หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

คืนความจริง! ภายใต้คำสวยหรูว่า "คืนความสุข" ของคณะรัฐประหาร มีอะไรซ่อนอยู่”!?

คืนความจริง! ภายใต้คำสวยหรูว่า "คืนความสุข" ของคณะรัฐประหาร มีอะไรซ่อนอยู่”!?


 
คืนความจริง ตอนที่ 2 Resurgent Truth #2
http://www.youtube.com/watch?v=wPtAmHQ0cuc 

คืนความจริง ตอนที่ 1 Resurgent Truth #1 [English subtitles]
https://www.youtube.com/watch?v=gwHIc_usGHM 

หลังจากเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. เฟซบุ๊คแฟนเพจ "คืนความจริง" ได้เผยแพร่สารคดีตอนแรก ใช่ชื่อว่า "คืนความจริง #1 (Resurgent Truth #1)" ความ ยาว 20.34 นาที ไปแล้ว โดยใช้เพลง "คืนความสุขให้ประเทศไทย" แต่งโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นเพลงประกอบสารคดี และใช้บทกวีของกฤช เหลือลมัย เป็นบทเริ่มต้นสารคดี ทิ้งท้ายของสารคดีมีการสัมภาษณ์ชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งกำลังอ่านหนังสือเรื่อง "1984" และรับประทานแซนวิซ เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ที่ผ่านมาที่สยามพารากอน ก่อนถูกควบคุมตัว


วันนี้(17 ก.ค.) เฟซบุ๊คแฟนเพจดังกล่าวได้เผยแพร่ตอน 2 ชื่อ “คืนความจริง ตอนที่ 2 Resurgent Truth #2”  ซึ่งเป็นวิดีโอสัมภาษณ์ สุกัญญา พฤกษาเกษมสุข ภรรยาของสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ต้องขังคดีหมิ่นประมาทกษัตริย์ ม. 112 โดยเป็นการเล่าประสบการณ์การถูกทหารและตำรวจจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) การค้นบ้าน การถูกควบคุมตัว ทั้งตนเอง พร้อมบุตรชายและบุตรสาว รวมถึงการสอบสวนที่สโมสรกองทัพบก เทเวศร์ หลังรัฐประหาร เมื่อวันที่ 25 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยไม่มีหมายเรียกก่อนหน้า

ทั้งนี้ เฟซบุ๊คแฟนเพจ คืนความจริงได้บรรยายประกอบวิดีโอคลิปนี้ด้วยว่า “หลังฝุ่นควันจาง ความจริงอีกด้านก็เริ่มเผยออกมา ว่าภายใต้คำสวยหรูว่า "คืนความสุข" ของคณะรัฐประหาร มีอะไรซ่อนอยู่”

(ที่มา) 
http://www.prachatai3.info/journal/2014/07/54621 

วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ในหลวงของไทยครองตำแหน่งนักลงทุนอันดับ 1 ของประเทศ

ในหลวงของไทยครองตำแหน่งนักลงทุนอันดับ 1 ของประเทศ




โดย กงจักร ปีศาจ


ในหลวงของไทยครองตำแหน่งนักลงทุนอันดับ 1 ของประเทศ

นายวิลเลียม เมลเลอร์ ( William Mellor) สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) กล่าวว่าในหลวงของไทยครองตำแหน่งนักลงทุนอันดับ 1 ของประเทศและพบว่าการถือครองสิริราชย์สมบัติผ่านทางสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวสองแสนล้านบาท ซึ่งเรืองนี้นั้นไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนใดๆในประเทศไทย พระเจ้าอยู่หัวฯทรงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดกว่า 30% ในหุ้นเครือซิเมนต์ไทย ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีพนักงานในเครือกว่า 24,000 คน ผลิตสินค้านับตั้งแต่เคมีภัณฑ์ ไปยันวัสดุก่อสร้างสารพัด ส่วนหุ้นธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งเป็นธนาคารใหญ่อันดับ 3 ของไทย และในหลวงทรงถือหุ้นอยู่ 21% ส่วนเทเวศน์ประกันภัย ซึ่งสำนักงานทรัพย์สินฯถืออยู่ 87% หากนับหุ้นที่ถือผ่านสำนักงานทรัพย์สินฯแล้ว ก็จะคิดเป็น 7.5%ของมูลค่าตลาดรวมของตลาดหุ้นไทย

นักลงทุนซึ่งตกใจกลัวจากเหตุการณ์รัฐประหารก็กำลังเฝ้าจังหวะที่จะกลับมาช้อนซื้อหุ้นไทยอยู่ แต่ระหว่างนั้นก็เข้าไปลงทุนในหุ้นที่ในหลวงทรงถือหุ้นใหญ่อยู่ เนื่องจากมีความเชื่อมั่นว่าพระองค์ทรงอยู่ในพระราชบัลลังก์มาอย่างมั่นคงกว่า 61 ปี แล้ว ก็นับว่าเป็นหุ้นที่ปลอดภัยที่สุดของประเทศไทย รวมทั้งเป็นประเทศเกษตรและอุตสาหกรรมที่มีความน่าเชื่อถือ โดยเป็นทั้งประเทศที่ส่งออกข้าวใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นศูนย์หกลางการผลิตยานยนต์ของภูมิภาคอาเซียน

ตามตัวเลขเดิมนั้น กษัตริย์มีที่นาที่ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี นครปฐม เพชรบุรี สระบุรี นครนายก อยุธยา ปทุมธานี ตามที่รัฐบาลเปิดเผย 53,683 ไร่ โดยแจกเอกสารสิทธิการเช่าที่ดินแก่ราษฎร 43,143ไร่ ส่วนที่ดินในกรุงเทพฯนั้นกษัตริย์มีที่ดินอยู่เกือบครึ่งเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณศูนย์ การค้า เช่น ท่าพระจันทร์ สองข้างถนนราชดำเนิน นางเลิ้ง หัวลำโพง ราชเทวี ประตูน้ำ สำเพ็ง ราชวงศ์ เยาวราช สีลม สี่พระยา บางรัก วงเวียนใหญ่

และที่สำคัญคือเป็นเจ้าของที่ดินอันเป็นที่ตั้งของสนามม้าหลายร้อยไร่ แหล่งการพนันที่ใหญ่ที่สุดที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ กษัตริย์จะได้ค่าเช่าจากสนามม้า ปีละมหาศาล และที่แน่ๆ ก็คือทรงสนับสนุนการแข่งม้า มีการประทานถ้วยให้ม้าแข่งชนะเลิศ

นักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายขวาของ TDRI มองว่าค่าแรง300บาท "สูงเกินไป"!?!

นักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายขวาของ TDRI มองว่าค่าแรง300บาท "สูงเกินไป"!?!



 
โดย ใจ อึ๊งภากรณ์


ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) วิจารณ์การขึ้นค่าแรง 300 บาทในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยโกหกตอแหลและใช้เศรษฐศาสตร์ข้างถนน

หมูอ้วนตัวนี้ กินเงินเดือนสูงเป็นหมื่นๆ แต่มองว่าคนงานไม่ควรได้รับ 300 บาทต่อวันภายใต้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พูดง่ายๆ คือ “กูเงินเดือนสูงได้ แต่พวกมึงควรจะกินค่าแรงต่ำ”

ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ อ้างว่าหลังขึ้นเงินค่าแรงเป็น 300 บาท คนงานยากจนลงเพราะสินค้าแพงขึ้น ดังนั้น “ไม่ควรขึ้นเงินค่าแรงแต่แรก”

ในประการแรกถ้าการขึ้นค่าแรงถึง 300 บาทในบางจังหวัด ไม่พอใช้สำหรับคนงาน ก็ควรขึ้นอีกเป็น 500 บาท และขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ไปยกข้อแก้ตัวในการกดค่าแรงให้คณะทหารเถื่อนใช้ในอนาคต

ในประการที่สอง ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ อ้างว่าการที่คนงานยากจนลง เพราะพ่อค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า แต่มันฟังไม่ขึ้น เพราะถ้าพ่อค้าขึ้นราคาสินค้าจนคนงานซื้อไม่ได้ มันก็ไม่มีประโยชน์ และรัฐบาลประชาธิปไตยสามารถมีมาตรการในการควบคุมราคาสินค้าพื้นฐานได้ ถ้าอยากทำ ซึ่งการควบคุมราคาสินค้าโดยรัฐ หรือการประกันราคาข้าวโดยรัฐ เป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์คลั่งกลไกตลาดที่ TDRI เกลียดชังอย่างถึงที่สุด

ในประการที่สาม พวกคลั่งกลไกตลาด “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” หรือที่เรียกกันว่าแนว “เสรีนิยมใหม่” มักอ้างว่าการขึ้นค่าแรงทำให้ราคาการผลิตเพิ่ม แล้วสินค้าจะแพงขึ้นตาม แต่ในไทยค่าแรงเป็นสัดส่วนเล็กน้อยของต้นทุนการผลิต และถ้านายทุนไม่คอยปกป้องกำไรตนเองที่ขโมยจากแรงงานแต่แรก นายทุนก็ไม่ต้องขึ้นราคาสินค้าเลย

ในประการที่สี่ สังคมที่อารยะ และเคารพพลเมืองทุกคน ต้องสร้างมาตรฐานค่าแรงที่เพียงพอสำหรับชีวิตที่ดีสำหรับทุกคน ไม่ใช่มาเอาทฤษฏีข้างถนนมาแก้ตัวแทนความเหลื่อมล้ำ

นักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายขวาแบบนี้ทั่วโลก มีอคติกับการอยู่ดีกินดีของแรงงานเสมอ เพราะพวกมันเป็นนักวิชาการที่รับใช้ผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุน แต่สถาบันการศึกษาไทย และแม้แต่ “ประชาไท” ก็ไม่เคยเข้าใจหรือสนใจจะเข้าใจประเด็นนี้เลย ชอบอ้างงานวิจัย TDRI เหมือนเป็นการวิจัย “วิทยาศาสตร์”
คาร์ล มาร์คซ์ วิเคราะห์มานานแล้วว่า “มูลค่าทั้งปวงในโลก มาจากการทำงานของมนุษย์ในการดัดแปลงทรัพยากรธรรมชาติ” และนายทุนเพียงแต่เป็นกาฝากที่ขโมยส่วนแบ่งของมูลค่านั้นไป โดยการกอบโกยกำไรและจ่ายค่าจ้างต่ำ

ในโลกจริงคนงานไทยไม่เคยได้รับค่าแรงเพียงพอ ในขณะที่คนชั้นสูง รวมถึงนักวิชาการขยะอย่าง ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ก็สุขสบายกับเงินเดือนสูงเสมอ

(ที่มา)
http://turnleftthai.wordpress.com/2014/07/10/

ถอดบทเรียนการต่อสู้ จากการปฏิวัติฝรั่งเศส และนโยบายที่ผิดพลาดของเพื่อไทย [2]

ถอดบทเรียนการต่อสู้ จากการปฏิวัติฝรั่งเศส และนโยบายที่ผิดพลาดของเพื่อไทย [2]



 
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลกับข้อเสนอปฏิวัติการเมืองไทย ในงาน 224 ปี ทลายคุกบาสตีล(1)

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล


ทุกการปฏิวัติมันมีความซับซ้อน มันไม่จบภายในครั้งเดียว
การ ปฏิวัติฝรั่งเศส เกิด 2312 สมัย ร.1 คศ.1789 ก่อนที่จะเกิดมันเกิดการปฏิวัติสำคัญอยู่ 3 อันคือ ปี 1572 มีการปฏิวัติชาวดัซ์ ศตวรรษต่อมาเกิดการปฏิวัติของอังกฤษ ปี 1640 และ ศตวรรษที่ 18 มีการปฏิวัติอเมริกัน และการปฏิวัติฝรั่งเศส การปฏิวัติ 4 อันนี้ ในโลกวิชาการเรียกคราวๆว่าการปฏิวัติ “กระฏุมพี” (bourgeoisie) หรือ ชนชั้นกลาง เป็นการปฏิวัติชนชั้นกลางที่เป็นลูกโซ่ติดกันมา การการปฏิวัติฝรั่งเศสมันส่งผลสะเทือนทั่วยุโรป และอเมริกากลาง ในไฮติ มีการโค่นอำนาจของนายทาสโดยทาสแล้วประกาศตั้งสาธารณรัฐ และหลังจากนั้นตลอด ศตวรรษที่ 19 มีกระแสปฏิวัติทั่วยุโรป จนปลายศตวรรษที่ 19 มีการปฏิวัติใหญ่ๆ 4 อัน คือในอิตาลี เยอรมันนี ปฏิวัติเลิกทาสในอเมริกา และการปฏิวัติเมจิที่ญี่ปุ่น

ปัญหาคือ เมื่อกล่าวถึงการการปฏิวัติรวมๆ คร่าวๆ เราก็บอกว่าเป็นปฏิวัติที่นำมาซึ่งประชาธิปไตยสมัยใหม่ นำมาซึ่งการปกครองของชนชั้นกลาง และการสถาปนาระบอบทุนนิยม ในระยะ 40-50 ปีหลัง หากศึกษาการปฏิวัติพวกนี้อย่างละเอียด นักวิชาการมองว่ามันมีความซับซ้อนว่านั้นเยอะ พวกทำการปฏิวัติในฝรั่งเศส นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียดมองว่า เราสรุปไม่ได้ว่าพวกทำการปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นชนชั้นกลาง หลายคนเจ้าที่ดินเป็นศักดินาด้วยซ้ำ การปฏิวัติทุกอันมันไม่จบในม้วนเดียว

ทุก การปฏิวัติมันมีความซับซ้อน มันไม่จบภายในครั้งเดียวหรือไม่กี่ปี กว่าที่ฝรั่งเศสจะมีระบอบรัฐสภาที่มันคง เป็นสาธารณะรัฐที่ 5 มีการเปลี่ยนแปลงไปมา ฝรั่งเศสตั้งสาธารณะรัฐมาถึง 5 ครั้ง ครั้งที่ 5 พึ่งตั้งปี 2501 นี่เอง ที่ทุกวันนี้เราเห็นมันยุ่งยาก ก็ต้องทำใจ เพราะฝรั่งเขาก็ผ่านอย่างนี้เช่นกัน

ผู้สนับสนุนปาเลสไตน์ในฝรั่งเศส-อินเดีย ประท้วงการโจมตีพลเรือนของอิสราเอล

ผู้สนับสนุนปาเลสไตน์ในฝรั่งเศส-อินเดีย ประท้วงการโจมตีพลเรือนของอิสราเอล

 
Israel-Gaza conflict: Synagogues attacked as pro-Palestinian protest in Paris turns violent
กองทัพอิสราเอลยังคงปฏิบัติการโจมตีพื้นที่ฉนวนกาซ่าติดต่อกันเป็นวันที่ 7 โดยมีผู้ลี้ภัยในศูนย์บรรเทาทุกข์ของยูเอ็นแล้วกว่า 17,000 คน ในฝรั่งเศสและอินเดียมีผู้ชุมนุมต่อต้านการใช้อาวุธโจมตีใส่เป้าหมายพลเรือน ของอิสราเอล แต่ก็มีเหตุรุนแรงเล็กน้อยหลังมีผู้ประท้วงส่วนหนึ่งบุกโจมตีสุเหร่าของชาว ยิวในฝรั่งเศส

14 ก.ค. 2557 สำนักข่าวอัลจาซีรารายงานว่ากองทัพอิสราเอลได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศและ ใช้ปืนใหญ่ยิงใส่พื้นที่ฉนวนกาซ่าติดต่อกันเป็นวันที่ 7 แล้ว มีผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่าเครื่องบินของอิสราเอลได้โจมตีเป้าหมายเป็นแหล่ง ฝึกซ้อมของกองกำลังติดอาวุธฮามาสได้ 3 แห่ง ในวันจันทร์ แต่ก็ยังมีการโจมตีอาคารในเมืองทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตอย่างไม่ทราบ จำนวน

เหตุการณ์รุนแรงล่าสุดทำให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้ว 172 คน บาดเจ็บ 1,230 คน หน่วยงานบรรเทาทุกข์ของสหประชาชาติระบุว่ามีผู้ลี้ภัยเข้ามาอาศัยในสถานลี้ ภัยของพวกเขาแล้ว 17,000 คน ทางด้านศูนย์สิทธิมนุษยชนของปาเลสไตน์ระบุว่าในจำนวนผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ มากกว่า 130 คนเป็นพลเรือนธรรมดา มีเด็ก 35 คน และผู้หญิง 26 คน มีบ้านเรือน 147 หลังคาเรือนถูกทำลายและอีกหลายร้อยหลังคาเรือนได้รับความเสียหาย

วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ขอเชิญคนไทยร่วมต้านยิวอิสราเอล

ขอเชิญคนไทยร่วมต้านยิวอิสราเอล


The land of sucks!

The land of sucks!



10501944_10152536806271622_1149869568106370121_n 

สนับสนุนชาวปาเลสไตน์

สนับสนุนชาวปาเลสไตน์


Israel-Gaza-explosion-jpg
 
ทุกคนที่รักความเป็นธรรมต้องประณามอิสราเอลที่ใช้ความรุนแรงสุดขั้วในการถล่มชาวปาเลสไตน์อีกครั้งที่กาซา


น้ำมันและเลือด ประวัติศาสตร์ปาเลสไตน์

น้ำมันในตะวันออกกลางเป็นสิ่งที่จักรวรรดินิยมต้องการควบคุมเป็นอย่าง ยิ่ง มหาอำนาจตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐในยุคนี้ เป็นผู้หนุนสร้าง อิสราเอ็ล ให้เป็น “สุนัขเฝ้าพื้นที่ตะวันออกกลาง” สหรัฐทำงานอย่างใกล้ชิดกับ อิสราเอ็ล โดยให้เงินช่วยเหลือทางทหารมหาศาล อิสราเอล จึงคอยทำสงครามต่อต้านกลุ่มชาวอาหรับที่จะคัดค้านผลประโยชน์ของสหรัฐอย่าง ต่อเนื่อง และขยายดินแดนของตนเองโดยขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกไป ในขณะเดียวกันสหรัฐกลายเป็นผู้อุปถัมภ์ผู้นำทรราชอาหรับ เช่น กษัตริย์ซาอุ และพวกเผด็จการในประเทศอื่นๆ

“ไซออนนิสต์” (Zionist) แนวคลั่งชาติปฏิกิริยาสุดขั้ว

ยิวสาย ไซออนนิสต์ คือพวกฝ่ายขวาชาตินิยมจัด พวกนี้มองว่ายิวอยู่กับคนอื่นอย่างสันติไม่ได้เพราะเขาเชื่อว่าเชื้อชาติที่ ต่างกันย่อมฆ่ากันหรือขัดแย้งกันเสมอ ดังนั้นเขาเสนอว่าต้องสร้างชาติ “บริสุทธิ์” ของตนเองขึ้นมา จริงๆ แล้วแนวคิดนี้ใกล้เคียงกับแนวคิดของพวกฟาสซิสต์หรือนาซีที่แสวงหาเชื้อชาติ “บริสุทธิ์” โดยการฆ่าคนยิวในยุโรป บางคนอาจแปลกใจเมื่อค้นพบว่านักการเมืองต่างๆ ในพรรครัฐบาลปัจจุบันของอิสราเอ็ลสืบทอดความคิดจากกลุ่มฟาสซิสต์ ทั้งๆ ที่ฟาสซิสต์ในยุโรป เกลียดชังและฆ่ายิว แต่จริงๆ แล้วนี่คือลักษณะสองด้านของเหรียญเดียวกันของพวกฝ่ายขวา

รัฐไซออนนิสต์ อิสราเอ็ล ถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่ที่มีคนอื่นอาศัยอยู่ คือพื้นที่ที่ชาวปาเลสไตน์และชาวยิวเคยอาศัยร่วมกัน ดังนั้นรัฐเชื้อชาติเดียวที่ถูกสร้างขึ้นต้องอาศัยการขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออก จากบ้านเกิด และการฆ่าชาวปาเลสไตน์ตลอด

เราต้องสมานฉันท์กับชาวปาเลสไตน์

การต่อสู้อันยาวนานของชาวปาเลสไตน์เป็นการต่อสู้ที่ควรให้กำลังใจกับผู้ ถูกกดขี่ทุกคนทั่วโลก เพราะเป็นการต่อสู้ที่ไม่เคยยอมแพ้ทั้งๆ ที่เผชิญหน้ากับกำลังอาวุธของอิสราเอ็ลที่เหนือกว่าเสมอ และได้รับการหนุนหลังโดยจักรสรรดินิยมอเมริกา

ในประเทศไทยเราควรทำอะไรบ้าง? เราควรคัดค้านความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับ อิสราเอ็ล ในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ในระดับรัฐบาล สถาบันการศึกษา หรือธุรกิจ และเราควรจะทำความเข้าใจและให้ข้อมูลกับกรรมาชีพและคนจนที่คิดจะไปหางานทำใน อิสราเอ็ล เพราะผืนแผ่นดินอิสราเอ็ลเปื้อนเลือดของพี่น้องชาวปาเลสไตน์มานานพอแล้ว

(ที่มา)
http://turnleftthai.wordpress.com/2014/07/14/

12 หลักตอแหลและปฏิกิริยาของประยุทธ์ ผู้หลงตนเองว่าเป็น “มุสโสลีนี” เผด็จการฟาสซิสต์เกิดใหม่

12 หลักตอแหลและปฏิกิริยาของประยุทธ์ ผู้หลงตนเองว่าเป็น “มุสโสลีนี” เผด็จการฟาสซิสต์เกิดใหม่



 

1. มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของชาติในปัจจุบัน (ไม่ต้องรักประชาชน)
 

2. ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน มีอุดมการณ์ในสิ่งที่ดีงามเพื่อส่วนรวม (ประยุทธ์ฆ่าคนมือเปล่า)


3. กตัญญู ต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ (ประยุทธ์อกตัญญูต่อพลเมืองที่จ่ายเงินเดือนให้มัน)


4. ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษา เล่าเรียน ทางตรงและทางอ้อม (ประยุทธ์ไม่ค่อยฉลาด แต่อวดเก่ง)


5. รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทยอันงดงาม (วัฒนธรรมกดขี่ขูดรีดและใช้อำนาจกระบอกปืน)


6. มีศีลธรรม รักษาความสัตย์ หวังดีต่อผู้อื่น เผื่อแผ่และแบ่งปัน (ประยุทธ์ทนไม่ได้ที่จะเห็นรัฐบาลช่วยคนจน)


7. เข้าใจ เรียนรู้ การเป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ถูกต้อง (มันควรศึกษาเอง เพื่อทันประชาชนที่ตาสว่างนานแล้ว)


8. มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักการเคารพผู้ใหญ่ !!!!!


9. มีสติ รู้ตัว รู้คิด รู้ทำ รู้ปฏิบัติ ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ฮุๆๆๆ)


10. รู้จัก ดำรงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รู้จักอดออมไว้ใช้เมื่อยามจำเป็น มีไว้พอกินพอใช้ ถ้าเหลือก็แจกจ่าย จำหน่าย และขยายกิจการ เมื่อมีความพร้อม โดยมีภูมิคุ้มกันที่ดี (ประยุทธ์ไม่เคยรู้จักพอ นายภูมิพลรวยที่สุด พวกตอแหลบอกให้เราพอเพียงกับความจน)


11. มี ความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจฝ่ายต่ำ หรือกิเลส มีความละอาย เกรงกลัวต่อบาป ตามหลักของศาสนา (ประยุทธ์มือเปื้อนเลือดหน้าด้านสอนเราให้มีศีลธรรม)

12. คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม และต่อชาติ มากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง (ชาติประยุทธ์มันชาติหมา แต่ไม่ใช่ชาติของประชาชน)

(ที่มา)

ทบทวน พิมพ์เขียว บันได 4 ขั้น ′คมช.′ ผ่านผล ′เลือกตั้ง′

ทบทวน พิมพ์เขียว บันได 4 ขั้น ′คมช.′ ผ่านผล ′เลือกตั้ง′


10501944_10152536806271622_1149869568106370121_n
 
‘บิ๊กตู่’ เผยรธน.ชั่วคราวมีไม่เกิน 50 มาตรา อาจต้องมีข้อจำกัดบางประการ
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid

จับตา! จะมีคนจากกองทัพกี่คน? คนสนิทกับคสช.กี่คน? คนที่เคลื่อนไหวสนับสนุนการรัฐประหารของ คสช.ร่วมกับ กปปส.กี่คน?


ถามว่าตอนที่ "คมช." ร่างแผนบันได 4 ขั้นนั้น และในแต่ละ "ขั้น" บันได คมช.กำหนดรายละเอียดของแผนเอาไว้อย่างไร

ความเป็นจริงในทางการเมืองได้ให้ "คำตอบ" ในระดับ 1

นั่นก็คือ ระหว่างแผนบันไดขั้น 1 ถึงแผนบันไดขั้น 3 คมช.จะเป็นผู้ลงมือกระทำด้วยกำลังและอำนาจที่มีอยู่

อันเท่ากับเปิดทางสะดวกให้กับแผนบันไดขั้น 4

นั่นเห็นได้จากการจัดตั้ง "คตส." เพื่อเล่นงานนักการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม นั่นเห็นได้จากการยุบพรรคไทยรักไทยและตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหาร 111 คน

นั่นเห็นได้จากการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550

อันไม่เพียงแต่เป็นฐานที่มาของกระบวนการ "การเลือกตั้ง" หากยังเป็นฐานที่มาแห่ง "กกต." เป็นฐานที่มาแห่ง "ป.ป.ช." และเป็นฐานที่มาแห่ง "ศาลรัฐธรรมนูญ"
ทุกอย่างล้วนสนองให้กับ "บันไดขั้น 4"
จะว่ารัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 เป็นรัฐประหาร "เสียของ" ก็ว่าไม่ได้เต็มปากเต็มคำนักเพราะที่ล้มเหลวนั้นเสมอเป็นเพียง "บันไดขั้น 4" เท่านั้น

กลไกอื่น "เวิร์ก" กลไกอื่น "ราบรื่น"
บันไดขั้น 4 ของรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 อันกำหนดโดย "คมช." นั้น คือ บันไดแห่งการเลือกตั้ง

การปฏิวัติฝรั่งเศส

การปฏิวัติฝรั่งเศส



execlouis
 


ประวัติศาสตร์ การปฏิวัติฝรั่งเศส
https://www.youtube.com/watch?v=gs6tIYSMjNM

โดย   C. H.


ในปีค.ศ. 1789 กษัตริย์หลุยส์ที่ 16 เรียกให้มีการประชุมของ “สามสภา” (สภาพระ สภาขุนนาง และสภาสามัญชน) เพื่อหาทางเก็บภาษีเพิ่มเพื่อจ่ายหนี้ของรัฐบาล แต่ผู้แทนของสภาสามัญชน ซึ่งประกอบไปด้วยคนระดับกลางๆ ไม่ยอมก้มหัวให้พวกชั้นสูง และเมื่อกษัตริย์สั่งให้ปิดการประชุม เขาก็ย้ายไปประชุมในสนามเทนนิสและประกาศตั้งเป็น “สภาแห่งชาติ”   พวกคนชั้นกลางในระยะแรกมองว่าต้องแค่ “ปฏิรูป” การปกครองโดยคงไว้ระบบกษัตริย์ พวกนี้ขัดขวางการขยายสิทธิในการเลือกตั้งไปสู่คนธรรมดาระดับล่างด้วย เริ่มมีการก่อตั้งสมาคมต่างๆ เพื่อถกเถียงแลกเปลี่ยนการเมือง เช่นสมาคม จัคโคบิน ซึ่งมีผู้นำสำคัญชื่อ โรบสเบียร์     แต่ท่ามกลางวิกฤตการเมืองและความขัดแย้ง พวกคนจนในเมือง (sans-culottes) กับเกษตกรยากจน ไม่ได้เพิกเฉย มีการร่วมตัวกันและปลุกระดมมวลชนระดับล่างให้ออกมาต่อสู้ โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวว่ากษัตริย์จะทำรัฐประหารเพื่อปราบปรามสภาแห่งชาติ ในโอกาสนั้นมวลชนชั้นล่างบุกเข้าไปยึดป้อม บาสเตียล ที่เป็นคุกและคลังแสงอาวุธ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันที่ 14 ก.ค.

หลังจากนั้นไม่นาน มวลชนสตรีจากย่านยากจนในเมืองปารีส ซึ่งไม่พอใจกับปัญหาข้าวของขาดแคลนและราคาแพง ออกมาเดินขบวนและชักชวนให้ผู้ชายติดอาวุธสองหมื่นคน ร่วมกันเดินไปที่วังแวร์ไซ เพื่อจับกษัตริย์และลากกลับมาที่ปารีส     ในปี 1791 ความไม่พอใจของคนชั้นล่างกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มขึ้น และขณะที่คนจำนวนมากเข้าแถวเพื่อลงชื่อเรียกร้องให้ตั้งสาธารณรัฐ “กองกำลังแห่งชาติ” ภายใต้การนำของคนชั้นกลาง ก็กราดยิงประชาชนตายไปห้าสิบศพ การปราบปรามของฝ่ายชนชั้นกลางที่สองจิตสองใจเกี่ยวกับระบบกษัตริย์ไม่ได้ผล มีการลุกฮือรวมตัวกันของคนจนในเมืองและคนชั้นกลางที่ต้องการปฏิวัติอย่างถอน รากถอนโคน แกนนำตอนนี้กลายเป็นคนอย่าง โรบสเบียร์ และในที่สุดสภาใหม่ ที่ได้รับการเลือกตั้งจากพลเมืองชายทุกคน ก็ประกาศก่อตั้งสาธารณรัฐฝรั่งเศสผ่านการยกเลิกและประหารชีวิตกษัตริย์ และการยกเลิกระบบฟิวเดิล     การปฏิวัติฝรั่งเศสไม่ได้จบลงเร็วๆ มีการเดินหน้าบ้าง ถอยหลังบ้าง ผลของการปฏิวัติเปิดทางให้มีการพัฒนาระบบทุนนิยมเต็มใบ และผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดคือนายทุนใหญ่ซึ่งไม่เคยมีความกล้าหาญที่ จะนำการปฏิวัติแต่แรก พวกนายทุนจัดการกับคนก้าวหน้าอย่างโรบสเบียร์ แล้วจึงหันไปพึ่งเผด็จการกองทัพภายใต้การนำของนายทหารหนุ่มชื่อ นโปเลียน โบนาพาร์ท

(ที่มา)
http://turnleftthai.wordpress.com/2014/07/14/ 

มีอะไรใน รัฐ/ธรรมนูญชั่วคราว ฉบับ คณะรัฐประหาร?

มีอะไรใน รัฐ/ธรรมนูญชั่วคราว ฉบับ คณะรัฐประหาร?


 
 
มีอะไรใน รัฐ/ธรรมนูญชั่วคราว ฉบับ คณะรัฐประหาร?

สยาม/ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญรวม 18 ฉบับ มีการรัฐประหารโดยทหารจำนวน 12 ครั้ง นำมาสู่การร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว 7 ฉบับ และแก้ไขเพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญในอดีตอีก 1 ฉบับ

นับตั้งแต่การรัฐประหาร ปี 2514 เป็นต้นมา การบังคับใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวใช้ระยะเวลาไม่เคยเกินหนึ่งเดือนนับจากวันรัฐประหาร ถึงวันนี้นับตั้งแต่ 22 พ.ค.2557 เป็นเวลาเกินกว่าหนึ่งเดีอนไปแล้วเรายังไม่เห็นการบังคับใช้รัฐธรรมนูญใหม่เกิดขึ้น

โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวมีลักษณะคัดลอกตัดปะกันไปมาสลับที่สลับทางให้ดูเหมือนร่างใหม่

หากมองถึงวิวัฒนาการของรัฐธรรมนูญชั่วคราวจะเห็นความเปลี่ยนแปลง กล่าวคืออย่างน้อย 2 ครั้งหลังคือปี 2534 เราเห็นการเลิกการให้อำนาจเบ็ดเสร็จกับนายกรัฐมนตรี ที่มีมาตั้งแต่ปี 2502 ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และ การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี 2549

สำหรับความล่าช้าผิดปกติของรัฐธรรมูญชั่วคราวปี 2557 อาจทำให้คาดการณ์ได้ว่าน่าจะมีนวัตกรรมทางการเมืองใหม่(ที่อาจล้าหลังกว่าก่อน) รวมถึงการนำของเก่ามาใช้ในบริบทการเมืองใหม่?
 
(อ่านต่อ)
http://www.ilaw.or.th/node/3158

กระวี กระวาด ดีเบต

กระวี กระวาด ดีเบต


 

ไอ้ แก่เนาวรัตน์ มัวนั่งฝันว่าตัวเองปราดเปรื่อง แต่งกลอนยังดูถูกคน อะไรดีอะไรถูกไม่เข้าใจ ยังคิดไปได้ ว่าตีวเองเป็นกวีเป็นปราชญ์ ถุย!

พวกฝ่ายขวาประจบสอพลอเลียทหาร เผยธาตุแท้ที่เกลียดคนจน

พวกฝ่ายขวาประจบสอพลอเลียทหาร เผยธาตุแท้ที่เกลียดคนจน







0
ล้ม 30 บาทรักษาทุกโรค บังคับพรรคการเมืองต้องส่งนโยบายให้สลิ่มตรวจสอบก่อน และคัดค้านการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ....เรื่องแบบนี้เข้าใจได้ง่าย ถ้าเราศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมืองพื้นฐาน และสิ่งที่น่าสังเกตคือ แนวเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมกลไกตลาด (neo-liberal) ไปได้ดีกับระบบเผด็จการ

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์ 


ตอนนี้เราเริ่มเห็นสลิ่มประจบสอพลอเลียทหาร คลานออกมาเสนอนโยบายหมุนนาฬิกากลับ ให้สังคมถอยหลังลงคลอง

(1) แพทย์สลิ่ม ปลัดสาธารณสุข เดินหน้าทำลาย “30 บาทรักษาทุกโรค” เสนอให้ประชาชนจ่ายค่าพยาบาลถึงครึ่งหนึ่งเอง และไม่ยอมอนุมัติเบิกจ่ายยาสำคัญสำหรับโรคไวรัสตับอักเสบ และมะเร็ง
นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขคนนี้ เคยออกแถลงการณ์ในนามประชาคมสาธารณสุข เรียกร้องให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ลาออกและเร่งปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ตามแนวม็อบสุเทพ

(2) เลขาธิการ ป.ป.ช. เตรียมขอหารือ กกต. เสนอออกระเบียบหรือกฎหมายให้ทุกพรรคส่งแผนการดำเนินโครงการที่ชัดเจนให้ กกต. ตรวจสอบก่อนหาเสียง พูดง่ายๆ ทุกพรรคต้องนำนโยบายมาให้คณะกรรมการสลิ่มตรวจสอบก่อนการเลือกตั้ง พวกต้านประชาธิปไตยเกลียดชังนโยบายของไทยรักไทยที่ใช้งบประมาณรัฐเพื่อให้ ประโยชน์กับประชาชนคนจนมานาน

(3) นักเศรษฐศาสตร์ TDRI เสนอว่าไม่ควรขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีก เหมือนที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์เคยทำ (ดูโพสธ์ของผมก่อนหน้านี้)

พวกคลั่งกลไกตลาดเสรีนิยม “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” เหล่านี้ มองว่าการใช้งบประมาณรัฐ ที่มาจากการเก็บภาษี เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนจน เป็นเรื่อง “ผิด” แต่การที่ทหารจะเพิ่มงบประมาณให้ตัวเอง เป็นเรื่องดี มีประโยชน์ต่อประเทศชาติ

เรื่องแบบนี้เข้าใจได้ง่าย ถ้าเราศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมืองพื้นฐาน และสิ่งที่น่าสังเกตคือ แนวเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมกลไกตลาด (neo-liberal) ไปได้ดีกับระบบเผด็จการ

(ที่มา)
http://turnleftthai.wordpress.com/2014/07/12 

ข้อคิด! ข้อคิด! ข้อคิด!

ข้อคิด! ข้อคิด! ข้อคิด!


 
 
 
อย่าพึ่งไปดีใจ! กับรัฐบาลสหรัฐที่ไม่เชิญคณะทหาร เถื่อนไปงานวันชาติ ดีแล้ว แต่อย่าพึ่งไปหวังว่าสหรัฐหรือสหประชาชาติจะมาช่วยสร้างประชาธิปไตย เพราะทูตสหรัฐเชิญสมศักดิ์ฟาสซิสต์เตี้ย ไปพร้อมกับจาตุรนต์ ฉายแสง และบังขี้มูล(พัน กีมุน)เลขาฯ สหประชาชาติก็เคยไม่ยอมรับจดหมายจากเสื้อแดงตอนที่เสื้อแดงโดนฆ่าที่ราช ประสงค์

“มันแกว” คือตัวแทนของความคิดถอยหลังลงคลองของพวกอดีตสิทธิสตรี

“มันแกว” คือตัวแทนของความคิดถอยหลังลงคลองของพวกอดีตสิทธิสตรี

 

UmMun 
โดย ใจอึ๊งภากรณ์

“อั้ม เนโกะ” เป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพที่กล้าหาญ เขาโดนพวกนักบริหารมหาวิทยาลัยรังแก เขาโดนคณะทหารเรียกเพื่อจำคุก และเขาโดนพวกล้าหลังในสื่อ ASTV ข่มขู่ว่าควรจะโดนข่มขืนในคุก

“มันแกว” เป็นักฉวยโอกาสที่ใช้ร่างตนเองเพื่อโฆษณาธุรกิจ แต่เขาอ้างว่าเขาเป็นสตรีที่ปลดแอกตนเอง เขาไม่มีจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน เขาไม่โดนทหารเรียกหรือรังแก และคงมีพวกทหาร คสช. หลายคนที่แอบไปชมภาพเขาในเฟสบุ๊ก

ทั้ง “อั้ม เนโกะ” และ “มันแกว” เป็นตัวอย่างของสองขั้วแนวคิดเกี่ยวกับสิทธิทางเพศ ขั้วหนึ่งก้าวหน้า อีกขั้วปฏิกิริยา ถ้าจะเข้าใจ เราต้องย้อนกลับไปดูการเปลี่ยนแปลงของแนวสิทธิสตรีในระดับสากล

เมื่อ 40 ปีก่อน ระดับการต่อสู้ทั่วโลกขึ้นสูง ซึ่งกระตุ้นการฟื้นฟูแนวคิดสิทธิสตรี ในยุคนั้นนักสิทธิสตรี ทั้งพวก“เฟมินิสต์” และพวกนักสังคมนิยม โดยเฉพาะในสังคมที่ก้าวหน้า มักร่วมกับผู้ชายและขบวนการสหภาพแรงงานในการต่อสู้ ในยุคนั้นมีการเน้นความเท่าเทียมในทุกแง่ รวมถึงสิทธิของสตรีในการเป็นผู้นำ และในการมีความสุขจากเพศสัมพันธ์ แทนที่จะรักนวลสงวนตัว

ข่มขืนต้องประหาร: ข้อสังเกตบางประการ

ข่มขืนต้องประหาร: ข้อสังเกตบางประการ 



ดูรูปภาพบนทวิตเตอร์ 
โดย อิสร์กุล อุณหเกตุ

กระแสรณรงค์เพิ่มโทษในคดีข่มขืนให้เป็นโทษประหารชีวิตกลับมายังสังคมออ นไลน์อีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์ฆ่าข่มขืนเด็กหญิงวัย 13 ปีบนขบวนรถไฟ  โลกโซเชียลมีเดียชักชวนกันติดแท็ก #ข่มขืนต้องประหาร รวมถึงมีการรวบรวมรายชื่อเพื่อผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมาย
 
ในเอกสารนี้ ผู้เขียนพยายามตั้งข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับคดีข่มขืนกระทำชำเรา รวมถึงนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจบางชุดเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจ

ข้อสังเกตประการแรก: ข่มขืน ≠ ข่มขืนฆ่า
ตามกฎหมายของไทยนั้น การ ‘ข่มขืน’ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปีถึง 20 ปี และโทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิต ในกรณีที่มีการใช้อาวุธหรือการรุมโทรม และในกรณีที่กระทำแก่เด็กอายุไม่เกิน 13 ปี [1] กฎหมายบัญญัติโทษไว้เช่นนี้ตามระดับความรุนแรงของการกระทำผิด  ในขณะที่การรณรงค์ให้ใช้โทษประหารชีวิตนั้นเกิดขึ้นจากกรณี ‘ข่มขืนฆ่า’ ซึ่งมีโทษสูงสุดคือประหารชีวิตอยู่แล้ว [2] จึงสะท้อนว่าสังคมมีความสับสนบางประการระหว่างการลงโทษกรณี ‘ข่มขืน’ กับ ‘ข่มขืนฆ่า’ ซึ่งไม่แน่ชัดว่าต้องการเรียกร้องให้มีการลงโทษประหารชีวิตสำหรับการ ‘ข่มขืน’ ทุกกรณีหรือไม่ อย่างไร

การลดโทษเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการรณรงค์ดังกล่าว ผู้ร่วมรณรงค์บางส่วนมีความเห็นว่า กฎหมายของไทยมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการลดโทษที่อาจทำให้ผู้กระทำความผิดสารภาพ ได้รับโทษน้อยไม่สาสมแก่ความผิด อย่างไรก็ตาม การลดโทษนั้นเป็นดุลพินิจของศาล ซึ่งศาลไม่จำเป็นต้องลดโทษเสมอไป ตัวอย่างเช่น คําพิพากษาฎีกาที่ 8688/2543 ในคดีกักขังหน่วงเหนี่ยวและข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งศาลเห็นว่าจำเลยมี “สภาพจิตใจที่โหดเหี้ยมทารุณผิดวิสัยมนุษย์” และไม่ลดโทษแก่จำเลย เป็นต้น

ข้อสังเกตประการที่สอง: การลงโทษ ≠ การแก้แค้น
การลงโทษผู้กระทำความผิดมีวัตถุประสงค์สำคัญหลายประการ ได้แก่ การแก้แค้นทดแทน (retribution) การป้องปรามการกระทำความผิด (deterrence) การกันผู้กระทำความผิดออกจากสังคม (incapacitation) และการแก้ไขฟื้นฟู (rehabilitation) แม้ว่าการแก้แค้นทดแทนจะเป็นเหตุผลหนึ่งในการลงโทษ แต่การลงโทษไม่จำเป็นต้องเป็นไปเพื่อการแก้แค้นเสมอไป

คัดค้านโทษประหาร ค้านค้านความรุนแรงต่อสตรี

คัดค้านโทษประหาร ค้านค้านความรุนแรงต่อสตรี



โทษประหาร 

หนึ่งสาเหตุสำคัญที่เราควรต่อต้านโทษประหาร คือในอดีตมีการประหารชีวิตผู้บริสุทธ์ เฉลียว ปทุมรส ชิต สิงหเสนี และบุศย์ ปัทมศริน ผู้โดนกล่าวหาเท็จว่าฆ่ารัชกาลที่8...? มีอีกหลายสาเหตุนอกจากนั้น

โดย  ใจ อึ๊งภากรณ์
 
นักมาร์คซิสต์อย่างเราใน “องค์กรเลี้ยวซ้าย” คัดค้านโทษประหาร เพราะมันเป็นแค่การฆ่าประชาชนอีกคนหนึ่งเพื่อสำเร็จความใคร่และการแก้แค้น ของสังคม มันเป็นการใช้ความป่าเถื่อนตอบโต้ความป่าเถื่อน แต่การแก้แค้นแบบนั้นเป็นความคิดล้าหลังต่ำช้าที่สุด ที่ชนชั้นปกครองป้อนให้เราเชื่อ การแก้แค้นไม่นำไปสู่การคืนชีพของผู้ถูกฆ่า ไม่ได้แก้ปัญหาการข่มขืนหรือดูแลรักษาจิตใจของเหยื่อ โทษประหารไม่นำไปสู่การลดอาชญากรรมแต่อย่างใด และบ่อยครั้งผู้ถูกประหารเป็นคนบริสุทธิ์ที่ศาลพิพากษาผิดอีกด้วย เราทราบดีว่าศาลเตี้ยไทยมันลำเอียงและแย่แค่ไหน

การใช้กฎหมายในการลงโทษพลเมืองที่ใช้ความรุนแรง ไม่ได้ทำให้อาชญากรรมลดลงแต่อย่างใด เพราะเป็นการพยายามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหลังจากที่มีผู้กระทำความผิดไปแล้ว เราควรดูว่าสาเหตุของอาชญากรรมมาจากอะไร เราควรเข้าใจว่าทำไมผู้ชายบางคนข่มขืนผู้หญิง และเราต้องเข้าใจว่าสภาพแวดล้อมของสังคมเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหา มันไม่ใช่เรื่อง “คนดี” กับ “คนชั่ว” แบบง่ายๆ เพราะไม่มีใครเกิดมาดี หรือเกิดมาชั่ว

วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

‘โหน่ง โอเคนิติราษฎร์’ ถูกคุมตัวที่กองปราบ หลังชูป้ายฉลองวันชาติอเมริกาหน้าสถานทูต

‘โหน่ง โอเคนิติราษฎร์’ ถูกคุมตัวที่กองปราบ หลังชูป้ายฉลองวันชาติอเมริกาหน้าสถานทูต



 

8 ก.ค.2557 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.เชาวนาถ มุสิกภูมิ หรือที่รู้จักในนาม ‘โหน่ง โอเคนิติราษฎร์’ อายุ 52 ปี ถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องขังกองปราบฯ ตั้งแต่ 22.00 น.ของวันที่ 6 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจได้สนธิกำลังกันเข้าควบคุมตัวเชาวนาถที่บ้านพัก ย่านบึงกุ่ม โดยระบุว่าขัดคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) หลังจากเมื่อวันที่ 4 ก.ค. ซึ่งเป็นวันชาติของสหรัฐอเมริกา (Independence Day) เชาวนาถได้เดินทางไปชูป้ายร่วมฉลองบริเวณหน้าสถานทูตสหรัฐอเมริกา

เชาวนาถ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า วันที่ 6 ก.ค. เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจในเครื่องแบบประมาณ 10 นาย เดินทางมาควบคุมตัวเธอที่บ้านพักย่านบึงกุ่ม ก่อนนำตัวไป สน.ลุมพินี หลังจากนั้นถูกนำตัวไปที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีเพื่อสอบสวน ตั้งแต่เที่ยงวัน จากนั้นเวลา 22.00 น. จึงถูกนำตัวมาขังไว้ที่กองบังคับการปราบปราม

เธอเล่าว่า ในวันที่ 4 ก.ค.ที่หน้าสถานเอกอัคราชทูตสหรัฐฯ เธอถูกเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบควบคุมตัวถึง 2 ครั้ง พร้อมกับขอบัตรประชาชนไปถ่ายภาพ แต่ท้ายที่สุดก็ได้รับการปล่อยตัวกลับบ้าน ก่อนจะเข้ามาควบคุมตัวตามที่อยู่ในบัตรประชาชนในภายหลัง

สำหรับการสอบสวนที่สโมสรทหารบกนั้น เชาวนาถระบุว่า เจ้าหน้าที่ทหารที่สอบสวนได้นำรูปที่เธอเคยชูป้ายที่หน้าหอศิลปฯ กรุงเทพภายหลังวันรัฐประหาร พร้อมสอบถามว่าเคลื่อนไหวกับใครบ้าง ซึ่งเธอยืนยันว่าเคลื่อนไหวเพียงลำพังในฐานะปัจเจกชนที่ยืดถือหลักการ ประชาธิปไตยเท่านั้น

วันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

จอม เพชรประดับ: แถลงฉบับที่ 2 อย่าผลักให้คนที่เห็นต่าง กลายเป็นภัยของแผ่นดิน

จอม เพชรประดับ: แถลงฉบับที่ 2 อย่าผลักให้คนที่เห็นต่าง กลายเป็นภัยของแผ่นดิน



 


เกือบไม่ต้องสงสัยใด ๆ เลยว่า ความคิด จุดยืน และหลักการการปฏิบัติวิชาชีพที่ข้าพเจ้ายึดมั่น กลายเป็นอันตรายและกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ อันเป็นแผ่นดินมาตุภูมิของตัวเองไปเสียแล้ว

เมื่อคสช.ได้ออกประกาศให้ข้าพเจ้าไปรายงานตัว ตอนเที่ยงวัน ของวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ข้าพเจ้ารับทราบคำประกาศดังกล่าวจึงไม่สามารถไป รายงานตัว ตามวันเวลา ที่กำหนดได้ เนื่องจากข้าพเจ้าพำนักอยู่ในต่างประเทศเพื่อการพักผ่อนและเยี่ยมญาติ

แม้จะค่อนข้างเชื่อมั่นว่า คณะ คสช. ไม่ได้ทำร้าย หรือตั้งข้อกล่าวหา กักขังหน่วงเหนี่ยว เพื่อเปลี่ยนทัศนคติข้าพเจ้า เหมือนกับบางคนที่ได้เข้าไปรายงานตัว เพียงแต่ต้องการพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ให้ข้อมูลที่แตกต่าง เพื่อสร้าง ความเข้าใจใหม่ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการเรียกบุคคลให้ไปรายงานตัวของ คณะ คสช.

แต่เนื่องด้วยข้าพเจ้า ไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร จึงขอปฎิเสธที่จะเดินทางไปรายงานตัวดังกล่าว  นอกเหนือจากที่ไม่สามารถเดินทางมาได้ในห้วงเวลาที่กระชั้นชิดแล้ว

เงาปีศาจเผด็จการปรากฏตัวในอินโดนีเซีย

เงาปีศาจเผด็จการปรากฏตัวในอินโดนีเซีย



Prabowo12 

วันที่ 9 กรกฏาคมนี้ จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ผู้ลงสมัครหลักสองคนในการเลือกตั้งครั้งนี้คือ โจโค วิโดโด (Joko Widodo) นักการเมืองรุ่นใหม่ที่เป็นผู้ว่าฯเมืองจากาตาร์ กับ นายพล พราโบโว ซุบิอาโน (Prabowo Subianto)

โจโค วิโดโด พยายามสร้างภาพว่าใช้วิธี “ใหม่” ทางการเมือง ในช่วงที่เป็นผู้ว่าฯเมืองหลวง เขามีนโยบายที่ช่วยคนจนและผู้ประกอบการรายย่อย เขาเคยพูดว่า “ประชาธิปไตยคือการฟังเสียงคนธรรมดา นั้นคือสาเหตุที่ผมไปเยี่ยมชาวบ้านและผู้ทำงาน”

โจโค วิโดโด ภาพจาก BBC

แต่คู่แข่งของ วิโดโด น่ากลัวกว่านี้มาก นายพล พราโบโว ซุบิอาโน เป็นอดีตผู้บัญชาการกองกำลังหน่วยพิเศษ (Kopassus) ภายใต้เผด็จการซุฮาร์โต้

นายพล พราโบโว ซุบิอาโน  

พราโบโว มีส่วนในการเข่นฆ่าประชาชนชาวตีมอร์ตะวันออก ที่เรียกร้องเอกราช มีส่วนในการปราบปรามผู้ที่เรียกร้องเสรีภาพในเกาะปาปัว และล่าสุด ในฐานะผู้บัญชาการทหารในเมืองจากาตาร์ (Kostrad) ในปี 1988 มีส่วนสำคัญในการอุ้มทรมานและฆ่านักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยในช่วงที่มีการลุก ฮือล้มซุฮาร์โต้ เขาเป็นผู้ปลุกระดมให้อันธพาลไปทำร้าย ข่มขืน และเผาบ้านชาวจีน เพื่อเบี่ยงเบนประเด็นทางการเมือง ทุกวันนี้เขาขอวิซาเพื่อเดินทางเข้าสหรัฐไม่ได้เพราะเรื่องนี้

นักสิทธิมนุษยชนอยากได้คำตอบเกี่ยวกับผลงาน พราโบโว ในอดีต ภาพจากBBC 
นักสิทธิมนุษยชนอยากได้คำตอบเกี่ยวกับผลงาน พราโบโว ในอดีต ภาพจากBBC

พราโบโว เคยแต่งงานกับลูกสาว ซุฮาร์โต้ และใช้เส้นสายกอบโกยความร่ำรวยส่วนตัวผ่านธุรกิจที่มีอภิสิทธิ์พิเศษภายใต้ เผด็จการ ซุฮาร์โต เขามีประวัติในการพยายามปิดกั้นสื่อเสรีเช่นวารสาร เทมโพ (Tempo) นอกจากนี้เขาเคยเรียกตัว “กัสดูร์” หรือ วาฮิต เข้าพบเพื่อขู่ให้เลิกการเมืองและเน้นแต่เรื่องศาสนา แต่หลังการล้มซุฮาร์โต้ วาฮิต ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี

ที่น่าเป็นห่วงอีกคือ พราโบโว เคยพูดว่าการเมืองอินโดนีเซียปัจจุบัน “ตามก้นตะวันตกมากไป ซึ่งไม่เหมาะสมกับการเมืองอินโดนีเซีย” เขาอยากจะยกเลิกการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง ที่เกิดขึ้นหลังล้มเผด็จการซุฮาร์โต้ และหมุนนาฬิกากลับไปสู่ระบบเก่า ที่มีการจัดฉาก “การหาเสียง” และ “การเลือกตั้ง” ให้ดูเหมือนมีประชาธิปไตย แต่กติกาทางการเมืองในการ “เลือกตั้ง” หรือในกลไกของสองสภา (MPR ที่เลือกประธานาธิบดี และสภาผู้แทน DPR) มีการรับประกันว่า พรรคทหาร กอล์คา (Golka)และประธานาธิบดีซูฮาร์โต้จะชนะทุกครั้ง

ถ้า พราโบโว ชนะการเลือกตั้งเอชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีผู้นำสามเกลออัปยศ ไทย-พม่า-อินโดนีเซีย

คสช. กอดรักกับทหารพม่า
คสช. กอดรักกับทหารพม่า
 
(ที่มา)
http://turnleftthai.wordpress.com/2014/07

ทำไมเงียบเหมือนป่าช้า?

ทำไมเงียบเหมือนป่าช้า? 



 
โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

 
มิตร สหายหลายคนอาจสงสัยและกังวลว่าตอนนี้ทำไมทุกอย่างเงียบเหมือนป่าช้า บางคนอาจหดหู่ด้วย แต่เราไม่ต้องหดหู่ถ้าเราวิเคราะห์สาเหตุและประเมินสถานการณ์ได้

เราต้องตั้งคำถามว่าปรากฏการณ์ความเงียบนี้ เป็นแค่เรื่องชั่วคราว หรือเป็นชัยชนะของคณะทหารเถื่อน?

เราต้องตอบคำถามนี้ด้วยปัญญาและการไม่หลอกลวงตนเอง 

ในประการแรก การที่ทหารเรียกนักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยเข้าพบ เพื่อสอบสวน ข่มขู่ และกักขัง พร้อมกับการยัดข้อหา 112กับบางคน และกดดันไม่ให้ใครเคลื่อนไหวต่อไปด้วยคำขู่ว่าจะติดคุก ได้สร้างความหวาดระแวงในหมู่นักเคลื่อนไหวจำนวนมาก โดยเฉพาะเวลาคนที่เคยจุดประกายนำร่องอย่าง บก.ลายจุดถูกจับ ดังนั้นหลายคนหยุดเคลื่อนไหว ปิดเฟสบุ๊ก หรือหยุดสื่อสารทางอินเตอร์เน็ด และการประท้วงบนท้องถนนก็เงียบไป

ในประการที่สองเราต้องเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างมวลชนขบวนการเสื้อแดง กับแกนนำนปช. และทักษิณ เพราะเสื้อแดงเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุด ในประวัติศาสตร์ไทย และทั้งๆ ที่คนจำนวนหนึ่งที่ประท้วงรัฐประหารเมื่อเดือนก่อนอาจไม่ใช่เสื้อแดง หรือเป็นเสื้อแดงก้าวหน้าอิสระ เราปฏิเสธไม่ได้ว่าในอนาคต ถ้าจะล้มเผด็จการทหารเถื่อนนี้ และจัดการกับประยุทธ์มือเปื้อนเลือด มวลชนเสื้อแดงยังมีความสำคัญถึงขนาดชี้ขาดว่าจะสำเร็จได้หรือไม่

เสื้อแดงส่วนใหญ่ยอมรับการนำของ นปช. และชื่นชมพรรคเพื่อไทยกับทักษิณ แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าเสื้อแดงเป็นแค่เครื่องมือของทักษิณหรือเพื่อไทย เลย เพราะเสื้อแดงในชุมชนต่างๆ มีการจัดตั้งกันเอง และเสื้อแดงทุกคนมีเป้าหมายในการต่อสู้เพื่อขยายประชาธิปไตย ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงกับคนส่วนใหญ่ เสื้อแดงไม่ได้ออกมาสู้เพื่อเจ้านายทักษิณอย่างที่พวกสลิ่มหรือนักวิชาการ นักเอ็นจีโออ้าง
ดังนั้นเรื่องการนำและการจัดตั้งสำคัญยิ่ง

ในเมื่อทักษิณกับเพื่อไทย และแกนนำ นปช. ยกธงขาวยอมแพ้ และบางคนดูเหมือนจะร่วมมือกับคณะทหารเผด็จการ กระแสการนำในขบวนการเสื้อแดงไม่ได้ชักชวนให้มวลชนต่อสู้แต่อย่างใด

สาเหตุที่ทักษิณและเพื่อไทยไม่ยอมสู้ ก็เพราะเขาไม่ต้องการล้มระบบอำมาตย์แบบถอนรากถอนโคน ซึ่งอาจเกิดขึ้นถ้ามีการต่อสู้ของมวลชนจำนวนมากบนท้องถนน ในชุมชน และในสถานที่ทำงาน ทักษิณกับคนส่วนใหญ่ที่เป็นนักการเมืองเพื่อไทย หวังจะประนีประนอมกับทหารในอนาคต เขาพร้อมจะเล่นการเมืองต่อด้วย ไม่ว่าจะมีประชาธิปไตยระดับไหน แต่เราต้องไปไกลกว่านั้น

การที่เสื้อแดงจำนวนมากเงียบตอนนี้ ไม่ใช่เพราะถูกสั่งให้เงียบโดยทักษิณหรือแกนนำนปช. แต่เพราะไม่มีการนำในการต่อสู้ ยังขาดความมั่นใจอยู่ การนำดังกล่าวเกิดได้โดยที่ต้องทำงานจัดตั้งใต้ดิน และแกนนำสำคัญๆ ต้องประกาศจุดยืนจากต่างประเทศ แต่ทักษิณ เพื่อไทยกับ นปช.เลือกไม่ทำ

ในสถานการณ์แบบนี้การจัดตั้งอิสระ และการช่วงชิงการนำจากทักษิณ เพื่อไทย และ นปช. เป็นเรื่องสำคัญ ถ้ามวลชนจะมีความมั่นใจพอที่จะสู้ต่อไป 

การจัดตั้งอิสระดังกล่าว และการนำที่อิสระจาก นปช. หรือเพื่อไทย เป็นสิ่งที่พวกเราเสนอมานานแล้ว ก่อนการทำรัฐประหารรอบนี้หลายปี เราเสนอแบบนี้เพราะการ “ต่างคนต่างนำตนเอง” อย่างกระจัดกระจาย อย่างที่เสื้อแดงก้าวหน้าเคยทำ มันตอบรับกับสถานการณ์เผด็จการและภาระในการล้มเผด็จการไม่ได้

การจัดตั้งอิสระ และการเสนอการนำที่อิสระจาก นปช. หรือเพื่อไทย อาจกำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยทุกวันนี้ก็ได้ เนื่องจากเป็นการทำงานที่ต้องปิดลับ เราจะไม่เห็นภาพชัดเจน

หรือการจัดตั้งดังกล่าวอาจไม่เกิดตอนนี้เพราะคนกลัวหรือสับสน แต่มันอาจเกิดในอนาคตอันใกล้ก็ได้
ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร คำตอบจะถูกตอบในรูปธรรมจากการกระทำของท่าน เพราะจะไม่มีใครมาทำให้ และถ้าเราไม่ทำอะไรทหารก็จะชนะรอบนี้

อย่างไรก็ตามเราต้องเข้าใจว่าถ้าทหารชนะรอบนี้ และสามารถสร้างระบบประชาธิปไตยจอมปลอมแบบพม่า มันก็แค่สถานการณ์ชั่วคราวอีก เราสามารถมั่นใจตรงนี้ได้เพราะวิกฤตการเมืองไทย เกิดจากความขัดแย้งพื้นฐานในสังคม ระหว่างชนชั้นบนที่อนุรักษ์นิยม ที่เคยชินกับการปกครองที่สร้างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการเมือง กับคนส่วนใหญ่ที่ตื่นตัวทางการเมืองและไม่พร้อมจะถูกมองข้ามอีกต่อไป คนส่วนใหญ่ในสังคมไทยต้องการมีส่วนร่วมและส่วนแบ่งเต็มที่ ไม่พร้อมจะอยู่ต่อไปแบบไพร่

ดังนั้นการสร้างภาพว่าทหาร “ชนะรอบนี้” ก็คงเป็นแค่ใบบัวเล็กๆ ที่เอามาปิดช้างเน่าทั้งตัว มันปิดบังรอยร้าวในสังคมไม่ได้ และในที่สุดการต่อสู้จะระเบิดออกมาอีก แต่เมื่อไร และอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับเราอีก

(ที่มา)