ก.ข.ค. ของการสร้างพลังสหภาพแรงงาน
ในการต่อสู้หรือในข้อพิพาทต่างๆ
ตัวแทนสหภาพระดับรากหญ้าเหล่านี้เป็นแกนนำสำคัญในการไปสู่ชัยชนะ
เพราะจะทำให้คนงานธรรมดามีส่วนร่วมตลอด
ตัวอย่างที่ดีคือสภาพความเป็นอยู่ในสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ในอดีต
ก่อนที่จะถูกนายจ้างทำลายในยุครัฐประหาร ๑๙ กันยา
โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
นักสหภาพแรงงานเข้าใจดีว่าเราต้องมีสหภาพแรงงาน
เพราะถ้าเราจะต่อรองหรือเผชิญหน้ากับนายจ้างหรือรัฐ เราทำคนเดียวไม่ได้
เราต้องรวมตัวกันและสู้แบบรวมหมู่
และสิ่งนี้ทำได้ง่ายขึ้นเพราะคนงานหรือลูกจ้างจำนวนมาก
ทำงานในที่เดียวกันและมีสภาพการจ้างคล้ายๆ กัน คือเงินไม่พอ สวัสดิการไม่พอ
บ่อยครั้งงานน่าเบื่อ ชั่วโมงการทำงานมากไป
และแถมเราโดนเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้าง
หรือโดนนายจ้างสั่งและด่าด้วยวาจาก้าวร้าว
ดังนั้นนักสหภาพแรงงานจะพยายามดึงเพื่อนร่วมงานเข้ามาเป็นสมาชิกให้มากที่
สุด พูดง่ายๆ พลังของเรามาจากความสามัคคีสมานฉันท์ในหมู่ลูกจ้าง
อย่างไรก็ตาม ทั้งๆ ที่นักสหภาพแรงงานจำนวนมากเข้าใจเรื่องนี้
แต่จะมีสักกี่คนที่มองกว้างและไกลออกไป มีแต่คนที่เข้าใจการเมือง
การที่หลายคนไม่มองไกลออกไปไม่ใช่เพราะโง่
แต่เป็นเพราะเราขาดความมั่นใจที่จะคิดต่อ
หรือเราถูกกล่อมเกลาให้คิดในกรอบของระบบ “แรงงานสัมพันธ์” ของนายทุน
จัดตั้งข้ามรั้วสถานที่ทำงาน
การคิดกว้างและไกลออกไปในกรณีนี้หมายความว่าเราต้องหาทางสมานฉันท์สามัคคี
ข้ามรั้วโรงงานหรือข้ามรั้วสถานที่ทำงาน
ในรูปธรรมมันแปลว่านักสหภาพแรงงานในสถานที่ทำงานในย่านใกล้เคียงกัน
หรือในภาคการผลิตหรือธุรกิจคล้ายๆ กัน
ต้องสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งกว่าที่เป็น จริงอยู่เรามีกลุ่มย่าน
เรามีสหพันธ์แรงงานในธุรกิจที่คล้ายกัน
แต่เรายังไม่ยกระดับการต่อสู้ร่วมกัน
คือเราต้องหาทางยื่นข้อเรียกร้องพร้อมกันในรูปแบบเดียวกัน
เพื่อนัดหยุดงานพร้อมกัน
และถ้ามีประเด็นระดับชาติต้องหาทางนัดหยุดงานทั่วไป
ประเด็นระดับชาติก็เช่นเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำหรือการประกันสังคม
แต่เป็นที่น่าเสียดายที่สหภาพแรงงานส่วนใหญ่สู้แต่ในประเด็นของตนเองตาม
ลำพัง
นอกจากการยื่นข้อเรียกร้องพร้อมกัน หรือนัดหยุดงานพร้อมกันแล้ว
นักสหภาพแรงงานต้องหาทางสร้างความสมานฉันท์ที่เป็นจริง ไม่ใช่พูดลอยๆ
ถ้ามีสถานที่ทำงานแห่งหนึ่งที่มีการเลิกจ้างแกนนำสหภาพ
หรือปิดโรงงานจนลูกจ้างตกยากลำบาก สถานที่ทำงานอื่นๆ ควรให้การสนับสนุน
ในขั้นตอนแรกด้วยการเรี่ยรายเงินช่วยเหลือ
แต่ในที่สุดด้วยการหยุดงานและร่วมประท้วง แน่นอนเรื่องแบบนี้ “ผิดกฏหมายแรงงาน”
ที่นายจ้างและรัฐร่างมาเพื่อประโยชน์ของชนชั้นเขาเอง
แต่เราสามารถฝืนกฏหมายได้ถ้าเรามีมวลชนเพียงพอ
การยึดสถานที่ทำงานก็เป็นอาวุธสำคัญของคนงาน
เพราะทำให้นายจ้างขนของออกไม่ได้ หรือนำคนงาน “ฆ่าเพื่อน” มาทำงานแทนยากขึ้น และในไทยก็เคยมีการยึดสถานที่ทำงานโดยสหภาพแรงงานเช่นที่โรงงานไทยเกรียง ทั้งๆ ที่มัน “ผิดกฏหมาย” ของนายทุน ที่อื่นในยุโรป เกาหลี หรือญี่ปุ่นก็เช่นกัน
การที่คนทำงานจากที่หนึ่งจะไปสนับสนุนคนจากอีกที่หนึ่ง คือ “การหนุนช่วยซึ่งกันและกัน”
และมันอาศัยกิจกรรมจากทุกฝ่าย
คือคนที่มีปัญหาต้องกล้าไปติดต่อเพื่อนรอบข้าง
และเพื่อนรอบข้างต้องรับฟังและยอมช่วยเหลือ
คราวต่อไปก็จะเป็นตาของคนที่เคยมีปัญหาที่จะช่วยคนอื่น
เน้นการนำจากล่างสู่บน
การ “ร่วมกันสู้เป็นหมู่” มันมีประเด็นและมิติอื่นๆ ด้วย
เรื่องสำคัญคือ สมาชิกพื้นฐานมีส่วนร่วมในกิจการสหภาพมากแค่ไหน
จากประสบการในการต่อสู้ทั่วโลกและในไทย
สหภาพแรงงานที่เข้มแข็งจะมีตัวแทนของสหภาพแรงงานในทุกแผนก
ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นประจำ
และมีหน้าที่คุยกับเพื่อนร่วมงานและรายงานความเห็นต่อกรรมการสหภาพ
เพื่อการนำจากล่างสู่บน
ในการต่อสู้หรือในข้อพิพาทต่างๆ
ตัวแทนสหภาพระดับรากหญ้าเหล่านี้เป็นแกนนำสำคัญในการไปสู่ชัยชนะ
เพราะจะทำให้คนงานธรรมดามีส่วนร่วมตลอด
ตัวอย่างที่ดีคือสภาพความเป็นอยู่ในสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ในอดีต
ก่อนที่จะถูกนายจ้างทำลายในยุครัฐประหาร ๑๙ กันยา ซึ่งบทเรียนตรงนี้คือ
รูปแบบการมีผู้แทนสหภาพในทุกแผนกนำไปสู่พลัง แต่พลังนั้นไม่คงที่ตลอดไป
ถ้านายจ้างสร้างความแตกแยกในหมู่คนงานได้ เขาก็จะทำลายสหภาพได้
ตัวอย่างอื่นของสหภาพแรงงานที่มีผู้แทนระดับรากหญ้าบ้าง
คือในย่านอุตสาหกรรมภาคตะวันออก
แต่ตรงนั้นก็มีความพยายามของนายจ้างและรัฐที่จะสร้างความแตกแยกทางการเมือง
ระหว่างเหลืองกับแดงด้วย
ในมุมกลับสหภาพแรงงานที่ “มีแต่หัว” ที่เป็นแกนนำมานาน
และไม่เคยคุยกับสมาชิกธรรมดาอย่างจริงจัง จะเป็นสหภาพที่อ่อนแอและสู้ไม่ได้
บางทีจะไปพึ่งพิงความสัมพันธ์กับนายจ้างหรือนักการเมืองแทน
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือสหภาพแรงงานในรัฐวิสาหกิจ เช่นรถไฟหรือ กฟผ.
ซึ่งเกือบจะไม่มีผู้แทนสหภาพในแผนกต่างๆ เลย และอาศัยการนำแบบ “ขุนนางสั่งไพร่” จนแกนนำไปนอนกอดพวกเสื้อเหลืองล้าหลัง และสมาชิกธรรมดา ซึ่งคงไม่ใช่เสื้อเหลืองเองทุกคน ทำอะไรไม่ได้
ถ้าเราให้ความสำคัญกับสมาชิกสหภาพระดับรากหญ้า
มันแปลว่าเวลาสหภาพอื่นมีปัญหาอะไร เราต้องคุยกับทุกคน
ต้องเรี่ยรายเงินจากทุกคน
ไม่ใช่ปล่อยให้แกนนำสหภาพยกมือบริจาคเงินจากกองทุนสหภาพ
โดยที่สมาชิกจำนวนมากไม่รู้เรื่องและไม่มีส่วนร่วม
ถ้าเป็นแบบนั้นจะไม่มีทางสร้างพลังหนุนช่วยอย่างจริงจัง
(อ่านต่อ)
http://turnleftthai.blogspot.dk/2012/10/blog-post.html