฐานการติดต่อทางโทรศัพท์ระหว่าง Priyanto และ Purwoprajonon ก่อนการเสียชีวิตของมูเนียร์ [2] ใน ปี 2009 มีความพยายามที่จะนำตัว Muchdi เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่มีเหตุผิดปกติหลายประการเกิดขึ้นระหว่างขั้นตอนการสืบพยาน เช่น พยานไม่มาปรากฏตัวหรือพยานขอถอนคำให้การในศาล ทำให้สุดท้ายศาลสั่งยกฟ้องในคดีของพลตรี Muchdi Purwopranjono [3]


(อ่านต่อ)
http://www.prachatai.com/journal/2012/09/42545

รายการ Go Global

รายการ Go Global 




Go Global ประจำวันที่ 9 กันยายน 2555 
ประเมินนโยบายต่างประเทศรัฐบาลเพื่อไทย สอบผ่านหรือสอบตก
http://shows.voicetv.co.th/goglobal/49835.html

Go Global ประจำวันที่ 2 กันยายน 2555
ฮิลลารีเยือนแปซิฟิคใต้ มุ่งลดอิทธิพลจีนในภูมิภาค
http://shows.voicetv.co.th/goglobal/49168.htm